Half Line ข้ามเส้นนี้ไป ระวังตกหลุมรัก - บทที่ 31
“ไม่ต้องห่วง นอนหลับฝันดีนะครับ” หลังจากที่ทักทายกันแบบนั้นแล้วมูคยอมก็วางสายและจ้องมองจอโทรศัพท์ที่มืดสนิท พอจบการสนทนาและแตะหน้าจอดูก็พบว่าติดรหัสผ่าน จึงทำได้แค่รับสายโทรศัพท์แต่ไม่สามารถใช้ฟังก์ชันอื่นได้
ครอบครัวที่มีน้องสาวที่เรียนเก่ง อีกทั้งยังดูสดใสและเข้มแข็ง และแม่ที่ดูเหมือนจะพึ่งพาลูกชาย แต่ก็รู้สึกได้ถึงความงดงาม ความรักและความผูกพันที่สั่งสมมายาวนานไม่น้อยจากคำพูดและน้ำเสียง เหมือนครอบครัวที่รักใคร่กันดี
มูคยอมนึกถึงตอนที่เจอฮาจุนเป็นครั้งแรก ใบหน้าขาวราวกับกระดาษที่เหมือนจะเกิดรอยยับได้ง่ายๆ หากออกแรงเพียงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงได้รู้สึกประหม่ากับการเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวกันนี้ แต่ก็เป็นเพียงแค่ความรู้สึกเท่านั้น ไม่ได้แสดงอะไรบางอย่างออกมาให้เห็น
“…คิมมูคยอม?”
ในตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาผ่านช่องประตูที่เปิดเอาไว้เล็กน้อย ฮาจุนคงจะตื่นแล้ว มูคยอมลุกขึ้นเปิดประตูและเดินเข้าไปในห้อง
ฮาจุนไม่ได้เปิดไฟและยืนเหมือนกับกระต่ายป่าที่หลงทางอยู่กลางห้องนั่งเล่นที่มีแสงสลัวๆ ถึงจะดูเป็นการเปรียบเทียบที่ตลกสำหรับผู้ชายที่ไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้น แต่ท่าทางของเขาก็เป็นแบบนั้นเป๊ะๆ มุมด้านข้างของฮาจุนที่ใส่เสื้อคลุมสีขาวซีดเหมือนกับวิญญาณและส่องประกายสลัวๆ มูคยอมจึงพูดไม่ออก เอาแต่มองฮาจุนอยู่อย่างนั้น และเปิดปากพูดในภายหลัง
“ตื่นแล้วเหรอ”
ฮาจุนสะดุ้งถอยหลังและหันร่างไปทางมูคยอม คงจะตกใจที่จู่ๆ มูคยอมที่ไม่ได้อยู่ในห้องนั่งเล่นมาปรากฏตัว
“เมื่อกี้อยู่ที่ระเบียงน่ะ”
“อ๋อ…”
มูคยอมยกโทรศัพท์ของฮาจุนขึ้นมาให้ดู ตาของฮาจุนจึงยิ่งโตขึ้นกว่าเดิม
“เห็นว่าที่บ้านโทรมาก็เลยบอกไปว่านายเข้านอนแล้ว”
ฮาจุนเหม่อมองโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของเขาและพยักหน้า
“อือ… ขอบใจนะ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตื่นขึ้นมากลางดึกหรือเปล่า บรรยากาศถึงได้อึมครึมแปลกๆ มูคยอมเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วก็เดินเข้าไปใกล้ฮาจุน เพราะยังไม่ได้อาบน้ำ ดวงตาที่เปื้อนน้ำตาจึงยังแดงอยู่เล็กน้อย พอเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นของเหลวที่ออกมาจากร่างกาย
ถึงแม้ความร้อนจะแผ่ซ่านไปทั่วร่างเพราะกลิ่นกายและเขาที่ออกมาโดยที่ยังมีร่องรอยของกิจกรรมเมื่อครู่อยู่ แต่ก็ไม่อยากทำอะไรฮาจุนที่มีสภาพแบบนี้อีกครั้งจึงตัดสินใจอดทนเอาไว้ก่อน
“ออกไปรับลมสักหน่อยสิ”
“ลมเหรอ”
“ระเบียงไง”
ความรู้สึกที่ว่าอีกฝ่ายเข้าใจอะไรช้ากว่าตอนทำงาน ทำให้รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นมา ฮาจุนพยักหน้ารับ ส่วนมูคยอมก็เดินนำหน้าและเปิดประตูออกจนสุด
ต้นไม้เขียวชอุ่มในสวนต่างต้อนรับเขาทั้งสองที่ออกมาที่ระเบียง อากาศด้านนอกและภาพนั้นทำให้สติอันเลือนรางของฮาจุนตื่นขึ้นมา เมื่อแสงกระทบเข้ากับดวงตาของเขาที่ค่อนข้างเบิกกว้างก็หันไปมองมูคยอมและพูดออกมาราวกับประหลาดใจ
“ก็ว่าอยู่ว่านี่คือชั้น 3 แต่ทำไมถึงเห็นต้นไม้ตรงหน้าต่าง”
“อืม เชื่อมไปถึงนอกหน้าต่างของห้องนั้นเลย”
“สุดยอด… เหมือนลานบ้านสุดๆ เลยนะ ที่ตึกแบบนี้ก็มีสวนอยู่ด้วยนี่เอง”
จากนั้นอีกฝ่ายก็พูดพึมพำออกมา
“ตอนเด็กๆ ฉันเองก็อยากอยู่ในบ้านที่มีสวน...”
