Heavenly Jewel Change : มณีสวรรค์ผันชะตา จบแล้ว - บทที่ 178 การยอมรับจากฟีเลีย! (3)
ซู่อ้าวเทียนยิ้มน้อยๆและพูดว่า “พี่หลง ราชาสิงโต พวกท่านทั้งคู่มี ประสบการณ์ในการต่อสู้มากมาย เมื่อเทียบกับเด็กทั้งสองแล้ว ความสามารถในการต่อสู้ของพวกท่านย่อมต้องแข็งแกร่งกว่ามากอยู่ แล้ว อย่างไรก็ตาม ปราการควบคุม 6 สุดยอดทักษะสวรรค์ของพี่หลงก็ เป็นสิ่งที่ไร้ผู้ใดเทียบเทียมบนโลกใบนี้ ถ้าหากอยู่ในระดับเดียวกัน ข้าก็ คงจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพี่หลง เช่นนั้นขอให้พี่หลงจํากัดพลังไว้ที่ระดับ 9 มณีในขณะที่ทดสอบอิ่งปิง ด้วยเหตุผลดังกล่าว อิ่งปิงจะสามารถปลุก ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเขาออกมาได้อย่างเต็มที่เช่นกัน สําหรับโจวเหว่ย ชิง เขาอยู่ในระดับ 6 มณีและน่าจะได้เรียนรู้ปราการควบคุม 6 สุดยอด ทักษะสวรรค์ของพี่หลงแล้ว นอกเหนือจากนั้นก็อย่างที่ข้าได้กล่าวไป ก่อนหน้านี้ อิ่งปิงจะต้องได้เปรียบในการทดสอบ ด้วยเหตุนั้น ราชา สิงโตจึงจะทดสอบโจวเหว่ยชิงที่ขีดจํากัดระดับ 8 มณี นั่นฟังดูเป็น อย่างไรบ้าง?”
“ข้าไม่เห็นด้วย” หลงซื่อหยากล่าวโดยไม่ลังเล ใบหน้าของเขาฉาย แววโกรธเคือง “เฒ่าปีศาจซู่ เจ้าจะเอาเปรียบกันมากเกินไปแล้วนะ ราชาสิงโตระดับ 8 มณีและกู่อิ่งปิงที่ระดับ 9 มณีแตกต่างกันที่ใด? หาก
เป็นเช่นนี้ เราปล่อยให้เด็กทั้งสองคนต่อสู้กันไปเลยไม่ดีกว่ารึ ใคร ต้องการความเป็นธรรมจอมปลอมของเจ้ากันไม่ทราบ?”
ซู่อ้าวเทียนยิ้มและพูดว่า “พี่หลง อย่าเพิ่งด่วนสรุป ฟังข้าให้จบ เสียก่อน ในระหว่างการทดสอบ ทั้งพี่หลงและราชาสิงโตจะไม่ได้รับ อนุญาตให้ใช้ศาสตรามณียุทธ์ใด ท่านสามารถใช้ได้เฉพาะทักษะจาก มณีธาตุเท่านั้น เอาล่ะ ตอนนี้ฟังดูยุติธรรมแล้วหรือยัง?”
