Divine Doctor Daughter of the First Wife แพทย์เทวะ หัตถ์ปีศาจ - ตอนที่ 455 ไอเป็นเลือด
เฟิงหยูเองลากซวนเทียนหมิงเพื่อไปพระราชวังด้วยกัน เมื่อทั้งสองนั่ง
อยู่ในรถม้านางบอกซวนเทียนหมิงว่า “จุนม่านกลับจากพระราชวัง และ
บอกข้าว่าเสด็จแม่ไม่สบาย”
ซวนเทียนหมิงขมวดคิ้ว และถามนางว่า “ร้ายแรงหรือไม่ ? ”
เฟิงหยูเองส่ายหัว “ข้ายังไม่รู้ เสด็จแม่ไม่ให้เรียกหมอหลวงเพราะกลัว
ว่ามันจะทราบถึงเสด็จพ่อ คนของตำหนักศศิเหมันต์ไม่สามารถทำได้
ตอนแรกพวกเขาไปที่ห้องครัวของจักรวรรดิเพื่อรับน ้าแกงไก่ และพวก
เขาก็ไปพบพี่น้องเฉิง นางแอบบอกพวกนางว่าให้กลับคฤหาสน์มาแจ้ง
ข้า”
นางพูดได้แค่นี้เท่านั้น พี่น้องเฉิงไม่รู้อะไรเลย พวกเขาจะรู้มากขึ้นเมื่อ
พวกเขาได้พบพราชายาหยุน
จากนั้นทั้งสองคนก็เงียบลง และบรรยากาศก็หดหู่เล็กน้อย
องค์ชายเก้าและองค์หญิงแห่งมณฑลเข้ามาในวังเป็นครั้งที่สองในวัน
นั้น ทหารองครักษ์ที่ทางเข้าสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ไม่กล้า
ถาม พวกเขาเตือนอีกฝ่ายาว่า “ใกล้มืดแล้วพะยะค่ะ ประตูพระราชวัง
จะปิดภายใน 1 ชั่วยาม หากองค์ชายกลับช้า ส่งคนมาแจ้งก่อนได้พะ
ยะค่ะ ผู้ใต้บังคับบัญชานี้จะปล่อยให้คนอยู่ที่ประตูรอพะยะค่ะ”
ซวนเทียนหมิงพยักหน้าและกล่าวว่า “ให้คนเฝ้าที่นี่ เราจะไม่ออกมาเร็ว
แน่นอน” หลังจากพูดอย่างนี้เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “อย่าบอกใครว่าข้า
และองค์หญิงแห่งมณฑลมาที่พระราชวัง โดยเฉพาะเสด็จพ่อ อย่าให้
เสด็จพ่อรู้ ข้าจะไปตำหนักศศิเหมันต์เพื่อไปหาเสด็จแม่”
เรื่องระหว่างฮ่องเต้ และพราชายาหยุนเป็นสิ่งที่ทุกคนในพระราชวังรู้
เมื่อได้ยินว่าซวนเทียนหมิงและเฟิงหยูเองกำลังไปยังตำหนักศศิเหมันต์
ทหารองครักษ์พยักหน้าแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเข้าใจว่าไม่ให้ฮ่องเต้
ทรงทราบอย่างแน่นอน
ซวนเทียนหมิงให้เป่ยจื่ออยู่ที่ทางเข้าพระราชวัง เฟิงหยูเองนำวังซวน
และหวงซวนมาด้วย ทั้งสี่คนมุ่งหน้าไปในทิศทางของตำหนักศศิเหมันต์
ก่อนที่พวกเขาจะไปถึงทางเข้าตำหนัก พวกเขาเห็นนางกำนัลเฝ้ารอ
พวกเขาอย่างใจจดใจจ่อบนทางเดินที่นำไปสู่ตำหนัก นางมองไปรอบ ๆ
เป็นครั้งคราว
เมื่อกลุ่มเดินเข้าไปใกล้ ในที่สุดนางกำนัลอาวุโสก็เห็นพวกเขา เดินไป
ข้างหน้าอย่างรวดเร็ว นางไม่ได้พูดกับซวนเทียนหมิง นางคว้ามือของ
เฟิงหยูเองทันทีและกล่าวว่า “ในที่สุดองค์หญิงแห่งมณฑลก็มา ไม่กี่
วันที่ผ่านมาในช่วงที่ฝนตกหนัก พราชายาหยุนป่วยเป็นหวัด และไม่ให้
เรียกหมอหลวงมาเพคะ ตอนแรกนางคิดว่านางสบายดี แต่ใครจะรู้ว่า
หลังจากฝนหยุด อาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงบ่ายนางไอเป็นเลือดเพ