“ถ้าชอบที่ที่มีสวนก็ย้ายไปเลยสิ”
“ก็ตั้งใจจะย้ายไปนี่แหละ เลยกำลังเก็บเงินอยู่”
รู้สึกได้ถึงความไร้เดียงสาแปลกๆ จากคำตอบของเขา มูคยอมจึงยิ้มและนั่งลงที่เก้าอี้ตัวยาวอีกครั้ง
“มานี่สิ”
พอกวักมือเรียก ฮาจุนก็มีท่าทีลังเล แม้จะไม่มีการแสดงออกทางสีหน้า แต่ก็เห็นความระแวงที่ปรากฏขึ้นมาแวบหนึ่ง
ในดวงตาสีดำคู่นั้น พอได้รับคำขอว่าให้ทำเบาๆ จึงหลอกล่อไปว่าถ้าเล้าโลมให้ดีก็จะทำเบาๆ แต่ก็แทบจะไม่ได้ทำตามที่ขอเลย จึงไม่แปลกที่จะมีท่าทีแบบนั้น มูคยอมยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาถึงบริเวณหน้าอกและแสดงท่าทียอมแพ้
“ไม่ทำอะไรหรอก”
“…ใครบอกกัน แค่ยังไม่ได้อาบน้ำก็เลยกลัวว่าจะทำให้เก้าอี้สกปรกต่างหาก”
“นายไม่ต้องสนใจเรื่องนั้นเลย ฉันจะไม่บอกให้นายทำความสะอาดหรอกนะ”
พอสังเกตท่าทีด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความระแวงแล้ว ฮาจุนก็เดินวางมาดเข้ามาใกล้ และตอนที่เดินเข้ามาใกล้เก้าอี้ มูคยอมก็ดึงแขนของฮาจุนให้นั่งลง
“สักทีเถอะ”
พอมูคยอมทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจใบหน้าของฮาจุนที่หงิกงอเพราะการกระทำที่หยาบคายและเอามือเคาะเก้าอี้เพื่อบอกให้รีบนอนลงเร็วๆ ฮาจุนที่เหมือนจะไม่ทำตามที่บอกก็ถอนหายใจออกมาและค่อยๆ เอนตัวลงบนเก้าอี้ช้าๆ เก้าอี้สำหรับนั่งพักผ่อนที่ปรับเอนพนักพิงได้ กว้างพอสำหรับให้ผู้ชายนอนสองคน
หลังจากมีเซ็กซ์อันรุนแรงและยาวนาน ทั้งสองก็ไม่ได้อาบน้ำและกำลังนอนดูท้องฟ้ายามค่ำคืน แม้จะตลกดีที่รู้สึกได้ถึงลมอุ่นๆ ที่บ่งบอกว่ากำลังจะเข้าสู่ฤดูร้อนในอีกไม่ช้า แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่ไม่เลวเลย มูคยอมจึงหัวเราะออกมาเบาๆ โดยไร้เสียง ถ้าข้างๆ นี้มีสระว่ายน้ำอยู่ กระโดดลงไปว่ายน้ำสักหน่อยก็คงดี
“นายคุยกับแม่เหรอ?”
