Heavenly Jewel Change : มณีสวรรค์ผันชะตา - บทที่ 181 เทียนเอ๋อร์ ข้ารักเจ้า! (3)
ใบหน้าของยอดฝีมือทั้งสามเปลี่ยนไปเป็นแปลกประหลาด โดยเฉพาะซู่อ้าวเทียนที่ใบหน้าของเขากระตุกอย่างไม่สามารถควบคุม ได้
ที่ด้านข้าง หลงซื่อหยาพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ เขามองไปที่ซู่อ้าวเทียนด้วยสีหน้าที่ดูแปลกประหลาดอย่างถึงขีดสุด เขาพึมพํากับตัวเอง แมวอ้วน แมวอ้วนงั้นรึ ช่างเป็นคําที่ดีจริงๆ! หรือ บางทีข้าควรจะเริ่มเรียกเฒ่าปีศาจซู่ด้วยคํานั้นบ้างดี?
อย่างไรก็ตาม คํา 2 คํานี้กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปโดย สิ้นเชิงกับเทียนเอ๋อร์ ราวกับมีค้อนหนักๆทุบเข้าที่ประตูหัวใจซึ่งถูกลั่น กลอนแน่นหนา ทําให้ทั้งร่างของเธอสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ตลอดชีวิต ของเทียนเอ๋อร์ มีเพียงโจวเหว่ยชิงเท่านั้นที่เรียกหญิงสาวด้วยคํานี้ และ เป็นวิธีที่เขาใช้เรียกเธอตลอดช่วงหลายปีที่พวกเขาใช้เวลาร่วมกัน
หลังจากกู่อิ่งปิงล้มเหลว ซู่อ้าวเทียนก็ละเลยที่จะสร้างกําแพงเสียง ขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นปัจจุบันทุกคนจึงได้ยินคําพูดของโจวเหว่ยชิงกัน ทั้งหมด
เทียนเอ๋อร์ยังคงมองไปที่โจวเหว่ยชิง สายตาของเธอเปลี่ยนจาก ว่างเปล่าเป็นมึนงงเป็นการขัดขืนดิ้นรนอย่างสุดกําลัง เธอพยายาม อย่างหนักที่จะนึกให้ได้ว่าทําไมคนแปลกหน้าคนนี้ถึงดูคุ้นเคยนัก แต่ เธอก็จําอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ได้เลย ทว่าเทียนเอ๋อร์ก็รู้สึกว่าคนตรงหน้านี้ อาจจะสําคัญสําหรับเธอก็ได้
“เจ้ายังจําได้ไหมว่าเราพบกันครั้งแรกอย่างไร? เจ้าดื้อรั้นมาก จริงๆ แต่ก็ยังชอบซ่อนตัวอยู่ในอ้อมกอดของข้าเสมอ” โจวเหว่ยชิงเอ่ย อย่างนิ่มนวล น�าเสียงของเขาอ่อนโยน แต่ก็ดูเหมือนเต็มไปด้วยเวท มนตร์ที่แปลกประหลาด ทุกคําพูดแทงลึกเข้าไปในจิตใจของเทียนเอ๋อร์
“ฮ่าๆ! ข้ายังจําครั้งแรกที่ตีก้นเจ้าได้ ถึงแม้ว่าตอนนั้นเจ้าจะยังเป็น เสือขาวตัวน้อย แต่ก้นเจ้าก็ยังกลมกลึงและนุ่มมาก ย่อมไม่มีผู้ใดกล้า ตัดใจปล่อยไปได้แน่” ไม่ไกลออกไป กู่อิ่งปิงกระอักเลือดออกมาอีกหนึ่ง คําขณะที่เขาจ้องมองโจวเหว่ยชิงด้วยความโกรธ
สีหน้าของซู่อ้าวเทียนก็ขุ่นมัวเช่นกัน เขาอยากจะปรีเข้าไปฟาด หน้าเด็กน้อยคนนั้นจริงๆ! ก้นลูกสาวเขาถูกเจ้าเด็กน้อยตัวเหม็นคนนั้น สัมผัสเมื่อเธออยู่ในร่างหลักของตนเอง!
