how to live as a knight after the ending วิธีการใช้ชีวิตเป็นอัศวินหลังจบเกม - ตอนที่ #53 : Changes in Perception (1)
- Home
- how to live as a knight after the ending วิธีการใช้ชีวิตเป็นอัศวินหลังจบเกม
- ตอนที่ #53 : Changes in Perception (1)
โอเชียนได้รับผ้าครุมเนบิวลาจากการต่อสู้นี้
เขาจะมาถึงจุดนี้ได้ไหม ถ้าเลือกเส้นทางที่ง่ายกว่า?
โอเชียนไม่คิดเช่นนั้น
‘ผมไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเสมอไปก็ได้’
ตอนที่เขาหลุดเข้ามาในโลกนี้ โอเชียนไม่จำเป็นต้องจับดาบ
ยังมีที่ที่พร้อมจะรับคนที่ไม่มีหลักฐานยื่นยันตัวตน
เขาอาจทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารที่กำลังขาดคน
มีชีวิตธรรมดา ปลอดภัย รายได้พอเลี้ยงชีพได้
‘แค่นั้นจริงเหรอ?’
โอเชียนนึกย้อนถึงชีวิตก่อนหน้า
ชีวิตที่ไม่มีครอบครัว ทำงานคนเดียว เดินทางไปกลับที่ทำงาน
เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความเฉื่อยชาและความเบื่อหน่าย ไม่มีความกล้าจะลาออก
การตั้งคำถามกับชีวิตแต่ไม่สามารถหลุดพ้นได้ ก็เหมือนปลาทองในขวดโหล
แต่เขาทนอยู่ได้ เพราะยังมีที่พักทางใจ
อีกโลกหนึ่งในจอมอนิเตอร์
ที่นั่น เขาเป็นอิสระ ได้สำรวจและผจญภัย พบปะและต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ
บางครั้งก็โมโห หลายครั้งก็อยากจะยอมแพ้
แต่แล้ว…
ขออีกครั้ง
ความคิดนั้นพาเขาเดินหน้าต่อ
และตอนนี้ โอเชียนได้มาอยู่ในโลกแห่งความฝันแล้ว
แม้โลกนี้จะแตกต่างจากที่เคยจินตนาการไว้ และโลกเก่าก็พังพินาศไปหมด
แต่มันก็ยังเป็นโลกแห่งการผจญภัยและความโรแมนติกที่เขาเฝ้าหวัง
ในที่แบบนี้ เขาจะสามารถใช้ชีวิตซ้ำซากแบบเดิมได้จริงหรือ?
ได้หรือ?
‘ผมถูกพามาที่โลกนี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง’
โอเชียนอยากหาคำตอบนั้น
และเพื่อให้ได้มา มีเพียงหนึ่งเส้นทางที่เขาจะเลือกได้ตอนนี้
“ถึงจะมีคนที่แข็งแกร่งกว่ามา ผมก็จะสู้ในแบบของผมต่อไป”
เพราะประสบการณ์และการเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จะผลักดันเขาให้ไปถึงจุดสูงสุด
หากยังคงก้าวไปข้างหน้าแบบนี้ สักวันเขาจะไปถึง
ถึงอุดมคติที่เขาใฝ่ฝัน
“เข้าใจแล้ว”
โรแนนเอ่ยด้วยรอยยิ้มขื่น ๆ ที่แฝงความพึงพอใจ
“พูดตามตรง ผมเองก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่จะบอกอะไรแบบนี้ วันนี้เป็นวันที่คุณทำภารกิจสำเร็จ ก็ควรจะฉลองกัน”
“นั่นสิ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องฉลองสิ น้องเล็ก!”
ลอเรนพยักหน้าเห็นด้วย
โอเชียนอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาสมควรได้รับคำชมเชยนั้นหรือไม่
“มันดีขนาดนั้นเลยเหรอ? ผมก็แค่ตอบคำถามพื้นฐาน”
“มีคนไม่น้อยนะที่ยังตอบพื้นฐานให้ถูกไม่ได้ ต่อให้มีฝีมือ แต่ถ้าคิดผิด มันก็ไปได้แค่นั้น ฉันดีใจที่นายไม่เป็นแบบนั้น!”
ดีโอลันที่นั่งพิงมือบนท้ายทอยเสริม
“แหงล่ะ คนที่นี่น่ะคัดมาแล้วทั้งนั้น”
“จริงนะ โรแนนถึงจะดูน่าสงสัย แต่ตานี่ตาถึง เขาไม่เลือกใครแค่เพราะเก่งหรอก”
“งั้นนายเลือกจากอะไรล่ะ?”