ฮาจุนถามออกมาราวกับเพิ่งนึกกังวลขึ้นมา
“อืม”
“ว่ายังไงบ้าง? มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
“ท่านชอบที่ได้คุยโทรศัพท์กับคิมมูคยอมนะ”
“สนิทกับพวกคนทำอาหารในโรงอาหารด้วย นายนี่ดังในหมู่คุณป้านะเนี่ย…”
ใบหน้าของฮาจุนที่พูดออกมาแบบนั้นเรียบเฉย ไร้การแสดงออกใดๆ ถึงจะเป็นอย่างนั้นมาตั้งแต่แรก แต่ฮาจุนไม่เคยยิ้มออกมาจริงๆ ต่อหน้ามูคยอมเลย คนที่มักจะยิ้มแย้มให้กับผู้คนราวกับเป็นสีหน้าปกติเวลาที่ทำงานอยู่ในทีม กลับมีใบหน้าเรียบเฉยจนดูเศร้าเล็กน้อยแบบนั้นเสมอเวลาอยู่ต่อหน้ามูคยอม
ก็นะ การที่คนเราเอาแต่ยิ้มอยู่ตลอดมันก็คงจะเหนื่อยน่าดู คำว่าแรงงานทางอารมณ์ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลนี่นา ถ้าทำกับคนที่เจอกันบนเตียงเหมือนกับคนที่เจอกันที่ที่ทำงาน แบบนั้นยิ่งแปลกกว่าอีก
ในตอนแรกฮาจุนมักจะหลบหน้ามูคยอม และการทำหน้าเคร่งเครียดเสมือนการเลือกปฏิบัติในฐานะโค้ช ถึงจะทำให้มูคยอมอารมณ์ไม่ดีเพราะสิ่งที่ฮาจุนทำเหมือนเป็นการละเลยหน้าที่ แต่ในตอนนี้ที่ได้รู้แล้วว่าฮาจุนสนใจเขาไม่ว่าจะแง่ไหนก็ตาม เขาก็ยินดีที่จะได้เห็นใบหน้าที่ไร้ซึ่งการแสดงออกของฮาจุน พอคิดว่าไม่ว่าจะเป็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มที่ได้เห็นบ่อยๆ ในทีม หรือใบหน้าที่ดูเฉยเมยอย่างตอนนี้ก็ต่างกับสีหน้าที่แสดงออกมาตอนอยู่บนเตียงโดยสิ้นเชิงแล้วก็ยิ่งยินดีเข้าไปใหญ่
พอคิดแบบนั้น ส่วนล่างของร่างกายก็ร้อนขึ้นมาอีกแล้ว
“นี่”
ฮาจุนส่งเสียงตกใจออกมา
“หนะ ไหนบอกว่าจะไม่ทำอะไรไง”
เสื้อคลุมยาวที่ด้านหน้าเปิดออก ง่ายมากที่จะสอดมือเข้าไป พอใช้นิ้วหยอกล้อ สิ่งเล็กๆ ที่ยื่นออกมาที่ถูกรังแกอย่างเต็มที่ก็ลุกขึ้นชูชัน
“โค้ชคนนี้นี่ เชื่อใจคนง่ายกว่าที่คิดแฮะ”
น่าตลกที่พูดออกมาราวกับว่าลืมเรื่องที่เมื่อกี้ที่ถูกหักหลังครั้งหนึ่งบนเตียงไปแล้ว พอกระซิบเข้าที่ข้างหู ฮาจุนก็ยักไหล่ขึ้นพร้อมกับถดตัวหนีด้วยความจั๊กจี้ ถ้าไม่อยากทำหรือทำไม่ได้ก็แค่บอกกันก็พอ แต่ถึงฮาจุนจะดูมีท่าทีลำบากใจแต่ก็ไม่ได้พูดคำนั้นออกมา อีกฝ่ายจึงดูเหมือนเอาแต่ดิ้นไปดิ้นมาอย่างไร้ประโยชน์เท่านั้น
มูคยอมปกปิดร่างกายครึ่งหนึ่งของฮาจุนด้วยร่างกายของตัวเอง มือของเขาลูบไล้หลังต้นขา และเมื่อริมฝีปากสัมผัสเข้ากับหน้าอก ฮาจุนก็ได้แต่พูดออกมาเช่นนี้เพื่อห้ามเขา
“ฮึก คิมมูคยอม ตรงนี้มันข้างนอกนะ…”
“ไม่ใช่สักหน่อย เป็นด้านในของบ้านจนถึงตรงนี้เลยต่างหาก”
ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของฮาจุนที่วางเอาไว้ข้างๆ ก็ดังติ๊ดขึ้นมาสั้นๆ ด้วยความอยากรู้ว่าใครส่งอะไรมาในเวลานี้ มูคยอมที่กำลังเล่นอยู่จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก่อนฮาจุนเสียอีก บนหน้าจอมีตัวอย่างข้อความปรากฏอยู่