พยัคฆ์ใต้พิภพกลับด้านฟีเลียยังคงยืนอยู่ที่ด้านข้าง ปิดปากพลาง ยิ้มจางๆ เธออดไม่ได้ที่จะคิดกับตัวเอง ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทําไมเด็ก
น้อยจอมเจ้าเล่ห์คนนี้สามารถดึงดูดลูกสาวของเธอได้ นิสัยกะล่อนของ เขาดึงดูดความสนใจของผู้อื่นได้จริงๆ
“ตอนนั้นข้ายังไม่เข้าใจว่าทําไมเจ้าถึงต้องโมโหมากขนาดนั้น เจ้า ไม่ใช่แค่ลูกเสือตัวน้อยหรอกหรือ? แค่จับนิดจับหน่อยจะเรื่องใหญ่อะไร ไปได้ แต่หลังจากมองดูจนถี่ถ้วนแล้ว ข้าถึงรู้ว่าเจ้าเป็นลูกเสือตัวเมีย”
*อุ่ก* กู่อิ่งปิงสํารอกเลือดออกมาอีกหนึ่งคํา คราวนี้เขาไม่สามารถ อดทนได้อีกต่อไป ทั้งร่างของเขาสั่นไหวและเป็นลมล้มพับไปภายใต้ซู่ อ้าวอิงที่ปรี่เข้ามาพยุง
“สารเลว! เจ้าอยากตายสินะ? ถ้าเจ้ายังขืนพูดแบบนั้นต่อก็ไสหัวไป ซะ!” ซู่อ้าวเทียนก็ไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไปแล้ว เขาคํารามใส่โจว เหว่ยชิงอย่างโกรธเกรี้ยว เริ่มเสียใจที่ให้โอกาสเด็กเหลือขอตัวเหม็นนั่น ช่างชั่วช้าสามานย์เสียจริงๆ!
หลงซื่อหยามองไปยังใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวของซู่อ้าวเทียนและเขา ก็หัวเราะอย่างเริงร่าพลางพูดว่า “สิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับข้า เป็นอาจารย์ คนก่อนของเขาที่สั่งสอน”
ราวกับว่าโจวเหว่ยชิงไม่ได้ยินคําพูดของพวกเขา ในเวลานี้สายตา ของเด็กหนุ่มยังคงจับจ้องไปที่เทียนเอ๋อร์ เขาพูดต่ออย่างแผ่วเบา “ต่อมาข้าก็ยังอาบน�าให้เจ้า และครั้งนั้นเจ้าก็ยิ่งดิ้นรนหนักขึ้น หลังจาก
นั้นเจ้าก็ไม่สนใจข้าไปอีกหลายวัน แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าก็ยังไม่ทิ้งข้า ข้า รู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนของพลังปราณบางจากร่างกายเจ้าอย่าง คลุมเครือ ในเวลาต่อมา หลายคนบอกข้าว่าอสูรสวรรค์ประเภทเสือเป็น สัตว์ที่อยู่ในระดับสูงสุดในบรรดาอสูรสวรรค์ทั้งหมด ตอนนั้นข้ารู้แล้วว่า เจ้ามีเป้าหมายเป็นของตัวเอง และเหตุผลบางอย่างให้ต้องอยู่เคียงข้าง ข้า”
“เป้าหมายของเจ้าคือนี่…ใช่ไหม?” ในขณะที่เขาพูดเช่นนั้น โจว เหว่ยชิงก็โบกมือขึ้น สามเหลี่ยมเรืองแสงทั้งสองซ้อนกัน และในช่วง เวลาต่อมา เขาก็เรียกปราการแสง 6 สุดยอดเทพเจ้าออกมาอีกครั้ง
แสงสว่างที่เจิดจ้านั้นดูเหมือนจะดึงดูดความสนใจของเทียนเอ๋อร์ ทําให้ดวงตาของเธอทึมทื่อไปเล็กน้อยในชั่วขณะ พริบตาถัดมา ภายใน ดวงแสง 6 ดวงก็มีเพียง 2 ดวงที่ยังคงอยู่ ทักษะธาตุมืด ทักษะธาตุ ปีศาจ ทักษะธาตุศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองนั่นเอง!
