Divine Doctor Daughter of the First Wife แพทย์เทวะ หัตถ์ปีศาจ - ตอนที่ 587 ต้นกำเนิดของตระกูลเป่ย
- Home
- Divine Doctor Daughter of the First Wife แพทย์เทวะ หัตถ์ปีศาจ
- ตอนที่ 587 ต้นกำเนิดของตระกูลเป่ย
ในชีวิตก่อนหน้าของนาง เฟิงหยูเองรู้ถึงอากรป่วยที่ซับซ้อนอย่าง
มากที่ชื่อว่า “โรคชราในเด็ก” โรคชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากการ
กลายพันธุ์ของยีน LMNA ทำให้การสังเคราะห์
โปรตีน laminA ผิดปกติ เซลล์จะแก่ตัวเร็วกว่าคนปกติ ร่างกาย
จะเริ่มชราก่อนอายุที่ควรจะเป็น
ริ้วรอยก่อนวัยนั้นน่ากลัวมาก การเรียงตัวของริ้วรอยนี้ไม่ได้
สะท้อนให้เห็นในเรื่องของรูปลักษณ์เท่านั้น นอกจากนี้ยังส่งผล
กระทบต่ออวัยวะภายในและโครงสร้างโครงกระดูก และทำให้หัวใจ
อ่อนแอ เมื่อหัวใจอ่อนแอลง โครงสร้างและข้อต่อของกระดูกพร้อม
กับความหนาแน่นของกระดูกก็จะลดลง กระดูกก็จะเปลี่ยนไป
เช่นเดียวกับผู้สูงอายุ ด้วยการล้มเพียงครั้งเดียว การแตกหักก็
เกิดขึ้นได้ง่ายมาก
ยังไม่มีวิธีการระบุที่มาของโรคนี้ เป็นไปได้ในโลกสมัยใหม่ แต่ไม่มี
ความหวังในโลกยุคโบราณ แต่ถ้าเป่ยฟูหรงป่วยด้วยโรคนี้ นางก็
จะรู้สึกว่าน่าสงสาร และนางก็จะไม่รู้สึกเศร้าโศกและสับสน อย่างไร
ก็ตามคนที่มีสุขภาพสมบูรณ์ได้รับยาบางชนิดที่ทำให้เกิดอาการ
เหล่านี้ปรากฏขึ้นทันที จากนั้นอาการของโรคชราในเด็กก็ปรากฏ
ขึ้น
เฟิงหยูเองรู้สึกทึ่งกับจำนวนงานวิจัยที่ผู้คนในโลกโบราณนำมาใช้
เป็นยา นางรู้สึกประหลาดใจที่เป่ยฟูหรงอยู่ข้างไหน และทำไมนาง
ถึงต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
แต่มันชัดเจนมากว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาพูดคุยเรื่องนี้ นางตัดสินใจ
อย่างรวดเร็วเพื่อให้เป่ยจื่อพานางไปที่เตียงก่อนที่จะดึงเข็มและ
นํ้าเกลือออกมา ครั้งแรกนางให้ยาขั้นพื้นฐานที่สุดแก่เป่ยฟูหรง
เพื่อฟื้นฟูร่างกายของเป่ยฟูหรง จากนั้นนางจึงหาเวลาฟังสิ่งที่ซวน
เทียนหมิงและเป่ยจื่อพูดถึงสิ่งที่เป่ยฟูหรงทำไปพร้อมกัน
เป่ยจื่อมีอารมณ์ค่อนข้างมาก ซวนเทียนหมิงมีความเข้าใจในเรื่อง
นี้เล็กน้อย แต่เฟิงหยูเองตกใจมาก จะเห็นได้ว่าคนเรานั้นไม่มี
อารมณ์ แม้ว่าจะเป็นผู้รักษาอย่างเป่ยจื่อ หรือองครักษ์เงาอย่าง
บานซู การไม่แสดงออกก็หมายความว่าพวกเขาไม่เคยพบใครที่
สามารถปลุกอารมณ์ใด ๆ ได้
เป่ยจื่อกล่าวว่า “ข้าได้ติดตามนางมาหลายเดือนแล้ว และได้ยิน
นางโกหกศัตรูโดยบอกว่าพราชายายังอยู่ในเมืองหลวง ทำให้ศัตรู
