Emperor's Domination จักรพรรดิบรรพกาล - ตอนที่ 3023 ชมวิวทะเลฟังเสียงคลื่น
ตอนที่ 3023 ชมวิวทะเลฟังเสียงคลื่น
ตูม ตูม ตูม…ท่ามกลางเสียงดังตูมตามดังขึ้นเป็นระลอก ช้างหินเก้าเชือกลากภูเขาสีเงินเดินไปไกลในพริบตาเดียว พวกมันได้หายตัวไปในท้องฟ้าทางด้านเหนือท่ามกลางเสียงที่ดังตูมตาม
“เพราะอะไรพวกมันจึงได้ลากภูเขาสีเงินกันเล่า?” หลิ่วเยี่ยนไป๋เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเห็นช้างเก้าเชือกลากเอาภูเขาหายไปบนท้องฟ้า นางเอ่ยถามขึ้นด้วยความไร้เดียงสาอยู่บ้างว่า “ช้างหินเหล่านั้นเป็นช้างจริง หรือว่าแกะสลักขึ้นมาจากหินล่ะ?”
“เรื่องนี้น่ะหรือ พูดยาก พูดยาก” กระบือดำขนาดใหญ่หัวเราะแหะแหะทีหนึ่ง รายละเอียดสาเหตุต่างๆ นานาเขาเองก็ตอบไม่ถูก
“ภูเขาสีเงินลูกนั้นมันมีของวิเศษอะไรรึ?” หลิ่วเยี่ยนไป๋มาสถานที่ที่มหัศจรรย์เช่นนี้เป็นครั้งแรก กล่าวได้ว่าสิ่งต่างๆ ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ไม่ได้อยู่ที่ภูเขาเป็นของวิเศษหรือไม่” ขณะที่กระบือดำขนาดใหญ่ไม่สามารถตอบในรายละเอียดได้ หลี่ชิเย่ที่อยู่ข้างๆ ได้กล่าวเรียบเฉยขึ้นมาว่า “มันอยู่ที่อักขระยันต์ดึกดำบรรพ์ที่อยู่บนภูเขาสีเงิน มันคือสัจธรรมดึกดำบรรพ์และลึกลับอย่างหนึ่ง สัจธรรมลักษณะเช่นนี้ไม่นับเป็นของแดนสามเซียน และไม่นับเป็นของระบบถ่ายทอดทางความคิดด้านลัทธิใดลัทธิหนึ่ง”
“คุณชายพูดได้ถูกต้อง” ราชันแท้จริงเซิ่นซวงอดชมเปาะด้วยความตื่นตะลึงไม่ได้และกล่าวว่า “ตามตำนานเล่าว่า เคยมีระดับปฐมบรรพบุรุษผู้หนึ่งไล่ติดตามช้างเก้าเชือกลากภูเขา เขาไล่ติดตามอยู่นานมาก ภายหลังได้ครุ่นคิดพินิจพิเคราะห์อักขระยันต์ที่อยู่บนภูเขาสีเงิน แต่ว่า อักขระยันต์ดังกล่าวลึกซึ้งยอดเยี่ยมเกินไป และมีพลังลึกลับ แม้แต่ระดับปฐมบรรพบุรุษก็ยังหน้ามืดตาลายจนยืนไม่ติดพื้น ได้ยินมาว่าภายหนัลไม่มีใครสามารถครุ่นคิดพินิจพิเคราะห์ถึงความลึกซึ้งยอดเยี่ยมของอักขระยันต์ภูเขาสีเงินลูกนี้ได้อีกเลย”
“น่ากลัวขนาดนี้…” หลิ่วเยี่ยนไป๋ถึงกับตระหนกเมื่อได้ยินคำพูดของราชันแท้จริงเซิ่นซวง แม้ว่านางยังอ่อนต่อโลก แต่ก็รู้ว่าการดำรงอยู่ของระดับปฐมบรรพบุรุษนี้บ่งบอกถึงสิ่งใด แม้แต่ระดับปฐมบรรพบุรุษยังหน้ามืดตาลายได้ มันช่างน่าสยองขวัญเพียงใด
“ใช่มันน่ากลัวมาก น่ากลัวมาก” กระบือดำขนาดใหญ่พยักหน้า และกล่าวว่า “เรื่องราวต่างๆของท้องฟ้าทางด้านทิศเหนืออย่าว่าแต่ยอดฝีมือผู้บำเพ็ญตนเลย ต่อให้เป็นผู้ที่ปราดเปรื่องน่าทึ่งที่สุดนับแต่อดีตถึงปัจจุบันก็ไม่สามารถไขความลึกซึ่งยอดเยี่ยมต่างๆ ได้หมด ไม่สามารถสืบเสาะและไขปริศนาได้ทั้งหมด ความลึกซึ้งของท้องฟ้าด้านทิศเหนือไม่ได้ด้อยไปกว่าทะเลปุ๊ตู้ไห่แม้แต่น้อย”