“ก็บอกแล้วไงว่าจาก ‘ทัศนคติ’ ”
“ดูออกด้วยเหรอ?”
“เขามีเซนส์น่ะ”
ลอเรนว่าพลางเหลือบมองโรแนน ซึ่งโรแนนก็แค่ยักไหล่
“คำตอบนี้ก็ยืนยันชัดเจน นายเป็นนักแก้ปัญหาของสำนักงานเราแน่นอน”
“แสดงว่าคำตอบข้าพอใช้ได้สินะ”
“แน่นอน นายเป็นพวกเดียวกับเราแล้ว!”
‘ครอบครัว’
โอเชียนเพิ่งเข้าใจว่าทำไม ไวโอเล็ตฟ็อกซ์ ถึงแตกต่างจากสำนักงานนักแก้ปัญหาทั่วไป
ในขณะที่นักแก้ปัญหาอื่น ๆ รวมกลุ่มกันด้วยผลประโยชน์และเงินที่นี่คือกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ
กลุ่มที่เชื่อมโยงกันด้วยความรู้สึกอบอุ่น ไม่ใช่พันธะสัญญาอันเย็นชา
โอเชียนหลับตาลงครู่หนึ่งกับคำพูดนั้น
เขาไม่มีครอบครัว แม้จะเกิดมาจากพ่อแม่ แต่เมื่อรู้ตัวอีกที เขาก็อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
เขาต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และสุดท้ายก็สามารถยืนในสังคมได้
แต่ลึก ๆ ในใจ ความว่างเปล่าก็ยังคงอยู่ เหมือนรอยเปื้อนที่ลบไม่ออก
ครอบครัวคืออะไร การมีครอบครัวคืออะไร?
จะบอกว่าไม่เคยนึกถึงก็คงโกหก
แต่สำหรับเขา ครอบครัวก็เหมือนขนมหวานในจินตนาการของเด็ก
แม้พยายามนึก ก็ไม่สามารถนิยามมันได้ชัดเจน
คลุมเครือ แตะต้องไม่ได้ เป็นสิ่งที่โหยหาแต่ก็ถอดใจ สิ่งที่มีอยู่แค่ในจินตนาการ
‘ครอบครัว’
และตอนนี้ คำนั้นกำลังออกจากปากของลอเรน
นักแก้ปัญหาที่นี่ พวกเขาเปรียบเหมือนครอบครัว
ไม่ใช่บริษัทที่แปะป้ายว่า “เหมือนครอบครัว”
คำพูดนั้นไม่น่าจะเป็นคำโกหก และในขณะเดียวกัน ก็สื่อว่าแต่ละคนในที่นี่ล้วนมีอดีตที่เจ็บปวดซึ่งไม่อาจพูดได้
โรแนนคือคนที่รวมคนซึ่งมองทะลุสิ่งนั้นได้
โอเชียนลืมตา จ้องลอเรนตรง ๆ
“เอ่อ เอ่อ….”
ลอเรนถึงกับผงะกับสายตาของเขา
‘ฉันล้ำเส้นไปเหรอ?’
ความดีใจที่โอเชียนตอบรับอย่างร่าเริง และความตื่นเต้นที่อยากแสดงความยินดีที่เขารับงานใหญ่สำเร็จ ทำให้เธอเผลอพูดเกินไป
โอเชียนดูเป็นคนที่สง่างาม
อะไรบางอย่างต้องเป็นเหตุผลให้เขาถือดาบเข้ามาในเมืองนี้
คงไม่แปลกที่เขาจะไม่พอใจที่เธอบอกว่าเขาเป็น “ครอบครัว”
‘เอาไงดีล่ะเนี่ย?’
ลอเรนหันไปมองดีโอลันขอความช่วยเหลือ แต่เขานิ่งเงียบ
แล้วโอเชียนก็พูดขึ้น
“ครอบครัว…”
“อืม ไม่ใช่ครอบครัวจริง ๆ หรอกนะ แต่ก็เหมือนอะไรแบบนั้นน่ะ เอ่อ ถ้าฉันพูดอะไรผิดไปล่ะก็…”
“……ไม่เลว”
“เอ๊ะ ว่าไงนะ?”
“ไม่เลวเลย”
โอเชียนยิ้มบาง ๆ
เป็นรอยยิ้มอบอุ่นที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นจากคนที่ปกติเย็นชาและพูดน้อย
‘บ้าเอ๊ย…’
ลอเรนกลืนน้ำลาย
‘ยิ้มแบบนี้ มันโกงชัด ๆ’
แน่นอนว่ารอยยิ้มนั้นจางหายไปเหมือนภาพลวงตา
ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเหมือนเห็นภาพหลอน
“แล้วเจ้าล่ะ?”