กลับไปที่เมืองหลวง ต่อมาศัตรูพยายามบีบบังคับนางอีกสองสาม
ครั้ง แต่นางก็บอกพวกเขาเสมอว่านางไม่รู้ว่าพราชายาไป
ไหน จากความเข้าใจของเรา มีคนในเมืองหลวงที่ควบคุมช่างฝีมือ
เป่ย ด้วยเหตุนี้คุณหนูตระกูลเป่ยจึงถูกคุกคาม นางไม่มีทางเลือก
นอกจากต้องใช้อาการบาดเจ็บที่ขาของคุณหนูสามเพื่อที่นางจะ
ได้มาที่ค่ายทหารแทน อย่างไรก็ตามนางไม่เคยทำอะไรที่จะทำให้
พราชายาหรือราชวงศ์ต้าชุนผิดหวังได้ขอรับ”
เมื่อเป่ยจื่อพูด เขารู้สึกผิดเล็กน้อยมองซวนเทียนหมิงเป็นครั้ง
คราว ในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำของเขาที่มีต่อเป่ยฟูหรง เขาไม่รู้
ว่าจะใช้คำจำกัดความประเภทใด สำหรับพวกเขา เป่ยฟูหรงเป็น
สายลับที่ข้าศึกส่งมาเพื่อเฝ้าดูการทหาร แต่ในความเป็นจริง เป่ยฟู
หรงไม่ได้ทำอะไรที่สายลับควรทำ นางช่วยพวกเขาปิดบังการ
กระทำของเฟิงหยูเอง
เป่ยจื่อไม่รู้ว่าเขาเริ่มมีความรู้สึกเหล่านี้ต่อหญิงสาวคนนั้น
เมื่อไหร่ เจ้านายของเขาบอกให้เขาสนใจนางมากขึ้น ดังนั้นเขาจึง
ให้ความสำคัญกับนางมากขึ้น แต่เมื่อเขาให้ความสนใจบางสิ่งก็
เกิดขึ้น เมื่อบุคลิกภาพที่ตรงไปตรงมาและความอยากรู้อยากเห็น
ของผู้หญิงคนนั้นเข้ามาในหัวใจของเขา มันเป็นเรื่องยากมากที่จะ
ทำให้มันออกมาอีกครั้ง แต่ในฐานะองครักษ์ส่วนตัวของซวน
เทียนหมิง เขาควรมีความรู้สึกแบบนี้หรือไม่ ?
ซวนเทียนหมิงจ้องมองเป่ยจื่อแต่ไม่ได้พูดอะไรเลย ท้ายที่สุดเขาก็
ได้เห็นทุกสิ่งที่เป่ยฟูหรงได้ทำไปพร้อมกัน นางมีความผิดแต่
ความผิดนี้ไม่สามารถลงโทษได้ เป่ยจื่ออยู่เคียงข้างเขามาตั้งแต่ยัง
เด็ก สำหรับความรู้สึกของเขานั้นไม่สามารถปิดบังซวนเทียนหมิง
ได้
การให้นํ้าเกลือของเป่ยฟูหรงใกล้จะเสร็จสิ้น ครึ่งชั่วยาม
ต่อมา อย่างไรก็ตามเฟิงหยูเองบอกกับเป่ยจื่ออย่างไร้
ความสามารถ “ข้ากลัวว่านี่ไม่ใช่อาการป่วยที่ข้าสามารถรักษา
ได้”
“นี่…” เป่ยจื่อตื่นตกใจ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าเฟิงหยูเองจะพูด
แบบนี้ ในสายตาของเขาเฟิงหยูเองเป็นหมอเทวดาและทุกอาการ
ป่วยสามารถรักษาได้ เมื่อเป่ยฟูหรงกลายเป็นเช่นนี้ แม้ว่าเขาจะ
รู้สึกกังวล เขาก็ไม่รู้สึกสิ้นหวังมากเพราะเฟิงหยูเองอยู่ด้วย แต่
ตอนนี้นางบอกเขาว่าโรคนี้ไม่สามารถรักษาได้ เป่ยจื่อพบว่ามัน
ยากที่จะยอมรับ “พราชายา นั่นจะเป็นอย่างไรขอรับ ? ”
เฟิงหยูเองพูดซํ้าอีกครั้ง “ข้าไม่สามารถรักษามันได้” ในขณะที่พูด
อย่างนี้นางก็ไปดึงเข็มออกจากเป่ยฟูหรง ความจริงมันไม่มีอะไร