“นั่นสิ” ราชันแท้จริงเซิ่นซวงก็เห็นด้วยกับคำพูดของกระบือดำขนาดใหญ่ และกล่าวว่า “เล่าลือกันว่ากระทั่งเวลานี้ยังไม่มีใครรู้ว่าท้องฟ้าด้านทิศเหนือกว้างขวางแค่ไหน เหมือนว่าไม่เคยได้ยินมาว่ามีใครทีสามารถก้าวเดินท้องฟ้าด้านทิศเหนือจนทั่ว เรียกว่าในท้องฟ้าด้านทิศเหนือได้ซ่อนความลับที่ไม่มีสิ้นสุดอยู่เต็มไปหมด”
หลิ่วเยี่ยนไป๋ถึงกับเหม่อลอย เมื่อได้ยินคำพูดขออาจารย์ของตนและราชันแท้จริงเซิ่นซวง
“นับแต่โบราณการณ์เป็นต้นมา กาลเวลาที่ผ่านมาอย่างยาวนาน” หลี่ชิเย่เอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า “แดนสามเซียนเป็นเพียงผู้มาทีหลังเท่านั้น ไหนเลยสามารถทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างได้ ในยุคที่คลื่นโหมสาดซัดขยายวงออกไป ก็ได้แต่หายไปท่ามกลางฝนที่ตกปรอยๆ”
“ยากที่จะมีผู้ใดท่องไปทั่วท้องฟ้าด้านทิศเหนือได้” แม้แต่ผู้ที่อวดดีอย่างกระบือดำขนาดใหญ่เสมอมา ก็ไม่อาจไม่ยอมรับเช่นนี้
ที่พูดมานี้ก็ไม่ผิด ความกว้างขวางของท้องฟ้าด้านทิศเหนือนั้นเป็นปริศนามาโดยตลอด ไม่มีใครรู้รายละเอียดว่าท้องฟ้าด้านทิศเหนือกว้างขวางเท่าไรกันแน่ เนื่องจากไม่เคยมีใครทีสามารถก้าวเดินไปในท้องฟ้าด้านทิศเหนือทั่วทุกซอกทุกมุม
เคยมีระดับปฐมบรรพบุรุษทดลองมาก่อน สมควรทราบว่า ความเร็วของระดับปฐมบรรพบุรุษนั้นรวดเร็วเพียงใด เรียกได้ว่าหนึ่งก้าวหนึ่งฟ้าดิน แต่ทว่า ระดับปฐมบรรพบุรุษยังคงไม่สามารถก้าวไปทั่วทั้งท้องฟ้าด้านทิศเหนือได้ สุดท้าย แม้แต่ระดับปฐมบรรพบุรุษก็ละทิ้งที่จะไปวัดขนาดของท้องฟ้าด้านทิศเหนือเสียแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ในทัศนะของผู้คนในยุคหลังมองว่า ท้องฟ้าด้านทิศเหนือนั้นคือไร้ขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะท่องไปทั่วท้องฟ้าด้านทิศเหนืออยู่แล้ว
ด้วยเหตุที่ท้องฟ้าด้านทิศเหนือไร้ขอบเขตจำกัด มันได้ซ่อนยความลับเอาไว้เป็นจำนนนับไม่ถ้วน มีจำนวนปริศนามากเหลือเกินที่ยังไม่รับการคลี่คลาย
สิ่งที่ก็คือเสน่ห์ของท้องฟ้าด้านทิศเหนือ และส่งผลให้ยอดฝีมือผู้บำเพ็ญตนจำนวนนับไม่ถ้วนมาผจญภัยในรอบพันล้านปีที่ผ่านมา ยอดฝีมือผู้บำเพ็ญตนจำนวนไม่น้อยต้องการมาเปิดโลกทัศน์ เพิ่มพูนความรู้ และคิดจะได้รับโชคที่พานพบโดยโชคแท้ๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผู้ทิ่คิดจะคลี่คลายปริศนาต่างๆ นานาของท้องฟ้าด้านทิศเหนือ
