Divine Doctor Daughter of the First Wife แพทย์เทวะ หัตถ์ปีศาจ - ตอนที่ 762 การติดตั้งแผงทำนายโชคชะตา
- Home
- Divine Doctor Daughter of the First Wife แพทย์เทวะ หัตถ์ปีศาจ
- ตอนที่ 762 การติดตั้งแผงทำนายโชคชะตา
ตอนที่762 การติดตั้งแผงทำนายโชคชะตา
“เจ้านายมาแล้ว! ” ใกล้จะถึงปีใหม่ ดังนั้นวังหลินจึงไม่
เดินทางต่อไปยังห้องโถงต่าง ๆ นอกเมืองหลวง เขากลับมาที่เมือง
หลวงเพื่อดูแลสิ่งต่าง ๆ เด็กจากชนบทที่เริ่มต้นจากเสมียนเล็ก ๆ
ในร้านขายยาได้มาถึงตำแหน่งแบบนี้ มีหลายครั้งที่เขาคิดอย่าง
เงียบ ๆ ว่าแม้เขาจะไม่กล้าเชื่อก็ตาม และทุกสิ่งที่ไม่น่าเชื่อและ
เป็นไปไม่ได้เหล่านี้ กลายเป็นจริงกับเฟิงหยูเอง ทั้งหมดนี้เป็น
เหมือนการให้เขามีตัวตนใหม่ในระยะเวลาสองปี เขากลายเป็นคน
ที่มีคนรู้จักไปทั่วในเมืองหลวง แม้ว่าเขาจะมีตำแหน่งที่มีอิทธิพลต่อ
หน้าคนอื่น ๆ เมื่อเผชิญหน้ากับเฟิงหยูเอง เขาก็อยากกลับไปเป็น
เสมียนเล็ก ๆ และใช้ท่าทางสุภาพที่สุดในการเผชิญหน้ากับผู้มี
พระคุณ “เจ้านาย รีบเข้ามาข้างในขอรับ” ขณะที่เขาพูดเขามอง
เด็กที่วังซวนอุ้มอยู่ และอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาด้วยความประหลาด
ใจ “นี่คือ…บุตรชายคนเล็กของตระกูลเฟิงหรือขอรับ ? ”
เฟิงหยูเองพยักหน้าและกล่าวในขณะที่เดิน“ตั้งแต่วันนี้เป็น
ต้นไป เด็กคนนี้ไม่ได้เป็นของตระกูลเฟิงอีกต่อไป ข้าไม่มีที่ที่จะ
ส่งไปได้ ดังนั้นจัดห้องให้เขา จากนั้นอาบนํ้า ให้แม่นมและบ่าวรับ
ใช้ดูแลเขา สำหรับชื่อของเขา… ข้าไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน แซ่
ของเขาคือฮัน สำหรับชื่อของเขาให้เรียกตามที่เห็นว่าเหมาะสม”
นางไม่ได้มีความรู้สึกใด ๆ ต่อเด็กคนนี้ แต่นางจะไม่ยินยอมให้
เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ นี้ต้องทนทุกข์ทรมานมากเกินไป แม้ว่านางจะ
ไม่ยอมให้เขามีชีวิตอยู่อย่างนายน้อยแท้ ๆ แต่นางก็สามารถเลี้ยงดู
เขาให้เป็นคนที่เหมาะสมที่จะอยู่รอดได้ด้วยพลังของเขาเอง เขาจะ
ถูกตัดขาดจากอิทธิพลด้านลบอย่างมากของบิดามารดาที่ไร้
ความสามารถของเขา
ในฐานะสมาชิกคนสำคัญจากหนึ่งในธุรกิจของเฟิงหยูเองวัง
หลินมีความเข้าใจในเรื่องของตระกูลเฟิงเกี่ยวกับเด็กคนนี้ เขาได้
ไปตรวจร่างกายด้วยตัวเอง ดังนั้นเขาจึงเข้าใจความตั้งใจของเฟิง
หยูเองทันที โดยไม่บอกอะไรเลยเขาสั่งให้คนมารับเด็กและพบแม่
นม เมื่อนั้นเขาจึงนำเฟิงหยูเองเข้ามาใน “สำนักงาน” ที่สงวนไว้
สำหรับนางเป็นพิเศษ
เมื่อเฟิงหยูเองนั่งลงวังหลินเริ่มรายงานความคืบหน้าของร้าน
ห้องโถงสมุนไพร ไม่รวมร้านห้องโถงหลักในเมืองหลวง ห้องโถง
สมุนไพรเปิดให้บริการทั้งหมด 12 แห่งในราชวงศ์ต้าชุน ใน
ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ภาคละ 3 แห่ง
และอีกหนึ่งที่อยู่ในเมืองหลวงคือที่อยู่ตรงกลาง หลังจากปีใหม่ มี
การเตรียมที่จะเปิดใหม่ในสามมณฑลภาคเหนือ มันจะเป็นการ
ทดสอบ หากประสบความสำเร็จจะมีการสร้างเพิ่มเติมในแถบ
ชายแดน
เฟิงหยูเองรับฟังอย่างจริงจังแต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นของ
นาง ในการวางแผนร้านห้องโถงสมุนไพร นางได้ให้คำแนะนำใน
การเริ่มต้นเท่านั้น แต่ความสามารถของวังหลินในการเรียนรู้และ
ทำความเข้าใจรวมถึงความสามารถในการต่อยอดของเขานั้นยอด
เยี่ยมมาก โดยพื้นฐานแล้วจนถึงตอนที่นางจะพูดอะไรสักอย่าง และ
วังหลินก็สามารถพัฒนาความคิดเหล่านั้นและทำมันให้ดียิ่งขึ้น นั่น
คือเหตุผลที่เฟิงหยูเองรู้สึกสบายใจมากเกี่ยวกับการขยายตัวของ
ร้านห้องโถงสมุนไพร สำหรับการเยี่ยมชมของนางในวันนี้นางมีอีก
เรื่องที่ต้องเข้าร่วมนอกจากการมอบเด็ก
“เมื่อเร็วๆ นี้พระราชวังไม่ได้เงียบสงบเกินไป ข้ากำลังเตรียมที่
จะวางคนไว้ในกลุ่มหมอหลวง” นางบอกกับวังหลินโดยตรง
เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการเยี่ยมชมของนาง และให้วังหลินแนะนำ
ใครบางคน
วังหลินคิดมานานแต่กล่าวด้วยนํ้าเสียงที่ค่อนข้างลำบาก
“การวางคนในกลุ่มหมอหลวง คนผู้นั้นต้องมีความสามารถทาง
การแพทย์ที่ดี อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถเลวร้ายไปกว่า
คนที่อยู่ในกลุ่มนั้น นอกจากนี้คนผู้นี้ต้องซื่อสัตย์ต่อเรา ในเรื่องที่
เกี่ยวกับเรื่องนี้ มันมีความสำคัญไม่แพ้กันกับความสามารถ
ทางการแพทย์ นี่…” เขาเกาหัว “คุณหนูพูดถึงคนที่ซื่อสัตย์อย่างนี้
ข้าสามารถแนะนำใครคนหนึ่งได้ แต่เมื่อพูดถึงความสามารถทาง
การแพทย์ ด้วยความรู้ที่ตํ่าต้อยของเขา ข้ายังค่อนข้างขาดความรู้
เกี่ยวกับยาอีกเล็กน้อย เป็นไปไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับคนในกลุ่ม
หมอหลวง ต้องบอกว่าคนที่เหมาะสมที่สุดในการคัดเลือกคนคือ
ท่านผู้เฒ่าเหยาขอรับ มันจะเป็นการดีที่สุดถ้าให้เขาเลือกเมื่อเขา
ยังอยู่ แต่เขาไม่มาที่นี่อีกแล้ว เท่าที่ข้าเห็น ซางคังก็เป็นอีก
ทางเลือกหนึ่ง ! ”
ในฐานะลูกศิษย์ของเฟิงหยูเองซางคังใช้เวลาส่วนใหญ่ใน
เมืองหลวง บรรดาผู้คนที่ซางคังรักษาด้วยการผ่าตัดมีมากมาย
ที่สุด ในเรื่องที่เกี่ยวกับซางคัง เฟิงหยูเองและเหยาเซียนก็ไม่ตระหนี่
และสอนให้เขามีความรู้อย่างมาก วังหลินกล่าวขึ้นมาโดยให้
ซางคังเป็นคนคัดเลือก และเฟิงหยูเองไม่คัดค้านมาก นางจึงพยัก
หน้าและเรียกซางคังมา
ซางคังอยู่ในร้านห้องโถงสมุนไพรและเดินเข้าไปในห้องอย่าง
รวดเร็วเมื่อเขาเข้ามา เขาก็นำคนมาด้วย คนผู้นี้ดูเหมือนจะอายุ
