Genius Detective อัจฉริยะนักสืบไขคดีปริศนา - บทที่ 9: หญิงแพศยา
หลินตงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับ “ไปไล่เช็กภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางขากลับดูค่ะ ว่าจะสามารถจับภาพเธอจากกล้องตัวไหนได้บ้าง”
เฉินซื่อพยักหน้าพลางออกความเห็น “นั่นเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างดีเลยคุณ แต่จุดเกิดเหตุตรงแถวสะพานอันฟู่มันไม่มีกล้องวงจรปิดของทางราชการติดตั้งอยู่เลย ผมเลยคิดว่าวิธีนี้อาจจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไหร่ อีกอย่าง ตอนนั้นมันก็มืดมากด้วย คุณภาพไฟล์วิดีโอจากกล้องวงจรปิดของเอกชนทั่วไปก็น่าเป็นห่วงสุดๆ ต่อให้พวกเราจะไปริบไฟล์ภาพมาได้ ก็อาจจะมองเห็นอะไรได้ไม่ชัดเจนอยู่ดี”
หลินตงเสวี่ยซักต่อ “แล้วคุณจำหน้าตาของเธอไม่ได้เลยจริงๆ เหรอ?”
เฉินซื่อไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรงๆ เขาเอารอยยิ้มเข้าข่มพลางย้อนถาม “คดีนี้ผ่านพ้นมาได้กี่วันแล้วล่ะคุณ?”
“สี่วันค่ะ”
“คุณคิดว่าคนขับรถทำมาหากินอย่างผม จะต้องพบเจอผู้คนมากมายขนาดไหนในช่วงเวลาสี่วันที่ผ่านมาฮะ? คุณเคยได้ยินทฤษฎี ‘ความทรงจำปนเปื้อน’ (Pollution of memory) ไหม? ผมเกรงว่าต่อให้ผมพยายามจะเค้นสมองนึกให้ออก มันก็รังแต่จะทำให้เกิดข้อมูลที่ผิดพลาดและพาลูกทีมหลงทิศหลงทางไปกันใหญ่เปล่าๆ” เฉินซื่อดีดนิ้วดังเป๊าะ “ไปกันเถอะ!”
“ไปไหนคะ?”
“ไปหาเฉินจวินกัน”
หลินตงเสวี่ยต่อสายโทรศัพท์หาเพื่อนร่วมงานในกองปราบจนได้ข้อมูลมาว่า เฉินจวินทำงานอยู่ในบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง ปัจจุบันเขาแชร์ค่าห้องเช่าอพาร์ตเมนต์แบบสามห้องนอนอยู่กับเพื่อนร่วมงานอีกสองสามคน เมื่อพวกเขาทั้งสองเดินทางมาถึงหน้าห้องพักของเฉินจวิน ชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาหมดจดคนหนึ่งก็เป็นคนเดินมาเปิดประตูเผยให้เห็นนัยน์ตาที่แดงก่ำบวมเป่ง เขาเอ่ยถามเสียงแหบแห้ง “พวกคุณมาหาใครครับ?”
