Gate of God - ตอนที่ 1033 คางคกพิษสามตา
ตอนที่ 1033 คางคกพิษสามตา
”มีอะไรแปลกงั้นหรือ?”หลินยู่มองภูเขาและน้ำตกที่กลับด้าน
แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกแม้แต่ตัวตนจากยุคโบราณเช่นหลินยู่ยังไม่เคยเห็นสถานการณ์แปลกๆแบบนี้มากนัก
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ตรวจสอบอะไรเพิ่มเติมเพราะทุกอย่างย่อมมีเหตุผลเป็นของตัวเอง
หนานกงมู่มองไปยังสิ่งที่ลอยอยู่รอบๆจากซ้ายไปขวา
การแข่งขันยังคงดำนเนินต่อไป
มู่ฉิงเฟิงแข็งแกร่งมากเขามีพลังอยู่ในระดับเซียนขั้นสูงสุด รวมถึงเคยถูกยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์
ทั้งความสามารถและประสบการณ์ของเขาหาได้ยากที่จะมีใครเทียบเคียง แกรก!แขนข้างหนึ่งของราชาอสูรถูกบดขยี้โดยมู่ฉิงเฟิง ก่อนที่มันจะกระอักเลือดออกมาและถอยหลังไป
เห็นได้ชัดว่าไม่มีราชาอสูรคนไหนสามารถสู้กับมู่ฉิงเฟิงตัวต่อตัวได้
ด้านโม่ฉานฉือก็เช่นกันแม้เขาจะบาดเจ็บสาหัส แต่โชคดีที่เขามีเวลาพักฟื้น ทำให้ตอนนี้เขาสามารถโจมตีได้ดุร้ายไม่แพ้กัน
ภายใต้การควบคุมของโม่ฉานฉือค้อนยักษ์สีดำในมือของเขาถูกฟาดเข้าใส่ร่างของราชาอสูรอย่างต่อเนื่อง
ผู้อาวุโสที่สองจากศาลาเต๋าสวรรค์และผู้อาวุโสจากหุบเขาฟู่ซี่ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ดาบสีทองในมือของผู้อาวุโสสองลอยหมุนไปมารอบตัวของคนทั้งสี่
ฟางเจิ้งจือรู้ความสามารถของผู้อาวุโสสองดีไม่ว่าจะเป็นการโจมตีหรือป้องกัน ความสามารถของเขาด้อยกว่ามู่ฉิงเฟิงเพลงเล็กน้อยเท่านั้น
”โจมตี!”
”พวกเราไม่มีทางแพ้!”
”ฆ่ามนุษย์พวกนี้ทิ้งซะ!”
ด้านเผ่าอสูรและปีศาจต่างกังวลเมื่อเห็นราชาอสูรเสียเปรียบแม้พวกเขารู้อยู่แล้วว่าอาจจะต้องแพ้ในรอบนี้
แต่ความต่างชั้นของพลังนั้นเด่นชัดเกินไป
ปราศจากตัวตนระดับเทพเจ้าไม่ว่ากองทัพอสูรและปีศาจจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่มีทางเอาชนะฝ่ายมนุษย์ได้
ราชาอสูรทั้งสี่พยายามอย่างสุดความสามารถแต่ไม่สามารถป้องกันการโจมตีอันดุร้ายจากฝ่ายของมู่ฉิงเฟิงหนึ่งในราชาอสูรบาดเจ็บสาหัส
ขณะที่ราชาอสูรอีกสามคนมีใบหน้าที่ซีดขาว
พวกเขาไม่ต้องการที่จะแพ้มู่ฉิงเฟิงแต่มู่ฉิงเฟิงนั้นแข็งแกร่งเกินไป
”ตาย!”ขณะที่มู่ฉิงเฟิงร้องตะโกน นิ้วของเขาแทงไปที่หน้าผากของราชาอสูรทำให้ร่างของมันลอยกระเด็นออกไปในทันที
ราชาอสูรอีกสองคนกัดฟันแน่นแม้พวกเขาจะสู้จนตัวตายแต่ผลลัพธ์ได้ถูกตัดสินเอาไว้แล้ว
มันจะมีความหมายอะไรถ้าต้องสู้ต่อไป?
