Chronicles of Primordial Wars ตำนานของสงครามแรกเริ่ม - ตอนที่ 27 : วันหนึ่งเราจะเป็นเจ้าภาพงานพ็อตแลตช์
- Home
- Chronicles of Primordial Wars ตำนานของสงครามแรกเริ่ม
- ตอนที่ 27 : วันหนึ่งเราจะเป็นเจ้าภาพงานพ็อตแลตช์
แม้กระทั่งก่อนที่ฉาวซวนลงไปบนภูเขา ผู้คนในเขตตีนเขาได้
พูดคุยกันถึงเรื่องการตื่นขึ้นมาของพลังฉาวซวน ไม่มีใครคาดคิด
ว่าเด็กน้อยคนนี้ ที่อ่อนแอจากถ้าเด็กกำพร้าจะสามารถปลุกพลัง
สัญลักษณ์ของเขาให้ตื่นขึ้น!
นับตั้งแต่ที่พลังสัญลักษณ์ของเขาได้ตื่นขึ้นมาขณะเขาที่อายุยัง
น้อย ผู้คนสันนิษฐานว่าเขาจะเต็มไปด้วยศักยภาพและบางทีเขา
อาจจะกลายเป็นนักรบที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง
นอกจากนี้ ผู้คนสงสัยว่าทำไมพลังสัญลักษณ์ของฉาวซวนถึงได้
ตื่นเร็วขึ้น บางคนกล่าวว่ามันเป็นเพราะฉาวซวนไปออกกำลังกาย
ทุกเช้า เช่นเดียวกับเด็กบนภูเขา ที่เขาสามารถปลุกพลัง
สัญลักษณ์ของเขาได้เร็วขึ้น
ยังมีบางคนที่สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะปลา เพราะไม่มีสิ่งอื่น ๆ
ได้เกิดขึ้นในเขตพื้นที่ตีนเขา ดังนั้นทำไมตอนนี้ฉาวซวนถึงเป็น
ขณะที่คนอื่นไม่? แต่ทฤษฎีดังกล่าวถูกหักล้างอย่างรวดเร็ว เด็ก
ของพวกเขาเองได้กินปลาตั้งแต่พวกเขาเริ่มตกปลาได้ และพวก
เขาบางคนมีอายุมากกว่าฉาวซวนหนึ่งปี ถ้าหากปลาเป็นเหตุให้
พลังสัญลักษณ์ของเขาตื่นขึ้นมา เช่นนั้นทำไมพลังของพวกเขาถึง
ไม่ถูกปลุกขึ้นมา?
ดังนั้น ในท้ายที่สุด ผู้คนลงสรุปเหตุผลการตื่นขึ้นมาของพลังฉาว
ซวนที่ตื่นเร็วขึ้นกับความจริงที่ว่าเขาออกไปฝึกฝนและออกกำลัง
กายทุกเช้า ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อเมื่อเวลาผ่านไป
ดังนั้น เมื่อฉาวซวนในที่สุดก็ลงมาจากภูเขา เขาสังเกตเห็นว่า
เด็กๆส่วนใหญ่ที่ใช้เวลานอนหลับทุกวัน ตอนนี้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
โดยพ่อแม่ของพวกเขา และให้ออกไปช่วยเคลื่อนย้ายก้อนหินหรือ
ไปตกปลากับพวกเขา
ฉาวซวนรู้เพียงว่าทำไมหลังจากที่เขาถามใครสักคน แน่นอน การ
ทำงานยังเป็นรูปแบบหนึ่งในการฝึกฝนและการออกกำลังกาย
ฉาวซวนไม่เถียงกับทฤษฎีเริ่มต้นฝึกฝน เป็นที่แน่นอนว่าเขาจะไม่
เปิดเผยเหตุผลที่แท้จริงกับพวกเขา
เด็กที่อยู่ในถ้าไม่ได้ออกไปตกปลาในวันนี้ ด้วยฉาวซวนที่ยังไม่
ปรากฎ ซีซาร์ปฏิเสธที่จะทำงานและขุดหนอนหิน แม้ว่าพวกเขา
จะมีเครื่องมือตกปลาแต่พวกเขาไม่สามารถจับปลาโดยไม่ต้อง
