Gate of God - ตอนที่ 992 คมดาบแห่งความตาย
ใกล้ขึ้นใกล้ขึ้นเรื่อยๆ!
ขณะที่ดาบของฟางเจิ้งจือใกล้ถึงหน้าผากของโจวฉีร่างของเขาพลันหายไปในทันที
มันแปลกมาก
ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่โจวฉีหายไปสภาพแวดล้อมรอบๆได้เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ มันกลายเป็นสีขาวหิมะราวกับทั้งโลกเต็มไปด้วยหมอกควัน
เกิดอะไรขึ้น?
เขาอยู่ที่ไหน?
สองความคิดนี้ปรากฎขึ้นในใจของฟางเจิ้งจือทันทีจากนั้นเขาก็หันหลังกลับไปแล้วพบว่าปิงหยางได้หายไป
นางหายตัวไป?!
เดี๋ยวก่อน!
มันต้องเป็นภาพลวงตา…ไม่! มันเป็นโลกของสามสิบหกแผนที่สู่สวรรค์!
ฟางเจิ้งจือจำได้อย่างรวดเร็วเขาเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน ตอนที่หยุนชิงวูขังเขาไว้นอกหมู่บ้านภูเขาทางเหนือนางก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน
ศิลาเซียนสามารถใช้สร้างเป็นค่ายกลได้ยิ่งไปกว่านั้นมันเป็นค่ายกลบนโลกความเป็นจริงที่ดูเหมือนภาพลวงตา
มีวิธีออกจากโลกนี้สองแบบหนึ่งคือไขปริศนาของมันเหมือนที่ฟางเจิ้งจือทำตอนโดนหยุนชิงวูขังเอาไว้ อีกวิธีคือใช้กล่องโลหะสีดำเก็บมันโดยตรง
ฟางเจิ้งจือเลือกวิธีที่สองเพราะเขาไม่รู้ว่าตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้นด้านนอกบ้างถ้าเขาออกจากที่นี้ช้าเกินไปมันอาจจะเกิดอันตรายขึ้นกับปิงหยางได้
”เก็บ!”ฟางเจิ้งจือตะโกน กล่องโลหะปราปกฎขึ้นบนมือของฟางเจิ้งจือ จากนั้นหมอกขาวรอบตัวเขาราวกับถูกกล่องโลหะดึงดูด มันค่อยๆไหลเข้ามาในกล่องอย่างรวดเร็ว เมื่อหมอกสีขาวหายไปโลกที่อยู่ด้านหน้าของเขาเป็นกลายเป็นดินแดนทะเลทรายพร้อมกับดวงอาทิตย์ที่สว่างจ้าบนท้องฟ้า
อากาศทั้งร้อนระอุและทะเลทรายอันรกร้างทอดยาวไปสุดสายตา
”หืม?เก็บอีกครั้ง!” ฟางเจิ้งจือกังวลเล็กน้อย เขาใช้เวลาไปมากในการเก็บศิลาเซียนหนึ่งชิ้น แต่โจวฉีใช้มันพร้อมกันถึงสองชิ้น
กล่องโลหะสีดำดูดทะเลทรายไร้สิ้นสุดเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
โจวฉีใช้สองฉากนั้นเพื่อขังฟางเจิ้งจือทั้งหมอกขาวและทะเลทรายรกร้างล้วนเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่
”เจ้าไร้ยางอายเจ้าเป็นอะไรไหม?!” หลังจากทหารเม็ดสุดท้ายถูกเก็บเข้าไปในกล่องโลหะสีดำ ฟางเจิ้งจือก็ได้ยินเสียงของปิงหยาง
”ข้าออกมาได้แล้ว!”ฟางเจิ้งจือหันไปมองปิงหยางพร้อมกันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”
”อื้อแต่ข้ารู้สึกว่าเหมือนถูกดูดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง โลกที่มีหมอกสีขาว…แล้วก็อีกที่เป็นทะเลทรายไร้สิ้นสุด…แต่อยู่ดีๆมันก็หายไปในพริบตา” ปิงหยางตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนที่นางจะตอบออกมา
”ข้ารู้แล้ว”ฟางเจิ้งจือพยักหน้า เขารู้ว่าปิงหยางเข้าไปในโลกของสามสิบหกแผนที่สู่สวรรค์เช่นเดียวกันกับเขา
เขาค่อนข้างโชคดี!