อย่างไรก็ตามมันสายเกินไปแล้ว
ตูม!
ตูม!
เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกับดาบสีทองที่แทงเข้าที่ร่างของราชาอสูรทั้งสองที่เหลืออยู่
เลือดจำนวนมากพุ่งออกมา
พื้นถูกย้อมด้วยสีแดงสด
เมื่อเทียบกับรอบแรกในการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับปีศาจและอสูรรอบที่สองนั้นมีการต่อสู้ที่รุนแรงมากกว่านัก ราชาอสูรทั้งสี่บาดเจ็บสาหัส
”พวกเราชนะ!”มู่ฉิงเฟิงย่ำเท้าลงบนหน้าอกของราชาอสูรคนหนึ่ง
”…”ฝ่ายอสูรและปีศาจต่างตกอยู่ในความเงียบ
ด้านราชาอสูรทั้งสี่ที่บาดเจ็บหนักต่างกัดฟันแน่นพวกเขาจำใจต้องยอมรับความพ่ายแพ้
”พวกเราแพ้แล้ว”ราชาอสูรทั้งสี่มองหน้ากันและพูดออกมา
”พวกเราชนะ!”
”พวกเราชนะแล้วจริงๆ!”
”แพ้หนึ่งชนะหนึ่ง พวกเรายังมีโอกาส!”
ศิษย์ฝ่ายมนุษย์ต่างตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น
ตอนแรกพวกเขาคิดว่าจะไม่มีโอกาสชนะในการต่อสู้นี้อย่างไรก็ตามตอนนี้ฝ่ายมนุษย์ชนะในรอบที่สอง ยิ่งไปกว่านั้นฟางเจิ้งจือยังไม่ได้ลงแข่ง ความหวัง!
พวกเขากำลังมีความหวังจริงๆ!
พวกเขาไม่เคยตื่นเต้นแบบนี้มาก่อนในชีวิตอย่างไรก็ตามความตื่นเต้นของพวกเขาต้องลดลงเมื่อนึกถึง…
ฟางเจิ้งจือ!
ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกดูหมิ่นและเกลียดชังจากศิษย์ของทั้งห้าสำนักในดินแดนศักดิ์สิทธิ์
แต่ตอนนี้เขากลับเป็นความหวังสุดท้าย…
”เจ้าไร้ยางอายเจ้าเดาได้ยังไงว่าโจวฉีจะไม่ส่งตัวตนระดับเทพเจ้าลงในการแข่งขันรอบที่สอง?” ปิงหยางหันไปมองฟางเจิ้งจือ นางไม่สามารถซ่อนความตื่นเต้นในดวงตาเอาไว้ได้
”เพราะโจวฉีไม่ใช่โจวฉีจริงๆ”ฟางเจิ้งจือยิ้ม
”โจวฉี…ไม่ใช่โจวฉี?”ปิงหยางดูสับสน
ฟางเจิ้งจือไม่ได้ตอบคำถามของนางเพราะเขาเองก็ยังไม่มั่นใจเช่นกัน เรื่องทั้งหมดมันเป็นยังไงกันแน่…
”ปิงหยางพวกเรามาตัดสินการเดิมพันของพวกเราได้แล้วหรือยัง?” เสียงของวู่จวี้เอ๋อดังขึ้นขัดความคิดของปิงหยาง
ใบหน้าของวู่จวี้เอ๋อนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
นางสามารถหาเงินหนึ่งหมื่นเหรียญทองด้วยวิธีง่ายๆเช่นนี้นางจะไม่ได้ดีใจได้เช่นไร?