‘ลูกชาย~ ช่วงนี้ทำงานหนักเลยนะ~~~♡♡ แต่ถ้าวันหลังจะกลับช้าก็โทรมาบอกกันก่อนก็ดีนะ~^^♡♡♡ สู้ๆ แล้วเจอกันพรุ่งนี้♡♡’
ฮาจุนแย่งโทรศัพท์คืนทันที
“ทำไมถึงดูโทรศัพท์ของคนอื่นตามอำเภอใจเนี่ย”
มูคยอมไม่ตอบ มือที่สอดเข้าไปในเสื้อคลุมก็หยุดลงทั้งอย่างนั้น พอเสียงอันอ่อนโยนของหญิงวัยกลางคนที่ฝากฝังด้วยความกังวลว่า ‘ฝากโค้ชอีของเราด้วยนะคะ’ ดังขึ้นมาในหู จิตสำนึกที่มักจะเกิดขึ้นมาเป็นครั้งคราวก็ดันปรากฏตัวขึ้นมา
“…เข้าไปกันเถอะ แล้วก็อาบน้ำด้วย”
“อือ…”
มูคยอมลุกขึ้น ถึงดูเหมือนจะไม่เข้าใจที่จู่ๆ บรรยากาศก็เปลี่ยนไป แต่ฮาจุนเองก็รีบลุกขึ้นและเข้าไปในห้องนั่งเล่นด้วยความรู้สึกโล่งใจ
พวกเขาแยกย้ายกันไปอาบน้ำ มูคยอมไม่เซ้าซี้ต่อและขึ้นไปบนห้องนอนที่อยู่บนชั้นสองของตนเองทันที เตียงนอนถูกจัดเอาไว้ระหว่างที่ฮาจุนกำลังอาบน้ำเหมือนกับครั้งก่อน และฮาจุนก็ผล็อยหลับไปบนเตียงที่ปูผ้าปูที่นอนนุ่มๆ ผืนใหม่
เช้าวันต่อมายุ่งวุ่นวายกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย เพราะไม่ใช่การฝึกซ้อมในช่วงบ่าย หลังจากรีบกินอาหาร อาบน้ำ และใส่เสื้อผ้าแล้ว มูคยอมที่เดินลงมาที่ลานจอดรถด้วยกันก็บอกให้เลือกรถอีกเช่นเคย ครั้งนี้ฮาจุนไม่ปฏิเสธและเลือกรถออดี้ที่มักจะใช้ไปทำงานเป็นปกติ
“ไม่ชอบมีเซ็กซ์ในรถขนาดนั้นเลยเหรอ”
“พูดอะไรของนาย ฉันก็แค่เลือกอะไรที่มันง่ายๆ แค่นั้นเอง”
รถคันที่มูคยอมที่บ่นอุบอิบและฮาจุนที่เถียงกลับนั่งเคียงคู่กันแล่นออกไป ฮาจุนที่เอาแต่มองไปข้างหน้าเหลือบมองมูคยอมที่กำลังขับรถอยู่เป็นครั้งคราวเพื่อไม่ให้โดนจับได้
วันแรกมูคยอมก็เตรียมอาหารให้ฮาจุน ขอให้เลือกชุดให้ แล้วก็ให้เลือกรถด้วย เมื่อวานเอาโต๊ะหนังสือมาวางให้ที่ห้อง เอาแปรงสีฟันที่ฮาจุนใช้มาวางไว้ให้ แล้วก็เอาเสื้อคลุมที่จะใส่มาวางไว้ให้อีก คุยโทรศัพท์กับแม่ด้วย และถึงทั้งสองจะมีสภาพเละเทะก็ตามแต่ก็นอนมองท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วยกัน
ถึงจะไม่รู้ก็เถอะ… แต่ความสัมพันธ์แบบที่มีแค่เซ็กซ์กันเท่านั้น ปกติเขาทำกันแบบนี้หรือเปล่านะ…
มูคยอมกำลังปฏิบัติต่อเขาเป็นพิเศษจริงๆ หรือให้ความหมายกับสิ่งที่ไม่ได้สำคัญอะไรกันแน่ สำหรับฮาจุนที่ประสบการณ์ความรักเท่ากับศูนย์นั้นไม่สามารถรู้ได้เลย ฮาจุนว้าวุ่นอยู่กับความสับสน ท่ามกลางความดีใจ ความคาดหวังเล็กๆ ที่เกิดขึ้นมาในหัวใจบ่อยๆ โดยที่ไม่สัมพันธ์กับความตั้งใจ จู่ๆ ก็มีสายเข้าผ่านอุปกรณ์แฮนด์ฟรีในรถที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือของมูคยอม เขาเหลือบมองว่าใครโทรมา
