I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 550 บีบคอให้ตาย!
เสียงของหลิงหลานทำให้พวกหานจี้จวินกับลั่วล่างใจสั่นระริก พวกเขาเข้าใจดีว่าลูกพี่ทำแบบนี้เพื่ออะไร ตอนนี้หวังเพียงว่าฉีหลงจะไม่แพ้อย่างน่าอนาถมากเกินไปในการต่อสู้บั่นทอ อนกำลัง
ทุกคนรู้ดีว่านักเรียนใหม่ที่หมดความกังวลย่อมไม่ปล่อยโอกาสที่จะได้พุ่งทะยานนี้ไปเด็ดขาด การต่อสู้บั่นทอนกำลังกลายเป็นเรื่องจริงแล้ว
เป็นไปตามที่คาดไว้จริงๆ หลายวินาทีต่อมา นักเรียนใหม่คนหนึ่งกระโดดขึ้นไปบนสนามประลอง ดวงหน้ามีร่องรอยความละอายใจ แต่เขายังคงบอกเป้าหมายของเขาออกมา ก่อนจะเห็นนักเรียนใหม่ค คนนั้นโค้งให้ฉีหลงอย่างนอบน้อมและเอ่ยว่า “หวางรั่วซวีจากดาวฉินหวง หัวหน้ากลุ่มฉีกรุณาชี้แนะด้วย!”
“เชิญ!” ฉีหลงสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง เผยสีหน้าเด็ดเดี่ยวก่อนที่เขาจะทำท่าเชื้อเชิญ อันที่จริงในใจฉีหลงไม่ได้ติเตียนการตัดสินใจของหลิงหลานเลย เขาเชื่อว่าการกระทำของลูกพี่จะต ต้องมีความหมายลึกซึ้งอย่างแน่นอน เขาแค่ต้องพยายามทำภารกิจที่ลูกพี่มอบหมายลงมาให้สำเร็จก็พอ
หวางรั่วซวีคนนี้มาถึงก็จู่โจมอย่างบ้าคลั่ง น่าเสียดาย เขาที่ไปถึงขั้นสูงสุดของระดับขัดเกลาเท่านั้นยังมอบแรงกดดันให้ฉีหลงไม่เยอะเท่าที่หวางเคอให้มา ฉีหลงป้องกันอย่างระมัดระว วังอยู่สามนาทีก็สั่งสมพลังปราณได้นิดหน่อยอีกครั้ง จากนั้นเขาก็หาจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามแล้วซัดอีกฝ่ายลงไปจากสนามประลอง
ต่อมาก็มีนักเรียนใหม่อีกสองคนขึ้นมาบนสนามประลอง แต่ฉีหลงต่อสู้อย่างมีน้ำอดน้ำทนมาก เมื่อไร้เรี่ยวแรงก็อาศัยกายเนื้อที่แข็งแกร่งของเขาพยายามต้านทานอย่างสุดกำลัง เมื่อสะสมพ พลังปราณได้นิดหน่อยก็ฉวยจุดอ่อนของอีกฝ่ายเอาชนะไปได้ ฉีหลงต่อสู้อย่างหนักแน่นมั่นคง ทำให้นักเรียนใหม่เหล่านี้หาโอกาสเอาชนะไม่ได้ชั่วขณะ
แต่เมื่อมีหลายคนขึ้นมาต่อสู้ติดต่อกันก็ทำให้ร่างกายของฉีหลงที่เดิมทีเหนื่อยล้าสุดจะทานทนยิ่งไปถึงขีดจำกัดแล้ว ถ้าเกิดเขาไม่มีพลังจิตสายหนึ่งประคับประคองไว้ละก็ เกรงว่ากระ ะทั่งมือก็ยกขึ้นมาไม่ไหวแล้ว
คนที่มีสายตากระจ่างชัดสังเกตเห็นว่าฉีหลงเป็นม้าตีนปลายแล้ว จากนั้นก็มีนักเรียนใหม่อีกคนกระโดดขึ้นไปบนเวทีประลอง…
“หัวหน้า นี่เป็นโอกาส” อี้เทียนเกอเอ่ยกับหลิงอี้เบาๆ
“นายอยากให้ฉันไปเอาชนะหัวหน้ากลุ่มฉีหลงเหรอ?” หลิงอี้เอ่ยถามอย่างเย็นชา
“ใช่ หวางเคอทำให้หัวหน้ากลุ่มฉีหลงถึงขีดจำกัดแล้ว บวกกับการต่อสู้บั่นทอนกำลังจากคนพวกนี้ บีบเค้นพลังงานส่วนสุดท้ายที่เหลืออยู่นิดหน่อยของหัวหน้ากลุ่มฉีหลงออกมาได้ ถ้าขึ้นไป ปตอนนี้ อาศัยความสามารถของหัวหน้าน่าจะเอาชนะอีกฝ่ายได้นะ” อี้เทียนเกอเอ่ยความคิดของเขาออกมา