หลินตงเสวี่ยชูตราประจำตัวตำรวจขึ้นแสดงพลางถาม “คุณคือเฉินจวินใช่ไหมคะ? ฉันมีเรื่องสำคัญสองสามเรื่องอยากจะพูดคุยกับคุณหน่อยค่ะ”
“เชิญเข้ามาข้างในก่อนสิครับ”
สภาพห้องพักที่มีผู้ชายฉกรรจ์อาศัยอยู่ร่วมกันหลายคนย่อมหนีไม่พ้นความรกและไม่เป็นระเบียบ ชายหนุ่มที่แนะนำตัวเองว่าชื่อเฉินจวินเดินนำทั้งสองเข้ามาในห้องนอนส่วนตัวของเขา ซึ่งกลับดูสะอาดสะอ้านผิดหูผิดตา เฉินซื่อเริ่มเปิดฉากยิงคำถามด้วยท่าทางที่เจนโลกและเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ ขณะที่เฉินจวินก็คอยตอบคำถามเหล่านั้นไปทีละข้ออย่างว่าง่าย
เขาอ้างว่าคบหาดูใจกับกู่เหมิงซิงมาได้สามปีแล้ว ในตอนแรกทั้งสองคนรู้จักกันผ่านทางเกมโซเชียลเน็ตเวิร์กออนไลน์ และเนื่องจากอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกันจึงชวนกันออกมานัดเจอ หลังจากนัดบอร์ดเดตครั้งนั้นพวกเขาก็รู้สึกว่าเคมีเข้ากันได้ดีและพูดคุยกันถูกคอ จึงเริ่มตกลงคบหาเป็นแฟนกันเรื่อยมา
กู่เหมิงซิงทำงานอยู่ในบริษัทเภสัชกรรมแห่งหนึ่ง นอกจากบุคลิกภาพจะดีเยี่ยมแล้ว หน้าตาของเธอก็จัดว่าสวยสะดุดตามาก นั่นจึงทำให้เฉินจวินรู้สึกยืดอก “ได้หน้าได้ตา” [1] ทุกครั้งที่พาเธอออกไปพบปะผู้คน แน่นอนว่าเขารักเธอจากใจจริงและมีความคิดที่จะแต่งงานกับเธอในอนาคตด้วยซ้ำ
“ใครจะไปคิดล่ะครับว่าจะเกิดเรื่องสะเทือนขวัญแบบนี้ขึ้น… เธอต้องมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของไอ้ฆาตกรโรคจิตที่เป็นคนขับรถเรียกผ่านแอปพลิเคชัน!” เฉินจวินเริ่มส่งเสียงสะอื้นไห้ออกมา
ทว่าเฉินซื่อกลับเมินเฉยต่อหยาดน้ำตาและความเจ็บปวดของชายหนุ่มตรงหน้า เขายังคงถามต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แล้วความสัมพันธ์ระหว่างแฟนสาวของคุณกับคนรอบข้างเป็นยังไงบ้างครับ? พอจะมีคนรู้จักที่พวกคุณทั้งคู่รู้จักร่วมกันไหม?”
เฉินจวินนึกทบทวนคำถามก่อนจะเริ่มร่ายรายชื่อออกมาทีละคน โดยมีเฉินซื่อคอยช่วยจดบันทึกคำให้การลงในสมุดโน้ตเล่มเล็กของหลินตงเสวี่ย หญิงสาวชำเลืองมองดูตัวอักษรบนสมุด… ลายมือของเขาดูประณีต ทรงพลัง และสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ราวกับว่าเขาเคยผ่านการฝึกฝนคัดลายมือพู่กันจีนมาอย่างยาวนาน
หลังจากจดรายชื่อเสร็จสรรพ เฉินซื่อก็กวาดสายตามองไล่ดูปึกรายชื่อพลางถามซักไซ้ “มีแค่นี้เองเหรอครับ? แล้วเธอมีเพื่อนสนิทผู้หญิงที่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ ไหม?”
“มีครับ… แต่ผมไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวหรอกนะ ว่าแต่คุณจะถามเรื่องพวกนี้ไปทำไมกันล่ะครับ?!”
“ในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ เวลาสืบสวนคดีความเราจำเป็นต้องลงรายละเอียดให้ครบถ้วนทุกซอกทุกมุมน่ะสิครับ! อ้อ… ผมชักจะเริ่มหิวน้ำขึ้นมาแล้วสิ รบกวนคุณช่วยไปรินน้ำชามาให้สักแก้วได้ไหมครับ?”
“ได้ครับ รอสักครู่นะครับ”
ทันทีที่เฉินจวินเดินพ้นประตูห้องออกไป เฉินซื่อก็เริ่มปฏิบัติการนอกลู่นอกทางด้วยการรื้อค้นสิ่งของตามลิ้นชักโต๊ะทันที หลินตงเสวี่ยกระซิบเอ็ดเสียงเบา “นี่คุณ! ทำบ้าอะไรของคุณเนี่ย? การกระทำแบบนี้มันผิดขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติของตำรวจนะ!”
