Gate of God - ตอนที่ 1041 ตำนาน
ตอนที่ 1041 ตำนาน
”เขาเข้าไปในหมอกนั่นจริงๆ?!”
”เขาเป็นแค่เซียนธรรมดาๆเองนะ?”
”แม้เหยียนซิวจะฆ่าท่านหลิงหนิงได้แต่พิจารณาจากระดับการบ่มเพาะของเขาแล้ว เขาควรจะรออยู่ด้านนอกมากกว่า การเข้าไปด้านในเป็นการรนหาที่ตายชัดๆ”
อสูรและปีศาจต่างเยาะเย้ยเมื่อเห็นเหยียนซิวตรงเข้าไปในหมอกที่เกิดจากลมหายใจแห่งความตาย
ด้านฝ่ายมนุษย์เองก็กังวลกับการกระทำของเหยียนซิวเช่นกัน
สถานการณ์ที่การต่อสู้ด้านในหมอกแห่งความตายยังไม่ชัดเจนวิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือเหยียนซิวควรไปช่วยปิงหยางกับเหยียนเฉียนหลี่สู่กับหลินยู่ก่อน
ตราบใดที่หลินยู่ตายแม้ว่าฟางเจิ้งจือจะแพ้โจวฉี แต่มนุษย์ก็ยังมีความหวังอยู่ โจวฉีอาจบาดเจ็บสาหัสหลังสู้กับฟางเจิ้งจือทำให้คนที่เหลืออยู่สามคนอาจจะเอาชนะได้
”เหยียนซิวเร่งรีบเกินไป!”
”เห้อเขายังเด็กเกินไปและขาดการไตร่ตรองที่ดี”
”น่าเศร้าเหลือเกินความหวังของพวกเราต้องมาพังทลายลงในมือของเขา”
เหล่าผู้นำสำนักต่างถอนหายใจ
”ตาเฒ่ามู่ไม่มีอะไรจะพูดหรือ?”โม่ฉานฉือถามเมื่อเห็นมู่ฉิงเฟิงเงียบไป
”ข้าควรพูดอะไรงั้นรึ?”มู่ฉิงเฟิงถาม
”เกี่ยวกับการกระทำของเหยียนซิว?”
”เห้อ…ข้าก็ไม่ได้มีอะไรจะพูดมากนักนอกจาก…ข้าไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อย”มู่ฉิงเฟิงส่ายหัว เขารู้ว่าเหยียนซิวอาจจะทำแบบนี้อยู่แล้ว
ย้อนกลับไปในอดีตตอนที่ฟางเจิ้งจือบุกเข้าไปในศาลาหยินหยางด้วยตัวคนเดียวเพื่อช่วยชีวิตเหยียนซิวตอนนั้นเขาก็หุนหันพลันแล่นมิใช่น้อยเช่นกัน
เพื่อน?
มู่ฉิงเฟิงมองร่างที่หายเข้าไปในหมอกแห่งความตายแล้วได้แต่ถอนหายใจเบาๆ
”เจ้าไม่แปลกใจ?”โม่ฉานฉือจมอยู่ในความคิดหลังจากฟังคำพูดของมู่ฉิงเฟิง “ฮ่าฮ่า ก็จริง เจ้าไม่ควรจะแปลกใจที่เหยียนซิวจะตรงเข้าไปช่วนฟางเจิ้งจือ!”
”ใช่แล้วเพราะเขาคือเหยียนซิว!” วู่จวี้เอ๋อเองก็ถอนหายใจเช่นกันเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
…
เหยียนซิวไม่รู้เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายนอก
ร่างของเขาถูกล้อมรอบด้วยชุดเกราะสีแดงที่ทำจากเต๋าอาชูร่าเพื่อใช้ป้องกันลมหายใจแห่งความตาย
”รอข้าก่อน!”แม้ชุดเกราะสีแดงของเขาจะถูกกัดกร่อนด้วยลมหายใจแห่งความตายแต่เขากลับไม่สนใจแม้แต่น้อย ในใจของเขาคิดเพียงเรื่องเดียวคือไปถึงตัวฟางเจิ้งจือให้เร็วที่สุด
ไม่นานเขาก็ไปถึงจุดศูนย์กลางของหมอก
เขาสังเกตุเห็นร่างทั้งสองที่ยืนอยู่ทันที
”เจอแล้ว!”โดยไม่ลังเล เหยียนซิวพุ่งไปหาร่างที่คาดว่าเป็นฟางเจิ้งจือทันที
อย่างไรก็ตามเมื่อเขาเห็นอีกร่างชัดเจนร่างของเขากลับแข็งค้าง
”หนานกง…มู่?!”