โอเชียนหันไปถามเอนา
“ฉะ ฉันเหรอ?”
“ใช่ ตอนนี้เจ้ามาอยู่ในเมืองแล้ว ต้องคิดว่าจะเอายังไงต่อ”
“ฉันยังไม่ได้คิดเลย”
“งั้นอยู่ที่นี่ก่อนก็ได้ ค่อย ๆ คิดไป”
“นั่นมัน…”
“ข้าไม่ได้บังคับ แค่อยากให้เจ้าคิดดู ถ้าอยากออกไปตอนนี้เลย แล้วตามแม่มดคนนั้นไปก็ได้นะ”
“ไม่ ฉันว่าไม่ใช่แบบนั้น…”
เอนาตอบแล้วถอนหายใจยาว
“ก็จริง ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าควรทำยังไงต่อ”
“งั้นก็อยู่ที่นี่ก่อน ใช่มั้ย โรแนน?”
“อาาาาา คุณยังถามผมอีกเหรอ? ใจดีจัง ผมไม่ขัดข้องหรอก”
“แต่ว่า…ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่”
เอนาเผลอพูดสิ่งที่อยู่ในใจ
เธอมองดูเหล่านักแก้ปัญหาของ ไวโอเล็ตฟ็อกซ์ อย่างอิจฉา แต่ก็รู้ตัวว่าเธอไม่เหมาะสม
รู้สึกตัวเล็กเมื่อเทียบกับพวกเขา
“อะไร แค่นั้นเองเหรอ? พวกเราไม่สนใจหรอก!”
ลอเรนปลอบไม่ให้คิดมาก
“ใครกันล่ะที่ทำอะไรได้ดีตั้งแต่แรก?”
ดีโอลันกับโรแนนหันไปมองโอเชียน
“…แน่นอน! อาจจะมีคนแบบนั้น แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองถนัดอะไร นั่นคือสิ่งที่เรียนรู้กันไปตามทาง ใช่มั้ยทุกคน?”
ทั้งสามมองหน้ากันแบบกึ่งบังคับ
“ใช่มั้ยทุกคน?”
“อืม ๆ ใช่”
“นั่นแหละตามคาด ฉันเห็นศักยภาพในตัวเอนา กรุนต์ อยู่แล้ว”
“ก็ใช่น่ะสิ”
ลอเรนยิ้มพอใจกับคำตอบ แล้วหันไปหาเอนา
“ค่อย ๆ ไปเถอะ เธอยังเด็ก ยังมีเวลาอีกเยอะ ไม่ต้องรีบหรอก”
“ถ้างั้น…รบกวนด้วยในอนาคตนะคะ”
เอนาโค้งศีรษะ
เอนา กรุนต์ แม่มดไม้ขีดไฟ ได้กลายมาเป็นสมาชิกของ ไวโอเล็ตฟ็อกซ์
“เธอมีความสามารถอื่นนอกจากเวทมนตร์ไหม?”
“อืม…ไม่ค่อยมีเท่าไหร่…”
“อะไรนะ?”
เอนาพึมพำเบา ๆ เหมือนละอายใจที่จะพูด
“ทำขนม ทำอาหาร ชงเครื่องดื่ม เขียนงาน บริการลูกค้า แล้วก็ขับรถนิดหน่อย ยังมีอีกนิดหน่อย แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่น่าคุยนัก”
“……..”
ทุกคนในห้องหันมามองเอนาด้วยสายตาแปลกใจ
นี่มัน…เยอะเกินไปรึเปล่า?
*
ภายในมหาวิหารอันใหญ่โตและวิจิตรตระการตา
ต่างจากมหาวิหารอื่น ๆ ที่นี่ไม่มีแสงสว่างส่องเข้ามามากนัก
ภายในถูกอาบไล้ด้วยแสงสีแดงจากเปลวเทียนนับไม่ถ้วน ทั้งขนาดใหญ่และเล็กที่ลุกโชติช่วง
แม้จะเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่กลับไร้ซึ่งผู้คน
แล้วเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามา
เขาเดินตรงไปยังเบื้องหน้าของโบสถ์ แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง
“พระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ลูกแกะของท่าน มาร์ติเนซ มารายงานตัวตามคำเรียกแล้ว”
“ใช่ เจ้าก็มาแล้วจริง ๆ”
บุรุษผู้ถูกเรียกว่า “พระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์” เป็นชายชราที่มีใบหน้าอ่อนโยน
เขากำลังถ่ายเปลวไฟจากกระถางธูปไปยังเชิงเทียนที่ยังไม่ได้จุดไฟ
“เจ้ารู้ไหมว่าข้าเรียกเจ้ามาทำไม”
“…ทราบขอรับ ข้าล้มเหลวในการออกล่าเพื่อล้างบางพวกนอกรีต แถมยังหนีกลับมาได้อย่างอับอาย”
“ใช่ เจ้าทำภารกิจล้มเหลว แต่ข้าไม่ได้เรียกเจ้ามาเพื่อตำหนิ”
เขาจุดเทียนหนึ่งเล่ม แล้วหันกลับมามองมาร์ติเนซ
มาร์ติเนซก้มศีรษะลงต่ำโดยไม่เอ่ยคำใด
“จงไปที่ทิรนา”
“อะไรนะขอรับ?”