คะ ! ”
“ไอเป็นเลือดหรือ ? ” ซวนเทียนหมิงตกใจมากและจับมือของเฟิงหยูเอง
เพื่อดึงนางเข้าไปในตำหนักศศิเหมันต์
พราชายาหยุนล้มป่วย และสิ่งนี้ทำให้นางกำนัลทุกคนมีสีหน้ากังวล
ซวนเทียนหมิงหน้าตาบูดบึ้ง เมื่อเขาถามนางกำนัล “เสด็จแม่ไม่ให้เจ้า
ไปเชิญหมอหลวง เจ้าจึงไม่ไปหรือ ? ถ้าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นใครจะ
รับผิดชอบ ? ”
นางกำนัลมีสีหน้าขมขื่นและกล่าวขณะเดินว่า “องค์ชายคงเข้าใจ
อารมณ์ของพราชายาหยุนเพคะ ถ้นางบอกว่าเราไม่ให้เรียก นั่น
หมายความว่าเราไม่สามารถเรียกได้ แม้ว่านางกำนัลของเราแอบไป
เรียกหมอหลวงมาก็ไม่สามารถเข้าใกล้ได้เลยเพคะ”
นี่คือความจริงและซวนเทียนหมิงก็เข้าใจเช่นกัน เมื่อพราชายาหยุน
อารมณ์เสีย และจะระเบิดอารมณ์ออกมา ถ้านางกำนัลของนางทำสิ่งที่
นางไม่อนุญาตให้ทำ พวกเขาจะต้องถูกประหารแน่นอนถ้ามันไม่ใช่
เรื่องร้ายแรง ถ้ามันเป็นเรื่องร้ายแรงนางจะทำด้วยตัวเอง หากหมอ
หลวงมาถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต บางทีการฆ่าตัวตายอาจเป็นสิ่งที่นาง
สามารถทำได้
เขาถอนหายใจอย่างหนักและต้องการพูดอย่างอื่น เขารู้สึกว่าฝ่ามือถูก
บีบเล็กน้อย เขาหันไปมอง เห็นเฟิงหยูเองมองเขาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“ไม่ต้องกังวล ข้าอยู่ที่นี่แล้ว เสด็จแม่ไม่ต้องการเรียกหมอหลวง เพราะ
กลัวว่าเสด็จพ่อจะรู้ ถ้าหากข้าอยู่ที่นี่ เสด็จแม่ไม่สามารถไล่ข้าออกไป
ได้”
ซวนเทียนหมิงพยักหน้า “ใช่แล้ว โชคดีที่เรามีเจ้า”
นางกำนัลกล่าวอีกว่า “โชคดีที่เราพบว่าท่านฮูหยินตระกูลเฟิงเข้ามาใน
พระราชวัง ไม่เช่นนั้นเราจะไม่รู้จะบอกองค์หญิงแห่งมณฑลได้อย่างไร
เพคะ”
ขณะที่พวกเขาพูดกัน พวกเขามาถึงห้องบรรทมของพราชายาหยุน เฟิง
หยูเองเพิ่มความเร็วในการเดินและเข้าไปก่อน เมื่อเข้าไปนางก็ได้ยิน
เสียงของพราชายาหยุนทันที ครั้งแล้วครั้งเล่าเสียงค่อนข้างน่าวิตก
นางได้ยินเสียงไอ และรู้ว่านี่เป็นอาการป่วยทางปอด เมื่อฝนตกหนัก
มากอุณหภูมิก็จะเย็นลง มันง่ายมากที่คนจะเป็นหวัด โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งมีไข้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้ปอดอักเสบได้
แน่นอนว่าโรคปอดบวมนั้นไม่ต้องกลัว สิ่งที่เฟิงหยูเองกลัวที่สุดคือโรค
ระบาด ในช่วงเวลานี้ไม่มีใครกล้าพูดว่านี่เป็นการป่วยปกติ ก่อนที่จะ
ได้รับการวินิจฉัยสถานการณ์ใด ๆ ที่เป็นไปได้
แน่นอนว่าซวนเทียนหมิงได้คิดถึงสถานการณ์นี้ นั่นคือเหตุผลที่เขา
กังวล เขาวิตกกังวลและรู้สึกสับสนเล็กน้อย
เมื่อทั้งสองมาถึงข้างเตียงของพราชายาหยุน นางกำนัลกำลังใช้