เมื่อได้ยินคําพูดของเขา หลงซื่อหยาก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ เล็กน้อย อันที่จริง ถ้าราชาสิงโตถูกจํากัดพลังไว้ที่ระดับ 8 มณีและไม่ได้ รับอนุญาตให้ใช้ศาสตรามณียุทธ์ เขาก็จะอ่อนแอกว่ากู่อิ่งปิงผู้ที่ สามารถงัดทุกอย่างในคลังอาวุธของเขาออกมาใช้ได้เล็กน้อย สําหรับ ตัวเขาเอง แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ศาสตรามณียุทธ์ใดๆเลย แต่แค่มีปราการ ควบคุม 6 สุดยอดทักษะสวรรค์เพียงอย่างเดียว เขาก็มั่นใจว่าในระดับ 9 มณีของตนเอง เขาจะสามารถกําจัดกู่อิ่งปิงได้เร็วพอสมควร
เมื่อเห็นว่าหลงซื่อหยาไม่ได้ประท้วงอีก ซู่อ้าวเทียนจึงหันไปหา ราชาสิงโตอย่างขอความเห็น
กู่ซื่อเต๋อพยักหน้าอย่างแทบไม่ต้องคิด ในฐานะราชาของ อาณาจักร เขาจะไม่มีศรัทธาในตัวเองได้อย่างไร? แม้ว่าเขาจะสามารถ ใช้มณีธาตุได้เพียงอย่างเดียว แต่ความแข็งแกร่งที่ถูกจํากัดของเขาก็ ยังคงสูงกว่าเด็กหนุ่มไปถึง 2 ระดับ นอกจากนี้ อย่าลืมว่าในฐานะราชา
แห่งอาณาจักรวั่นโซ่ว หากเพ่งความสนใจไปที่การกักเก็บทักษะ เขา ย่อมเป็นที่หนึ่งในโลกอย่างไม่ต้องสงสัย อาจกล่าวได้ว่าทักษะทั้งหมดที่ เขากักเก็บไว้ย่อมทรงพลังมากที่สุด นอกจากนี้ กู่ซื่อเต๋อยังมี ประสบการณ์ต่อสู้มายาวนานหลายปี และเขาก็มั่นใจในตัวเองมาก สําหรับลูกชายของตน แม้ราชาสิงโตจะรู้ว่าหลงซื่อหยาแข็งแกร่ง แต่ หากไม่สามารถใช้ศาสตรามณียุทธ์ได้ เขาก็รู้สึกว่ากู่อิ่งปิงจะสามารถ ต้านทานฝ่ายนั้นได้นานพอ
การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งขันระหว่างโจวเหว่ยชิงและกู่อิ่งปิง อีกต่อไปแล้ว เพราะมันยังกลายเป็นการแข่งขันระหว่างหลงซื่อหยา และกู่ซื่อเต๋ออีกด้วย!
ซู่อ้าวเทียนมองไปที่ทั้งสองฝ่ายและพูดว่า “รอบนี้ราชาพยัคฆ์และ ตัวข้าจะเป็นผู้ตัดสิน พี่หลง ราชาสิงโต ตอนนี้ข้าจะเริ่มปิดผนึกให้พวก ท่านทั้งสองแล้ว”
หลงซื่อหยาหัวเราะอย่างเยือกเย็นและกล่าวว่า “เฒ่าปีศาจซู่ ไม่ จําเป็นต้องใช้ผนึกกับข้า ที่นี่คือภูเขาหิมะสวรรค์ของเจ้า ข้าจะเชื่อใจ เจ้าได้อย่างไร? เมื่อมีเจ้าคอยตัดสินอยู่ด้านข้าง เจ้ายังจะกลัวว่าข้าจะ ลักลอบใช้พลังปราณสวรรค์เกินระดับ 9 มณีอยู่อีกหรือ? ในทางกลับกัน ราชาสิงโตผู้นั้น เจ้าควรประทับตราเขาไว้จะดีกว่า ไม่เช่นนั้นด้วยนิสัย ของเขา ใครจะรู้ว่าเขาจะทําอะไรบ้าง”
ราชาสิงโตโต้กลับด้วยความโกรธทันที “อ้วนหลง เจ้ากล้าพูด เช่นนั้นกับข้ารึ?”