เหยื่อ มีคนจำนวนมากเกินไปในลานกรวด ดังนั้นเด็กๆไม่สามารถ
ขุดหนอนหินเพราะพวกเขาถูกเบียดเสียดกับคนอื่นๆอยู่
ตลอดเวลา
ซีซาร์ กลับตรงกันข้าม มันไม่เคยเคลื่อนย้ายก้นของมันจาก
ทางเข้าถ้า มันเพียงแค่นั่งหมอบที่นี่ เมินเฉยต่อการชักชวนของ
เด็กทุกคน แม้ในขณะที่เด็กบางคนไม่เต็มใจให้ปลาดิบครึ่งหนึ่ง
กับมัน มันไม่มองไปที่ปลาและกลับกันมันยังคงจ้องมองไปที่ยอด
เขา
เมื่อเห็นฉาวซวนกลับมา ทันใดนั้นซีซาร์มีความสุขทันทีและรีบวิ่ง
ไปทางฉาวซวนตั้งแต่ที่มองเห็นเขา หากพลังสัญลักษณ์ของฉาว
ซวนไม่ตื่นขึ้นมาและกลายเป็นคนแข็งแรง เขาอาจจะถูกซีซาร์ล้ม
ทับตรึงไว้
เด็กๆทุกคนในถ้ากำลังนับเวลารอการกลับมาของเขา ดังนั้นฉาว
ซวนนำซีซาร์ไปยังลานกรวดและพวกเขาขุดหนอนหินออกมา
จำนวนมาก หลังจากจำศีลในฤดูหนาว หนอนหินเกือบทั้งหมด
กลับขึ้นไปยังพื้นผิวดิน มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวขนาดใหญ่
นับตั้งแต่ที่พลังสัญลักษณ์ของเขาได้ตื่นขึ้นมา ฉาวซวนจะไป
ปฏิบัติภารกิจการล่าสัตว์กับทีมใหม่ของเขา ทำให้มันเป็นไปไม่ได้
สำหรับเขาที่จะอยู่ดูแลถ้าเด็กกำพร้า หลังจากการพูดคุยกับยี
ฉาวซวนปล่อยให้ ตูและบาดูแลจัดการภายในถ้าร่วมกัน ตู
สามารถนับเลขได้ดี และความสามารถในการจดจำของเขาก็ยัง
เป็นที่โดดเด่น เขาเป็นคนที่กล้าหาญมากขึ้นตอนนี้ และเขา
สามารถพูดคุยได้อย่างคล่องแคล่ว ความอ่อนแอเพียงอย่างเดียว
ของเขา คือการที่เขายังดูเหมือนอ่อนแอและผอมบาง บากลับ
ตรงกันข้ามไม่ได้โดดเด่นในด้านเหล่านั้น แต่ร่างของเขาแข็งแรง
พอ ไม่มีใครจะเป็นคู่แข่งของเขา เมื่อเขาโกรธอย่างจริงจัง ดังนั้น
มันจึงเหมาะสมที่จะให้ทั้งสองคนอยู่ดูแลร่วมกัน
หลังจากจัดการสิ่งต่างๆในถ้า ฉาวซวนเห็นแลงกาพร้อมกับ
รอยยิ้มที่สดใส
“เด็กดี! เจ้าได้สร้างความประทับใจให้แก่พวกเราทุกคน กับพลังที่
ตื่นเร็วขึ้น! ข้าคิดว่าเจ้าจะต้องรออีกสองปีหรือมากกว่านี้!” แลงกา
ค่อนข้างตื่นเต้น ฉาวซวนเคยถามแลงกาว่า เขาสามารถเข้าร่วม
ทีมล่าสัตหลังจากพลังสัญลักษณ์ของเขาตื่นขึ้นมา ย้อนกลับไป
เมื่อพวกเขาได้พูดคุยกัน เมยไม่ได้ปฏิเสธฉาวซวนตอนนั้น และใน
ความเป็นจริงเมยได้ช่วยฉาวซวนหลังจากนั้น ดูเหมือนว่าเมยยัง
มองฉาวซวนในแง่ดี
ในตอนแรก เมื่อพวกเขาเข้าร่วมพิธีกรรม พวกเขารู้สึกว่ามันเป็น
ความอับอายที่ฉาวซวนยังเด็กเกินไป แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าฉาว