มากไปกว่าสารละลายนํ้าเกลือที่มียาปฏิชีวนะพื้นฐาน มันจะ
สามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่ไม่สามารถช่วยนาง
ได้ “เป่ยจื่อ เป่ยฟูหรงเป็นสหายที่ดีของข้า ไม่พูดถึงว่านางไม่ได้
ทรยศข้า แต่แม้ว่านางจะทำ ข้าจะต้องได้ยินนางพูดกับข้าหลังจาก
ที่นางตื่นขึ้นมา หากนางรอด ข้าจะช่วยพวกเขาอย่างแน่นอน แต่
โรคชราภาพอย่างกะทันหันนี้เป็นสิ่งที่ข้าต้องใช้เวลา”
เป่ยจื่อต้องการจะพูดต่อ อย่างไรก็ตามซวนเทียนหมิงก็พูดจาก
ด้านข้างทันทีว่า “นางขยับตัว”
ทุกคนมองไปที่เป่ยฟูหรง และเห็นเพียงว่าผู้สูงอายุบนเตียงลืมตา
เล็กน้อย ด้วยสีหน้าที่อ่อนล้าทำให้ใบหน้าของนางสับสน
ซวนเทียนหมิงหันหลังกลับ และพูดกับเฟิงหยูเอง “นางคงมี
บางอย่างที่นางต้องการจะบอกเจ้า ระวังด้วย ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่ห้อง
ข้าง ๆ ” หลังจากพูดอย่างนี้เขาลากเป่ยจื่อที่ไม่เต็มใจออกจากห้อง
ในช่วงเวลาที่ซวนเทียนหมิงพูด ดวงตาของเป่ยฟูหรงคืนความ
ชัดเจน แม้ว่านางจะยังอ่อนเพลีย ในที่สุดนางก็ฟื้นคืนสติได้
เมื่อเห็นซวนเทียนหมิงและเป่ยจื่อออกไป นางก็อดไม่ได้ที่จะแสดง
ความรู้สึกขอบคุณ นางต้องการยื่นมือจับมือเฟิงหยูเอง อย่างไรก็
ตามเมื่อนางยกมือขึ้น ความผิดปกติทำให้นางคว้าแขนเสื้อเท่านั้น
เฟิงหยูเองถอนหายใจอย่างแผ่วเบาวางยาลงบนโต๊ะใกล้ ๆ จากนั้น
นางก็เดินไปนั่งข้างเตียงของเป่ยฟูหรง จับมือนางแล้วกล่าว
ว่า “ตอนแรกเราเป็นสหายสนิทที่ไม่มีความลับต่อกัน ตอนนี้เรา
ห่างเกินกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ”
คำว่าสหายสนิททำให้ใจของเป่ยฟูหรงหลงคิดย้อนไปที่เมืองหลวง
เมื่อสองปีก่อน ในวันนั้นมันคือซวนเทียนเก้อที่แนะนำนางให้รู้จัก
กัน นาง เฟิงเทียนหยูและเหรินซีเฟิงรู้สึกว่าพวกนางเข้ากันได้ดี
ทันทีที่พวกนางเห็นเฟิงหยูเอง ในเวลานั้นทุกอย่างดีมาก แต่
ตอนนี้…
“อาเอง” เสียงพูดดูแหบ นางกล่าวต่อ “ข้าทำให้เจ้าผิดหวัง” ด้วย
ยาปฏิชีวนะทำให้เป่ยฟูหรงรู้สึกดีขึ้นมากและมีความแข็งแรงขึ้น
เล็กน้อย นางควบคุมตนเองให้กลั้นนํ้าตา ด้วยกลัวว่าสายตาที่พร่า
มัวของนางจะยิ่งแย่ลงไปอีก
เฟิงหยูเองรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งเมื่อได้ยินเสียงนี้ ในตอนแรกนาง
ต้องการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่คุ้นเคยระหว่างสหายสนิท แต่มีคำถาม
จำนวนมากในใจของนางทำให้นางพร่ามัว “บอกข้ามาว่าคนที่อยู่
เบื้องหลังเจ้าเป็นคนของเฉียนโจวหรือภาคเหนือ”