ผ้าเช็ดตัวอุ่นคลุมหน้าผากพราชายาหยุน พราชายาหยุนหลับตาและ
ยังคงไอ นางกำนัลจะใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก เมื่อยกขึ้นผ้าเช็ดหน้าก็จะมี
รอยเลือด
นางกำนัลกังวลอย่างมาก เมื่อเห็นว่าเฟิงหยูเองมาถึง พวกนางทั้งหมด
ก็เริ่มร้องไห้ ในเวลาเดียวกันพวกเขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและให้เฟิงหยู
เองอยู่ข้างเตียง
เฟิงหยูเองเดินไปและเอาผ้าขนหนูอุ่นออกจากหัวพราชายาหยุน เมื่อ
เอาผ้าขนหนูออกจากพราชายาหยุน นางก็รู้สึกตัวและกล่าวว่า “อย่า
เอาออก หนาว ข้าหนาวมาก”
นางยื่นมือออกไปทาบหน้าผากของพราชายาหยุน มันร้อนมาก
“เสด็จแม่ อาเองเองเจ้าค่ะ” ในขณะที่พูดกับพราชายาหยุน นางดึง
ปรอทวัดไข้มาจากวังซวนซึ่งถืออยู่ “เสด็จแม่ นี่คือสิ่งที่จะตรวจสอบ
อุณหภูมิของท่านแม่ มันจะต้องอยู่ใต้วงแขนของท่านแม่ อาเองจะช่วย
เสด็จแม่เจ้าค่ะ”
ในขณะที่นางตรวจสอบอุณหภูมิพราชายาหยุน พราชายาหยุนเหลียว
มองนางเล็กน้อย แม้ว่านางจะไม่มีแรงมาก แต่นางก็ยังมีสติอยู่ นางจำ
ได้ทันทีว่าเป็นเฟิงหยูเอง นางเห็นซวนเทียนหมิงด้วย นางกล่าวว่า “อย่า
บอกฮ่องเต้”
ซวนเทียนหมิงกัดฟันด้วยความโกรธ “เสด็จแม่ป่วยมากขนาดนี้ แต่
เสด็จแม่ก็ยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่ ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าข้าควรพูดอะไร”
พราชายาหยุนกล่าวอย่างอ่อนเพลีย “ตาแก่คนนั้นก็เป็นเช่นเดียวกัน
หากเขาได้รับความหวาดกลัวเช่นนี้จะไม่สามารถแบกภาระนั้น ไม่ใช่อา
เองมาแล้วหรอกหรือ มีอะไรให้เจ้าต้องกังวล อย่าทำเป็นเรื่องยาก ข้าไม่
ชอบเห็นมัน”
เฟิงหยูเองอยู่ที่นี่ ซวนเทียนหมิงรู้สึกสบายใจ แต่เขาก็ยังทนไม่ได้ที่จะดู
พราชายาหยุนเป็นแบบนี้ เขาไม่สามารถแสดงออกได้อย่างมีความสุข
อย่างแท้จริง
ในช่วงเวลานี้ในฐานะที่เป็นลูกสะใภ้ เฟิงหยูเองย่อมต้องรับบทเป็นคน
กลางโดยปริยาย ดังนั้นนางจึงกล่าว “เสด็จพ่อต้องทรงเป็นทุกข์มาก
หากรู้ว่าเสด็จแม่เป็นแบบนี้ ถ้าเสด็จแม่มีแรงก็เก็บไว้ทุบตีเสด็จพ่อเมื่อ
อาการเจ็บป่วยได้รับการรักษาเจ้าค่ะ ! ”
พราชายาหยุนพยักหน้า “อือ นั่นมันก็เหมือนกัน”
ซวนเทียนหมิงพูดไม่ออกอย่างสมบูรณ์
หลังจากนั้นครู่หนึ่งปรอทก็ถูกดึงกลับมา เฟิงหยูเองมองดู ดีมาก 39.8
องศา นางส่ายหัวอย่างไร้ประโยชน์ ในเวลาเดียวกันนางดีใจอย่างลับ ๆ
โชคดีที่นางมา ไม่อย่างนั้นถ้าพราชายาหยุนยังคงมีไข้ต่อไป มันคง
แปลกถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่เมื่อนางเห็นการแสดงออกของพราชายาหยุน นางสงบลงเล็กน้อย นี่