หลังจากสบตากับฮาจุนและเอานิ้วชี้วางไว้ที่ริมฝีปาก พร้อมกับส่งเสียง ‘ชู่ว’ แล้ว มูคยอมก็กดรับสาย
“อืม”
‘คุณมูคยอม ฉันเอง’
เสียงของผู้หญิงดังก้องอยู่ในรถ
“กำลังขับรถอยู่”
‘อ๋อ อย่างนั้นเหรอ โทษที ไว้จะโทรมาใหม่นะ’
“โอเค”
ถึงบทสนทนาจะสั้น แต่แค่บรรยากาศก็เพียงพอที่จะรู้ได้ว่าเป็นอะไรกัน มูคยอมที่วางสายฝืนยิ้มออกมาพลางพูดว่า
“ปกตินั่งคนเดียวก็เลยตั้งเป็นลำโพงเอาไว้”
“รถของนาย มันก็เป็นเรื่องของนายสิ”
ฮาจุนที่มองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมกับตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะรู้สึกแปลกขึ้นมาเล็กน้อยจึงเอ่ยปาก
“ไหนบอกว่าจะไม่คบผู้หญิงแล้วไง”
“บอกตอนไหน ฉันบอกว่าจะไม่นอนด้วยไปสักพัก จำเป็นต้องไม่รับสายที่โทรมาด้วยเหรอ”
“ก็จริงแฮะ”
ฮาจุนเห็นด้วยและหัวเราะออกมา มูคยอมพูดถูก อาจจะกลับไปคบกับผู้หญิงพวกนั้นอีกเมื่อไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นจำเป็นต้องตัดขาดการติดต่อเลยนี่
พอคิดดูแล้วมันก็จริง มูคยอมนอนอยู่บนเตียงเดียวกันกับคนอื่น ทั้งๆ ที่ใส่เสื้อคลุมแบบเดียวกัน นอนดูดาวบนเก้าอี้ตัวยาวบนระเบียง และกินมื้อเช้าที่โต๊ะตัวเดียวกัน แล้วก็ขอให้เลือกชุดและบอกให้เลือกรถด้วย คงจะมีเรื่องอื่นๆ อีกมากที่ตัวเขาเองไม่รู้
ทำไมถึงจะไม่ใช่ล่ะ สำหรับฮาจุนที่ไม่เคยมีคนรักมาจนถึงตอนนี้แล้ว สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ล้วนพิเศษ แต่สำหรับคนที่สนุกกับการมีใครสักคนอยู่ด้วยตลอดแล้วนั้น คงจะเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป
มูคยอมเป็นคนที่เอาใจใส่คนอื่นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงมักจะทำตามอารมณ์ และเฉยเมยกับคนที่ไม่ได้สนใจ ใช้คำพูดกวนประสาทกับฝ่ายตรงข้ามโดยไม่สนอะไรทั้งนั้นจนเสียความนิยม แต่ฮาจุนก็รู้ดีเพราะฮาจุนคือคนที่สัมผัสกับความใจดีของมูคยอมด้วยตัวเอง
ถ้ามูคยอมเป็นไอ้คนกากจอมเฮงซวยอย่างที่คนเขาพูดกันจริงๆ จะล้มเลิกบทบาทในพรีเมียร์ลีก เพื่อกลับมาทำหน้าที่ในลีกพื้นที่ไกลโพ้น และยอมรับความเสียหายครั้งใหญ่ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากร่วมงานกับอาจารย์ ถึงแม้จะแค่หนึ่งปีก็ตามได้ยังไงกัน ถึงจะมีคนที่ตีความว่าการตัดสินใจนั้นเป็นพฤติกรรมของคนที่ทำตัวตามอารมณ์อย่างสุดขั้ว แต่ฮาจุนไม่คิดแบบนั้น
คำว่า ‘สักพัก’ ของมูคยอม คือเวลาที่มูคยอมมอบให้เขา ในระหว่างนี้ การสนองตัณหาของมูคยอมเป็นหน้าที่ของเขา พอหลุดออกจากความสับสนที่รู้สึกไปชั่วขณะได้ จิตใจก็กลับสงบลง