โจวฉีเลือกขังเขาไว้พร้อมกับปิงหยางไม่เช่นนั้นเขาไม่อยากคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับปิงหยาง
อย่างไรก็ตามน่าเสียดาย…
โจวฉีหายไปแล้ว!
เขาหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้แม้แต่น้อย
”เอ๋?โจวฉีอยู่ไหน? เขาหายไปได้ยังไง?” ปิงหยางได้สติหลังจากมองไปรอบๆแล้วไม่เห็นโจวฉี
”เขาหนีไปแล้ว”ฟางเจิ้งจือตอบ
”หนีไปแล้ว?แล้วพวกเราจะทำยังไงดี ดูเหมือนเขาจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าแล้ว” สีหน้าของปิงหยางเปลี่ยนไป
”เราต้องพยายามไล่ตามเขาไป”ฟางเจิ้งจือเองก็พูดอะไรไม่ได้มาก
ดูเหมือนมันจะเป็นแผนที่โจวฉีวางไว้เพื่อใช้หลบหนีหลังจากฟางเจิ้งจือหันไปสนใจปิงหยาง เขาก็ได้ใช้ศิลาเซียนสองชิ้นเพื่อขังฟางเจิ้งจือและปิงหยาง
แม้ว่าฟางเจิ้งจือจะใช้เวลาไม่มากในการออกมาจากโลกทั้งสองแต่เวลาแค่นั้นก็เพียงพอให้โจวฉีหนีไป
ด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสไม่มีทางที่เขาจะหนีไปได้ไกล
อย่างไรก็ตาม…
เขาจะหนีไปที่ไหนกัน?
ก่อนหน้านี้โจวฉีพยายามวิ่งลงไปจากหน้าผา
แล้วครั้งนี้เขาจะไปทางไหน?
ฟางเจิ้งจือขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วมองขึ้นไปด้านบนหน้าผา”เขาอาจจะวิ่งขึ้นไปด้านบนหรือเปล่า?”
ความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง
กลุ่มพันธมิตรของมนุษย์อยู่ด้านล่างขณะที่กองทัพปีศาจและอสูรอยู่ด้านบน
”รีบตามไปสิเจ้ารออะไรอยู่!” ปิงหยางเห็นความลังเลบนใบหน้าของฟางเจิ้งจือ นางรีบกระตุ้นเขาทันที
”ถ้าเจ้าเป็นเขาเจ้าจะไปทางไหน?”ฟางเจิ้งจือถาม
”แน่นอนด้านล่างตอนนั้นข้าเห็นเขากำลังลงไปด้านล่าง..เดี๋ยวนะ! เจ้าถามแบบนี้ งั้นเขาอาจจะขึ้นไปด้านบนงั้นหรือ?”
”เจ้าคิดว่าแบบไหนมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า”
”เขาต้องขึ้นไปด้านบนซึ่งมีกองทัพอสูรและปีศาจอยู่แน่นอน!”ปิงหยางตอบอย่างมั่นใจ
”ตอนนี้เจ้าพูดแบบนี้ข้าเริ่มคิดว่าเขาวิ่งลงไปด้านล่าง…ด้วยนิสัยหยิ่งยโสเช่นเขาข้าคิดว่าเขาไม่น่าต้องการให้อสูรและปีศาจเห็นอาการบาดเจ็บของเขา ยิ่งไปกว่านั้นเขาอาจจะคิดว่าพวกเราต้องตามเขาไปด้านบนแน่นอน การไปทิศทางตรงข้ามอาจจะมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า…”
”หยุดคิดอะไรมากมายเชื่อข้าเขาต้องขึ้นด้านบนแน่นอน ไม่มีใครไม่กลัวความตายรวมถึงโจวฉี เขาต้องขึ้นไปด้านบนแน่นอน ถ้าข้าเดาผิดข้ายอมนอนกับเจ้าเลย!”
”เจ้ามั่นใจ?”
”ข้ามั่นใจมาก!”