ในเรื่องที่เกี่ยวกับคำถามตรงนี้ เป่ยฟูหรงไม่แปลกใจเลยแม้แต่
น้อย เฟิงหยูเองเป็นคนที่มีเหตุผลมาก นี่เป็นสิ่งที่กลุ่มสหายสนิทรู้
ดี นางรู้สึกขอบคุณมากที่เฟิงหยูเองพูดจาซื่อตรง ในที่สุดสิ่งที่นาง
ถืออยู่ก็มีโอกาสถูกเปิดเผยออกมา
นางพยุงตัวนางลุกขึ้นนั่ง และเฟิงหยูเองวางเบาะให้นางเอนกาย
เป่ยฟูหรงเป็นกังวลเล็กน้อย ก่อนที่นางจะทำให้ตัวเองมีเสถียรภาพ
นางกล่าวว่า “คนที่อยู่เบื้องหลังข้ามาจากเฉียนโจว พวกเขาบอก
ว่าข้าเป็นพระธิดาขององค์หญิงใหญ่คังอี้ แต่ข้าไม่เชื่อพวก
เขา ต่อมามีคนชื่อเสี่ยวจิงมาพบข้าและมอบจี้หยกครึ่งหนึ่งให้
ข้า หยกครึ่งหนึ่งนั้นเข้าคู่กับหยกที่ข้ามีตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งสองเข้ากัน
ได้”
นางพูดเร็วทำให้นางไอชั่วครู่หนึ่ง เฟิงหยูเองรินนํ้าแล้วกล่าวเบา ๆ
ว่า “เรามีเวลา ไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ พูด”
อย่างไรก็ตามเป่ยฟูหรงส่ายหัว ไม่ยอมรับนํ้า และกล่าวว่า “ช้า
ไม่ได้ อาเอง ข้าเหลือเวลาอีกไม่มาก พวกเขาต้องการให้ข้าฆ่าเจ้า
โดยบอกว่าเจ้าจะไม่ป้องกันตัวตอนที่อยู่กับข้า พวกเขายังบอกด้วย
ว่าถ้าข้าฆ่าเจ้า พวกเขาจะปล่อยท่านพ่อของข้าไป” เมื่อนางพูดถึง
ประเด็นนี้ นางดูเหมือนจะจำบางสิ่งได้และกล่าวต่อ “มีคนจากเฉียน
โจวในเมืองหลวง ข้าไม่รู้ว่ามันคือใคร แต่ภูมิหลังของพวกเขานั้น
ทรงพลัง ตั้งแต่ที่เสี่ยวจิงพบข้า ข้าก็สงสัยตลอดเวลาและไม่
สามารถเข้าใจได้ อาเองบอกองค์ชายเก้าให้เขาระวังตัว
ตลอดเวลา”
อารมณ์ของเป่ยฟูหรงไม่มั่นคงและสภาพของนางแย่มาก ซึ่งทำให้
ความคิดของนางไม่ชัดเจนนัก หลายสิ่งที่นางพูดนั้น พูดเพราะนาง
คิดถึงสิ่งนั้นได้ เรื่องไม่ต่อเนื่องกัน และนางพูดไปครึ่งชั่วโมง แต่ใน
ที่สุดเฟิงหยูเองก็สามารถปะติดปะต่อต้นเหตุและผลกระทบของเรื่อง
ทั้งหมด
ปรากฏว่าช่างฝีมือเป่ยเดินทางไปทั่วโลกเมื่อเขายังเด็ก และเขาอยู่
ในเขตของเฉียนโจว ในเวลานั้นเขายังเด็ก แข็งแรง และเต็มไปด้วย
ความภาคภูมิใจ เขามีความสุขกับงานฝีมือของช่างฝีมือหลวงจาก
เฉียนโจวซึ่งนำไปสู่การแข่งขันทักษะ ในท้ายที่สุดไม่เพียงแต่เขาจะ
ชนะเท่านั้น เขายังชนะใจของหญิงสาวผู้งดงามคนหนึ่ง ผู้หญิงที่
งดงามคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากองค์หญิงคังอี้
ในเวลานั้นช่างฝีมือเป่ยไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคังอี้ และคังอี้
อาศัยอยู่อย่างสันโดษกับเขาในหมู่บ้านภูเขาเล็ก ๆ ห่างจากเมือง
