Heavenly Jewel Change : มณีสวรรค์ผันชะตา จบแล้ว - บทที่ 182 กลับบ้านพร้อมสาวงาม! (2)
โดยธรรมชาติแล้วโจวเหว่ยชิงย่อมไม่ถือสาเรื่องนั้นเท่าไหร่ เพราะ ถึงอย่างไรเขาก็ได้ทําทุกอย่างที่ควรทํา ประสบความสําเร็จในทุกสิ่งที่ คาดหวังไว้แล้ว นี่จึงถึงเวลาที่ต้องเฝ้ารอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่าง อดทน
หลังวันที่ 3 ที่โจวเหว่ยชิงและหลงซื่อมาถึงภูเขาหิมะสวรรค์ ใน ที่สุดภูเขาทั้งลูกก็เงียบสงบลงเมื่อแขกในงานแต่งงานกลับออกไปจน หมด ฟีเลียเองก็จากไปอย่างเงียบๆเช่นกันเพราะเธอมีหน้าที่ต้อง รับผิดชอบในฐานะผู้พิทักษ์และไม่สามารถละทิ้งหน้าที่ได้นานเกินไป
เมื่อโจวเหว่ยชิงพบเทียนเอ๋อร์อีกครั้ง ดวงตาของเธอเป็นสีแดงก�า เนื่องจากร้องไห้เพราะการจากไปของผู้เป็นแม่ แม้ว่าพวกเธอจะอยู่ ด้วยกันเพียง 3 วัน แต่หลังจากฟังคําอธิบายและคําขอโทษของมารดา เทียนเอ๋อร์ก็ให้อภัยฟีเลียอย่างรวดเร็ว ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ความผิด ของฟีเลีย ความรับผิดชอบที่เธอต้องแบกอยู่บนไหล่นั้นหนักหนาเกินไป จริงๆ
“อ้วนน้อย ท่านพ่อกําลังตามหาเจ้า” เทียนเอ๋อร์ยืนอยู่ที่ประตู ทางเข้าห้องของโจวเหว่ยชิง เอ่ยเรียกเขาเบาๆ
โจวเหว่ยชิงกระโจนเข้าโอบกอดเทียนเอ๋อร์ไว้ในอ้อมแขนของเขา อย่างรวดเร็วและกดจูบลงบนริมฝีปากของเธอโดยไม่มีสัญญาณเตือน ล่วงหน้า “ชื่นใจจัง! ที่รัก ท่านพ่อตากําลังตามหาข้าด้วยเหตุผลใด หรือ?”
เดิมทีเทียนเอ๋อร์ก็เต็มไปด้วยความเศร้าโศกจากการจากไปของแม่ แต่โจวเหว่ยชิงผู้นี้กลับมาก่อกวนวุ่นวาย เธอจึงอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงก�า และความเศร้าในใจก็ลดลงเล็กน้อย
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านพ่อเรียกเจ้าไปทําไม คนทะลึ่ง! อยู่ที่ ภูเขาหิมะสวรรค์แต่ยังไม่ยอมประพฤติตัวให้ดีๆ”
โจวเหว่ยชิงหัวเราะอย่างเต็มที่พลางเอานิ้วจิ้มจมูกจิ้มลิ้มของเธอ เบาๆ ขณะที่เอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ทําไมข้าต้องทําตัวดีๆด้วย เจ้าคือ ภรรยาของข้า มันเป็นเรื่องธรรมดาที่สามีและภรรยาจะสนิทสนมกัน ไม่ มีอะไรให้ต้องอับอายเสียหน่อย!”
เทียนเอ๋อร์แค่นเสียงและพูดว่า “ข้ายังไม่ได้ตกลงแต่งงานกับเจ้า เจ้าผ่านบททดสอบของท่านพ่อเท่านั้น ไม่ใช่บททดสอบของข้า!”
โจวเหว่ยชิงหัวเราะอย่างเริงร่า มองค้อนอย่างกรุ้มกริ่มขณะที่เขา เอ่ยเบาๆ “ได้! งั้นคืนนี้ข้าจะให้เจ้าทดสอบข้าเท่าที่ต้องการ เช่นนั้นเป็น อย่างไร? หึๆ!”
