Gate of God - ตอนที่ 832 การแย่งชิง
จากสภาพตอนนี้เฉียนยี่ไม่สามารถปฎิเสธได้
ในฐานะหนึ่งในผู้ที่ทรงพลังที่สุดของแดนศักดิ์สิทธิ์ทำไมนางต้องเคลื่อนไหวตาม ฟาง เจิ้งจือ
ไม่มีใครทำใจเชื่อในสิ่งที่พวกเขาเห็น
เฉียนยี่จำต้องกระโดดไปมาตามการเคลื่อนไหวของฟาง เจิ้งจือ
เมื่อฟาง เจิ้งจือ เห็น เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
”ฮ่าฮ่าฮ่า… ” เสียงหัวเราะของเขาราวกับเข็มที่ทิ่มแทงเข้าไปในใจศิษย์หอคอยหลิงหยุนและคังเยว่
ฟางเจิ้งจือ ไม่สนใจ
เขายังคงเคลื่อนไหวต่อไป
เฉียนยี่เองก็ต้องเปลี่ยนเต๋าไปเรื่อยๆเหมือนศิษย์คนอื่นๆเช่นกัน ”ดูเหมือนท่านผู้คุมหอจะอยากร่วมเล่นกับพวกเราด้วย!”
”ทำไมท่านไม่ร้องเพลงออกมาบ้างล่ะ?”
”ลูกศิษย์ของท่านใกล้จะยืนไม่ไหวแล้วนะหากท่านไม่พยายามเปลี่ยนเต๋า พวกเขาคงต้องตายแน่นอน ท่านต้องการให้เป็นแบบนั้นงั้นหรือ?
”โอ้ให้ข้าเด้าว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่…ท่านกำลังคิดใช้ชีวิตของพวกเขาเพื่อทดสอบว่าข้าเชี่ยวชาญเต๋ามากแค่ไหน?”
”ท่านไม่ต้องทำแบบนั้นหรอกท่านถามข้าดีๆก็ได้ ข้าไม่บอกคนอื่นแน่นอน!”
”หรือท่านจะขอร้องข้าอย่างจริงใจก็ได้!”
”…”
”พอได้แล้ว!”เสียงอันเย็นชาดังขึ้นขัดคำพูดของ ฟาง เจิ้งจือ แสงสีแดงที่อยู่บนตัวแต่ละคนก็หายไปเช่นกัน
”ท่านผู้คุม!”
”พวกเราไร้ความสามารถ!” ”โปรดลงโทษพวกเรา!”
ศิษย์ทั้งหมดคุกเข่าลงในทันทีพวกนางก้มหน้าลงไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นแม้แต่คนเดียว
นอกจากพวกนางยังมีศิษย์อีกกว่าครึ่งหนึ่งที่ล้มอยู่บนพื้นพวกนางไม่สามารถลุกขึ้นมาได้
เฉียนยี่มองไปยังเหล่าศิษย์ที่คุกเข่าอยู่นางไม่ได้ต่อว่าอะไร นางเพียงแค่มองด้วยสายตาอันเย็นชา
มันไม่ใช่การต่อสู้ที่ยาวนาน
ตั้งแต่เวลาที่เริ่มการทดสอบมันก็ผ่านไปมากกว่าสองชั่วโมง
สายลมอุ่นๆพัดผ่านชุดสีทองของนางแสงสีทองส่องประกายออกมาจากร่าง นางดูราวกับเป็นนักบุญชั้นสูง
น่าเสียดายที่ตอนนี้นางดูไม่พอใจมากหน้าของนางดำทะมึน
ในฐานะผู้คุมหอคอยหลิงหยุนนางไม่เคยอับอายขนาดนี้มาก่อน
แม้นางจะพยายามบอกตัวเองให้ใจเย็นอยู่ตลอดเวลาแต่นางก็แทบจะทนไม่ไหวแล้ว
นางกำมือแนนจนเกิดเสียงแตกของอากาศดังขึ้นแสงสีทองบนหัวของนางก็เคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง
ดวงแสงขนาดมหึมาเก้าดวงปรากฎขึ้นบนท้องฟ้าในทันที
มันเรียงตัวอยู่ระนาบเดียวกัน
”ท่านคงไม่คิดจะผิดสัญญาใช่ไหม?”ฟาง เจิ้งจือ มองดวงแสงสีทองขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
”ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วยังไงล่ะ?”เฉียนยี่ตอบอย่างเยือกเย็น แสงของดวงดาวรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
”หืมดูเหมือนข้าจะคิดไม่ผิดเลยว่านอกจากท่านจะไม่สนใจชีวิตของศิษย์ตัวเองแล้วท่านยังไม่ซื่อสัตย์อีกด้วย” ฟาง เจิ้งจือ พูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม ดูเขาไม่ได้สนใจท่าทีอันตึงเครียดของเฉียนยี่แม้แต่น้อย
”เจ้าพยายามจะยั่วโมโหข้างั้นรึ?”แสงสีทองในดวงตาเฉียนยี่ราวกับพร้อมจะปะทุออกมาตลอดเวลา
”ข้าไม่ได้ยั่วโมโหข้าแค่เดา…ทำไมท่านถึงพอใจที่จะเสียสละศิษย์จำนวนมากแทนที่จะบอกความจริงกับข้าล่ะ? หรือจะมีความลับอะไรบางอย่างอยู่จริงๆ? ให้ข้าเดาคือยู่เอ๋อร์ได้พบความลับบางอย่างที่ท่านทำ”ฟาง เจิ้งจือ ส่ายหัวแล้วพูดออกมา
”ข้าจะไม่ตอบคำถามเหล่านี้”เฉียนยี่รู้ว่า ฟาง เจิ้งจือ ต้องการอะไร นางสามารถหลบเลี่ยงได้อย่างง่ายดาย
”ดูเหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่างจริงๆสินะข้าสงสัยจังว่ามันเป็นเรื่องอะไร?… โอ้..ข้ารู้แล้ว หรือเป็นเรื่องที่ท่านล่วงละเมิดผู้เยาว์?”ฟาง เจิ้งจือ ถามอีกครั้ง
”ระวังปากของเจ้าด้วย!”
”ฮ่าฮ่าอย่าหงุดหงิดไป ข้าก็แค่เดา เมื่อเห็นความไร้หัวใจและโหดร้ายของท่านแล้ว ข้าสงสัยเหลือเกินว่าจะมีชายจำนวนมากขนาดไหนตายเพราะท่าน อืม ข้าเข้าใจ สุดท้ายแล้วท่านอาจจะเลือกที่จะลงเอยกับ…ผู้หญิงเหมือนกัน?”
”ตาย!”เฉียนยี่เคลื่อนไหว
”เดี๋ยวก่อน!ข้าเดาผิดไป ข้าจะจริงจังมากกว่านี้ ในเมื่อจักรพรรดิเห็นผู้คุมหลันใช้ดินแดนหลิงหยุนเมื่อสิบกว่าปีก่อน หมายความว่าท่านคงรับตำแหน่งผู้คุมหอมาไม่นานใช่ไหม?” ฟาง เจิ้งจือ ขอโทษอย่างจริงใจและพูดต่อไป
”…”
เฉียนยี่ไม่พูดอะไรแต่แสงสีทองบนหัวของนางกลับสว่างขึ้นเรื่อยๆ
”ข้าจะถือว่าการเงียบของท่านเป็นการยอมรับงั้นให้ข้าเดาต่อ…ปิง หยาง พึ่งอายุสิบหกปี นั่นมายความว่ายู่เอ๋อร์ออกจากอาณาจักรเซี่ยไปมากกว่าสิบหกปีที่แล้ว การจากไปของนางดูเหมือนจะตรงกับช่วงสงครามสิบปีก่อน ข้าสงสัยว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่?”