หลิงอี้เงียบไป เขามองฉีหลงที่ไปถึงขีดจำกัดแล้วทว่าดวงหน้ากลับไม่แสดงความรู้สึกออกมาเลยสักนิดเดียวและยังเผชิญหน้าคู่ต่อใหม่ใหม่อย่างเด็ดเดี่ยว ความเยือกเย็นสุขุมและสีหน้า ไม่มีวันยอมแพ้นั้นทำให้เขาประทับใจ…
“หัวหน้า นี่เป็นโอกาสดีนะ ถ้าเกิดเอาชนะได้ หัวหน้ากลุ่มหลิงก็บอกแล้วจะให้สวัสดิการหน่วยรบแถวหน้ากับพวกเรา เป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของหน่วยรบพวกเรามากเลย” หรงจื้อรั่วเอง งก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของอี้เทียนเกอเช่นกัน
เหยียนอู๋โยวกลับยิ้มโดยไม่พูดอะไร ทว่าแววตาเผยให้เห็นว่าเขาเองก็เห็นด้วย ส่วนเถาเสี่ยวเถาสมาชิกอีกคนในหน่วยรบกำลังดูการต่อสู้บนสนามประลองอย่างหมกมุ่น ไม่ได้สังเกตเลยว ว่าเพื่อนร่วมทีมข้างกายกำลังตัดสินใจเรื่องที่สามารถส่งผลกระทบต่ออนาคตของหน่วยรบพวกเขาได้ แน่นอนว่าบรรดาเพื่อนร่วมทีมของเขาก็ไม่คิดสอบถามความเห็นของเขาเหมือนกัน ในหน่วย รบสามารถมองข้ามความเห็นของเถาเสี่ยวเถาได้
ในที่สุดหลิงอี้ก็เอ่ยปาก ดวงหน้าเขามีร่อยรอยความเย็นชาและความหยิ่งทะนงอยู่รางๆ “ฉันรู้ว่าพวกนายพูดถูก แต่ฉันไม่อยากทำ”
อี้เทียนเกอทำหน้าเศร้า เขามองหรงจื้อรั่วแวบหนึ่งแล้วถอนหายใจเบาๆ หัวหน้าทีมของเขาไม่ว่าอะไรก็ดีไปหมด เพียงแต่ซื่อตรงมากเกินไป ไม่สนใจทำเรื่องที่เขาคิดว่าไม่ยุติธรรม
“ฉันรู้ว่าร่างกายของหัวหน้ากลุ่มฉีหลงตอนนี้กำลังทรุดลงแล้ว เป็นโอกาสดีที่สุดในการเอาชนะเขา แต่พวกนายเห็นหรือเปล่า? ต่อให้เวลานี้หัวหน้ากลุ่มฉีหลงลำบากมาก แต่เขาไม่ได้แสด ดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นเลยสักนิดเดียว เขายังคงสุขุมเยือกเย็น เขาใช้พลังจิตตัวเองฝืนประคับประคองการต่อสู้ของเขาต่อไป พิสูจน์ให้พวกเราเห็นว่าเขาไม่ใช่คนที่สามารถเอาชนะได้โด ดยการใช้วิธีที่น่ารังเกียจ! เขาเป็นนักสู้ที่แท้จริง นักสู้แบบนี้สมควรได้รับความนับถือจากพวกเรา ไม่ใช่กลายเป็นหินปูทางของเราแล้วให้พวกเราเหยียบแผ่นหลังของเขาปีนขึ้นไป ถ้าทำ ำแบบนี้จริงๆ ละก็ ฉันคงจะรู้สึกอับอายมากๆ ต่อให้ได้รับสวัสดิการเหมือนหน่วยรบแถวหน้าเพราะเหตุนี้ แต่พอเผชิญหน้ากับสมาชิกของหลิงเทียน ฉันก็ไม่สามารถเงยหน้าขึ้นได้เหมือนกัน ” หลิงอี้เอ่ยอย่างเฉียบขาด
เมื่อได้ฟังคำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความชอบธรรม อี้เทียนเกอก็เผยรอยยิ้มจางๆ บนดวงหน้า หลิงอี้ที่เป็นแบบนี้ถึงทำให้พวกเขาเลื่อมใส ต่อให้มีผลประโยชน์มากพอ เมื่อเขาคิดว่าไม ม่อาจทำได้ หลิงอี้ก็สามารถต้านทานการล่อลวงใจเหล่านี้ได้ และก้าวเดินเองต่อไปด้วยความแน่วแน่ มีเพียงหัวหน้าทีมแบบนี้เท่านั้น พวกเขาถึงเชื่อว่าในอนาคตตอนที่อยู่ในวิกฤติที่สุด เขาก็จะไม่ทอดทิ้งเพื่อนร่วมรบ สามารถร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันได้
อี้เทียนเกอเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ในเมื่อหัวหน้าพูดแบบนี้ พวกเราย่อมสนับสนุนอยู่แล้ว!”