ช่า…ขณะที่พวกราชันแท้จริงเซิ่นซวงกำลังปลงอนิจจังนั้น ทันใดนั้นเสียงคลื่นพลันดังขึ้นกะทันหัน จังหวะที่พวกเขายังไม่ทันมีปฏิกิริยาโต้ตอบ คลื่นยักษ์ก็ได้ถาโถมเข้ามา พริบราเดียวนั่นเองคลื่นยักษ์ที่โหมสาดซัดพลันท่วมพื้นที่บริเวณนี้จนจมมิด
เรื่องที่เกิดขึ้นกะทันหันเช่นนี้ เหมือนปรากฏมหาสมุทรได้ปรากฏขึ้นโดยกะทันหัน และท่วมท้องฟ้าแห่งนี้จนจมมิด และทำให้ท้องฟ้าแห่งนี้กลายเป็นทะเลที่กว้างขวางไร้ขอบเขต
ที่แปลกประหลาดที่สุดก็คือ ผู้ที่ดำรงอยู่ในฐานะแข็งแกร่งดั่งพวกของราชันแท้จริงเซิ่นซวง สามารถหลบเลี่ยงได้อย่างสิ้นเชิงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อคลื่นยักษ์โหมสาดซัดเข้ามาและท่วมพื้นที่บริเวณนี้จนจมมิดนั้น ไม่เพียงน้ำทะเลได้ท่วมทุกคนจนจมมิดในทันทีเท่านั้น และทำให้พวกเขาล้วนแล้วแต่ถูกแช่อยู่ในน้ำจนเปียกโซก
“อาจารย์…” หลิ่วเยี่ยนไป๋ที่ถูกน้ำทะเลท่วมจนจมมิดในพริบตา ถูกทำให้ตกใจจนร้องเสียงแหลมขึ้นมา
แต่ว่า พูดไปแล้วก็แปลก ขณะน้ำทะเลท่วมพื้นที่แห่งนี้จนจมมิด แม้ทุกคนล้วนแล้วแต่แช่อยู่ในน้ำทะเล แต่กลับไม่ส่งผลต่อการพูดคุยแม้แต่น้อย
“ไม่มีอะไร มาเร็ว ไปเร็ว แค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น” กระบือดำขนาดใหญ่กลับไม่รู้สึกตระหนก กล่าวปอบใจขึ้นมา
ช่า…เสียงน้ำดังขึ้น จังหวะที่กระบือดำขนาดใหญ่เพิ่งจะพูดขาดคำ คลื่นยักษ์ได้ยกตัวขึ้น หลิ่วเยี่ยนไป๋ยังไม่ทันได้สติกลับมา มหาสมุทรที่เพิ่งจะท่วมพื้นที่แห่งนี้จนจมมิดเมื่อครู่ก็ได้ม้วนตัวกลับไป ขณะที่น้ำทะเลยกตัวขึ้น น้ำทะเลทั้งหมดพลันจากไปโดยไม่เหลือทิ้งน้ำทะเลเอาไว้แม้เพียงหยดเดียว
เมื่อครู่นี้เอง น้ำทะเลยังทำให้เสื้อผ้าของทุกเปียกปอนไปหมด แต่ว่า เมื่อคลื่นยักษ์ที่โหมสาดซัดเข้ามา น้ำทะเลทั้งหมดก็ล่าถอยกลับไป ไม่เหลือไว้ซึ่งหยดน้ำแม้เพียงหยดเดียวบนตัว และบนเสื้อผ้าของพวกเขาแม้เพียงหยดเดียว เสื้อผ้าของพวกเขาได้กลับสู่สภาพเดิม ยังคงแห้งอะไรอย่างนั้น
ช่า ช่า ช่า…เสียงคลื่นที่ดังขึ้นเป็นระลอกไม่ขาดสาย ในขณะที่หลิ่เยี่ยนไป๋ยังไม่ทันได้สติกลับมา มองเห็นคลื่นที่เป็นระลอกดังไม่ขาดสาย มองเห็นคลื่นที่ม้วนตัวไปครั้งแล้วครั้งเล่า และครั้งแล้วครั้งเล่าที่ยกตัวขึ้น แล้วหายไปบนเส้นขอบฟ้าท่ามกลางทุกคนที่มองตาปริบๆ
คลื่นที่ม้วนตัวเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่า และครั้งแล้วครั้งเล่าที่ยกตัวขึ้นมา มันแลดูเขียวดั่งหยก ครั้นมองเห็นมันม้วนตัวครั้งแล้วครั้งเล่า และพุ่งไปยังที่ที่ห่างไกลออกไป ในพริบตาเดียวนั่นเอง ทำให้บังเกิดเป็นมโนภาพขึ้นมา เหมือนว่าสิ่งนี้หาใช่เป็นคลื่นอะไร แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสีเขียวครามอย่างนั้น