น่าจะเป็นโรคปอดอักเสบที่ร้ายแรงที่สุด มันไม่เกี่ยวข้องกับโรคระบาด
นางให้ซวนเทียนหมิงมองดูอย่างมั่นใจแล้วบอกกับนางกำนัลว่า “ข้าจะ
ตรวจร่างกายของท่านแม่ พวกเจ้าออกไปให้หมด ข้าจะรักษาท่านแม่
ข้าต้องการแค่บ่าวรับใช้ของข้าเท่านั้น”
นางกำนัลเข้าใจแล้ว องค์ชายเก้าก็คงอยู่ที่นี่ มันเป็นไปไม่ได้ที่บางสิ่งจะ
เกิดขึ้น ดังนั้นนางจึงรีบพานางกำนัลคนอื่นออกจากห้องแล้วปิดประตู
ห้องบรรทม
เฟิงหยูเองไม่ได้คิดมากและจับแขนเสื้อของนาง และดึงอุปกรณ์ที่
จำเป็นสำหรับการให้น ้าเกลือ จากนั้นนางก็ดึงยาที่จำเป็นออกมา และ
รีบให้น ้าเกลือพราชายาหยุน
พราชายาหยุนหลับไป และเฟิงหยูเองดึงสิ่งของทุกอย่างออกมา ราวกับ
ว่านางกำลังจะแสดงมายากล ในพริบตาทุกอย่างถูกเตรียมไว้ นางพูด
กับซวนเทียนหมิงว่า “ชายาของเจ้าแข็งแกร่งกว่าเจ้ามาก” เมื่อนางพูด
เสียงของนางก็แหบห้าวและไม่มีกำลังมาก อย่างไรก็ตามบางทีอาจเป็น
เพราะเฟิงหยูเองอยู่ด้วย แต่ดูเหมือนว่านางจะมีความกระฉับกระเฉง
มากขึ้น และนางก็หยุดไอได้มาก
ซวนเทียนหมิงมองมารดาของตัวเองแล้วส่ายหน้า “ไม่ว่านางจะ
แข็งแกร่งขนาดไหน นางก็ไม่สามารถรับมือกับปัญหานี้ได้ ครั้งต่อไป
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นส่งคนไปเรียกอาเองให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน
ถ้าใครบางคนจากตำหนักของท่านต้องการออกไปข้างนอก ข้าไม่เชื่อว่า
ยามที่ทางเข้าจะกล้าหยุดพวกเขา”
พราชายาหยุนเหลือบตา “พวกเจ้าไม่ได้พึ่งกลับมาเมืองหลวงในวันนี้
หรือ ? เจ้าอยู่นอกเมือง ข้าจะไปหาเจ้าที่ไหน ? ” จากนั้นนางก็ไอเบา ๆ
สองสามครั้งและไม่พูดกับซวนเทียนหมิงต่อไป อย่างไรก็ตามนางถาม
เฟิงหยูเอง “ข้าได้ยินว่าหมอเหยาเซียนกลับมาแล้วหรือ ? ” เมื่อนางพูด
แบบนี้นางก็เริ่มมีอารมณ์ และนางเริ่มหายใจไม่สม ่าเสมอ
เฟิงหยูเองเริ่มงงงวยแล้วก็นึกถึงครั้งแรกที่นางได้พบกับพราชายาหยุน
พราชายาหยุนมีความพึงพอใจอย่างมากกับการที่นางสนิทกับตระกูล
เหยาและปลีกตัวออกห่างจากตระกูลเฟิง นางยังบอกด้วยว่านางเป็น
บุตรสาวที่ดีของตระกูลเหย้า ในเวลานั้นนางรู้สึกว่าพราชายาหยุนรู้สึก
แตกต่างเล็กน้อยเกี่ยวกับตระกูลเหยา และความรู้สึกนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นใน
ทุกวันนี้
แต่ในช่วงเวลานี้นางใช้เวลาคิดมากไม่ได้ นางจึงยิ้มและตอบพราชายา
หยุน “เจ้าค่ะ ท่านปู่กลับมาวันนี้ และตอนนี้ท่านปู่อยู่ที่คฤหาสน์ของ
องค์หญิงแห่งมณฑลเจ้าค่ะ ! ”
แสงปรากฏขึ้นในดวงตาของพราชายาหยุน และดูเหมือนว่าอการป่วย
จะดีขึ้นมาก หลังจากปรับอารมณ์ของตัวเองไปซักพัก นางก็กล่าวว่า
“ถ้าเขากลับมาก็ดี ตาแก่นนั่นจะได้มีสหาย เขาจะมีคนคุยด้วยและเล่น