หรงจื้อรั่วสบตากับเหยียนอู๋โยวแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มพลางพยักหน้าอย่างเด็ดเดี่ยวเช่นกันแล้วเอ่ยว่า “อื้อ!”
ความคิดของอี้เทียนเกอก็คือความคิดของพวกเขา ถึงแม้หัวหน้าทีมแบบนี้จะทำให้หน่วยรบพวกเขาพลาดโอกาสที่จะเพิ่มความสามารถไปไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้พาพวกเขาเข้าไปในสถานการณ์อันตรายเพื อผลประโยชน์เช่นกัน มีได้ก็ต้องมีเสีย เทียบดูแล้ว พวกเขายอมรับหัวหน้าอย่างหลิงอี้ได้มากกว่า ทำให้พวกเขาวางใจฝากแผ่นหลังของตัวเองให้กับอีกฝ่าย
บนสนามประลอง ฉีหลงเอาชนะนักเรียนใหม่ไปอีกคน เถาเสี่ยวเถาถึงค่อยเก็บสายตากลับมาอย่างอาลัยอาวรณ์ พอได้ยินเพื่อนร่วมทีมข้างกายส่งเสียงอื้อ เขาก็หันหน้ามองเข้ามาอย่างสงสัย แล ล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงงว่า “พวกนายร้องอื้ออะไรกันน่ะ?”
เหยียนอู๋โยวยื่นมือขวาออกมาแล้วหันหน้าเถาเสี่ยวเถากลับไปที่สนามประลอง ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เสี่ยวเถา นายดูของนายไปเถอะ เรื่องที่พวกเราคุยกันไม่เกี่ยวกับนาย”
เถาเสี่ยวเถาพูดอย่างหงุดหงิดว่า “พวกนายมีเรื่องเยอะแยะ แต่ไม่ยอมบอกอะไรกับฉันเลยเนี่ยนะ ฉันไม่สนใจพวกนายแล้ว ฉันจะดูของฉันต่อไปละ โอ๊ะ มีคนขึ้นไปอีกแล้ว นี่เป็นคนที่ เท่าไหร่แล้วนะ? หัวหน้ากลุ่มฉีหลงน่าสงสารจังเลย”
ที่แท้ระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกันอยู่นั้น มีนักเรียนใหม่อีกคนไปท้าประลองฉีหลงแล้ว เหยื่อล่อที่หลิงหลานทิ้งไว้เพียงพอที่จะดึงดูดพวกเขาให้บุกขึ้นไปท้าประลองฉีหลงติดต่อกันอ อย่างไม่ขาดสาย
หลิงอี้เห็นแบบนั้นก็เดินขึ้นไปอยู่ด้านหน้าออปติคัลคอมพิวเตอร์ รอคอยให้ฉีหลงเอาชนะการประลองรอบนี้แล้ว เขาก็จะยื่นการต่อสู้ประเมินของเขา
“นายว่าหัวหน้าเราจะท้าใคร?” อี้เทียนเกอมองเงาหลังของหลิงอี้แล้วค่อยถามหรงจื้อรั่วที่อยู่ข้างกาย
หรงจื้อรั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ว่า “เรื่องที่นายกับฉันล้วนรู้ดี ยังต้องถามฉันอีกเหรอ?”