ประมาณ 25 หรือ 26 ปี และดูเหมือนจะเป็นคนเด็ดเดี่ยวมาก ถือ
ชุดยาเขาตามหลังซางคังด้วยสีหน้าเชื่อฟัง ความประทับใจที่เขา
ให้นั้นดีมาก
ซางคังเห็นเฟิงหยูเองและสายตาก็ไม่ต่างไปจากว่าเขาได้เห็น
มารดาของเขาเขาคุกเข่าลงบนพื้นและส่งเสียงร้องเรียกนางว่า
อาจารย์ซํ้า ๆ โดยไม่พูดอะไรเลย สิ่งที่ขาดหายไปคือการร้องไห้
คนที่อยู่ข้างหลังเขารู้สึกตกใจและเขินอายเล็กน้อย แต่เขาก็รู้ว่า
เฟิงหยูเองเป็นใคร เขาจึงคำนับอย่างเชื่อฟัง
เฟิงหยูเองพยักหน้าให้เขาแล้วช่วยประคองซางคังลุกขึ้นมา
ด้วยตัวเอง ในที่สุดนางก็สามารถทำให้อารมณ์ของซางคังสงบลง
ได้ นางกลับมาที่เมืองหลวงเป็นเวลาครึ่งปี ซางคังออกจากเมือง
หลวงไปพร้อมกับวังหลินและพวกเขาเพิ่งจะกลับมาเมื่อสองเดือน
ก่อน เมื่อพูดไป เขาไม่ได้พบเฟิงหยูเองมานานแล้ว ทั้งสองพูดคุย
กันอยู่นานก่อนที่เฟิงหยูเองจะพูดถึงแผนการของนางอีกครั้ง นาง
บอกเขาว่า “ข้าต้องการคนที่มีทักษะในการแพทย์และเป็นคนดี
มาก เพื่อส่งเข้ากลุ่มหมอหลวง”
ซางคังคิดอยู่เล็กน้อยแล้วผลักคนที่อยู่ข้างหลังเขาไป
ข้างหน้า“ท่านอาจารย์คิดว่าเขาเป็นได้หรือไม่ขอรับ เขาชื่อซุนชิ
และเขาเป็นลูกศิษย์ที่ข้ารับไว้” หลังจากพูดเขาดึงที่ซุนชิ “ไปเร็ว
ไปคำนับท่านปรมาจารย์ของเจ้า”
ซุนชิฟังและคุกเข่าบนพื้นดินคำนับให้เฟิงหยูเอง “ซุนชิคารวะ
ท่านปรมาจารย์ขอรับ”
ลูกศิษย์ของซางคังนี่เป็นสถานะที่ทำให้เฟิงหยูเองประหลาด
ใจเล็กน้อย และนางก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกับตำแหน่งของปรมาจารย์
นางยิ้มและซุนชิยืนขึ้น จากนั้นนางก็ถามคำถามสองสามข้อโดย
ไม่ตั้งใจ และพบว่าซุนชิมีมุมมองทางการแพทย์ที่แปลก ๆ แม้ว่า
มุมมองเหล่านั้นจะมีนัยสำคัญเล็กน้อยในสายตาของนางซึ่งเป็นคน
สมัยใหม่ แต่สำหรับคนในยุคนี้เพื่อที่จะทำความเข้าใจในการผ่าตัด
นั้นถือว่าค่อนข้างก้าวหน้า และนางหวังว่าคนที่นางจะส่งไปยัง
พระราชวังจะมีความเข้าใจในการผ่าตัด และจะไม่เหมือนหมอหลวง
ที่มีอยู่แล้วซึ่งมุ่งเน้นเฉพาะการแพทย์แผนจีน
แน่นอนว่าวาจาไม่สามารถรับประกันได้ดังนั้นเฟิงหยูเองนำ
กลุ่มไปที่ห้องผ่าตัดทันที มีการผ่าตัดโดยซางคังและมีซุนชิทำ
หน้าที่เป็นผู้ช่วย เฟิงหยูเองเข้ามาและดูการผ่าตัดไปครึ่งทาง นาง
พอใจกับความสามารถทางการแพทย์ของซุนชิ ดังนั้นเขาจึงถูก
เลือกให้เข้าไปในพระราชวัง โดยเขาจะเข้าไปในพระราชวังในอีก
ห้าวัน จากนั้นนางจึงออกจากห้องผ่าตัด
กลับมาที่ห้องของนางวังหลินตามนางเข้ามาด้วย เฟิงหยูเอง
ไม่ได้ถามอะไรซางคังเกี่ยวกับซุนชิ อย่างไรก็ตามตอนนี้นางเริ่ม
ถามวังหลิน “เจ้ารู้จักซุนชิมากแค่ไหน ? ”
วังหลินตื่นตกใจ“เจ้านายกังวลกับเขาหรือขอรับ ลูกศิษย์ของ
ซางคังน่าจะดีไม่ใช่หรือ ? ข้าก็มีปฏิสัมพันธ์กับซุนชิไม่น้อย โดย
