Emperor's Domination จักรพรรดิบรรพกาล - ตอนที่ 2934 หลิวซันเฉียง
ตอนที่ 2934 หลิวซันเฉียง
หลี่ชิเย่ยิ้มนิดหนึ่งและกล่าวว่า “มันล้ำค่ากว่าการสร้างขึ้นมากับมือของพระลังกาอีกนิดหนึ่ง”
“ล้ำค่ากว่าการสร้างขึ้นมากับมือของพระลังกาอีกนิดหนึ่ง” ไป่จินหนิงตะลึงอยู่ตรงนั้น แม้ว่านางจะเป็นเพียงบุคคลที่ไม่มีความสำคัญ แต่ว่า นางก็รู้ว่าพระลังกานั้นดำรงอยู่ในสถานะเช่นใด
พระลังกาคือปฐมบรรพบุรุษที่ยอดเยี่ยมมาก มีผู้กล่าวว่าเขาสามารถเทียบเคียงได้กับปราชญ์ไกลกันดาร หากว่าพระพุทธรูปไม้องค์นี้สร้างขึ้นโดยพระลังกา แม้ว่ามันจะไม่ใช่ของวิเศษ แม้ว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่ดูธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่ง มูลค่าของมันก็เป็นที่สะเทือนเลื่อนลั่น
ตอนนั้น กุมารซ้ายหมิงหวัง และกุมารขวาหมิงหวังคิดจะซื้อพระพุทธรูปไม้องค์นี้ก็เพราะคาดเดาว่า พระพุทธรูปไม้องค์นี้อาจมีความเป็นไปได้ที่สร้างขึ้นกับมือโดยพระลังกา เพียงแต่พวกเขาไม่ค่อยจะมั่นใจเท่านั้น
“เช่น เช่น เช่นนั้นมันคืออะไร? ” ไป่จินหนิงรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง นางเติบโตมาพร้อมกับเห็นพระพุทธรูปไม้องค์นี้ แต่กลับมองไม่ออกว่าพระพุทธรูปไม้องค์นี้ล้ำค่ายิ่งกว่าสร้างขึ้นกับมือของพระลังกาเสียอีก
“เอานี่ไป” หลี่ชิเย่หัวเราะทีหนึ่ง โยนพระพุทธรูปไม้ที่อยู่ในมือให้กับไป่จินหนิง
ขณะที่พระพุทธรูปไม้องค์นี้ถูกโยนออกมานั้น ทำเอาไป่จินหนิงตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบเร่งรับเอาพระพุทธรูปไม้องค์นี้ที่ถูกโยนเข้ามา นางเกรงว่าหากไม่ทันระวังแล้วรับเอาไว้ไม่ได้ เช่นนั้นแล้วพระพุทธรูปไม้องค์นี้คงตกแตกละเอียดไป
เมื่อมือทั้งสองของไป่จินหนิงกอดพระพุทธรูปไม้องค์นี้เอาไว้อย่างแน่นหพดำดนาแล้ว นางจึงรู้สึกโล่งอกไปที เหมือนยกของหนักลงจากบ่า แม้จะเป็นเช่นนี้ก็ตาม มือทั้งสองของนางก็อดที่จะสั่นเทาทีหนึ่ง สามารถจินตนาการได้ว่าเมื่อครู่นั้นตื่นเต้นเพียงใด
เมื่อครู่นี้นับว่าสร้างความตระหนกแก่ไป่จินหนิงไม่น้อยทีเดียว ต่อให้พระพุทธรูปไม้องค์นี้ไม่ใช่สมบัติประจำตระกูลของพวกเขา แต่ว่า มันก็เสียเงินซื้อมาถึงหนึ่งร้อยล้าน เกิดตกแตกล่ะก็ มันช่างเป็นการผลาญสมบัติของตระกูลเพียงใด จะมีสักกี่คนที่สามารถผลาญเงินจำนวนนี้ได้เล่า?