หลงซื่อหยากล่าวด้วยน�าเสียงราบเรียบ “ผู้ใดนิสัยไม่ดีย่อมรู้อยู่แก่ ใจ หยุดทําหน้าโมโหกลบเกลื่อนแบบนั้นเสียเถอะ เจ้าคิดว่าชายชราคน นี้มองไม่เห็นการกระทําทั้งหมดของเจ้าหรือ? มิฉะนั้น ข้าก็คงไม่ถูก เรียกว่าหกสุดยอดมหาราชาสวรรค์หรอก เจ้าสิงโตเฒ่าจอมปลอม ระวัง ตัวไว้ให้ดีเถอะ ด้วยระดับพลัง 8 มณี เจ้าอย่าได้เผลอสะดุดชายเสื้อจน ล้มลงต่อหน้าศิษย์ของข้าจะดีกว่า หึๆ เดี๋ยวเราก็จะได้รู้ว่าเจ้าจะ สามารถรักษาเกียรติของกษัตริย์ไว้ได้หรือไม่”
“เจ้า…” ดวงตาของกู่ซื่อเต๋อแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา เผลอหลุดออก จากการแสดงบทเป็นผู้ที่กําลัง ‘เกรี้ยวกราดอย่างรุนแรง’ ทันที เขา กล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “ดีมาก หกสุดยอดมหาราชาสวรรค์ มาดูกันว่า ใครจะเป็นผู้ที่พ่ายแพ้อย่างน่าสมเพชเวทนาและจมลงไปในน�าคร�า!”
เมื่อซู่อ้าวเทียนให้สัญญาณ ทั้งสองฝ่ายก็ค่อยๆแยกออกจากกัน สุดท้ายซู่อ้าวเทียนก็ไม่ได้ผนึกหลงซื่อหยา แต่เขาก็ยังคงปิดผนึกราชา สิงโตด้วยตัวเอง จากนั้นผู้ตัดสินก็ถูกแยกตัวออกไปเช่นกัน โดยราชา พยัคฆ์คอยจับตาดูราชาสิงโตและโจวเหว่ยชิงในขณะที่ซู่อ้าวเทียนคอย จับตาดูหลงซื่อหยากับกู่อิ่งปิงเป็นการส่วนตัว ด้วยเหตุนั้น ในที่สุดการ ทดสอบครั้งที่ 2 ก็ถูกจัดเตรียมและกําลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า
นับตั้งแต่ที่ซู่อ้าวเทียนเปิดเผยรายละเอียดของการแข่งขันครั้งที่ 2 โจวเหว่ยชิงก็ยังคงนิ่งเงียบอยู่ข้างๆ เฝ้ารอให้การทดสอบเริ่มโดยไม่ส่ง เสียงใดๆ เขาไม่ได้กรุ่นคิดเกี่ยวกับการทดสอบครั้งที่ 3 หรือกังวลว่ามัน จะเกิดขึ้นเมื่อใด ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับการผ่านรอบนี้ไปให้ได้เป็นสิ่ง แรก ดังนั้นตอนนี้เขาจึงให้ความสนใจกับราชาสิงโตกู่ซื่อเต๋ออย่างเต็มที่
เมื่อเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับมหาราชาสวรรค์ โจวเหว่ยชิง ย่อมไม่กล้าที่จะประมาทแม้แต่น้อย แม้ราชาสิงโตจะสามารถใช้พลัง ปราณสวรรค์ได้ถึงแค่ระดับ 8 มณี แต่โจวเหว่ยชิงก็ยังคงตัดสินใจที่จะ ปฏิบัติต่อเขาในฐานะมหาราชาสวรรค์คนหนึ่ง ท่ามกลางแสงสลัวที่ตก กระทบซีกร่างของเขา ใบหน้าของโจวเหว่ยชิงดูเคร่งขรึมและสงบนิ่ง กว่าที่เคย แม้เขาจะเพิ่งได้รับของขวัญที่คาดไม่ถึงมาก่อนหน้านี้ แต่เมื่อ ต้องเผชิญหน้ากับราชาแห่งอาณาจักรวั่นโซ่ว เด็กหนุ่มก็ทําได้เพียงแค่ ต้องทุ่มสุดตัวเท่านั้น และผลลัพธ์สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเค้นพลัง ทั้งหมดที่มีมาต่อสู้กับผู้ที่ถูกจํากัดพลังอย่างราชาสิงโตได้ดีเพียงใด