หลวง หลังจากที่ทั้งสองให้กำเนิดเป่ยฟูหรง ครอบครัวของเฉียน
โจวก็เริ่มทะเลาะกันภายในอย่างจริงจัง เพื่อช่วยให้น้องชายของ
นางได้รับชัยชนะเหนือศัตรูของนาง นางจึงต้องทิ้งช่างฝีมือเป่
ยก่อนที่จะแต่งงานกับสามีใหม่หลายปีต่อมา
ช่างฝีมือเป่ยปกปิดตัวตนของเขาและรอนางมาหลายปีจนกระทั่ง
วันที่นางแต่งงาน จากนั้นเขาก็อุ้มเป่ยฟูหรงออกจากเฉียนโจวอ
ย่างเงียบ ๆ เขาเข้ามาในราชวงศ์ต้าชุน หลังจากนั้นเขามาถึงเมือง
หลวงของราชวงศ์ต้าชุน และก่อตั้งร้านของเขา เขาไม่เคยเดิน
กลับเฉียนโจวอีกเลย
ในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งนี้ เป่ยฟูหรงไม่รู้เรื่องนี้เลยเพราะช่างฝีมือเป่ย
พยายามปกปิดมันจากนาง หลังจากที่เสี่ยวจิงได้พบนาง เขาก็เล่า
เรื่องอดีตให้นางฟัง แต่นางก็ยังไม่เชื่อ ต่อมาเสี่ยวจิงให้จี้หยก
ครึ่งหนึ่งของนางซึ่งในที่สุดก็ทำให้นางกลับไปถามช่างฝีมือเป่ย
เกี่ยวกับความคิดของเขา แต่ใครจะรู้ว่าช่างฝีมือเป่ยจะยอมรับว่า
เป็นเรื่องจริง
ไม่ว่าอย่างไร เป่ยฟูหรงไม่สามารถยอมรับได้ว่าส่วนหนึ่งของเลือด
ที่ไหลในตัวนางมาจากเฉียนโจว ยิ่งกว่านั้นนางไม่สามารถยอมรับ
ได้ว่าผู้ปกครองของเฉียนโจวเป็นลุงของนาง แน่นอนว่านี่ไม่ใช่
ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้เป่ยฟูหรงรู้สึกกลัวที่สุดคือศัตรูได้
จับบิดาของนางไป โดยใช้ชีวิตของบิดาเพื่อข่มขู่นาง เพื่อทำการ
เสนอแผนของเฉียนโจว การใช้มิตรภาพของนางกับเฟิงหยูเอง
นางต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเฟิงหยูเองแก่เฉียน
โจว
แต่นางไม่ต้องการหักหลังเฟิงหยูเองหรือราชวงศ์ต้าชุน นางยอมรับ
เพียงอาณาจักรเดียวและครอบครัวเดียว หลังจากโกหกและ
หลอกลวงเฉียนโจวสองสามครั้ง ในที่สุดนางก็ได้รับพิษจากศัตรู
อย่างรวดเร็ว และในที่สุดก็กลายเป็นเช่นนี้
เป่ยฟูหรงไม่เข้าใจขอให้เฟิงหยูเอง “คนของเฉียนโจวทุกคนใจร้าย
หรือ ? ถ้าข้าเป็นบุตรสาวของคังอี้ ผู้ปกครองของเฉียนโจวจะเป็น
ลุงของข้า พวกเขาจะโหดร้ายกับข้าได้อย่างไร ? ” แต่เมื่อนางพูด
นางเริ่มยิ้มอย่างขมขื่น “เป็นเพราะข้าที่ไร้เดียงสาเกินไป ตระกูล
ของฮ่องเต้นั้นไม่มีหัวใจ พี่น้องก็สามารถฆ่ากันได้เหมือน
หลานสาวของข้า” เป่ยฟูหรงพูดกับนางมาครึ่งคืนแล้ว นางหมด
แรงไปแล้วเมื่อนางหลับตาอย่างช้า ๆ มือที่กำแน่นของเฟิงหยูเอง
ปล่อยอย่างไม่เต็มใจ ขณะที่นางหลับสนิท
ในเวลานี้เป่ยจื่อนำอาหารเช้าเข้ามาในห้อง เขาผลักประตูออกมา
เขาเห็นมือของเป่ยฟูหรงตก ร่างกายของเขาสั่นและจมูกของเขาก็
เริ่มแดง