ทันใดนั้น ร่างกายของเทียนเอ๋อร์ก็แข็งทื่อก่อนที่เธอจะเริ่มสั่น สะท้านมากยิ่งขึ้น มือของเธอพลันยกขึ้นโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน จากนั้นก็มี แสงสีทองและสีม่วงแผ่ออกมาอย่างริบหรี่ ทักษะธาตุวิญญาณและ ทักษะธาตุเทวาลุกโชนขึ้น ผสมผสานกับทักษะธาตุปีศาจและทักษะ ธาตุกาลเวลาของโจวเหว่ยชิงทันที
ถึงอย่างไรพวกเขาก็เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก่อน และใน เวลานั้นทักษะธาตุศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 ก็ได้ผ่านการหลอมรวมครั้งใหญ่ นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเคยฝึกปราณด้วยสนามพลังทักษะธาตุศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 ของพวกเขาเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ ในช่วงเวลานั้น แรงดึงดูดระหว่าง ทักษะธาตุและพลังปราณสวรรค์จึงแข็งแกร่งกว่าใครๆ ทันทีที่โจวเหว่ย ชิงปล่อยทักษะธาตุศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 2 ของเขาออกมา ในชั่วพริบตานั้นทั้งซู่ อ้าวเทียนและซู่อ้าวอิงก็รู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยน ราวกับว่าพวกเขาแทบ รอไม่ไหวที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อฝึกปราณร่วมกับโจวเหว่ยชิง แน่นอน ว่าเนื่องจากช่องว่างอันใหญ่โตระหว่างระดับพลังปราณของพวกเขา ความรู้สึกนั้นจึงถูกทําให้เจือจางลงหลายเท่า และพวกเขาก็ประจักษ์ แล้วว่าการฝึกฝนกับโจวเหว่ยชิงไม่ได้เป็นประโยชน์สําหรับคนระดับทั้ง คู่มากขนาดนั้น
โจวเหว่ยชิงค่อยๆเดินไปหาเทียนเอ๋อร์ทีละก้าว มือของเขายื่น ออกมาพร้อมกับทักษะธาตุศักดิ์สิทธิ์ 2 ชนิดที่สั่นสะเทือนอยู่รอบๆ
ในขณะที่เดินเข้าหาเขาก็เอ่ยต่อไปว่า “ความจริงแล้ว เวลาที่ข้าตก หลุมรักเจ้าอย่างแท้จริงก็คือบนเกาะมณีสวรรค์ แต่เดิมข้าระวังเจ้ามา ตลอด เพราะข้ารู้สึกได้ว่าเจ้ามีจุดประสงค์และเป้าหมายบางอย่างใน การอยู่เคียงข้างกายข้า ในเวลานั้น ระดับพลังปราณของเจ้าสูงกว่าข้า มาก และข้าก็ไม่กล้าทําอะไรเจ้า อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์ใน เขตแดนมิติสะท้อนที่วังสวรรค์ไพศาล ความคิดที่ข้ามีต่อเจ้าก็เปลี่ยนไป
โดยสิ้นเชิง เมื่อข้าได้รู้ถึงการล่มสลายของบ้านเกิดเมืองนอน มีเพียงเจ้า เท่านั้นที่ยืนอยู่เคียงข้างข้า เจ้าเต็มใจที่จะมอบสมบัติอันมีค่าที่สุดของ เจ้าเพื่อบรรเทาความสิ้นหวังและความเจ็บปวดของข้า ถ้าไม่ใช่เพราะ เจ้า ข้าก็ไม่รู้ว่าข้าจะเดินออกมาจากสภาวะสิ้นหวังเช่นนั้นได้อย่างไร”
ในตอนนั้นแม้ว่าหัวใจข้าจะเต็มไปด้วยความพยาบาทเสียส่วนใหญ่ แต่ข้าก็ยังรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพวกมันถูกเจ้ายึดครองไปด้วย เทียน เอ๋อร์ เจ้ายังจําได้ไหม? เพียงเพราะเจ้าไม่ต้องการสร้างปัญหาให้ข้า เจ้า จึงทิ้งจดหมายฉบับนั้นให้ข้าก่อนที่จะแอบหนีไป เจ้าลงท้ายว่า ‘เทียน เอ๋อร์แมวอ้วนของเจ้า’ พร้อมกับคําถามสุดท้ายนั้น ในที่สุดข้าก็ได้พบ เจ้าอีกครั้ง ข้าต้องบอกเจ้าว่าข้าได้คิดค้างคําพูดหนึ่งที่ข้าไม่เคยบอกกับ เจ้าก่อนหน้านี้”