คลื่นทะเลลักษณะเช่นนี้ที่ม้วนตัวผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตสีเขียวครามที่ผ่านทางนี้ไป จากสถานที่หนึ่งผ่านไปยังสถานที่อีกที่หนึ่ง
“นี่มันคืออะไร…” หลิ่วเยี่ยนไป๋ที่มองดูคลื่นเขียวครามที่ไม่ขาดสาย เพียงชั่วพริบตาเดียวก็หายไปบนเส้นขอบฟ้าจนตะลึงลาน และกล่าวด้วยท่าทีงงงัน
“ชมวิวทะเลฟังเสียงคลื่น” ราชันแท้จริงเซิ่นซวง* กล่าวด้วยความมอดทนว่า “นี่คือความมหัศจรรย์สิ่งหนึ่งของท้องฟ้าด้านทิศเหนือ ผู้ที่มายังท้องฟ้าด้านทิศเหนือล้วนแล้วแต่มีโอกาสได้พบกับมัน และมีโอกาสถูกมันท่วมจนจมมิด ล้วนถูกมันทำให้ตัวเปียก แต่ว่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น มันจะไม่ทิ้งไว้ซึ่งน้ำแม้แต่เพียงหยดเดียว อัศจรรย์ยิ่งนัก กระทั่งมีผู้ที่มายังท้องฟ้าด้านทิศเหนือเป็นการเฉพาะ เพื่อตามล่ามันโดยเฉพาะ เสพสุขกับการชมวิวทะเลฟังเสียงคลื่น”
“น้ำทะเลคลานกันไปแบบนี้ก็ได้ แปลกมากนะ” หลิ่วเยี่ยนไป๋ไม่เคยพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้มาก่อน เนื่องจากเมื่อครู่มันได้ท่วมพวกเขาจนจมมิด และทำให้พวกเขาเปียกปอนไปในทันที แต่ นาทีถัดมา ขณะที่น้ำทะเลม้วนตัวกันไป ไม่ได้ทิ้งไว้แม้แต่หยดเดียว และไม่ได้ทำพวกเขาเปียกปอนแม้แน้อย
ตลอดขั้นตอนก็คล้ายเป็นความฝันอย่างนั้น ครั้นสิ้นสุดลงแล้ว เหมือนไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้น เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก
“เพราะว่ามันไม่ใช่น้ำทะเล” หลี่ชิเย่ยิ้มกล่าวเรียบเฉยว่า “มันคือสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง เป็นสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ดึกดำบรรพ์ยิ่งชนิดหนึ่ง แลเป็นสิ่งมีชีวิตที่พิเศษมาก เมื่อครู่หาใช่เป็นน้ำทะเลที่ท่วมจนจมมิด แต่เป็นเจ้าที่เข้าไปในร่างกายของมันโดยพลัน”
เอิก…หลิ่วเยี่ยนไป๋ถึงกับงงงัน พลันที่พูดคำพูดเช่นนี้ออกมา ทำให้ไม่เหลือซึ่งอารมณ์อีกต่อไป ฟังแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างนั้น
“ได้ยินมาว่ามีของอร่อย” กระบือดำขนาดใหญ่หัวเราะแหะแหะ และกล่าวว่า “ทะเลสีเขียวครามเช่นนี้มีสัตว์มงคลเป็นจำนวนมาก วิหคล้ำค่าชื่นชอบที่จะอาศัยอยู่ ในอดีตนานมาแล้ว มีปลาเซียนเจินชนิดหนึ่งก็อาศัยอยู่ในทะเลเขียวครามแห่งนี้ เกรงว่าภายหลังไม่ได้เห็นแม้แต่เงาแล้ว”