ซวนจะทำให้พวกเขาประหลาดใจอย่างมากในคืนที่ผ่านมา
กลายเป็นนักรบ หมายความว่าเขาสามารถเป็นเจ้าของบ้านที่เป็น
ของเขาเอง และแลงกาก็อยู่ที่นี่เพื่อช่วยเขาด้วย
แลงกาและนักรบไม่กี่คนจากทีมล่าสัตว์เดียวกันได้มีปาร์ตี้
สังสรรค์กัน และกำลังคุยกันเรื่องภารกิจการล่าสัตว์ที่จะเกิดขึ้น
ครั้งแรกของปี เมื่อแลงกาได้ยินว่าฉาวซวนได้ออกจากสถานที่ของ
หมอผี แลงกาก็ไปหาฉาวซวนและลากเขาไปที่บ้านเพื่อพบกับ
เพื่อนร่วมทีมของเขาในอนาคต
มีหกคนในบ้านไม้ของแลงกา พวกเขาทั้งหมดอายุน้อยมากและ
หนึ่งในนั้นพลังพึ่งตื่นขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว แต่เขาอายุสิบสามปีแล้ว
เมื่อพลังของเขาได้ตื่นขึ้นมา และเขาได้เติบโตขึ้นมากในช่วงปีที่
ผ่านมา ดังนั้นตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าฉาว
ซวน
เมื่อรู้ว่าคนเหล่านี้จะเป็นเพื่อนร่วมทีมในอนาคตของเขา ฉาวซวน
ทักทายพวกเขาอย่างอบอุ่นด้วยความกระตือรือร้นเช่นกัน
“ไม่ต้องกังวลเรื่องบ้าน พวกเราจะตัดไม้และช่วยเจ้าสร้างมันเป็น
อันดับแรกในวันพรุ่งนี้.” ชายหนุ่มที่ชื่ออังค์บอกฉาวซวน
ตอนแรก ฉาวซวนสันนิษฐานว่าเขาอาจจะมีบ้านที่เป็นของตัวเอง
หลังจากนั้นสักสองหรือสามปี แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะสามารถมีได้
ในเวลาอันสั้น
โดยปกติ คนเช่นซาย ผู้ที่มีครอบครัวของตัวเอง พวกเขาจะอยู่กับ
ครอบครัวของพวกเขาแม้กระทั่งหลังจากที่พลังของพวกเขาตื่น
ขึ้นมา แต่สำหรับคนอย่างฉาวซวนที่มาจากถ้าเด็กกำพร้า พวกเขา
โดยทั่วไปต้องขอแรงเพื่อนของพวกเขาช่วยสร้างบ้านให้
นับตั้งแต่ที่เขาอยู่ที่นี่แล้ว แลงกาไม่ได้วางแผนที่จะปล่อยตัวฉาว
ซวนจากไปเร็ว ๆ นี้แต่กลับกันเขาอยากให้ฉาวซวนอยู่ร่วมงาน
ปาร์ตี้สังสรรค์กับพวกเขา เนื่องจากในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา
เนื้อสัตว์ที่พวกเขาเก็บรักษาไว้ไม่สดอีกต่อไป แม้ว่าแลงกาและ
เพื่อนของเขาต้องการเนื้อสด มันไม่สำคัญ เช่นที่พวกเขาจะมีการ
เดินทางไปล่าสัตว์เป็นครั้งแรกของปีในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นหลายคนนำ
เนื้อสัตว์ที่พวกเขายังคงมีอยู่ในบ้าน ด้วยความคิดที่ว่าพวกเขาจะ
ได้รับเนื้อสดมากขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้กินของเก่า
ขณะที่พวกเขากำลังกินอาหารและสนทนาพูดคุย อังค์จู่ ๆ ก็
กล่าวถึงคำที่แพร่หลายในชนเผ่า – พ็อตแลตช์
นั่นเป็นเพียงตำนาน