เมื่อเขาพูดถึงจุดนี้ ในที่สุดโจวเหว่ยชิงก็มาถึงตัวเทียนเอ๋อร์ น�าตา พรั่งพรูออกมาจากดวงตาของเขาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ผู้ชายคน หนึ่งจะไม่ยอมให้น�าตาไหลออกมาง่ายๆแน่นอน มีก็เพียงแค่ตอนที่ หัวใจของเขาแตกสลายอย่างแท้จริงเท่านั้น มือของโจวเหว่ยชิงค่อยๆ เอื้อมไปจับที่มือของเทียนเอ๋อร์ และในช่วงเวลานั้น ทักษะธาตุศักดิ์สิทธิ์ ทั้ง 4 ก็หมุนวนอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา ไร้วี่แววของการขัดขืน ต่อต้านหรือปฏิเสธซึ่งกันและกัน ราวกับว่าพวกมันเป็นส่วนหนึ่งของทั้ง คู่ เกือบจะทันใดนั้น ธาตุทั้ง 4 ก็ดูเหมือนจะหลอมรวมกัน กลายเป็นวัง วนแสง 4 สีที่หมุนวนอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา
“เทียนเอ๋อร์ ข้ารักเจ้า” ขณะที่เขาพูด โจวเหว่ยชิงก็สะอื้นไห้
เกิดประกายไฟปะทุขึ้นภายในม่านตาที่สับสนงุนงงของเทียนเอ๋อร์ เมื่อประกายแวววาวเหล่านั้นค่อยๆกลับคืนสู่ดวงตา หมอกสีม่วงจางๆก็ ถูกปล่อยออกมาจากศีรษะของเธอ และร่างของหญิงสาวก็เริ่มสั่น สะท้านอย่างรุนแรง น�าตาพลันไหลออกมาอาบแก้มของเทียนเอ๋อร์ราว กับไข่มุกจากสร้อยคอที่ขาดสะบั้น ร่วงหล่นตามแนวโค้งของแก้มนวล ก่อนจะหยดลงมา
“เทียนเอ๋อร์ ข้ารักเจ้า ข้าคืออ้วนน้อยของเจ้า! ได้โปรดตื่นขึ้นมา เถอะ!” โจวเหว่ยชิงร้องพลางสะอื้นไห้ เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่ในขณะ นั้นมันกลับทําให้ทุกคนในที่แห่งนั้นรู้สึกร่วมไปด้วย
กู่อิ่งปิงตื่นขึ้นจากอาการสลบไสลด้วยความช่วยเหลือของราชา พยัคฆ์ซู่อ้าวอิง ทันเวลาที่จะได้เห็นภาพนี้ ใบหน้าที่ซีดเซียวของเขายิ่ง เผือดขาวยิ่งขึ้น และชายหนุ่มก็หลับตาลงด้วยความเจ็บปวด
“อ้วนน้อย อ้วนน้อยของข้า…อ้วนน้อย อ้วนน้อย!” ประกายแสงจ้า ดูเหมือนจะสว่างวาบออกมาจากดวงตาที่สวยงามของเทียนเอ๋อร์ และ ด้วยเสียงสะอื้น เธอพลันพุ่งไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน ใช้แขนโอบรอบ คอของโจวเหว่ยชิงขณะที่หลั่งน�าตาออกมาเป็นสาย
ในที่สุดเทียนเอ๋อร์ก็ตื่นขึ้นมา หมอกสีม่วงจางๆนั้นคือตราประทับ ที่ซู่อ้าวเทียนใช้ในการปิดผนึกความทรงจําของเธอ
โจวเหว่ยชิงตราตรึงอยู่ภายในใจของเทียนเอ๋อร์ลึกเกินไป การปิด ผนึกความจําแบบธรรมดาจะสามารถลบเขาออกไปได้อย่างไร? คําพูด ของโจวเหว่ยชิงและทักษะธาตุศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 ทําให้เมล็ดพันธุ์แห่ง ความทรงจําเติบโตงอกเงยขึ้นอีกครั้ง คู่หนุ่มสาวที่รักกันอย่างลึกซึ้ง หลังจากผ่านบททดสอบและความยากลําบากมามากมาย ในที่สุดทั้งคู่ก็ ได้กลับมาสวมกอดกันอีกครั้ง
ในช่วงเวลานั้น คําพูดและคําอธิบายใดล้วนไร้ประโยชน์ มีเพียง ความรู้สึกและอารมณ์ที่ลึกซึ้งราวกับว่าพวกเขาอนากจะหลอมรวม ร่างกายเข้าด้วยกัน ผูกใจไว้ด้วยกันตลอดไป