ปกติเขาดูเป็นคนดี เขาเชื่อฟังมากและเต็มใจทำงาน ทักษะของเขา
ดีจริง ๆ ขอรับ”
เฟิงหยูเองยิ้มอย่างขมขื่น“เมื่อมองผู้คน เจ้าไม่สามารถมอง
เพียงผิวเผิน ข้าเชื่อซางคัง แต่ซางคังมีปัญหา เขาคลั่งไคล้ยา
สำหรับเขา ทุกคนที่มีความสามารถทางการแพทย์ที่ดีเป็นคนดี
หรืออาจกล่าวได้ว่าเมื่อเขาดูคน เขาจะดูเฉพาะความสามารถทาง
การแพทย์ของพวกเขาเท่านั้น ในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งอื่น ๆ ตราบใด
ที่มันไม่ใช่ความชั่วร้ายที่รุนแรง เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับมันและไม่
สามารถสังเกตเห็นได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าถามเจ้า เราต้องไม่โง่กับ
คนที่ถูกส่งเข้าไปในพระราชวัง เจ้ารู้หรือไม่ว่าซุนชิและซางคังรู้จัก
กันอย่างไร เขาลงเอยในฐานะลูกศิษย์ของซางคังอย่างไร ? ”
วังหลินชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนั้นเขาจึงบอกกับเฟิงหยูเอง
ว่า “ซุนชิเคยเป็นหมอ เขาเดินทางมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ
ความสามารถทางการแพทย์ของเขามีชื่อเสียงมาก ครั้งหนึ่งที่
ซางคังเห็นเขาดูแลคนเร่ร่อนบนถนนและสนใจในความสามารถ
ด้านการแพทย์ของเขา เขาถามซุนชิว่าเขาอยากมาห้องโถง
สมุนไพรกับาเขาหรือไม่ ตอนแรกซุนชิไม่อยากมา เขาแค่อยากจะ
เป็นหมอเร่ร่อนรักษาผู้ป่วยขณะที่เขาเดินทาง เขาไม่ต้องการที่จะ
ปักหลักในที่เดียวโดยเฉพาะในสถานที่เช่นเมืองหลวง เขาไม่ชอบ
มัน แต่ซางคังก็ลากเขามาที่ร้านห้องโถงสมุนไพรเพื่อดูและแสดง
ให้เขาเห็นการผ่าตัด หลังจากนั้นซุนชิก็ตัดสินใจตามซางคังและ
ยอมรับว่าเขาเป็นอาจารย์ของเขา”
เมื่อฟังวังหลินพูดถึงต้นกำเนิดของซุนชิไม่มีอะไรเกิดขึ้น มัน
ฟังดูเหมือนว่าเขาเป็นคนบ้าด้านการแพทย์ด้วย แม้ว่าเขาจะไม่ได้
คลั่งไคล้เหมือนซางคัง แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่แพทย์ทั่วไปไม่สามารถ
เปรียบเทียบได้ แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจที่สุด
เนื่องจากเขาเป็นคนบ้าคลั่งด้านการแพทย์ และเขาไม่ต้องการอยู่
ในร้านห้องโถงสมุนไพร เขาจะยอมรับการเข้าสู่กลุ่มหมอหลวงได้
อย่างไรโดยไม่มีการต่อต้านใด ๆ
เมื่อเห็นว่าเฟิงหยูเองไม่ได้พูดอะไรซักพักวังหลินกล่าวต่อไป
ว่า “ถ้าเจ้านายรู้สึกไม่สบายใจ เขาเป็นคนที่เหมาะสมที่สุด”
เฟิงหยูเองส่ายหัวของนางซํ้าๆ “ไม่ดี เมื่อเขาเข้าไปที่นั่น เขา
จะถูกมัดและมันจะยากมากสำหรับเขาที่จะกังวลเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ
ที่นี่ เรายังมีคนไม่พออยู่ในมือ เรายังต้องขยายออกไปด้านนอก
ด้วย เราไม่สามารถละทิ้งซางคังได้ ลองเลือกลูกศิษย์ที่เชื่อถือได้