”…”เฉียนยี่ยังคงนิ่งเงียบ การแสดงออกของนางเต็มไปด้วยความเย็นชาแต่ปนไปด้วยร่องรอยของความประหลาดใจ
”ท่านจะไม่ปฎิเสธ?งั้นข้าพูตต่อ ผู้คุมหอคอยหลันคงสละตำแหน่งหลังจากจบสงคราม แน่นอนว่ายู่เอ๋อร์ต้องอยู่ที่นั่น รวมถึงท่านด้วย!”
”เจ้าพยายามจะพูดอะไร?”ในที่สุดเฉียนยี่ก็ถามขึ้นมา พร้อมกับเอามือไว้ด้านหลัง
นอกเหนือจากคังเยว่แล้วไม่มีใครสังเกตุเห็นว่ามือที่อยู่ด้านหลังของนางถือดวงแสงไว้อยู่มันหมุนวนอย่างรวดเร็ว
”ถ้าข้าเดาไม่ผิดยู่เอ๋อร์คงไม่ได้อยู่ในหอคอยหลิงหยุนตอนนี้!” ฟาง เจิ้งจือ พูดกับปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างรุนแรง
”อะไรกัน?!”คังเยว่ตะโกนออกไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่นางจะรีบปิดปากทันที แต่สีหน้าของนางยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว การแสดงออกของเฉียนยี่เองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
”ฟางเจิ้งจือ เจ้าหมายถึงอะไร เจ้ารู้ได้ยังไงว่านางไม่ได้อยู่ด้านในหอคอยหลิงหยุน?” หลิน มู่ไป่ ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
”นางไม่ได้อยู่ในหอคอยงั้นหรือ?”ปิง หยาง มองไปที่ ฟาง เจิ้งจือด้วยความตกตะลึงเช่นกัน
ปิงหยาง และ หลิน มู่ไป่ ไม่ใช่เพียงผู้เดียวที่ตอบสนองต่อคำพูดของ ฟาง เจิ้งจือ เหล่าศิษย์ต่างตัวสั่นเช่นกัน แม้ว่าไม่มีใครเงยหน้าขึ้น แต่พวกนางมีท่าทีผิดปกติอย่างชัดเจน
รอยยิ้มปรากฎขึ้นบนใบหน้าของฟาง เจิ้งจือ อีกครั้ง เขาเหลือบมองไปที่คังเยว่ “ดูเหมือนข้าจะเดาถูกสินะ ใช่ไหมคังเยว่?”
”ไร้สาระ!ฟาง เจิ้งจือ เจ้าไม่จำเป็นต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของพวกเราสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องใส่ใจแม้แต่น้อย!” คังเยว่เหลือบมองเฉียนยี่ก่อนจะก้าวเดินออกมาข้างหน้า ”มันไม่เกี่ยวกับข้าอย่างแน่นอนอย่างไรก็ตาม ท่านไม่ต้องทำอะไรงั้นหรือ? ในฐานะเด็กรับใช้ของยู่เอ๋อร์ท่านควรที่จะรับใช้นางเพียงคนเดียว แต่ทำไมท่านถึงหักหลังนางและรับใช้เฉียนยี่แทน?”
”หุบปาก!ข้าไม่เคยทรยศนายของข้า เจ้าคิดจะใส่ความข้าหรือไง?!” คังเยว่รู้ว่า ฟาง เจิ้งจือ ตั้งใจจะทำอะไร
”จริงรึ?เจ้าคิดว่าพวกเราจะเชื่อสิ่งที่เจ้าพูดงั้นรึ? ถ้าท่านไม่ได้ทรยศนางและช่วยให้เฉียนยี่ได้เป็นผู้คุมหอคอย ทำไมเฉียนยี่ถึงให้ความสำคัญกับท่านมากขนาดนั้น?” ฟาง เจิ้งจือ ยังคงพูดต่อ เขาไม่สนใจว่าคังเยว่จะคิดยังไง
”ข้าไม่มีทางทรยศนายของข้าต่อให้ข้าตายข้าก็ไม่มีทางทำแบบนั้น!” ท่าทีของคังเยว่เปลี่ยนไป นางไม่สามารถควบคุมความรู้สึกตัวเองได้
”ทำไมเฉียนยี่ถึงเชื่อใจท่านล่ะ?เห็นได้ชัดว่ายู่เอ๋อร์นั้นแย่งชิงตำแหน่งผู้คุมหอคอยกับเฉียนยี่ แต่หลังจากแพ้มีเหตุผลอะไรกันที่จะให้ความสำคัญกับเด็กรับใช้ของศัตรู?”