”ได้ข้าจะเชื่อใจเจ้าสักครั้ง!” ฟางเจิ้งจือต้องลองเสี่ยงดู มีความเป็นไปได้ทั้งสองทางเขาไม่สามารถเดาได้แน่นอน
ด้วยปีกสีดำฟางเจิ้งจืออุ้มปิงหยางและขึ้นไปถึงด้านบนหน้าผาอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ตระหนักว่าบาดแผลที่หลังมือความของเขายังไม่ได้หายเป็นปกติเลือดสีเทายังคงไหลออกมาจากบาดแผล
…
ในชั่วพริบตาเมิ่งเทียนผู้ชั่วร้ายสองคนได้ปรากฎตัวขึ้นด้านหน้าศาลาเต๋าสวรรค์
”มอบตัวโจวฉีให้พวกเราบางทีเราอาจจะไว้ชีวิตพวกเจ้า!”
”หา?!”ราชาอสูรทั้งหกและเหล่าทหารปีศาจที่ยืนอยู่บนหน้าผามองหน้ากันด้วยความสับสน
โจวฉี
เขาไม่ได้ลงไปด้านล่างแล้วหรอกหรือ?
เดี๋ยวก่อน!
พวกเขาทั้งสองคนกลับขึ้นมาทำไม?นั่นหมายความว่าเทพปีศาจแพ้ให้กับเมิ่งเทียนสองคนตรงหน้านี้?! ท่าทีของราชาอสูรทั้งหกและทหารปีศาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากส่งสัญญานให้กันพวกเขาหันหลังและวิ่งหนีไปทันที
”วิ่ง!”
”หนีเร็วเข้า!”
”เมิ่งเทียนกลับมาแล้ว!”
เสียงตะกอนดังก้องกองทัพปีศาจและอสูรที่ยึดครองศาลาเต๋าสวรรค์ตกอยู่ในความวุ่นวาย
”…”ปากของฟางเจิ้งจือกระตุกเมื่อเห็นฉากที่เกิดขึ้น แต่ราชาอสูรทั้งหกฉลาดมากพอที่จะวิ่งหนีไปยังทิศทางที่ต่างกันทำให้เขาไม่สามารถไล่ล่าได้
สำหรับทหารปีศาจพวกมันวิ่งหนีราวกับเป็นฝูงเป็ดน้อยที่วิ่งพล่านไปทั่ว
เขาจะไล่ล่าได้ยังไง?
เป็นไปไม่ได้!
นอกจากนี้เป้าหมายของเขาคือโจวฉี ”ดูเหมือนว่า…เราคงมาผิดทางใช่ไหม?”ฟางเจิ้งจือหันไปมองปิงหยางที่ตอนนี้สีหน้าของนางกลายเป็นว่างเปล่า
”ไม่มีทางโจวฉีต้องขึ้นมาด้านบนนี้ บางทีเขาอาจจะซ่อนตัวอยู่ หึ!…ใช่ มันต้องเป็นแบบนั้นแน่นอน!” ปิงหยางยังคงพูดออกมาอย่างมั่นใจ
”แล้ว?”
”ข้ายังไม่แพ้เจ้าเสียหน่อย!”
”เดี๋ยวนี้เจ้าเรียนรู้ที่จะปฏิเสธความพ่ายแพ้ของตัวเองแล้วงั้นรึ?เอ๊ะ? เดี๋ยวก่อนทำไม…ท้องฟ้าถึงหมุนติ้วแบบนี้..” ฟางเจิ้งจือที่กำลังจะทะเลาะกับปิงหยาง เขารู้สึกว่าโลกรอบตัวเขาหมุนวนไปมา สายตาของเขาพร่ามัว
เขากำลังจะเป็นลม!
”หมุน?อะไรหมุน? เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า!” ปิงหยางพบว่าฟางเจิ้งจือมีเหงื่อออกหน้าผากและเขากำลังเป็นลม จากนั้นร่างของฟางเจิ้งจือก็ล้มลงหน้าของเขาซุกอยู่ที่หน้าอกของปิงหยาง
”ตื่นขึ้นมาก่อน…เจ้าไร้ยางอายอย่าทำให้ข้ากลัว..ข้าจะยอมนอนกับเจ้าข้ายอมรับความพ่ายแพ้แล้ว…เจ้าไร้ยางอายเจ้าอย่าแกล้งข้าแบบนี้!” เสียงของปิงหยางดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ร่างของฟางเจิ้งจือไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
ราชาอสูรทั้งหกและทหารปีศาจต่างได้ยินพวกเขาหยุดเท้าและหันไปมอง
”เขาตายแล้วงั้นหรือ?”