”หึ!”ปิงหยางดูไม่มีความสุขอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามนางไม่มีทางเลือก “ข้าไม่มีทางคืนคำพูดอยู่แล้ว ข้าจะส่งพวกมันให้เจ้าหลังจากที่กลับไปยังอาณาจักรเซี่ย”
”ขอบคุณเจ้ามาก”วู่จวี้เอ๋อไม่ซักไซร้อะไรอีก นางรู้ดีว่าเหรียญทองแค่หมื่นเหรียญไม่ได้มีค่ามากมายอะไรสำหรับปิงหยาง
…
หนานกงมู่เลิกมองดูบรรยากาศรอบๆพร้อมกับก้าวเดินไปข้างหน้าสองก้าว
”หนึ่งจะกลายเป็นผู้ชนะและอีกหนึ่งจะต้องพ่ายแพ้ผลลัพธ์จะถูกตัดสินในรอบนี้”หนานกงมู่กล่าวเบาๆ
”ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น”ฟางเจิ้งจือพยักหน้าและก้าวเดินออกไปเช่นกัน
”ข้าสังสัยว่าเจ้าจะส่งใครมาต่อสู้ในรอบนี้บ้าง?”หนานกงมู่ถามอีกครั้ง
”ไม่ใช่ว่ารอบนี้เจ้าต้องส่งก่อนงั้นหรือ?”ฟางเจิ้งจือยิ้มพร้อมมองหลินยู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังหนานกงมู่
”หืมแน่นอนว่าต้องเป็นแบบนั้น” หนานกงมู่มองไปด้านหลัง
หลินยู่รู้ว่าหนานกงมู่คิดอะไรอยู่เขาก้าวเดินออกมาด้านหน้าทันทีพร้อมกับราชาอสูรอีกสองคนที่เตรียมไว้
ราชาอสูรทั้งสองนั้นทรงพลังมากแม้พวกเขาจะมีพลังด้อยกว่าไป่ฉือ แต่หนึ่งในนั้นแทบจะแข็งแกร่งเท่ากับมู่ฉิงเฟิง
นางเป็นผู้หญิงที่เปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวเองให้กลายเป็นผู้ชายที่มากด้วยเสน่ห์นางเป็นผู้หญิงแต่สวมชุดของผู้ชาย ถ้าไม่ใช่เพราะทรวดทรงและขนาดหน้าอกของนางคงไม่มีใครรู้ว่านางเป็นผู้หญิง
”ฟางเจิ้งจือราชาอสูรตนนี้มีชื่อว่าหลิงหนิง นางเป็นข้ารับใช้ของจักรพรรรดินีอสูรไป่ฉือ ร่างที่แท้จริงของนางเป็นคางคกพิษสามตา ความเร็วในการโจมตีของนางนั้นอันตรายมาก และเจ้าควรระวังตาที่สามของนาง!” มู่ฉิงเฟิงกล่าวเตือนฟางเจิ้งจือเมื่อเห็นหลิงหนิงก้าวเดินออกมา
”คางคกพิษ?ท่านหมายถึงพวกคางคกที่หน้าตาน่าเกลียดๆหรือเปล่า?” ฟางเจิ้งจือถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
”น่าเกลียด?”มูู่ฉิงเฟิงพูดไม่ออก ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์คงมีแต่ฟางเจิ้งจือที่สามารถพูดว่าคางคกพิษสามตาผู้แข็งแกร่งว่าน่าเกลียดได้
อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
นั่นเป็นเพราะมู่ฉิงเฟิงรู้ว่าฝ่ายอสูรและปีศาจได้เก็บขุมพลังที่แท้จริงเอาไว้เพื่อการต่อสู้ในรอบที่สาม ”ฟางเจิ้งจือราชาอสูรทั้งสองนั้นแข็งแกร่งมาก แม้แต่ข้าและตาเฒ่าโม่ยังไม่มันใจว่าจะเอาชนะมันได้ในร้อยกระบวนท่า เจ้าจะให้ใครไปสู้พร้อมกับเจ้า?” มู่ฉิงเฟิงลังเลเล็กน้อยก่อนจะถามคำถามออกมา