ซู่อ้าวเทียนมองไปที่ทั้งสองฝ่าย ราชาสิงโตและโจวเหว่ยชิงหยุด อยู่ห่างกันประมาณ 10 หลาเช่นเดียวกับหลงซื่อหยาและกู่อิ่งปิง ใน ระยะดังกล่าว สําหรับผู้ที่มีความสามารถ ทักษะใดย่อมได้ผลดีอยู่แล้ว การโจมตีใดๆก็สามารถปลดปล่อยได้จากจุดเริ่มต้นที่ว่าเพื่อบดขยี้อีก ฝ่ายด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทานได้ ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับฝ่ายตรงข้าม เท่านั้นว่าจะจัดการได้หรือไม่ นี่ถือเป็นระยะห่างเริ่มต้นที่ดีแล้ว
“เริ่มได้” ในที่สุดซู่อ้าวเทียนก็ตะโกนออกมาเสียงดัง และทั้งสอง ฝ่ายก็เริ่มลงมือทันทีหลังได้ยินเสียงสัญญาณ
เพื่อลูกศิษย์ของเขา หลงซื่อหยาจึงไม่ออมมือแม้แต่น้อย ทันใดนั้น แสง 6 สีก็ลุกโชนขึ้นจากร่างของเขา กระพริบระยิบระยับเป็นประกาย เจิดจ้า มณีสวรรค์ลอยขึ้นสูงและหมุนวนขึ้นไปที่ศีรษะของเขาขณะ ปราการควบคุม 6 สุดยอดทักษะสวรรค์ถูกปลดปล่อยออกมา ทันใดนั้น ปราณสวรรค์ในชั้นบรรยากาศจํานวนมากก็มารวมตัวกันรอบๆร่างของ หลงซื่อหยาเช่นเดียวกับพลังธาตุทั้ง 6 ของเขา
ซู่อ้าวเทียนเฝ้ามอง ณ ด้านข้างตลอดเวลา ดูจากพลังที่แผ่ออกมา จากตัวหลงซื่อหยา เขาสามารถสัมผัสได้ว่าเป็นปราณสวรรค์ระดับ 9 มณีเท่านั้น แน่นอน หลงซื่อหยาไม่ลังเลที่จะใช้พลังระดับ 9 มณีขั้น สูงสุดทันที ไม่ใช่ระดับ 9 มณีขั้นแรกแบบเดียวกับกู่อิ่งปิง
ขณะที่ปราการควบคุม 6 สุดยอดทักษะสวรรค์ปรากฏขึ้นรอบๆตัว หลงซื่อหยา กู่อิ่งปิงก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เขาไม่สนใจจะพยายามใช้เกราะ ป้องกันเทพเจ้าเพื่อสกัดกั้นการโจมตีของหกสุดยอดมหาราชาสวรรค์ ด้วยซ�า ชายหนุ่มได้ยินมาจากซู่อ้าวเทียนนานแล้วว่ารูปแบบการต่อสู้ ของหลงซื่อหยานั้นแตกต่างจากจ้าวมณีสวรรค์ทั่วไปมาก ในการต่อสู้ ของเขา หากให้หลงซื่อหยาขึ้นเป็นฝ่ายได้เปรียบ การโจมตีของเขาก็จะ ก่อความวุ่นวายเหมือนสายน�าที่ไหลเชี่ยวกราก ด้วยปราการควบคุม 6
สุดยอดทักษะสวรรค์ เขาไม่มีระยะฟื้ นพลังหรือเวลาให้ต้องรอทักษะ ฟื้ นตัว นอกจากนี้ แม้แต่ทักษะที่ดูเล็กจ้อยที่สุด… เมื่ออยู่ในมือของหลง ซื่อหยา มันก็จะมีพลังเต็มพิกัดและให้ผลลัพธ์สูงสุดเสมอ แม้แต่ซู่อ้าว เทียน หากต้องเผชิญหน้ากับหลงซื่อหยา เขาก็ไม่กล้าที่จะปล่อยให้อีก ฝ่ายได้เริ่มต้นดีๆและชิงสร้างความได้เปรียบก่อน… เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูด ถึงกู่อิ่งปิง