หมากรุกด้วย หากร่างกายของท่านปู่ของเจ้ายังดีอยู่ ทั้งสองอาจจะ
สามารถแลกเปลี่ยนความคิดกันได้ ถ้าเขามีกิจกรรมให้ทำ เขาจะไม่มา
เคาะประตูตำหนักศศิเหมันต์ของข้าอีก ข้าจะเพลิดเพลินไปกับความ
เงียบสงบ”
เหยาเซียนรู้เรื่องศิลปะการต่อสู้ ? นี่คือสิ่งที่เฟิงหยูเองไม่รู้เรื่อง ในเวลา
เดียวกันนางมีความสุขที่แอบแฝงว่าปู่ของนางเคยเป็นแพทย์ทหาร
ดังนั้นเขาจึงมีพื้นฐานด้านศิลปะการต่อสู้ ถ้าฮ่องเต้ต้องการแลกเปลี่ยน
ความคิดอย่างแท้จริง จริง ๆ มันจะไม่ถูกเปิดเผยอย่างง่ายดาย
พราชายาหยุนนอนบนเตียง และพูดกับตัวเองต่อไปว่า “การเป็น
บุตรสาวของตระกูลเหยานั้นดี ผู้ชายในตระกูลเหยานั้นไม่ได้รับอนุ และ
ผู้หญิงของตระกูลเหย้าจะไม่ได้เป็นพระสนม นี่คือโชคดีที่คนอื่นจะไม่
กล้าพิจารณา แต่มารดาของเจ้านั้นขาดจิตวิญญาณในการต่อสู้มาก
เกินไป ถ้านางมีจิตวิญญาณในการต่อสู้สักครึ่งหนึ่งของที่เจ้าทำ นางคง
ไม่ถูกรังแกและถูกขับออกจากเมืองโดยตระกูลเฟิงในตอนนั้น… แค่ก ๆ
! ”
พราชายาหยุนพูดถึงจุดนี้และเริ่มไอ และมีเลือดออกมาด้วยอีกครั้ง เฟิง
หยูเองใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเบา ๆ อย่างไรก็ตามนางกล่าวว่า “ข้าได้ยินว่า
คนส่วนใหญ่ที่ไอเป็นเลือดเพราะอาการป่วยและจะอยู่ได้ไม่นาน
กลับไป และขอให้ท่านปู่ของเจ้าดูว่าเขาต้องการเข้ามาพบข้าหรือไม่
บางทีนี่อาจเป็นครั้งสุดท้าย”
“ท่านแม่พูดอะไร ? ” ซวนเทียนหมิงเริ่มโกรธ “ไอเป็นเลือดออกมา
เล็กน้อยไม่ได้หมายความว่าเสด็จแม่กำลังจะตาย แม้ว่าเสด็จแม่ไม่
ต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป อย่าลากอาเองลงมา อย่าให้คนอื่นพูดว่า
นางไร้ความสามารถทางการแพทย์”
พราชายาหยุนหัวเราะ “เจ้าเด็กน้อย เจ้ารู้วิธีปกป้องชายาของเจ้าจริง ๆ
”
เฟิงหยูเองยังไร้ประโยชน์เช่นกัน ขณะที่นางบอกพราชายาหยุน “ไม่ต้อง
พูดถึงอาการเจ็บป่วยเก่า ๆ แม้ว่าอาเองจะรักษามันได้ เสด็จแม่มีไข้สูง
ที่ทำให้เกิดโรคปอดบวมซึ่งเป็นโรคปอดชนิดหนึ่ง อาเองจะฉีดยาให้
เสด็จแม่สองสามวัน หลังจากนั้นเสด็จแม่ก็จะหายดีเจ้าค่ะ”
“จริงหรือ ? ” พราชายาหยุนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “เป็นเรื่องดีที่เจ้า
สามารถพูดได้อย่างง่ายดาย แต่ทำไมคนเหล่านั้นที่ป่วยน้อยกว่าข้าถึง
ตาย ? ”
เฟิงหยูเองตอบว่า “นั่นเป็นเพราะข้าไม่ได้มาที่นี่ในอดีต” นางลูบหลัง
พราชายาหยุน “เสด็จแม่ ถ้าท่านแม่ต้องการพบท่านปู่ อาเองจะส่งคน
ไปเรียกท่านปู่เองเจ้าค่ะ”
พราชายาหยุนเป็นคนอารมณ์อ่อนไหวและเต็มไปด้วยความหวัง
อย่างไรก็ตามนางก็ลังเลเล็กน้อย
เฟิงหยูเองเห็นสิ่งนี้และขมวดคิ้วของนางอย่างแน่นหนา…