โม่ฉานฉือและคนอื่นๆก็มองมาที่ฟางเจิ้งจือเช่นกัน
ผลลัพธ์ครั้งนี้สำคัญมาก
”เหยียนซิว”ฟางเจิ้งจือกล่าว
”หืม…แล้ว?”มู่ฉิงเฟิงเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้า แม้เหยียนซิวจะเยาว์วัยแต่เขาแข็งแกร่งแทบจะเทียบได้กับมู่ฉิงเฟิง
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นสหายกับฟางเจิ้งจือ
ทั้งคู่สามารถต่อสู้ร่วมกันได้เป็นอย่างดี
”และข้าคงต้องรบกวนลุงเหยียน”โดยไม่ลังเลฟางเจิ้งจือหันไปหาเหยียนเฉียนหลี่ที่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน
”เหยียนเฉียนหลี่?”มู่ฉิงเฟิงแปลกใจ แม้เหยียนเฉียนหลี่จะแข็งแกร่งแต่เขาพึ่งเข้าสู่ระดับเซียนได้ไม่นานนักพลังของเขายังถือได้ด้อยกว่าเหล่าผู้อาวุโสจากห้าสำนักอยู่หลายส่วน
”เจ้าแน่ใจแล้ว?”มู่ฉิงเฟิงถามอีกครั้ง
”แน่นอน”ฟางเจิ้งจือพยักหน้า
”เอาล่ะงั้นพวกเราจะทำตามการตัดสินใจของเจ้า”
อย่างไรก็ตามด้านโม่ฉานฉือเขามีบางอย่างต้องการจะพูดแต่เมื่อเห็นท่าทีของฟางเจิ้งจือเขาก็กลืนคำพูดกลับไป มู่ฉิงเฟิงที่เห็นท่าทีของโม่ฉานฉือจึงได้พูดออกมาแทน “ข้ามีคำแนะนำเล็กน้อย ผู้อาวุโสกู่หยวนแห่งหุบเขาฟู่ซี่ เจ้าน่าจะเคยได้พบเขาที่ศาลาเต๋าสวรรค์แล้ว เขาน่าจะช่วยเหลือเจ้าได้มาก”
”ข้าจะสู้อย่างสุดความสามารถ!”ผู้อาวุโสกู่หยวนเดินออกมาจากฝูงชนทันที
”ผู้อาวุโสกู่หยวนโปรดอธิบายความสามารถของท่านให้ฟางเจิ้งจือฟังนอกจากนี้เจ้าต้องปกป้องเหยียนเฉียนหลี่และเหยียนซิว!” โม่ฉานฉือแนะนำ
”ได้เต๋าของข้าคือ…”
”ไม่เป็นไรข้าตัดสินใจได้แล้วอีกคนคือปิงหยาง!” ฟางเจิ้งจือพูดขึ้นมาอย่างฉับพลัน
”ปิงหยาง?!”โม่ฉานฉือตกตะลึง
นอกจากเขาคนที่อยู่รอบๆล้วนตกตะลึง
”ทำไมเป็นปิงหยาง?!”
”นางยังเด็กมากต่อให้นางจะอยู่ในระดับเซียนแล้วแต่มันก็เป็นแค่ขั้นต้นเท่านั้น!”
”เขาคิดจะส่งนางไปตายหรือไง?”
ด้านมู่ฉิงเฟิงเขายิ้มอย่างขมขื่นเมื่อได้ยินสิ่งที่ฟางเจิ้งจือพูด
เขามักจะเข้าข้างฟางเจิ้งจือเสมอและได้ยินบนสนทนาก่อนหน้านี้ที่ฟางเจิ้งจือจะให้ปิงหยางสู้ในรอบที่สาม
เขาเลยเลือกที่จะไม่ถามฟางเจิ้งจือและตัดสินใจเลือกผู้อาวุโสกู่หยวนก่อนที่ฟางเจิ้งจือจะพูดอะไร
รอบที่สามนั้นสำคัญเกินไป
เขาต้องการส่งปิงหยางไปจริงๆ?
เขาคงไม่ได้ล้อเล่นอยู่ใช่ไหม?
……………………………………..