มันบอกว่ามีใครบางคนในเผ่าที่เคยจัดพ็อตแลตช์ งานพ็อตแลตช์
เป็นงานเลี้ยงฉลองที่ถือว่าเป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขันระหว่าง
เจ้าของงานเพื่อดูว่าใครจะแจกจ่ายอาหารให้แขกรับเชิญของพวก
เขามากที่สุด สำหรับคำนิยามของคำว่า “มากที่สุด” นั้น วางไว้ใน
ส่วนที่น่าสนใจ พวกเขาจะต้องเลี้ยงอาหารแขกที่มาพักจนกว่า
พวกเขาจะอิ่มจนล้นมีอาการโซเซมากกว่าหญ้าที่ลู่ไปตามลมและ
อาเจียนอยู่ที่ไหนสักแห่ง หลังจากที่พวกเขาอาเจียนอาหาร
ทั้งหมดที่อยู่ในท้อง แขกรับเชิญจะกลับไปร่วมงานเลี้ยงและยังคง
กินจนกว่าพวกเขาจะรู้สึกเหมือนพวกเขาจะอาเจียนออกมาอีก
ครั้งอย่างน้อย2-3ครั้ง เช่นนั้นแล้วงานเลี้ยงจึงจะถือได้ว่าเป็น
งานที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น
งานเลี้ยงเช่นนั่นเรียกว่า งานพ็อตแลตช์
ดังนั้นตามรายละเอียดของแลงกา ฉาวซวนรู้ว่า งานพ็อตแลตช์
มุ่งเป้าไปที่การแจกจ่ายอาหารหรือแม้กระทั่งผลาญอาหารและ
ทรัพย์สินให้มากกว่าคู่แข่ง บางคนอาจจะทำลายอาหารและ
เสื้อผ้าของพวกเขาต่อหน้าฝูงชน และบางครั้งพวกเขาก็จะเผา
บ้านของพวกเขาลงไปที่พื้นดิน เพื่อสร้างศักดิ์ศรีของพวกเขา
ขึ้นมาใหม่ในเผ่า และฉีกหน้าคู่แข่งของพวกเขา ผู้ที่ทำอย่างนั้นจะ
ได้รับความชื่นชมระยะยาวจากผู้ติดตามของเขา
ใครก็ตามที่สามารถทำได้ก็จะเป็นคนที่มีอำนาจและสถานะ เป็นผู้
ที่มีความทะเยอทะยานพยายามไขว่คว้าอำนาจให้มากยิ่งขึ้น
นั่นก็คือการหยิ่งยโส, ถือดีและโง่เขลาเบาปัญญา
จากนั้นฉาวซวนก็สังเกตเห็นแลงกาและการแสดงออกทางสีหน้า
ของเพื่อนๆในทีม เมื่อพวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับพ็อตแลตช์ มีความ
ชื่นชมยินดีอย่างออกนอกหน้า ราวกับว่าพวกเขาต้องการที่จะ
คุกเข่าลงก่อนที่จะเป็นเจ้าภาพงานพ็อตแลตช์ หากเขาเสนอหน้า
ของเขาที่นี่
เห็นความประหลาดใจของฉาวซวน แลงกาทำตัวเหมือนผู้มี
ประสบการ์ณมายาวนานและเอ่ยถามว่า “เจ้ายังไม่เข้าใจมัน.”
ใช่ ฉาวซวนไม่เข้าใจมัน ในสายตาของเขา มันปัญญาอ่อนที่จะทำ
เช่นนั้น และเขาจะแสดงความชื่นชมและเคารพนักรบเช่นแลงกา
ได้อย่างไร?
ไม่ มันควรจะกล่าวว่าทุกคนในชนเผ่าชื่นชมการกระทำเช่นนี้อย่าง
สุดซึ้ง!
กำลังคิดถึงช่วงชีวิตก่อนหน้านี้ของเขา คนจะรู้สึกเป็นเกียรติถ้ามี
ของเหลือเมื่อพวกเขาปฏิบัติต่อแขกของพวกเขา ฉาวซวนในที่สุด
ก็เริ่มเข้าใจเล็กน้อย มันกลับกลายเป็นประเพณีมาจากยุคแรกของ
มนุษย์ แต่ นั้นก็เป็นสิ่งที่เลวร้ายเช่นกัน!