“ก็ผมไม่ใช่ตำรวจนี่คุณ” เฉินซื่อเอ่ยหน้าตายพลางหยิบกล่องยาเสพติดสองสามกล่องออกมาจากลิ้นชักแล้วโยนโครมลงบนโต๊ะ ในตอนนั้นเองพลันมีเสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามาจากทางด้านนอก หลินตงเสวี่ยรีบเตือน “ทำไมคุณไม่รีบเก็บทุกอย่างเข้าที่เดิมฮะ?!”
เฉินซื่อทำเป็นหูทวนลมขัดคำสั่งของเธอ เฉินจวินเดินถือแก้วน้ำชาเข้ามาในห้อง เฉินซื่อจึงเอ่ยปากขอโทษแบบขอไปที “ขออภัยด้วยนะครับ พอดีเมื่อกี้ผมถือวิสาสะเปิดรื้อค้นลิ้นชักของคุณนิดหน่อย”
เฉินจวินแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากคัดค้านอะไรออกมา
“กล่องยาพวกนี้… ถ้าผมจำไม่ผิด มันเป็นยาที่ใช้สำหรับรักษาโรคหนองใน (Gonorrhea) นี่ครับ คุณกำลังปิดบังซ่อนเร้นอะไรพวกเราอยู่หรือเปล่า?”
“โรค…โรคหนองในงั้นเหรอคะ?” หลินตงเสวี่ยหันไปมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ชายคนนี้ดูยังไงก็ไม่มีท่าทางเหมือนพวกคนเจ้าชู้ประตูดินที่ชอบเที่ยวผู้หญิงเลยสักนิด
“เรื่องนี้… คือเรื่องนี้…” เฉินจวินเม้มริมฝีปากแน่นพลางเอ่ยจึกๆ กักๆ ด้วยความอับอาย
“ผมหวังว่าคุณจะไม่ปิดบังข้อมูลอะไรกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนะครับ ไม่ต้องกังวลใจไปหรอก คำพูดทุกอย่างที่พูดในห้องนี้ ผมรับรองว่าจะไม่หลุดรอดไปถึงหูคนนอกแน่นอน”
“ผม… ผมติดโรคหนองในมาครับ!” เฉินจวินยอมรับสารภาพออกมาในที่สุด
“ไปติดมาจากไหนล่ะครับ?”
“คือมันมี… งานเลี้ยงประจำปีของบริษัทน่ะครับ… ทางบริษัทแจกเงินโบนัสพิเศษ เพื่อนร่วมงานกลุ่มหนึ่งก็เลยคะยั้นคะยอแกมบังคับลากผมไปเที่ยวสถานที่อโคจรพรรค์นั้น… พอผมกลับมา… ก็เริ่มรู้สึกคันๆ เจ็บๆ ตรงส่วนนั้น…” เฉินจวินเอานิ้วถูจมูกแก้เกี้ยว
“คุณกำลังพูดโกหก คำพูดและท่าทางรวมถึงปฏิกิริยาทางร่างกายของคุณมันฟ้องชัดเจนว่าคุณกำลังแต่งเรื่องอยู่ ผมอยากให้คุณหยุดเล่นละครและเลิกปิดบังความจริงกับพวกเราได้แล้วครับ!”
ใบหน้าของเฉินจวินพลันแดงซ่านด้วยความอับอายปนโกรธ “แล้วเรื่องนี้มันไปเกี่ยวโยงอะไรกับคดีฆาตกรรมด้วยฮะ?! เรื่องที่ผมจะเจ็บไข้ได้ป่วยมันเป็นเรื่องส่วนตัวของผม ชัดเจนอยู่แล้วว่าเหมิงซิงโดนไอ้คนขับรถนั่นฆ่าตายในคืนนั้น ทำไมพวกคุณถึงไม่ยอมไปตามสืบเรื่องของไอ้ฆาตกรนั่น แต่กลับมาจ้ำจี้จ้ำไชสืบสวนเรื่องของผมแทนล่ะ?”