”หืม?เหยียนซิว?” ฟางเจิ้งจือหันกลับไปเมื่อได้ยินเสียงของเหยียนซิว
”โจวฉีอยู่ไหน?”เหยียนซิวมองไปยังหนานกงมู่ที่สวมใส่ชุดสีดำและมีหมอกสีเทาไหลออกมาจากร่างกาย
มันเป็นลมหายใจแห่งความตาย
อย่างไรก็ตามเขาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดเหมือนกับฟางเจิ้งจือก่อนหน้านี้ ”หนานกงมู่คือโจวฉีโจวฉีคือหนานกงมู่” ฟางเจิ้งจืออธิบายเมื่อเห็นเหยียนซิวตกใจ
”อืมข้าเข้าใจแล้ว มาเริ่มสู้กันเถอะ” เหยียนซิวพยักหน้าและไม่ได้ถามอะไรอีก
นั่นเป็นเพราะฟางเจิ้งจือกล่าวออกมาชัดเจนขนาดนี้ต่อให้เขาพยายามปฏิเสธแค่ไหนแต่โจวฉีคือหนานกงมู่จริงๆ
”เหยียนซิวออกไปซะด้วยพลังของเจ้าไม่สามารถอยู่ในนี้ได้เกินห้านาที” หนานกงมู่กล่าวหลังจากเหลือบมองชุดเกราะสีแดงของเหยียนซิว
”หนึ่งนาทีก็เพียงพอ”เหยียนซิวไม่สนใจ เขาหยิบพัดสีเงินขึ้นมาทันที
”อืมมันเพียงพอจริงๆ”ฟางเจิ้งจือพยักหน้า
จริงๆแล้วเขาก็ต้องการให้เหยียนซิวออกไป
แต่เขาไม่ได้พูดออกไป
เพราะเขารู้ว่าเหยียนซิวไม่มีทางยอมในเมื่อเขาไม่ยอมก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องพูด
”ข้าจะโจมตีก่อน”เหยียนซิวพุ่งเข้าไปหาหนานกงมู่ทันที
”พวกเจ้าทั้งคู่มีเวลาไม่มากนักยกเว้นพวกเจ้าจะโจมตีเข้ามาพร้อมกัน”หนานกงมู่โบกดาบสีฟ้าและเขียวในมือจากนั้นลำแสงทั้งสองสีได้พุ่งเข้าหาเหยียนซิว
มันเป็นการโจมตีธรรมดาๆ
แต่ความเร็วนั้นกลับน่าเหลือเชื่อมาก
แสงทั้งสองโจมตีเหยียนซิวจากด้านหน้าและด้านหลัง
อย่างไรก็ตามเหยียนซิวไม่ได้หลบ
นั่นเป็นเพราะเขารู้ว่าฟางเจิ้งจืออยู่ด้านหลัง
ขณะที่แสงจากดาบทั้งสองกำลังกระทบเข้ากับร่างของเหยียนซิวแสงที่ต่างออกไปได้สว่างขึ้นจากด้านหลังด้วยความเร็วไม่แพ้กัน มันเป็นโซ่ตรวนรก
ตูม!เสียงระเบิดดังขึ้นเมื่อโซ่ปะทะเข้ากับแสงจากดาบทั้งสองเล่ม
ในเวลาเดียวกันเหยียนซิวสะบัดพัดสีเงินไปทางหนานกงมู่
ดาบยักษ์ที่เกิดจากผลึกสีแดงปรากฎขึ้นบนอากาศยิ่งไปกว่านั้นบนใบดาบยังมีโซ่ตรวนนรกพันอยู่
”หืม?!”หนานกงมู่ตกตะลึง
เขารู้ว่าฟางเจิ้งจือและเหยียนซิวรู้จักกันมานานแล้วแม้พวกเขาจะมีระดับพลังที่ต่างกัน…
ทั้งคู่กลับสามารถผสานการโจมตีได้เป็นอย่างดี
เหตุผลคืออะไร?