เทียนเอ๋อร์หน้าแดงก�ายิ่งกว่าเดิม ก่อนจะบิดบั้นเอวของโจวเหว่ย ชิงอย่างป่าเถื่อนและพูดว่า “เวลาพวกเราอยู่ในภูเขาหิมะสวรรค์ เจ้า ไม่ได้รับอนุญาตให้ทําอะไรบ้าๆเช่นนั้น ท่านพ่อกางประสาทสัมผัส ออกไปทั่วทั้งพื้นที่แห่งนี้”
โจวเหว่ยชิงกระพริบตาอย่างไร้เดียงสาและพูดว่า “เหๆ หรือนั่น เป็นการบอกใบ้ว่าเมื่อเราออกจากภูเขาหิมะสวรรค์ พวกเราจะสามารถ …”
“เจ้าบ้านี่! ไปสักทีเถอะ!” ใบหน้าของเทียนเอ๋อร์ยิ่งแดงขึ้น ทว่า ดวงตากลับดูซุกซนและเต็มไปด้วยประกายความสุข ไร้ซึ่งวี่แววของคํา ปฏิเสธ เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่องอาจกล้าหาญ กล้าที่จะเกลียด กล้าที่จะ รักมาโดยตลอด และยังเป็นอสูรสวรรค์ที่สามารถกลายร่างมาเป็น มนุษย์ ดังนั้นเทียนเอ๋อร์จึงไม่มียางอายเหมือนที่มนุษย์เพศหญิงพึงมี ความรักก็คือความรัก และเธอก็เต็มใจที่จะทําทุกอย่างเพื่อผู้ชายที่เธอ รัก
หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้เธอรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ โจวเหว่ยชิงและซ่างกวนปิงเอ๋อร์ ครั้งนี้หลังจากที่โจวเหว่ยชิงมาที่ภูเขา หิมะสวรรค์และเสี่ยงชีวิตของตนเพียงเพื่อแย่งชิงเธอกลับคืนไป… ความกล้าหาญและความแน่วแน่เช่นนี้ได้พิสูจน์ความรักที่เขามีต่อเธอ แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น โจวเหว่ยชิงยังใช้ความแข็งแกร่งของตัวเองเพื่อ
เอาชนะกู่อิ่งปิง พิสูจน์ตัวเองได้ดียิ่งขึ้นไปอีก! ในใจของเทียนเอ๋อร์ อ้วน น้อยของเธอสมบูรณ์แบบกว่าผู้เป็นบิดาไปเสียแล้ว!
โจวเหว่ยชิงถูกนําตัวไปยังห้องน�าแข็งอีกแห่งอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เข้าไปข้างใน เขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าอุณหภูมิลดต�าลงอย่าง มาก ภูเขาหิมะสวรรค์ก็เย็นมากอยู่แล้ว แต่อุณหภูมิในห้องนี้กลับเย็น กว่าไปอีกระดับ และแม้กระทั่งร่างกายของเขาก็อดไม่ได้ที่จะสั่น เล็กน้อย
ทั้งห้องมีเพียงเครื่องเรือนชิ้นเดียว นั่นก็คือเตียงหิน ซู่อ้าวเทียนนั่ง อยู่บนนั้น และเมื่อเขาเห็นเทียนเอ๋อร์เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับโจว เหว่ยชิง ในมือของพวกเขาจับประสานกันอยู่ การแสดงออกของเขาก็ อ่อนโยนขึ้น
“ท่านพ่อ ข้าพาเขามาที่นี่แล้ว” เทียนเอ๋อร์บอกซู่อ้าวเทียน
ซู่อ้าวเทียนมองไปที่โจวเหว่ยชิงและพูดว่า “เทียนเอ๋อร์ ปล่อยพวก เราคุยกันสักพัก ข้ามีบางอย่างจะพูดกับเด็กน้อยคนนี้เพียงลําพัง”
เทียนเอ๋อร์ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะจับมือของโจวเหว่ยชิง แน่นยิ่งขึ้น พลางกล่าวอย่างตําหนิว่า “ท่านพ่อ!”