“ไม่รู้ทำไมฉันรู้สึกว่าคราวนี้หัวหน้าอาจจะต้องผิดหวังแล้ว” อี้เทียนเกอเอ่ยอย่างครุ่นคิด
“นายคิดว่าหัวหน้ากลุ่มหลิงหลานเป็นคนแบบไหน?” หรงจื้อรั่วพลันเอ่ยถามขึ้น
อี้เทียนเกอตรึกตรองอย่างจริงจัง “ เหมือนกับที่เคยเห็นในพิธีมอบรางวัลของศึกประลองหุ่นรบเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่เห็นครั้งแรก เขาดูเย็นชามาก พอมองครั้งที่สอง เขาดูแข็งแกร่ง มาก…”
“หลายวันก่อนฉันมองหัวหน้ากลุ่มหลิงหลานจากไกลๆ แค่แวบเดียว” รอยยิ้มของหรงจื้อรั่วหายไปแล้ว “เขาสังเกตเห็นแล้วหันหน้ากลับมามองฉันแวบหนึ่งด้วย” พอกล่าวถึงตรงนี้ หน้าผากของ หรงจื้อรั่วก็มีเหงื่อชั้นบางๆ ซึมออกมา
ความผิดปกติของหรงจื้อรั่วทำให้อี้เทียนเกอสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา “เป็นยังไง?”
“สายตานั้นทำเอาฉันรู้สึกเหมือนตัวเองโดนแช่แข็งไปทั่วทั้งร่างเลย มีอยู่แวบหนึ่งฉันคิดว่าฉันจะตายแล้ว” หรงจื้อรั่วตอบด้วยใบหน้าซีดเผือด “มันเหมือนกับผ่านไปพันปี พอฉันได้ส สติกลับมาก็ผ่านไปสิบนาทีแล้ว และหัวหน้ากลุ่มหลิงหลานก็หายตัวไปแล้วเหมือนกัน”
“เขาเป็นคนที่มีไอพลังแข็งแกร่งมากที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา ยังจำกัปตันที่พาพวกเรามาโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งกันได้มั้ย? พวกเราเดาว่าอย่างน้อยที่สุดก็ไปถึงขั้นสูงสุดของระดั บพลังปราณโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ความรู้สึกที่กับตันคนนั้นมอบให้ฉันอ่อนด้อยกว่าหัวหน้ากลุ่มหลิงหลานมาก”
“เขาแข็งแกร่งขนาดนั้นเชียว!” อี้เทียนเกอทำหน้าเคร่งขรึมมากขึ้น
“แข็งแกร่งมากจริงๆ แข็งแกร่งจนหยั่งไม่ถึง” หรงจื้อรั่วยิ้มเจื่อน “ขนาดฉันก็ยังไม่เชื่อความรู้สึกตัวเองเลย แต่ว่าตอนนั้นฉันรู้สึกแบบนี้จริงๆ”
“หัวหน้า ถ้าเลือกหัวหน้ากลุ่มหลิงหลานจริงๆ ละก็…หวังว่าเขาจะไม่แพ้อย่างน่าอนาถเกินไปนะ” หรงจื้อรั่วพึมพำกับตัวเอง กลัวว่าหัวหน้าทีมจะโดนอัดจนสูญเสียความมั่นใจ คนที่แข็ งแกร่งมากเกินไปเป็นคนที่ทำให้คนอื่นไม่อาจไล่ตามได้”
อี้เทียนเกอได้ยินคำกล่าวก็เงียบกริบไม่พูดอะไร ตอนนี้เขากลับหวังให้มีคนสามารถนำหน้าหัวหน้าทีมตัวเองก้าวหนึ่ง อย่างน้อยก็อย่าให้หัวหน้าทีมของเขาโดนหัวหน้ากลุ่มหลิงหลาน ทารุณเร็วไป
บนสนามประลอง ฉีหลงเอาชนะนักเรียนใหม่ที่ท้าประลองเขาได้อีกครั้ง แต่คราวนี้เขาเสียเวลาไปเกือบสิบห้านาทีแล้ว นับตั้งแต่ที่ฉีหลงเอาชนะหวางเคอแล้ว ทุกครั้งที่เขาเอาชนะผู้ท้า ประลองก็จะใช้เวลานานกว่าครั้งก่อน นี่ก็หมายความว่า เขาใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ แค่ไม่รู้ว่าเขาจะทรุดลงไปอย่างสิ้นเชิงตอนคนที่เท่าไหร่
เมื่อนักเรียนใหม่ตกจากสนามประลอง หลิงอี้ที่คอยมองจังหวะอยู่นานแล้วก็กดปุ่มยืนยันลงไปอย่างเฉียบขาด