ความเชื่อใจงั้นหรือ?!
หนานกงมู่ถอยหลังไปทันทีแต่ดาบยักษ์ที่พันด้วยโซ่ตรวนนรกได้มาถึงเหนือหัวของเขา
”จงแตกออก!”หนานกงมู่ตั้งดาบสีเขียวและฟ้าเป็นรูปกากบาทเหนือหัวของตัวเองจากนั้นลำแสงสีฟ้าและเขียวได้พุ่งออกมา
อย่างไรก็ตามแทบจะในทันที…
เขาได้ยินเสียงอันนิ่งสงบ
”ผสานอาชูร่า!”
ตูม!เสียงระเบิดดังขึ้น
ดาบสีแดงปลดปล่อยแสงสีทองอ่อนๆออกมาราวกับมันมีชีวิตเป็นของตัวเองมันดูแหลมคมมากราวกับสามารถตัดผ่านได้ทุกอย่าง
ร่างกายของหนานกงมู่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
นั่นเป็นเพราะตามความคิดของเขาต้องเป็นดาบยักษ์ที่แตกเป็นเสี่ยงๆแต่ความจริงกลับเป็นดาบของเขาที่แตกออก!
อั้ก!หนานกงมู่กระอักเลือดออกมา
เขาได้รับบาดเจ็บอย่างไรก็ตามในใจของเขากลับคิดถึงแต่เรื่องที่ฟางเจิ้งจือและเหยียนซิวผสานการโจมตีร่วมกันได้เป็นอย่างดีแม้ไม่ได้ต่อสู้ร่วมกันมานาน ทำไม?
ความไว้ใจความเชื่อใจระหว่างสหายมันแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยงั้นรึ?
หนานกงมู่เองก็ต้องการมีเพื่อนที่สามารถเชื่อใจได้ความจริงเขาคิดว่าเขาพบแล้วคนหนึ่ง
แต่ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เขาเลือกที่จะละทิ้งมันไปเอง
เขาเลือกละทิ้งความเป็นเพื่อนไปเพราะเขามีสายเลือดของจักรพรรดิหยานเขาต้องทำภารกิจของตระกูลหนานกงให้สำเร็จ
”ฮ่าฮ่า…”หนานกงมู่หัวเราะจนร่างกายสั่นไหวเขาหัวเราะด้วยความเจ็บปวดและเดือดดาล ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว
มันผิดงั้นรึ?
เขาทำผิดจริงๆงั้นรึ?!
คำถามเกิดขึ้นในหัวของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเขานึกถึงตอนที่ได้พบกับฟางเจิ้งจือครั้งแรก
นึกถึงตอนที่ได้ร่วมต่อสู้กับฟางเจิ้งจือ
บางทีครั้งหนึ่ง…เขาเองก็เคยสัมผัสได้ถึงถึงคำว่าเพื่อนเช่นกัน
บางทีเขาควรจะเป็นคนที่ยืนอยู่เคียงข้างฟางเจิ้งจือเพื่อต่อสู้กับปีศาจและอสูร
บางที…
อาจจะไม่ควรมีคำว่า’บางที’อีกต่อไป
นั่นเป็นเพราะเขาได้ตัดสินใจแล้วเขาเลือกที่จะละทิ้งทุกอย่าง ละทิ้งความเป็นเพื่อนทั้งหมดเพื่อเป้าหมาย
ไม่มีการหันหลังกลับไปอีกแล้ว
ไม่จำเป็นต้องเสียใจไม่จำเป็นต้องผิดหวังในเมื่อเขาได้เลือกแล้ว
”ข้าได้เลือกที่จะทรยศเพื่อนของข้าดังนั้นข้าจะไม่ทรยศตระกูลของข้าอีก ฟางเจิ้งจือ เหยียนซิว พวกเจ้าต้องตายในวันนี้!” ดวงตาของหนานกงมู่แดงก่ำ แสงสีแดงส่องสว่างออกมาจากร่างกายของเขา
ตูม!สายฟ้าสีแดงผ่าลงมาจากท้องฟ้า
มันกระทบกับหัวของหนานกงมู่เกิดเป็นภาพสัญลักษณ์วิชาสังเวยเลือดขนาดใหญ่
ขณะเดียวกันกิ่งไม้สีขาวได้พุ่งออกมาจากร่างของหนานกงมู่มันกระจายไปทั่วทุกทิศทางและเกือบจะสัมผัสกับสัญลักษณ์วิชาสังเวยเลือดเหนือหัวของหนานกงมู่
”วิชาสังเวยเลือดกับต้นไม้เทพเจ้า?”ฟางเจิ้งจือแปลกใจมาก เขานึกไม่ออกว่าเคยมีตำนานพวกนี้ในโลกเก่าของเขา
เขาไม่แน่ใจว่าโลกนี้เกี่ยวข้องกับโลกเก่าของเขายังไงแต่เขาคิดว่ามันต้องมีบางอย่างเกี่ยวข้องกัน
เช่นเรื่องภัยพิบัติในยุคโบราณที่บันทึกอยู่ในจารึกหิน
มันเหมือนกับตำนานของเจ้าแม้หนี่วา
เดี๋ยวก่อน! เหมือนกัน?!