“เรื่องนั้นมันเป็นหน้าที่ในการพิจารณาของพวกเรา ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะต้องมาสั่ง! คุณไม่อยากพูดความจริงใช่ไหม? งั้นผมจะช่วยสงเคราะห์พูดแทนให้เองก็แล้วกัน… คุณรักแฟนสาวของคุณมากใช่ไหมล่ะ? จิตใต้สำนึกของคุณก็เลยพยายามที่จะปกป้องและรักษาชื่อเสียงของเธอเอาไว้ ทว่าความจริงแล้ว… ไอ้โรคหนองในบ้านี่… แฟนสาวของคุณเป็นคนแพร่เชื้อมาติดคุณใช่ไหมล่ะ?”
เฉินจวินเริ่มเกาหัวเกาหูด้วยความกระสับกระส่าย เฉินซื่อจึงเริ่มเปิดฉากกดดันต่อ “บนโต๊ะทำงานของคุณมีแก้วน้ำคู่รักและรูปถ่ายคู่ของพวกคุณตั้งอยู่ ทุกครั้งที่คุณเอ่ยถึงชื่อของเธอ แววตาของคุณจะเปลี่ยนไปทันที สิ่งนี้มันพิสูจน์ให้เห็นว่าคุณมีความผูกพันและรักเธออย่างลึกซึ้ง คุณถึงไม่อยากให้ชื่อเสียงของเธอต้องมาแปดเปื้อนหลังจากตายไป ทว่าในความเป็นจริง… คุณเองก็รู้ดีแก่ใจอยู่แล้วใช่ไหมล่ะว่าชีวิตส่วนตัวของเธอมันเหลวแหลกและมั่วโลกีย์ขนาดไหน แถมยังเอาโรคร้ายนี้มาติดคุณอีก!”
“พอได้แล้ว!” เฉินจวินขว้างแก้วน้ำทิ้งลงพื้นจนแตกกระจาย “ผมไม่ยอมให้คุณมาพูดจาดูถูกใส่ร้ายเธอแบบนี้เด็ดขาด!”
หลินตงเสวี่ยถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ทว่าเฉินซื่อกลับยังคงสุขุมเยือกเย็น เขาจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบพลางส่งยิ้มกวนๆ “โมโฮงั้นเหรอครับ? ดูท่าสิ่งที่ผมพูดไปมันจะแทงใจดำเข้าจังๆ สินะ!”
เฉินจวินเดินไปกระชากเปิดประตูห้อง “ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกคุณอีกต่อไปแล้ว! ออกไปซะ!”
“อย่าลากฉันเข้าไปพัวพันกับเรื่องบ้าๆ ของคุณนะ!” หลินตงเสวี่ยกระซิบต่อว่าเฉินซื่อด้วยความหงุดหงิดระคนอับอาย… ไอ้หมอนี่เพิ่งจะทำให้พยานปากเอกเกิดอาการฟิวส์ขาดโมโหโกรธาขึ้นมาหน้าตาเฉย หญิงสาวผู้มีผิวหน้าบางและรักศักดิ์ศรีอย่างเธอทนรับสถานการณ์กระอักกระอ่วนแบบนี้ไม่ไหวจนใบหน้าเริ่มขึ้นสีแดงก่ำ
เฉินซื่อส่ายหัวพลางเอ่ยเตือนสติชายหนุ่ม “หญิงสาวอายุ 25 ปีที่ยังไม่ได้แต่งงาน แต่กลับมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ชายมากหน้าหลายตา สิ่งนี้มันพิสูจน์ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของเธอมันสลับซับซ้อนมากกว่าที่คุณคิดเอาไว้เยอะ การเสียชีวิตของเธอมีแนวโน้มสูงมากที่จะมีความเชื่อมโยงกับอาการเจ็บป่วยทางเพศสัมพันธ์ของคุณ ถ้าหากทั้งสองเรื่องนี้มันมีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง แล้วพวกเราเดินหันหลังกลับออกไปตอนนี้ วันหน้าคุณก็คงต้องเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจนายอื่นเดินเข้ามาบอกคุณว่า ‘ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ ทางเรายังไม่สามารถปิดคดีนี้ได้ รบกวนคุณช่วยมารับศพแฟนสาวของคุณกลับไปด้วยครับ!’ ถ้าคุณอยากให้เรื่องราวมันจบลงแบบอนาถพรรค์นั้น ก็พูดออกมาเถอะครับ แล้วพวกเราจะเดินจากไปทันที สำหรับพวกผมสองคนมันไม่ได้มีผลกระทบอะไรอยู่แล้ว คดีนี้มันก็แค่สิ่งที่จะระบุว่าพวกเราจะได้เงินโบนัสพิเศษหรือไม่แค่นั้นเอง พวกเราไม่มีอะไรจะเสียเลยสักนิด! แต่สำหรับคุณ… ดวงวิญญาณของกู่เหมิงซิงจะต้องทนทุกข์ทรมานและเคียดแค้นอยู่ในปรโลกตลอดไป ส่วนฆาตกรตัวจริงก็ยังคงลอยนวลเสวยสุขอยู่ข้างนอก ดีไม่ดีในอนาคตอันใกล้นี้ อาจจะมีกู่เหมิงซิงคนที่สองและคนที่สามโผล่ตามมาอีกเรื่อยๆ เหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดนี้มันจะเกิดขึ้น เพียงเพราะคุณดื้อแพ่งไม่ยอมให้ความร่วมมือกับตำรวจเพราะกลัวจะ ‘เสียหน้า’ ไร้สาระ! ขอร้องละ… ช่วยตื่นจากฝันลืมตาดูความจริงได้แล้วครับ!”
ในระหว่างที่เฉินซื่อกำลังร่ายยาวเทศนาอยู่นั้น หลินตงเสวี่ยก็พยายามทำปากขมุบขมิบส่งสัญญาณเตือนเขาว่า ‘พอได้แล้ว อย่าพูดอีก!’ ทว่าชายหนุ่มกลับทำเป็นมองไม่เห็นความพยายามของเธอเลยสักนิด
เฉินจวินถึงกับอึ้งตาค้างราวกับโดนฝ่ามือล่องหนตบเข้าฉาดใหญ่ที่ใบหน้า เขากำหมัดแน่นจนร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความขัดแย้งในใจ ทันใดนั้นเอง เฉินจวินก็เอื้อมมือไปกระชากปิดประตูห้องลงอีกครั้งก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ที่สุด ชายหนุ่มใช้มือทั้งสองข้างทึ้งหัวดึงผมตัวเองด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวพลางเอ่ยปากสารภาพ “ผมพูดแล้ว… ผมจะเล่าให้ฟังทั้งหมด… เธอ… เธอดิสเครดิตแอบ ‘สวมหมวกเขียว’ [2] ให้ผมใส่จริงๆ นั่นแหละครับ ยอมรับเลยว่า… มันไม่ได้มีแค่ครั้งเดียวด้วย…”
“คุณไปล่วงรู้ความจริงข้อนี้มาได้ยังไงครับ?” เฉินซื่อซักถามต่อ
“มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพื่อนร่วมงานของผมเดินมาบอกว่า เห็นเธอกำลังเดินควงแขนเข้าโรงแรมไปกับชายแก่ตัณหากลับคนหนึ่ง ตอนแรกผมไม่เชื่อหรอกครับ แต่ในใจมันเริ่มเกิดความระแวงขึ้นมา ผมนอนคิดทบทวนเรื่องนี้อยู่ทั้งวันทั้งคืนจนตานอนไม่หลับ พอจินตนาการถึงภาพแฟนสาวที่เคยแสนซื่อบริสุทธิ์ของตัวเอง กำลังโดนผู้ชายคนอื่นกดขี่ขืนใจอยู่บนเตียง ผมก็อยู่นิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไป ผมเลยแอบเอาเครื่องดักฟังระบบติดตาม (GPS Tracker) ไปซ่อนไว้ที่ด้านหลังเคสโทรศัพท์มือถือของเธอ และหลังจากนั้น… ผมก็สามารถจับผิดเธอได้คาหนังคาเขาจริงๆ ทว่าสิ่งที่ตลกและน่าสมเพชที่สุดก็คือ… ผู้ชายในรอบนี้ดันเปลี่ยนหน้าเป็นคนอื่นไปแล้ว