”ไม่มีทางแม้เทพปีศาจยังแพ้ อยู่ดีๆเขาจะมาตายอย่างกระทันหันได้ยังไง? กับดักมันต้องเป็นกับดักแน่นอน! พวกมันกำลังล่อลวงพวกเรา!”
”มันต้องเป็นแบบนั้นแน่นอน!”
”ข้าคิดว่าเราควรหลบไปก่อนนายน้อยกำลังจะเดินทางมาถึงในเวลาไม่ช้า เราจะต้อนรับนางและรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้นางรู้ จากนั้นพวกเราค่อยกลับมายึดศาลาเต๋าสวรรค์คืนก็ไม่สาย!”
”เจ้าพูดถูก!”
หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ในที่สุดราชาอสูรทั้งหกก็สามารถตัดสินใจได้ พวกเขาตัดสินใจวิ่งออกไปจากศาลาเต๋าสวรรค์พร้อมกับทหารปีศาจ
…
ที่ตีนเขาร่างสีดำกระโจนลงมาจากหน้าผาก่อนที่เขาจะล้มกระแทกเสียงดัง
”อั้ก…บัดซบ!”ร่างนั้นกระอักเลือดออกมาพร้อมกับเอามือลูบหลังคอด้วยความไม่พอใจ
ตามที่ฟางเจิ้งจือคาดเดาไว้โจวฉีไม่ได้เลือกขึ้นไปด้านบน
เขาจะฝากชีวิตของเขาไว้กับพวกอสูรและปีศาจที่ไร้ประโยชน์ได้เช่นไร?
ต่อให้ด้านล่างมีกลุ่มมนุษย์อยู่แล้วมันยังไง?แค่มนุษย์ผู้อ่อนแอไม่มีทางทำอะไรเขาได้
แกร้ง!มีบางอย่างสีเทาปรากฎขึ้นในมือ ดาบแห่งความตาย!
มันเปื้อนด้วยเลือดสีเทา
จากนั้นโจวฉีก็หยิบขวดสัมฤทธิ์ออกมาพร้อมกับเทยาสีแดงเข้าไปในปาก
ดาบแห่งความตายไม่ใช่ดาบธรรมดาใครก็ตามที่ได้รับบาดเจ็บจากมันต่อให้เป็นตัวตนระดับเทพเจ้าก็ไม่สามารถรักษาบาดแผลจากปันด้วยพลังยุทธเพียงอย่างเดียว
ดังนั้นมีตัวตนระดับเทพเจ้ามากมายตายภายใต้คมดาบนี้
”ฟางเจิ้งจือต่อให้เป็นเจ้าก็ไม่มีทางรอดไปจากดาบนี้ได้!ถ้าข้าเป็นเจ้าข้าคงตัดแขนทิ้งทันที น่าเสียดายที่มันสายเกินไปแล้ว!” โจวฉียิ้มเยาะขณะมองขึ้นไปบนยอดเขา
เขามั่นใจว่าฟางเจิ้งจือคงยังพยายามตามหาตัวเขาและไม่ได้สังเกตุถึงบาดแผลที่หลังมือ
”ฮ่าฮ่า…แค่กแค่ก เจ้าต้องตายแน่นอน ตาย! ตาย! ฮ่าฮ่า…” เสียงหัวเราะอันชั่วร้ายดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเวลาเดียวกันเขาก็กระอักเลือดออกมาด้วย
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของตัวเองและยังคงหัวเราะต่อไปดวงตาทั้งสองข้างของเขาแดงก่ำมีเลือดสีแดงไหลนองที่พื้น
”มันตลกขนาดนั้นเลยงั้นรึ?”ขณะที่เขากำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงอันเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง
”หืม?!”โจวฉีหยุดหัวเราะแล้วหันไปมองต้นไม้ด้านหลัง ร่างหนึ่งค่อยๆเดินออกมาช้าๆ
……………………………………..