ซู่อ้าวเทียนตอบกลับอย่างขุ่นเคือง “เด็กผู้หญิงที่โตแล้วย่อมไม่อาจ เก็บไว้ในเรือนอีกต่อไป… ข้าจะทําร้ายเขาอยู่หรือ? ไปเสีย”
เทียนเอ๋อร์หน้าแดงก�าอย่างน่ารัก เธอมองไปที่โจวเหว่ยชิงอีกครั้ง ก่อนจะจากไปอย่างไม่เต็มใจ
ซู่อ้าวเทียนมองไปที่โจวเหว่ยชิง การแสดงออกของเขายังคงสงบ และไม่สั่นไหว แต่หากมองจากโหนกคิ้วและดวงตาของเขา โจวเหว่ยชิง ก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความเศร้าโศก เห็นได้ชัดว่าการจากไปของฟี เลียยังคงทําให้หัวใจของเขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก
“เหว่ยชิง ฟีเลียได้บอกข้าเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างเจ้ากับนางทั้ง หมดแล้ว พูดตามตรง ถ้าเจ้าเป็นคนนอก ไม่ว่าข้าจะต้องจ่ายด้วยราคา เท่าไหร่ ข้าก็จะทําให้เจ้ายอมลงมือให้ได้ แต่เจ้าก็ยังเป็นสามีขอเทียน เอ๋อร์ด้วย ดังนั้นเพื่อความสุขของลูกสาว ข้าจะไม่บังคับให้เจ้าทํา เช่นนั้น บอกข้ามาว่าเจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้?”
เมื่อได้ยินคําพูดของซู่อ้าวเทียน โจวเหว่ยชิงก็ยิ้มน้อยๆและพูดว่า “ท่านพ่อตา ความคิดของข้าเรียบง่ายมาก ข้าจะไม่ขอเสี่ยง”
“โอ้?” ซู่อ้าวเทียนขมวดคิ้วมองเขาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
โจวเหว่ยชิงกล่าวต่อว่า “ถ้าข้าไม่มีความมั่นใจอย่างแท้จริง ข้าก็จะ ไม่พยายามเข้าร่วมด้วย… หาไม่แล้ว มันจะไม่ได้เป็นอันตรายต่อตัวเอง
เท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อผู้อื่นด้วย เพราะข้าไม่เพียงแต่จะล้มเหลว ในการปลดปล่อยท่านแม่ยายกลับมาอยู่เคียงข้างท่าน เทียนเอ๋อร์ยัง ต้องทนทุกข์ทรมานจากการเป็นแม่ม่ายอีกด้วย อะไรทํานองนั้นข้าจะ ไม่ทําอย่างแน่นอน ข้าเลือกที่จะแบกรับความรับผิดชอบนั้นและ พยายามต่อไป แต่ข้าจะไม่ลงมือหากไม่มั่นใจเต็มร้อย”
เมื่อได้ยินคําพูดของโจวเหว่ยชิง ซู่อ้าวเทียนก็ยิ้มและพยักหน้า กล่าวว่า “ด้วยคําพูดของเจ้า ข้าก็สามารถทําใจให้สบายได้แล้ว เจ้าเป็น อันธพาลน้อยที่ฉลาดหลักแหลมและเป็นผู้ใหญ่มากกว่าคนในวัย เดียวกันจริงๆ อย่างไรก็ตาม เจ้ากําลังพยายามที่จะพรากลูกสาวของข้า ไป และข้าก็ทนไม่ได้เช่นกัน… พวกเราจะจัดการกับปัญหาเรื่องนั้น อย่างไร?”
สีหน้ากระอักกระอ่วนฉายชัดบนใบหน้าของโจวเหว่ยชิง เขากล่าว อย่างไม่แน่ใจ “หรือว่า …ท่านจะมากับเทียนเอ๋อร์ ข้าไม่รังเกียจหรอก นะหากท่านจะมาช่วยแนะนําพวกเราระหว่างฝึกปราณ”
ซู่อ้าวเทียนกล่าวอย่างเคืองๆ “เจ้ากําลังพยายามหลอกล่อยอด ฝีมืออีกคนมาช่วยตัวเองงั้นรึ? หยุดฝันกลางวันเสียเถอะ มีหกสุดยอด มหาราชาสวรรค์อยู่เคียงข้างเจ้า นั่นยังไม่เพียงพออีกหรือไร?”