เขาได้ประเมินความหลงใหลที่ผู้คนในที่นี้มีต่ออาหาร พวกเขามี
การแสวงหาแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอาหาร
ในอดีตที่ผ่านมา ฉาวซวนเคยได้ยินการถกเถียงระหว่างเด็กในถ้า
เกี่ยวกับการที่นักรบที่ได้รับชัยชนะจากสัตว์ที่ดุร้าย วีรบุรุษ
เหล่านั้นได้รับการบูชาเป็นอย่างมากในอดีต และการกระทำอัน
รุ่งโรจน์ของพวกเขาถูกจดจำไว้ และส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง
แต่ตอนนี้ฉาวซวนได้รับข้อมูลมาว่าเป็นการกระทำที่น่ายกย่อง
มากยิ่งขึ้นอีก
แต่เดิม เพื่อให้มีลูกน้องหรือผู้ติดตาม คนๆนั้นไม่จำเป็นต้อง
เอาชนะ,โกหก,ไม่จำเป็นต้องตั้งกลุ่มผลประโยชน์ หรือชักชวน
หรือเจรจาหว่านล้อม และแผนการที่จะชิงไหวชิงพริบคนๆนั้นมัน
ไม่จำเป็น ทุกสิ่งที่จำเป็นต้องทำก็คือการเป็นเจ้าภาพงานพ็อต
แลตช์ แล้วคนจำนวนมากก็ต้องการที่จะกลายเป็นผู้ติดตามของ
เจ้า
ฉาวซวนรู้สึกว่าค่านิยมของเขาถูกบิดเบือน
มองขึ้นไปที่จันทร์เสี้ยวทั้งสองดวงบนท้องฟ้า ฉาวซวนถอนหายใจ
“ข้าจะเป็นคนปัญญาอ่อนสักวันหนึ่งในอนาคต!”
“เจ้าหมายความว่ายังไง…..!?……. แลงกาไม่เข้าใจความหมาย
ของฉาวซวน
“ไม่มีอะไร ข้าบอกว่า หากเป็นไปได้ วันหนึ่งเราจะเป็นเจ้าภาพ
งานพ็อตแลตช์ของเราเอง!” ฉาวซวนกล่าวเช่นนั้น
แลงกาและสหายของเขาหัวเราะออกมา และแลงกา มีเสียง
หัวเราะมากที่สุด พาดแขนบนไหล่ฉาวซวน หลังจากที่เขาหยุด
หัวเราะ เขาก็ยกย่องฉาวซวน “นั่นคือจิตวิญญาณ!”
ในสายตาของแลงกาและเมย สิ่งที่ฉาวซวนพูดออกมาเป็นเพียง
คำพูดหน่อมแน้มของเด็กหลังจากที่ได้ยินตำนาน และพวกเขาไม่
คิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากพวกเขาไม่เคยเห็นงานพ็อตแลตช์
ได้จัดขึ้นในช่วงชีวิตของพวกเขา รวมทั้ง พ่อ,แม่หรือปู่,ย่า,ตา,
ยายของพวกเขา ไม่มีใครเคยได้เห็นมันสักครั้ง
เป็นตำนานจริงหรือไม่? แม้แต่หมอผีและหัวหน้าเผ่าก็ไม่สามารถ
บอกได้
บางทีแลงการู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมที่จะนำงานพ็อตแลตช์มาเป็น
หัวข้อพูดคุย และเขาเปลี่ยนเรื่องเพราะเขาอยากจะอวด
ความสามารถต่อหน้าฉาวซวน
“เจ้ารู้ไหมว่า … คู่หูที่รู้ใจใกล้ชิดที่สุดของเราตั้งแต่เราเกิดคือ
อะไร?” แลงกาเอ่ยถาม
ฉาวซวนยังคงนั่งนิ่ง ก้มหน้าและคิดเกี่ยวกับมันสักเล็กน้อย แล้ว
เขาก็เงยหน้าขึ้นและจ้องไปที่แลงกาอย่างมีความหมาย ในขณะที่
เขากล่าวอย่างลังเล“มือซ้ายของเรา?”
แลงกาอึ้ง“…”