การแสดงออกที่น่าเกลียดบนใบหน้าของซู่อ้าวเทียนค่อยๆผ่อน คลายลง เมื่อรับรู้ถึงความรู้สึกที่ระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่งของลูกสาว เขาก็รู้ว่าสิ่งต่างๆได้ถูกกําหนดไว้แล้ว
ทันใดนั้น มือของเขาก็ถูกฟีเลียจับเอาไว้พลางเอ่ยว่า “อวยพรให้ พวกเขาเถอะ…ลูกสาวของเราได้พบรักแท้แล้ว มันเป็นความโชคดีของ นาง เหมือนเมื่อครั้งที่พวกเราพบกัน แม้ว่าเราจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องแยกจากกันเป็นเวลา 20 ปี แม้ว่าเราจะต้องผ่านบท
ทดสอบและความยากลําบากของตัวเอง แต่ข้าก็ไม่เคยเสียใจกับมัน อ้าวเทียน กอดข้าที”
ความรู้สึกที่ซู่อ้าวเทียนซ่อนไว้ลึกๆ ในใจของเขามาตลอด 20 ปี พลันระเบิดออกมา และเขาก็ดึงร่างภรรยาเข้ามากอดอย่างลึกซึ้ง ในขณะนั้น ดวงตาของเขาพลันเปียกชื้นขึ้นมา
หลงซื่อหยายิ้มแย้มจนปากจะฉีกถึงหู ก่อนขึ้นมายังภูเขาหิมะ สวรรค์ เขาคาดว่าโอกาสที่จะประสบความสําเร็จมีน้อยกว่า 1 ใน 10 ส่วนด้วยซ�า อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พวกเขาก็ทําสําเร็จแล้ว ไม่ใช่ระดับ พลังปราณ ความสามารถในการต่อสู้ สายเลือดของโจวเหว่ยชิง หรือ แม้แต่คําสอนของเขาที่นํามาซึ่งชัยชนะในวันนี้… แต่เป็นเพราะความ แข็งแกร่งชนิดหนึ่งที่อยู่ยงคงกระพันบนโลกใบนี้ ความรัก!
“ท่านพ่อ” หลังจากนั้นไม่นาน เทียนเอ๋อร์ก็ยกศีรษะของเธอออก จากหน้าอกของโจวเหว่ยชิง เมื่อมองไปที่บิดามารดาในอ้อมกอดของ กันและกัน เธอก็กระโดดเข้าไปหาพวกเขาและร่วมวงกอดด้วยเช่นกัน เมื่อมองไปยังผู้หญิงที่เธอไม่รู้จักตรงหน้า ใบหน้าที่งดงามของเทียน เอ๋อร์ก็เต็มไปด้วยความสุขขึ้นมาอย่างฉับพลัน ความรัก ความสนิทสนม และสายสัมพันธ์ในครอบครัว นี่คือสิ่งที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้…และในที่สุด เธอก็ได้ทั้งหมดกลับคืนมาพร้อมกัน ตอนนี้เทียนเอ๋อร์รู้สึกเหมือนเธอ
กําลังมีความสุขอย่างล้นเหลือ ความทุกข์ทรมานทั้งหมดที่เธอเคยได้รับ พลันจางหายไปในพริบตา
ซู่อ้าวเทียนยื่นแขนออกมาโอบลูกสาวของเขาไว้ในอ้อมกอด เมื่อ มาถึงจุดนี้ ซู่อ้าวเทียนก็หวังว่าเขาจะได้กอดภรรยาและลูกสาวตลอดไป นั่นจะเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์เพียงใดกัน!
หลงซื่อหยาปรากฏตัวข้างหลังโจวเหว่ยชิงโดยไม่มีใครรู้ตัว เขาเตะ บั้นท้ายลูกศิษย์และพูดว่า “เจ้าโง่! เจ้ายังจะยืนเซ่ออยู่ตรงนั้นทําอะไร!”
เพียงแค่นั้น โจวเหว่ยชิงก็ตื่นจากภวังค์ เขาพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่าง รวดเร็ว คุกเข่าลงเสียงดังต่อหน้าซู่อ้าวเทียนและฟีเลีย ก่อนจะคํานับ 3 ครั้ง “โจวเหว่ยชิง เขยน้อยคํานับพ่อตาแม่ยาย”
ซู่อ้าวเทียนส่งเสียงหึในลําคอและพูดว่า “ลุกขึ้นเถอะ หากข้ารู้ว่า เจ้ากลั่นแกล้งเทียนเอ๋อร์ของข้าอีก… หึ เจ้าได้รู้แน่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
………………….