นี่ นี นี่…ไป่จินหนิงมองดูพระพุทธรูปไม้ที่อยู่ในมือ รู้สึกไม่ค่อยจะเข้าใจ นางจ้องมองไปที่หลี่ชิเย่ ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดหลี่ชิเย่จึงได้โยนพระพุทธรูปไม้องค์นี้ให้กับนาง
“มอบให้เจ้า” หลี่ชิเย่ยิ้มนิดหนึ่ง ท่าทางตามอารมณ์ยิ่ง และกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นสมบัติประจำตระกูลของเจ้า เวลานี้ก็นับว่าเป็นการกลับคืนสู่เจ้าของแล้ว”
“มอบ มอบ มอบ มอบให้ข้า” ไป่จินหนิงถึงกับพูดติดอ่าง ไม่ง่ายนักขณะพูดคำๆ นี้ออกมา นางถึงกับลากเสียงสูง และร้องเสียงแหลมขึ้นมา
มาคราวนี้ คนโหดอันดับหนึ่งเองก็ตกใจจนตะลึงงันไปแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงว่ามีมูลค่าเท่าไร ลำพังอาศัยมันซื้อกลับคืนมาด้วยเงินหนึ่งร้อยล้าน ของสิ่งนี้นางไม่กล้าแม้แต่จะคิด หนึ่งร้อยล้านสำหรับนางแล้ว มันคือตัวเลขมหาศาล
แต่ว่า เวลานี้หลี่ชิเย่โยนพระพุทธรูปไม้องค์นี้มอบให้กับนางตามอารมณ์ง่ายๆ ผู้ที่มือเติบบนโลกนี้นางเคยพบเห็นมาก่อน แต่ เฉกเช่นหลี่ชิเย่ที่พลันลงมือก็คือหนึ่งร้อยล้าน มอบให้ตามอารมณ์ง่ายๆ เช่นนี้ เกรงว่านางไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน!
ในเวลานี้ ไป่จินหนิงตะลึงงันอยู่ตรงนั้น และไม่สามารถเรียกสติกลับมา หนึ่งร้อยล้านก็ได้มอบให้กับนางง่ายๆ แบบนี้ มันเหมือนว่าเป็นความฝันชัดๆ
“นี่ นี่ นี่เป็นเรื่องจริงรึ? ” ไป่จินหนิงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีงงงัน หลังจากตะลึงอยู่ครู่ใหญ่
หากจะว่าด้วยเจตนาที่เห็นแก่ตัว ไป่จินหนิงย่อมต้องการได้พระพุทธรูปไม้องค์นี้ จะอย่างไรเสียนี่คือสมบัติประจำตระกูลของพวกเขา ยังไม่ต้องพูดถึงว่าพระพุทธรูปไม้องค์นี้มีค่าอย่างใด ในฐานะที่หนึ่งในสมาชิกของตระกูล นางมีหน้าที่ที่จะต้องรับเอาพระพุทธรูปไม้องค์นี้กลับบ้าน
ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนั้นเพื่อให้นางได้เข้าไปเป็นผู้บำเพ็ญตน ทางตระกูลจึงได้นำเอาพระพุทธรูปไม้องค์นี้ไปจำนำ กล่าวได้ว่า นางมีภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่ในการรับพระพุทธรูปไม้องค์นี้กลับไปยังตระกูล
แต่ทว่า สมควรทราบว่า หลี่ชิเย่เป็นผู้ที่จ่ายเงินจำนวนหนึ่งร้อยล้านซื้อพระพุทธรูปไม้องค์นี้กลับมา
“จริงแท้แน่นอน” หลี่ชิเย่หัวเราะทีหนึ่ง และกล่าวเรียบๆ ขึ้น การที่เขาถือโอกาสจัดการโยนพระพุทธรูปไม้องค์นี้ให้กับไป่จินหนิงตามอารมณ์เช่นนี้ ไม่เหมือนเป็นการโยนหนึ่งร้อยล้าน แต่เป็นการโยนหนึ่งอีแปะอย่างนั้น
“ข้า ข้า ข้ารับไว้ไม่ได้” สุดท้าย ไป่จินหนิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทีหนึ่ง แม้ว่าท่าทางจะช้านิดหนึ่ง แต่นางยังคงคืนพระพุทธรูปไม้องค์นี้ให้กับหลี่ชิเย่ไป