“หลิงอี้ ประชาชนทั่วไป มาจากสถาบันลูกเสือผูอี้ (ดาวผูเจ๋อระดับสาม) ทักษะต่อสู้มือเปล่า: พลังปราณขั้นต้น ระดับการควบคุมหุ่นรบในโลกหุ่นรบ: ระดับสูง!” ข้อมูลของหลิงอี้ส่งไ ไปยังห้องสังเกตการณ์ตามออปติคัลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลของเขาเรียกเสียงอุทานจากบรรดาหัวหน้าทีม เทียบกับหวางเคอแล้ว หลิงอี้ทำให้พวกเขาตกใจยิ่งกว่า ถึงอย่างไรหลิงอี้ก็มาจากดาวร ระดับสาม สถานที่ที่ยากจะมีคนสามารถสอบเข้าโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งแห่งนั้น ตอนนี้ไม่เพียงมีคนที่สอบเข้าโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งได้ ความสามารถของเขาก็ไม่เป็นสองรองใครจากในห หมู่นักเรียนใหม่ทั้งหมดเช่นกัน
“คู่ต่อสู้ที่เขาเลือกคือ…หลิงหลาน! ลูกพี่!” เสียงอุทานดังขึ้นภายในห้องสังเกตการณ์ นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนใจกล้าขนาดนี้ กล้าท้าประลองบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มหุ่นรบข ของพวกเขา เขาไม่รู้หรือไงว่าลูกพี่หลานเป็นอันดับหนึ่งจากทั้งโรงเรียนในด้านทักษะการต่อสู้มือเปล่า ตอนปีหนึ่งเขาก็เอาชนะฮั่วเจิ้นอวี่ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งด้านทักษะการต่อสู้มือเ เปล่าในเวลานั้นได้แล้ว เขาเป็นเจ้าแห่งการต่อสู้มือเปล่าที่ยอมรับโดยทั่วกันในโรงเรียนทหารชายที่หนึ่ง
หลิงหลานเห็นข้อมูลนี้ก็ตบพนักแขนของตัวเองโดยพลัน ลั่วล่างมองเห็นชัดเจนว่าพนักแขนไม้เนื้อแข็งที่แข็งแรงทนทานเทียบได้กับโลหะเกิดรอยแตกร้าวสายหนึ่ง ดูท่าการแทรกแซงอย่างไม ม่คาดฝันของหลิงอี้จะทำให้หลิงหลานแอบโกรธเกรี้ยวแล้ว เห็นกับตาว่าฉีหลงกำลังจะเข้าสู่ขีดจำกัด ขณะที่มีโอกาสเข้าสู่เส้นแบ่งความเป็นความตาย ทันใดนั้นก็ล้มเหลวในตอนสุดท้าย
ตราบใดที่ให้ฉีหลงมีเวลาพักผ่อน หากคิดจะให้เขาเข้าสู่สภาวะขีดจำกัดเหมือนอย่างในตอนนี้อีกครั้งก็ต้องใช้จำนวนคนอีกหลายเท่ามาทำ ไม่เพียงเท่านั้น เธอกลัวว่าถ้าเกิดฉีหลงใจเย็นลง งแล้วจะสังเกตเห็นเจตนาของหลิงหลาน ถ้ามีการเตรียมใจไว้แล้ว ก็จะไม่มีทางได้เข้าสู่เส้นแบ่งความเป็นความตายโดยไม่รู้ตัว พูดอีกอย่างก็คือความทรมานที่ฉีหลงทนรับไปก่อนหน้านี้เปล่า าประโยชน์แล้ว
นอกจากนี้ นี่ก็หมายความว่าวิธีการที่คิดจะใช้การต่อสู้มาบีบบังคับให้เข้าสู่สภาพอับจนล้มเหลวโดยสิ้นเชิงแล้ว ฉีหลงที่เตรียมตัวไว้แล้ว ต่อให้อยากใช้วิธีการแบบนี้อีกก็ไม่สามารถทำใ ให้ฉีหลงเข้าสู่เส้นแบ่งความเป็นความตายได้แล้ว ถ้าฉีหลงอยากหาโอกาสทะลวงขีดจำใหม่อีกครั้งก็ต้องหาทางลัดอื่น แต่ทุกคนล้วนรู้ว่าการจะหาทางลัดแบบนี้ได้สักอัน นั่นเป็นผลจากการ รใคร่ครวญอย่างหนัก เป็นความโชคดี หากคิดจะหาอีกอัน ไม่รู้ว่าต้องรอจนกระทั่งเดือนไหนปีไหน และก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสแบบนี้หรือเปล่า
นี่ก็คือสาเหตุที่หลิงหลานโกรธเกรี้ยว ไม่ง่ายเลยกว่าจะเจอโอกาส แต่มันดันถูกหลิงอี้ทำลายหมดแล้ว หลิงอี้สอดมือโดยไม่คาดฝันแล้วท้าประลองคนอื่นได้ก่อกวนแผนการที่หลิงหล ลานวางไว้อย่างสิ้นเชิง!
“ตอนนั้นฉันน่าจะบีบคอเขาให้ตาย!” หลิงหลานกล่าวพลางกัดฟันกรอด