”ข้าไม่รู้ข้าไม่เคยรู้สึกว่าเฉียนยี่ ไม่…ข้าไม่เคยคิดว่าผู้คุมหอคอยจะเชื่อใจข้า…”
”หุบปาก!”เฉียนยี่ไม่คิดจะให้คังเยว่พูดอีกต่อไป
แสงสีทองร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าในเวลาเดียวกัน
”ท่านผู้คุมหอข้า..”ท่าทีของคังเยว่เปลี่ยนไป จากนั้นนางก็หันไปมอง ฟาง เจิ้งจือ “ฟาง เจิ้งจือ เจ้า…เจ้ากล้าล่อลวงข้าได้ยังไง..”
”ข้าไม่ได้ล่อลวงท่านแต่สิ่งที่ท่านพูดนั่นหมายความว่ามีการแข่งขันระหว่างยู่เอ๋อร์และเฉียนยี่จริงๆ ข้าสามารถเดาได้ทันทีว่าจะเกิดอะไรต่อไป หลังจากยู่เอ๋อร์ล้มเหลวในการเป็นผู้คุมหอคอย มีผลลัพธ์อยู่สองผลลัพธ์เท่านั้น ไม่ออกจากหอคอยหลิงหยุนก็กลายเป็นผู้อาวุโส อย่างไรก็ตามที่นี่ดูเหมือนจะต่างจากสำนักอื่นๆ เพราะข้าคิดว่าที่นี่ไม่มีผู้อาวุโสแม้แต่คนเดียว” ฟางเจิ้งจือ เหลือบมองคังเยว่ ก่อนจะหันไปมองแสงสีทองทั้งเก้าที่ค่อยๆร่วงลงมาจากท้องฟ้า ดวงตาของ ฟาง เจิ้งจือ เองก็ปรากฎแสงสี่สีขึ้นเช่นกัน
”ฟางเจิ้งจือ เจ้ากำลังรนหาที่ตาย!” ในที่สุดเฉียนยี่ก็ตรงมาหา ฟาง เจิ้งจือ
”ให้ข้าเดาต่อไปในเมื่อไม่มีผู้อาวุโส ยู่เอ๋อร์น่าจะออกไปจากที่นี่..อย่างไรก็ตามหลังจากนางจากไป คังเยว่ก็ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ด้วย มันดูขัดแย้งกัน หรือสรุปง่ายๆคือท่านขังนางไว้!” ฟาง เจิ้งจือ พูดออกมาอย่างใจเย็น
”เจ้า…”ดูเหมือนเฉียนยี่จะตกใจอย่างยิ่งนอกจากนั้นยังมีร่องรอยความเจ็บปวดปรากฎขึ้นในสายตาของนางอีกด้วย
”อย่างไรก็ตามมันไม่ควรง่ายอย่างนั้นหากยู่เอ๋อร์ถูกขังไว้ในคุกธรรมดา ศิษย์ที่สนับสนุนนางคงช่วยออกมาได้ง่ายๆ นอกจากนี้คังเยว่จะไม่ทำงานให้ท่านอีกด้วย ใช่ไหม?”
ขณะที่ฟาง เจิ้งจือ พูดดาบไร้ร่องรอยของเขาก็ชี้ไปที่ลำคอของคังเยว่
……………………………………..