“ข้า ข้าน่ะอยากได้มันมาก” หลี่ชิเย่ดูจะตัดใจไม่ได้อยู่บ้าง แต่ว่า นางยังคงละสายตากลับมาอย่างใจร้าย และกล่าวท่าทีจริงจังว่า “แต่ว่า มัน มันถูกซื้อกลับมาโดยท่านด้วยการเสียเงินไปหนึ่งร้อยล้าน ข้ารับไว้ไม่ได้ ล้ำค่าเกินไปแล้ว”
แม้ว่าไป่จินหนิงอยากได้พระพุทธรูปไม้องค์นี้เป็นอันมาก และหากนางสามารถรับพระพุทธรูปไม้องค์นี้กลับตระกูล ไม่เพียงเป็นการจัดการเรื่องใหญ่ที่อยู่ภายในใจของนางให้เสร็จสินเท่านั้น ยังเป็นการจัดการเรื่องใหญ่ภายในใจของคนในตระกูลให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยอีกด้วย
แต่ว่า นางยังคงไม่กล้ารับเอาไว้ ราคาสูงถึงหนึ่งร้อยล้านกล่าวสำหรับไป่จินหนิงแล้ว นับว่าล้ำค่ามากเกินไป มีค่ามากเกินไปแล้ว
“รับเอาไว้เถอะ” หลี่ชิเย่ไม่ได้ยื่นมือไปรับ ยิ้มนิดหนึ่งและกล่าวว่า “แค่พระพุทธรูปไม้องค์หนึ่งเท่านั้นเอง ต่อให้เป็นพระจริงๆ มาสำหรับข้าแล้วอย่างไรก็ได้ เจ้าจะไปแคร์ซาลาเปาราคาหนึ่งอีแปะอย่างนั้นรึ? ”
ไป่จินหนิงจ้องมองหลี่ชิเย่ด้วยท่าทีงงงันนิดหนึ่ง นางเห็นว่าหลี่ชิเย่ไม่เหมือนเป็นการล้อเล่น นางเข้าใจได้ว่าการกระทำของหลี่ชิเย่นี้จริงจัง
“ขอบคุณคุณชาย” ครั้นไป่จินหนิงรับเอาพระพุทธรูปไม้เอาไว้แล้ว ได้คุกเข่าก้มกราบกับพื้นด้วยการแสดงคารวะเต็มรูปแบบ และกล่าวว่า “บุญคุณยิ่งใหญ่ที่คุณชายมีต่อตระกูลของข้า ข้าไป่จินหนิงไม่มีสิ่งใดตอบแทน ขอเพียงคุณชายต้องการ ข้าไป่จินหนิงยินดีเป็นวัวเป็นควายให้กับคุณชาย”
“ลุกขึ้นมาเถอะ” หลี่ชิเย่รับการคารวะเต็มรูปแบบจากไป่จินหนิง พยักหน้าด้วยท่าทีเอ้อระเหยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากที่ไป่จินหนิงลุกขึ้นมาแล้ว อุ้มพระพุทธรูปไม้อยู่ในมือ ความรู้สึกเช่นนั้น นางไม่สามารถหาคำพูดใดมาเปรียบเปรย มันคล้ายเป็นความฝันอย่างนั้น ถ้าหากจะบอกว่ามันเป็นความฝัน แต่มันกลับจริงแท้อะไรอย่างนั้น
“ประมูลขาย ประมูลขายแล้ว การประมูลขายของห้างเจียวเหิงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว นายท่านทุกๆ ท่านที่เดินผ่านไปผ่านมาอย่าได้พลาดโอกาส” จังหวะที่หลี่ชิเย่ กับไป่จินหนิงกำลังเดินผ่านถนนสายหนึ่ง ปรากฏเสียงร้องตะโกนเสียงหนึ่งดังขึ้น
มองเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าชาวบ้านธรรมดา บนตัวมีถุงผ้าห้อยอยู่หลายใบ ชายหนุ่มผู้นี้มีอายุไม่น้อย แต่ว่า เขากลับไว้ผมทรงจุกที่ด้านบนเป็นทรงกะลาครอบ แลดูตลกยิ่งนัก
รูปหน้าของชายหนุ่มผู้นี้ทั้งใหญ่ทั้งกลม แต่ว่า ใบหน้าที่ยิ้มตาหยีของเขาดูมีความสนิทสนมยิ่ง ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกถึงความสนิทสนม แม้ว่าเขาจะเร่ขายของให้กับผู้คนก็ไม่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกไม่ดี