ทันทีที่การต่อสู้เริ่มขึ้น กู่อิ่งปิงก็ไม่ลังเลที่จะปลดปล่อยศาสตรา มณียุทธ์ทั้งหมดของเขาออกมาทันที ศาสตรามณียุทธ์ระดับเทพเจ้า 6 ชิ้นและศาสตรามณียุทธ์ระดับเทวะ 3 ชิ้นปรากฏขึ้นรอบร่างของเขา ศาสตรามณียุทธ์ทั้งหมดของ กู่อิ่ง ปิง ในตอนนี้มีจํานวนทั้งสิ้น 9 ชิ้น
แสงสีทองอันเจิดจ้าของศาสตรามณียุทธ์ผสมผสานเข้ากับแสงสี ทองเหลือบดําของเกราะป้องกันเทพเจ้า กลิ่นอายของกู่อิ่งปิงพลัน ขยายไปถึงขีดสุด วัดจากระดับความเข้มข้นของแสงที่เปล่งออกมา เพียงอย่างเดียว แม้แต่หลงซื่อหยาก็ยังดูด้อยกว่าเขา
อย่างไรก็ตาม จากศาสตรามณียุทธ์ที่กู่อิ่งปิงเรียกออกมา เราย่อม มองเห็นความแตกต่างระหว่างวังสวรรค์ไพศาลและภูเขาหิมะสวรรค์ได้ อย่างชัดเจน
จุดเด่นของภูเขาหิมะสวรรค์คืออสูรสวรรค์ที่ทรงพลังจํานวนมาก ทําให้พวกเขามีข้อได้เปรียบด้านการกักเก็บทักษะ ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่า
อสูรสวรรค์เหล่านี้จะไม่โจมตีผู้อื่นง่ายๆ แต่ที่พวกมันสามารถอยู่รอดมา ได้จนถึงตอนนี้ก็เป็นหลักประกันหนึ่งที่สําคัญแล้ว มิฉะนั้น ภูเขาหิมะ สวรรค์ก็อาจถูกมหาดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีก 4 แห่งบดขยี้ไปนานแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของความมั่งคั่งร�ารวย ภูเขาหิมะสวรรค์ย่อมไม่ สามารถเทียบวังสวรรค์ไพศาลได้ อย่าลืมว่ากู่อิ่งปิงคือองค์ชายสิงโต เขาไม่เพียงแต่เป็นรัชทายาทของอาณาจักรวั่นโซ่ว แม้ว่าเขาจะสละ ตําแหน่งรัชทายาท เขาก็ยังคงเป็นศิษย์หลักของเจ้าเหนือหัวแห่งภูเขา หิมะสวรรค์! ไม่ต้องสงสัยเลยว่าราชาสิงโตกู่ซื่อเต๋อได้ฝากความหวังไว้ กับลูกชายคนโตของเขามากมาย และถึงแม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ เช่นนี้ เมื่อกู่อิ่งปิงมาถึงระดับ 9 มณี เขากลับหลอมรวมศาสตรามณียุทธ์ ระดับเทพเจ้าได้เพียง 6 ชิ้นจากทั้งหมด 9 ชิ้น ดูจากสิ่งนี้ เราก็สามารถ จินตนาการได้แล้วว่าอาณาจักรวั่นโซ่วขัดสนในด้านศาสตรามณียุทธ์ เพียงใด
หากเป็นศิษย์หลักหรือทายาทของวังสวรรค์ไพศาล ตัวอย่างเช่น ซ่างกวนเสว่เอ๋อร์ที่ไปถึงระดับ 9 มณี… เธอก็จะได้รับชุดศาสตรามณี ยุทธ์ทั้งหมด 9 ชิ้น ถ้าในชุดศาสตรามณียุทธ์ในตํานานมีทั้งหมดเพียง 9 ชิ้น เธอก็คงจะหลอมรวมครบทั้งชุดสําเร็จไปนานแล้ว…แน่นอน ม้วน คัมภีร์ศาสตรามณียุทธ์ระดับเทพเจ้าในอนาคตของหญิงสาวก็จะยังคง เป็นศาสตรามณียุทธ์ระดับเทพเจ้าอยู่ดี
ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างชุดศาสตรามณียุทธ์ในตํานานและ ศาสตรามณียุทธ์ระดับเทพเจ้าธรรมดาๆ 9 ชิ้นก็เหมือนกับการ เปรียบเทียบสวรรค์กับนรก ถ้ากู่อิ่งปิงมีครบทั้งชุดเช่นนั้นจริงๆ บางที หลงซื่อหยาอาจจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบเนื่องจากเขาสามารถใช้ พลังปราณได้เพียงระดับ 9 มณีเท่านั้น หากไม่ใช้ชุดในตํานาน ‘ชังนภา ไร้ที่ยึด’ ของตนเองก็คงยากที่จะรับมือไหว บางทีก็อาจถึงขนาดพ่ายแพ้ ด้วยซ�า! เพราะถึงอย่างไรพลังเสริมจากศาสตรามณียุทธ์ในตํานานทั้ง ชุดก็น่ากลัวเกินไปอยู่ดี
ถึงกระนั้น ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ชุดศาสตรามณียุทธ์ใน ตํานาน 6 ชิ้นจึงยังคงมีประโยชน์อย่างมาก แต่เมื่อเทียบกับปราการ ควบคุม 6 สุดยอดทักษะสวรรค์ของหลงซื่อหยาแล้วล่ะก็ มันก็ยังไม่ถือ ว่าเพียงพอ แน่นอนว่ากู่อิ่งปิงได้เค้นพลังทั้งหมดที่มีออกมาแล้ว ทั้งยัง อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดสําหรับการต่อสู้อีกด้วย
หลังจากปลดปล่อยศาสตรามณียุทธ์ทั้งหมดของตนเอง กู่อิ่งปิงก็ เริ่มการโจมตีทันที ในพริบตาเดียว เขาก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ ระยะทาง 10 หลาเหมาะสําหรับการฟาดฟันด้วยกระบองยาวสีทอง ขนาดใหญ่ซึ่งปรากฏอยู่ในมือของเขาเป็นอย่างยิ่ง เสียงแหลมบาดหูดัง ขึ้นในขณะที่เขาฟาดอาวุธผ่านอากาศไปพร้อมกับพลังปราณสวรรค์ที่ แปรเปลี่ยนเป็นสีทองเลือนลางพุ่งออกไปที่หลงซื่อหยา
ในการโจมตีครั้งแรกของเขา กู่อิ่งปิงก็ใช้ทักษะธาตุเทวาที่ แข็งแกร่งที่สุดของตนเองไปแล้ว การมีทักษะธาตุศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นอาวุธ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา และไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายหนุ่มได้ใช้พลังไป เกือบทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น เขาจึงทําได้เพียงเอาชนะหลงซื่อหยาในรอบ นี้หรืออดทนให้ได้นานกว่าโจวเหว่ยชิง จากนั้นกู่อิ่งปิงจึงจะสามารถ กําจัดอุปสรรคที่คั่นกลางระหว่างเขากับเทียนเอ๋อร์ออกไปได้
…
ในอีกด้านหนึ่ง ความคิดที่โจวเหว่ยชิงมีเกี่ยวกับการต่อสู้ครั้งนี้ก็ แทบจะเหมือนกันกับกู่อิ่งปิง อาจกล่าวได้ว่าเด็กหนุ่มทั้งสองได้ตั้ง ปณิธานอันแน่วแน่ว่าจะสู้สุดชีวิตในการแข่งขันครั้งนี้ พวกเขาจึงไม่ได้ มุ่งความสนใจไปที่ ‘ฝ่ายตรงข้าม เพียงแต่ตั้งสมาธิกับการต่อสู้ของ ตนเองเท่านั้น อย่างน้อย แม้ว่าพวกเขาจะแพ้ในตอนสุดท้าย ทั้งคู่ก็ถือ ว่าทุ่มจนหมดหน้าตักแล้ว มีเพียงทําเช่นนี้เท่านั้นพวกเขาจึงจะไม่ เสียใจในภายหลัง
………………………………………………………