แน่นอนว่าหลังจากเธอกลับมา พวกเราก็เปิดศึกทะเลาะเบาะแว้งกันยกใหญ่อย่างรุนแรง ผมเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอเลิกรา ทว่าพอได้เห็นหยาดน้ำตาและคำอ้อนวอนของเธอ ใจของผมมันก็ดันอ่อนยวบยาบยอมให้อภัยเธออีกจนได้ ทว่าหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านพ้นไป เธอก็ยังคงไม่ยอมกลับตัวกลับใจพฤติกรรมเดิมๆ ไม่เคยเปลี่ยน เธอยังคงแอบไปนอนกับผู้ชายแปลกหน้าคนอื่นไปทั่ว ผมไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเราต้องทะเลาะกันเพราะเรื่องระยำพรรค์นี้มาตั้งกี่ครั้งกี่หน จนกระทั่งในท้ายที่สุด เธอก็เลิกบีบน้ำตาแสร้งทำเป็นสำนึกผิด แต่กลับพยายามใช้ตรรกะวิบัติและเหตุผลข้างๆ คูๆ มาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การกระทำชั่วๆ ของตัวเอง เธอยังคงตอกย้ำซ้ำๆ ใส่หูผมว่า ‘ต่อให้ร่างกายของเธอจะไม่ซื่อสัตย์ แต่หัวใจของเธอจะยังคงเป็นของผมคนเดียวตลอดไป’ คำพูดสารเลวพรรค์นั้นมันหลุดออกมาจากปากของเธอหน้าตาเฉย ทว่าในความเป็นจริง… ผมไม่มีวันเชื่อคำพูดของเธอได้อีกแล้ว แต่เพราะรักเธอมากเกินไปจนตัดใจเดินจากไปไม่ได้ และหลังจากนั้นต่อมา…”
เฉินจวินเผยรอยยิ้มสมเพชพลางส่ายหัว “เธอก็ดันไปติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่น่ารังเกียจพรรค์นี้มา… แถมยังเอาเชื้อชั่วๆ มาแพร่ติดผมเข้าจนได้!”
เชิงอรรถ:
-
[1] ได้หน้าได้ตา: สำนวนจีนใช้คำว่า “เพิ่มพูนโฉมหน้า” (เถียนกวาง / 添光) หมายถึง การทำให้เกิดความภาคภูมิใจ มีเกียรติ หรือรู้สึกหน้าใหญ่ใจโตในสังคม
-
[2] สวมหมวกเขียว (Green hat / 戴绿帽子): สำนวนจีนอันโด่งดัง เป็นสัญลักษณ์เปรียบเปรยถึง ผู้ชายที่โดนภรรยาหรือแฟนสาวนอกใจแอบไปมีชู้ โดยมีที่มาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านโบราณหลายกระแส เช่น เรื่องของพ่อค้าที่ต้องเดินทางไปทำงานต่างเมืองบ่อยๆ ภรรยาจึงแอบคบชู้กับชายขายผ้า และทุกครั้งที่สามีจะเดินทางออกจากบ้าน ภรรยาจะให้สามีสวมหมวกสีเขียวที่ชู้ทำขึ้น เพื่อเป็นสัญญาณให้ชู้รับรู้ว่าสามีไม่อยู่บ้านแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งในสมัยราชวงศ์หมิงและหยวน มีกฎหมายบังคับให้ญาติหรือผู้ชายที่ทำงานในซ่องโสเภณีต้องโพกผ้าหรือสวมหมวกสีเขียวเพื่อเป็นการประจานแยกแยะชนชั้น