ใช่แล้วแม้จะมีตำนานที่คล้ายกันแต่ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
แม้มันจะเป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อยแต่ก็ทำให้ฟางเจิ้งจือต้องพิจารณาพวกมันใหม่ทั้งหมด
ต้นไม้เทพเจ้า…
เรื่องเกี่ยวกับต้นไม้เทพเจ้าที่บันทึกไว้ในเอกสารโบราณปรากฎขึ้นในความคิดของฟางเจิ้งจือมีต้นไม้เทพเจ้าอยู่ห้าต้น
ต้นแรกคือ’ต้นไม้อมตะ’
มันถูกบันทึกไว้ใน’คัมภีร์ทะเลและภูเขา’
ตามตำนานกล่าวไว้ว่าต้นไม้อมตะเติบโตขึ้นในดินแดนอมตะตอนใต้ใครก็ตามที่กินผลไม้จากต้นไม้นี้จะกลายเป็นอมตะ
มันดูค่อนข้างเกินจริง
แต่ถ้านำมันมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันของโลกใบนี้… มันสามารถตีความได้ว่า’ผลไม้จากต้นไม้สามารถทำให้คนธรรมดากลายเป็นเซียนมีอายุที่ยืนยาวและแข็งแกร่งขึ้น’
มันเกี่ยวข้องกับต้นไม้เทพเจ้าของหนานกงมู่
จริงๆแล้วพลังของหนานกงมู่และหนานกงเฮาได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังจากกินผลจากต้นไม้เทพเจ้าเข้าไป
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีบันทึกเรื่องอื่นเกี่ยวกับต้นไม้เทพเจ้า
ตำนานกล่าวว่ามันเติบโตขึ้นในทะเลตะวันออกและครั้งหนึ่งเทพีดวงอาทิตย์เคยใช้มันเพื่อลูกชายของนาง
ต้นไม้นั้นอาจจะเทียบได้กับประตูที่เชื่อมต่อระหว่างดินแดนเทพเจ้ากับโลกแห่งความเป็นและตายอย่างไรก็ตามหลังจากที่มันถูกทำลาย ประตูที่เชื่อมต่อระหว่างสามดินแดนก็ได้หายไป
ดูเหมือนว่ามันจะคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้มาก
อย่างไรก็ตามวิชาสังเวยเลือดมีไว้เพื่ออะไร?
ทำไมหนานกงมู่ถึงต้องผสานวิชาสังเวยเลือดเข้ากับต้นไม้เทพเจ้า?
ฟางเจิ้งจือคิดไม่ออกแต่เขามีลางสังหรณ์ถึงเรื่องอันน่าสะพรึงกลัว
วิชาสังเวยเลือด…
จักรพรรดิหยาน
หนานกงเฮาและไป่ฉือเคยพูดถึงเรื่องนี้ที่ภูเขาสวรรค์
ต้นไม้เทพเจ้าถูกปลูกหลังจากสงครามครั้งใหญ่และมีเพียงลูกหลานของจักรพรรดิหยานเท่านั้นที่สามารถควบคุมมันได้
อย่างไรก็ตามฟางเจิ้งจือไม่เข้าใจบางเรื่อง
ความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้เทพเจ้าและวิชาสังเวยเลือดคืออะไรกันแน่? ……………………………………..