กระบือดำขนาดใหญ่กล่าวพลางถึงกับกลืนน้ำลาย และสามารถได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังขึ้น ท่าทางที่ดูตะกละจนน้ำลายไหลยืดตลอดเวลานั้น สามารถจินตนาการได้ว่ามันเอร็ดอร่อยเช่นใด
“อาจารย์เคยกินปลาเซียนเจินชนิดนี้มารึ?” หลิ่วเยี่ยนไป๋อดที่จะเอ่ยถามขึ้นมา
“ไม่มี ไม่มีอย่างเด็ดขาด” กระบือดำขนาดใหญ่กล่าวปฏิเสธทันที และกล่าวเสียงดังขึ้น “อาจารย์เป็นกระบือตัวหนึ่ง สมควรทราบว่า กระบือนั้นกินหญ้า เจ้าเคเห็นกระบือกินเนื้อหรือไม่? ไม่มี โลกนี้ไหนเลยมีกระบือที่กินเนื้อ”
ครั้นกระบือดำขนาดใหญ่เอ่ยมาถึงตรงนี้ ท่าทางเหมือนเคร่งครัดในความถูกต้องชอบธรรม เหมือนเป็นกระบือดำขนาดใหญ่ที่บรรลุมรรคผลจริงๆ
หลิ่วเยี่ยนไป๋รู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ขณะที่ราชันแท้จริงเซิ่นซวงเอามือป้องปากแล้วหัวเราะ โดยไม่เปิดโปง
“เจ้ามัวแต่ฟังอาจารย์เจ้าพูดจาเพ้อเจ้อ” หลี่ชิเย่ไม่ไว้หน้า พูดเปิดโปงในคำเดียว กล่าวเอ้อระเหยว่า “อาจารย์ของเจ้าคือจอมมารกระบือ ในโลกนี้เกรงว่านอกเหนือจากหญ้ากินไม่ได้แล้ว อย่างอื่นๆ เขากินได้หมด เกรงว่ากินได้กระทั่งเนื้อคน”
“นี่ นี่ นี่ท่านปราชญ์ผู้ยิ่ใหญ่ ท่านจะมาทำลายชื่อเสียงของกระบือสุดหล่ออย่างข้าไม่ได้นะ กระบือสุดหล่ออย่างข้าไม่ใช่คนประเภทนี้อย่างแน่นอน ไม่ถูก กระบือสุดหล่ออย่างข้าไม่ใช่กระบือประเภทนั้นอย่างแน่นอน กระบือสุดหล่ออย่างข้ากล้าสาบานด้วยจิตแห่งการบำเพ็ญเพียร ไม่เคยกินเนื้อคนอย่างเด็ดขาด ไม่มีอย่างเด็ดขาด!” เมื่อกระบือดำขนาดใหญ่ถูกหลี่ชิเย่เปิดโปงจึงร้องแอะอะขึ้นทันที
“พูดเช่นนี้ เจ้าเคยกินเนื้ออื่นๆ มาแล้ว” หลี่ชิเย่กล่าวเอ้อระเหยขึ้น
เมื่อกระบือดำขนาดใหญ่ถูกหลี่ชิเย่จับคำพูดได้ จึงได้ชูคอและกล่าวว่า “เรื่องนี้จะโทษข้าก็ไม่ถูก หากจะโทษ แค่ระดับปฐมบรรพบุรุษคนหนึ่ง เขามีเรื่องราวขอร้องข้า จึงได้นำเอาปลาเซียนเจินมาให้ข้า อืมมมรสชาตินับว่าใช้ได้ ใช้ได้” เอ่ยมาถึงตรงนี้แล้ว ทำปากจิ๊จ๊ะและน้ำลายไหลยืดตลอดเวลา
นี่หาใช่อร่อยใช้ได้แล้วล่ะ มันคืออร่อยอย่างยิ่ง เรียกว่าอาการตะกระจนน้ำลายไหลตลอดเวลาแล้ว
“อาจารย์ ความจริงแล้ว กระบือก็ใช่ว่าจะต้องกินหญ้าเสมอไป” ท่ทางหลิ่วเยี่ยนไป๋เหมือนเข้าใจอย่างนั้น และกล่าวว่า “อาจารย์คือกระบือเทพที่บรรลุมรรคผล การที่จะกินอย่างอื่นก็เป็นเรื่องปรกติมิใช่รึ?”
“เยี่ยมมาก เยี่ยมมาก” กระบือดำขนาดใหญ่พอใจอย่างยิ่ง กล่าวด้วยความลำพองใจว่า “ยังคงเป็นศิษย์ข้าที่รู้จักคิด ข้าที่เป็นอาจารย์นับว่าไม่เสียทีที่รักเจ้ามาก พูดได้ดี พูดได้ดี เยี่ยมมาก”
……………………………………………