โจวเหว่ยชิงหัวเราะอย่างเริงร่าและพูดว่า “ข้าแค่พูดเล่นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ท่านพ่อตา พูดตามตรง การต้องอยู่บนภูเขาหิมะสวรรค์
ตลอดทั้งวันทั้งคืนเพียงเพราะฝึกปราณเช่นนี้ ท่านไม่เบื่อหรือเหงาบ้าง หรือ? ตามที่แม่ยายได้กล่าว อาจารย์ของข้าไม่สามารถทะลุไปถึงระดับ เทพเจ้าได้แล้วในช่วงชีวิตนี้ของเขา ท่านเองก็ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะ ผ่านระดับเทพเจ้าขึ้นไปอีกเช่นกัน อะไรคือเหตุผลสําคัญที่ทําให้ท่าน ต้องอยู่เงียบๆในภูเขาหิมะสวรรค์? โลกภายนอกมีขนาดใหญ่นัก และ แม้ว่าท่านจะอยู่ในระดับเทพเจ้าแล้ว ข้ามั่นใจว่าท่านยังไม่ได้สํารวจทุก ซอกทุกมุมของโลกใบนี้แน่นอน ทําไมไม่ออกไปเปิดหูเปิดตาดูโลก ภายนอกเสียบ้างล่ะ ใครจะรู้ว่าท่านอาจได้ผ่อนคลายและเปลี่ยน มุมมองต่อการใช้ชีวิตไปมากแค่ไหน สนุกกับตัวเองบ้างเถอะ มันอาจ ส่งผลดีต่อการฝึกปราณของท่านมากกว่าก็ได้”
ซู่อ้าวเทียนชะงักไปชั่วขณะก่อนที่จะหัวเราะกับตัวเอง “มีแต่เจ้า เท่านั้นแหละที่จะกล้าพูดกับข้าเช่นนี้ สําหรับข้า การอยู่ที่ภูเขาหิมะ สวรรค์… ไม่ใช่เพียงเพราะการฝึกปราณหรอก… แต่เป็นเพราะกลัวภัย คุกคามมากกว่า เจ้าคิดว่าอาณาจักรวั่นโซ่วมั่นคงขนาดนั้นเลยหรือ? ควบคุมง่ายขนาดนั้นเลยหรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชนเผ่าต่างๆที่มี จํานวนมากมาย? หากไม่มีภูเขาหิมะสวรรค์คอยกํากับดูแลพวกเขา ทั้งหมด แม้แต่อาณาจักรวั่นโซ่วที่ยิ่งใหญ่ก็จะต้องแตกแยก…กระจัด กระจาย และถูกทําลายลงในไม่ช้า”
โจวเหว่ยชิงยิ้มอย่างขมขื่นและกล่าวว่า “หากมองอีกมุมหนึ่ง ข้าก็ ถือเป็นศัตรูกับอาณาจักรวั่นโซ่ว สงครามระหว่างอาณาจักรวั่นโซ่วและ
มนุษย์ดําเนินมาเป็นเวลาหลายปี หรืออาจจะหลายสิบปี นานกว่าที่ข้า จะรู้ได้ ทุกๆปีมีสิ่งมีชีวิตจํานวนนับไม่ถ้วนต้องตาย ไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่ เป็นทั้งสองฝ่าย ท่านพ่อตา มีความจําเป็นขนาดนั้นเลยหรือ?”
ซู่อ้าวเทียนมองเขาอย่างเฉยชาก่อนจะพูดว่า “ในโลกนี้ กฎแห่งป่า เป็นกฎสูงสุดของธรรมชาติ ผู้อ่อนแอเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง นั่นคือ นิยามของชีวิต ที่สําคัญกว่านั้นคือโลกต้องการความสมดุล”
โจวเหว่ยชิงมองไปที่ซู่อ้าวเทียนอย่างงงงวย “สมดุล?” ……………………………………………….