มาร์ติเนซเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ ก่อนจะรีบก้มลงอีกครั้งเมื่อรู้ตัวว่าทำผิด
ถ้อยคำของพระบิดาช่างรุนแรงจนทำให้ผู้จงรักภักดีอย่างมาร์ติเนซถึงกับตกตะลึง
“มาร์ติเนซ ข้าไม่ได้ตำหนิเจ้าหรอก”
“ทำไม…ขอรับ?”
“เจ้ายังเยาว์วัยและไร้ประสบการณ์ ในอนาคต เจ้าจะกลายเป็นพาลาดินผู้ยิ่งใหญ่แน่นอน แต่ตอนนี้เจ้าก็ยังไม่พร้อม เข้าใจหรือไม่?”
“ข้ารู้ซึ้งถึงข้อนั้นอย่างลึกซึ้งเลยขอรับ”
นี่เป็นครั้งแรกที่มาร์ติเนซลิ้มรสความพ่ายแพ้
และชายผู้มอบความพ่ายแพ้ให้แก่เขา ก็มิอาจเรียกได้ว่าเป็นพวกนอกรีตเลย เพราะเปี่ยมด้วยความสูงส่งและแข็งแกร่งเกินกว่าจะกล่าวโทษ
“โลกนี้กว้างใหญ่นัก แม้เราคณะนักบวชแห่งเพตรา (Order of Petra) จะมีอำนาจครอบคลุมทั่วทั้งทวีป แต่ก็ยังมีดินแดนบางแห่งที่อยู่นอกเงื้อมมือของเรา เจ้ารู้ดี”
“…ทิรนา เมืองแห่งบาป”
“ที่นั่นมีสิ่งสารพัดซ่อนเร้นอยู่ ทั้งพวกนอกรีต พ่อมด และบางทีอาจรวมถึงปีศาจเองด้วย”
“ท่านต้องการให้ข้าไปกำจัดพวกนอกรีตงั้นหรือ?”
“เปล่าเลย”
พระบิดาหัวเราะเบา ๆ แล้ววางมือบนไหล่ของมาร์ติเนซ
ไออุ่นจากมือท่านทำให้มาร์ติเนซโน้มศีรษะลงต่ำยิ่งกว่าเดิม
“ข้าอยากให้เจ้าเปิดหูเปิดตาให้กว้างกว่านี้อีกหน่อย”
ท่านพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่ได้ดังหรือขึงขัง แต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น มาร์ติเนซก็เงยหน้าขึ้น
“ข้า…”
“จงไป พบผู้คนมากมาย สั่งสมประสบการณ์ และพรสวรรค์อันโดดเด่นของเจ้าจะยิ่งได้รับการขัดเกลา”
พระบิดาเอามือออกจากไหล่ของมาร์ติเนซ
“ที่ทิรนาจะมีสาขาของคณะนักบวชแห่งเพตราอยู่ เจ้าควรลองใช้ชีวิตที่นั่นและดูว่าเป็นอย่างไร”
“ข้า…”
“นี่ก็ถือเป็นการลงโทษด้วย ไม่มีอะไรเจ็บปวดสำหรับผู้ล้มเหลวไปมากกว่าการถูกส่งไปอยู่เมืองแห่งบาป”
แม้ท่านจะพูดเช่นนั้น แต่มาร์ติเนซก็รู้ดีว่าพระบิดารักและห่วงใยเขาเพียงใด
นั่นอาจเป็นผลจากการที่เหล่าอาร์ชบิชอปและพาลาดินช่วยกันลอบผลักดันเพื่อให้โทษของเขาถูกลดเบาลง
มาร์ติเนซรู้ซึ้งและก้มศีรษะลงแสดงความขอบคุณ
“ข้ายอมรับคำสั่ง”
และแล้ว พาลาดินหนุ่มผู้เดียวดาย ก็ออกเดินทางไปยังทิรนา