เพื่อเข้าไปในพระราชวังด้วย คนสองคนจะเข้าไปข้างใน และนั่นจะ
ได้มีคนควบคุมดูแล”
วังหลินผงกศีรษะ“นี่ไม่ใช่ปัญหา” หลังจากคิดไปซักพักเขาก็
กล่าวว่า “ให้เสี่ยวเหมาไป เขาเป็นญาติจากบ้านเก่าของข้า เขา
เคยทำงานที่ร้านห้องโถงสมุนไพรมานานกว่าหนึ่งปี เขาเชื่อถือได้
แน่นอนขอรับ”
“เจ้าสามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้”เฟิงหยูเองรู้สึกสบายใจกับคน
รอบข้างของวังหลิน ในที่สุดวังหลินก็ไม่ได้เป็นคนคลั่งไคล้เรื่องยา
อย่างซางคัง เขาเป็นนักธุรกิจและพิจารณาเพิ่มเติม เขาแม่นยำ
กว่าในมุมมองของผู้คน ถ้าเขาบอกว่ามีคนเชื่อถือได้ คนผู้นั้นจะ
เชื่อถือได้แน่นอน มิเช่นนั้นนางคงไม่สบายใจเมื่อได้มอบร้านห้อง
โถงสมุนไพรให้กับเขาในสองปีนี้
หลังจากดูแลจัดการนางก็ไม่ได้อยู่ต่อนางลุกขึ้นยืนแล้วพาวัง
ซวนและหวงซวนกลับไปที่คฤหาสน์ ในเวลาเดียวกันนางคำนวณ
มันในใจของนาง ซวนเทียนหมิงควรจะกลับมาภายในไม่กี่วันใช่
ไหม
นางคำนวณขณะเดินบนถนนในเมืองหลวงฮ่องเต้นั่งอยู่ใน
ห้องโถงสวรรค์และคำนวณวันด้วย ในขณะที่คำนวณเขาพึมพำกับ
ตัวเองราวกับท่องสูตร เพียงเสียงของมันทำให้หัวจางหยวนเจ็บ
“ฝ่าบาทกำลังตั้งแผงไว้เพื่อทำการทำนายดวงชะตาหรือ
ขอรับ?”จางหยวนดูท่าทางจริงจังของฮ่องเต้ และอดไม่ได้ที่นะเอ่ย
แนะนำว่า “ฝ่าบาทกำลังคำนวณอะไรอยู่ ? ฝ่าบาทคำนวณได้
ถูกต้องหรือไม่ ? ถ้ามันไม่ถูกต้อง ให้บรรดาโหราจารย์มาคำนวณ
และคำนวณ มีคนเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราจะได้ไม่ต้องคอย
จัดการทุกสิ่ง”
ฮ่องเต้ไล่ตามเขาด้วยความโกรธ“ไป, ไป, ไป, ในขณะที่เจ้า
กำลังไป ข้าจะคำนวณว่ามันจะนานเท่าไหร่กว่าที่องค์ชายเก้าจะ
กลับสู่เมืองหลวง พวกโหราจารย์เกี่ยวข้องอะไรกับการคำนวณสิ่ง
เหล่านี้ ? ”
“ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่พวกเขารับผิดชอบในการคำนวณมันไม่ได้
ขึ้นอยู่กับฝ่าบาทหรอกหรือพะยะค่ะ พวกเขาจะคำนวณสิ่งที่ฝ่า
บาทถามนะพะยะค่ะ ! ”
ฮ่องเต้ตบโต๊ะ“ถ้าเจ้าไม่เข้าใจอะไรเลยอย่าไปยุ่ง อย่ามีส่วน
ร่วม ! โหราจารย์มีไว้ทำนายดวงดาว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่า
โหราจารย์ไม่ใช่นักทำนายดวงชะตา ! เราต้องทำสิ่งนี้เอง”
“เอาล่ะฝ่าบาทกำลังทำนายโชคชะตาของฝ่าบาทเองหรือพะ
ยะค่ะ” จางหยวนไม่มีอำนาจที่จะแนะนำเขาอีกต่อไป เขาพบบันได
ในห้องโถงและเตรียมที่นั่ง ก่อนที่ก้นของเขาจะสัมผัสพื้นดิน
ฮ่องเต้ก็กล่าวว่า “จงไปเตรียมคน ฟังคำสั่งของเรา คืนนี้พาพวก
เขาไปที่ตำหนักศศิเหมันต์แล้วจุดไฟ ! ”
ขาของขันทีจางหยวนสั่นด้วยความกลัวไม่สามารถที่จะนั่งลง
เท้าของเขาลื่น และร่างกายของเขาทั้งหมดกลิ้งลงบันไดของห้อง
โถง