“นายท่าน ดูนี่สิ การประมูลขายของห้างเจียวเหิงพวกเรากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว นายท่านต้องการซื้อบัตรผ่านประตูสักใบหรือไม่” ชายหนุมผู้นี้เดินเข้ามาใกล้แล้วนำใบปลิวโฆษณาแผ่นนึ่งยัดใส่มือของหลี่ชิเย่
“อ้อห้างเจียวเหิง” หลี่ชิเย่ถึงกับเผยรอยยิ้มขึ้นมา และจ้องมองดูชายหนุ่มผู้นี้
“ถูกต้อง เป็นห้างเจียวเหิงของพวกเรา” ชายหนุ่มผู้นี้ทำยืดอกขึ้นมาทันทีที่เอ่ยถึงชื่อห้างของตน ดูภาคภูมิใจอย่างยิ่ง และกล่าวว่า “ห้างของพวกเราเป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในแดนลัทธิเซียน ไม่สิ เป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในแดนสามเซียน ไม่มีห้างไหนใหญ่กว่าพวกเราในด่านเทียนสงกวานอีกแล้ว…”
“เอาสาระสำคัญ” ขณะที่ชายหนุ่มผู้นี้กำลังคุยโวถึงห้างของตนเองอยู่นั้น หลี่ชิเย่กล่าวเรียบๆ ขึ้นมา
แต่ว่า พูดก็พูดเถอะ คำพูดที่คล้ายคุยโวของชายหนุ่มผู้นี้นั้น แต่ว่า สิ่งที่เขาพูดมาก็เป็นความจริง เป็นความจริงที่ห้างเจียวเหิงนั้นคือห้างที่ใหญ่ที่สุดของแดนสามเซียน และเป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในด่านเทียนสงกวาน
อะแฮ่มชายหนุ่มมีท่าทางผะอืดผะอมเล็กน้อย ส่งเสียงไอทีหนึ่ง และกล่าวว่า “นายท่าน มาคราวนี้ห้างเจียวเหิงพวกเราจัดให้มีงานประมูลขายครั้งใหญ่พิเศษ ทุกคนล้วนสามารถเข้าร่วมงานได้ แต่ว่า ของที่จะประมูลขายล้วนแล้วแต่เป็นของที่สุดยอดมาก เช่นมุกชะตาแท้ กาพุทธนิรันดร์กาล จานวิเศษนพเก้า…ชายหนุ่มผู้นี้พูดน้ำไหลไฟดับ เอ่ยชื่อของวิเศษทุกชิ้นเหมือนดั่งเป็นของล้ำค่าในบ้านตนเองอย่างนั้น
“งานประมูลขายครั้งยิ่งใหญ่ประจำทุกๆ ห้าปีของห้างเจียวเหิงมาถึงแล้ว” ไป่จินหนิงคำนวณเวลาแล้วจึงนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ระยะนี้นางถูกส่งให้ไปปฏิบัติการลาดตระเวน จึงไม่ได้ใส่ใจ
ความจริงแล้ว ภายในด่านเทียนสงกวานได้มีการโฆษณาแบบปูพรมไปทั่วของห้างเจียวเหิงมาแล้ว
อ๋อแม้ว่าชายหนุ่มจะพยายามอธิบายถึงของวิเศษแต่ละชิ้นอย่างเต็มที่ แต่ทว่า ดูเหมือนหลี่ชิเย่จะไม่ได้ให้ความสนใจ
“ดู ดู ดูนี่สิเห็นรึยัง นายท่าน ของวิเศษชิ้นนี้รับรองว่าคู่ควรให้ท่านไปสู้ราคา เป็นโลงเซียน โลงเซียนนะเนี่ย” สายตาของชายหนุ่มผู้นี้นับว่าแหลมคมยิ่งนัก เมื่อเห็นว่าหลี่ชิเย่ไม่ให้ความสนใจ จึงงัดเอาท่าไม้ตายของตนออกมาทันที พลิกเปิดหนังสือโฆษณาหน้าหนึ่งขึ้นมา
“ไม่ขอปิดบังนายท่าน โลงเซียนใบนี้มาจากแดนเซียน ยากจะหาใดเทียมในหล้า มีเพียงหนึ่งเดียวนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน” ชายหนุ่มผู้นี้คุยโวขึ้นทันที ด้วยการคุยโวว่าสินค้าที่นำมาประมูลขายนั้นยากจะหาใดเทียมในหล้า และมีเพียงหนึ่งเดียวนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน
เป็นไปตามคาด ภายใต้การคุยโวของชายหนุ่มผู้นี้ สายตาของหลี่ชิเย่ถูกโลงเซียนใบนี้ดึงดูดเข้าให้แล้วจริงๆ แม้ว่าไม่ได้เห็นของจริง แต่ว่า รูปภาพที่ปรากฏอยู่บนหนังสือโฆษณาเป็นภาพพิมพ์ที่เกิดจากการทาบกับสินค้าจริง ทำให้มองเห็นเหมือนจริงมาก
เป็นความจริงที่โลงเซียนใบนี้ได้ดึงดูดสายตาของหลี่ชิเย่เอาไว้อย่างแท้จริง เขาถึงกับเพ่งมองดูโลงเซียนที่พิมพ์อยู่บนหนังสือโฆษณา
“เป็นสิ่งที่ได้มาในวันที่เกิดภัยพิบัติใหญ่น่ะสิ” หลี่ชิเย่เอ่ยขึ้นขณะจ้องมองภาพบนหนังสือโฆษณา
“เหอะ เหอะ เหอะเรื่องนี้ เรื่องนี้น่ะหรือ ข้าน้อยไม่ทราบ ข้าน้อยไม่ทราบ แต่ว่าทุกคนต่างก็พูดว่ามันมาจากแดนลัทธิเซียน มาจากแดนลัทธิเซียน ยากจะหาใดเทียมในหล้า ยากจะหาใดเทียมในหล้า” ชายหนุ่มผู้นี้พูดจาวกวน ไม่ต้องการพูดให้ชัดเจน
หลี่ชิเย่มองดูเขาแวบหนึ่ง และเอ่ยขึ้นเรียบๆ ว่า “ทำไม เจ้าเองก็ไม่ชัดเจนรึ? ”
“นายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนขายบัตรผ่านประตู เรื่องอื่นๆ ข้าน้อยก็ไม่ชัดเจนนัก เรื่องนี้ต้องรอให้การประมูลขายเริ่มต้นขึ้น ผู้ดำเนินการประมูลจะแนะนำให้นายท่านเอง” ชายหนุ่มผู้นี้รีบกล่าวขึ้น
“เมื่อครู่เจ้ายังทำเหมือนเอ่ยถึงสมบัติล้ำค่าในบ้านอยู่เลยมิใช่รึ? ” หลี่ชิเย่กล่าวเอ้อระเหยขึ้นมาขณะมองดูชายหนุ่มผู้นี้
“เรื่อง เรื่องนี้ มีเรื่องเช่นนี้รึ มีเรื่องเช่นนี้รึ? ” ชายหนุ่มผู้นี้ท่าทางเหมือนเป็นคนขี้ลืมอย่างนั้น จำไม่ได้เสียแล้วว่าเมื่อครู่ตนเองได้พูดอะไรออกไป
“นายท่าน ท่านซื้อบัตรผ่านประตูเถอะ มา มะ มาบัตรผ่านประตูที่ขายโดยหลิวซันเฉียงเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในเมืองแล้ว รับรองไม่หลอกลวงนายผู้เฒ่าท่าน มา มะขายให้ท่านห้าร้อย” ชายหนุ่มเปลี่ยนประเด็น เสนอขายบัตรผ่านประตูของตนทันที
“แต่ก่อนสองร้อยมิใช่รึ? นี่เป็นเพียงบัตรผ่านประตูธรรมดาเท่านั้น ไม่ใช่บัตรสำหรับแขกผู้มีเกียรติอะไรนั้น” ไป่จินหนิงคือผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในด่านเทียนสงกวาน จึงรู้เรื่องเหล่านี่อย่างทะลุปรุโปร่ง
“เดี๋ยวนี้ขึ้นราคาแล้ว ขึ้นราคาแล้ว” ชายหนุ่มท่าทางดูผะอืดผะอมยิ่ง รีบกล่าวว่า “ในเมื่อพบกับนายท่าน ก็ลดราคาให้นายท่านก็แล้วกัน สองร้อยก็แล้วกัน ข้าขาดทุนอย่างหนักแล้ว” กล่าวพลาง บ่นอุบถึงความลำบากยากเข็ญของตน
“เจ้ากล้าแม้แต่เอากำไรจากข้า” หลี่ชิเย่หัวเราะ ดึงบัตรผ่านประตูไปจากมือของชายหนุ่ม
“นายท่าน ข้า ข้าเป็นเพียงคนที่ไม่มีความสำคัญ ที่ขายบัตรผ่านประตูก็เพื่อหาเลี้ยงชีพเท่านั้น” ชายหนุ่มผู้นี้พลันทำหน้านิ่ว เมื่อเห็นว่าหลี่ชิเย่อาศัยกำลังดึงบัตรผ่านประตูของตนไป และไม่ยอมจ่ายเงิน
……………………………………………………………………………………………………