I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 555 คำสาบาน!
“อย่านะ!”
“ฉันไม่ต้องการ!”
“ฉันไม่อยากให้ลูกพี่ได้รับบาดเจ็บ!”
“ฉันไม่อยากให้ลูกพี่ตาย!”
ฉีหลงตะโกนลั่นอย่างเดือดดาลในใจ มือขวาปรากฏเป็นรูปกรงเล็บ ก่อนจะพุ่งไปที่ด้านล่างฉับพลัน จากนั้นเขาก็คว้าฉีหลงที่พยายามโจมตีลูกพี่คนนั้นไว้อย่างโหดเหี้ยม
บางทีเจตจำนงของฉีหลงอาจแรงกล้ามากเกินไป พลังสายนั้นที่เดิมทีผูกมัดเขาไว้เลยโดนเขาสลัดหลุด เขามาที่เบื้องหน้าหลิงหลานในพริบตา ก่อนจะคว้าลำคอของฉีหลงแล้วอัดลงกับพื้นท ทันที
“ฉันไม่ยอมให้ใครหน้าไหนทำร้ายลูกพี่เด็ดขาด ต่อให้เป็นตัวฉัน ฉันก็ไม่ยอมเหมือนกัน” ฉีหลงเงื้อมหมัดซ้ายขึ้นมาและชกใส่ตัวเองที่ทำหน้าไม่รู้เรื่องคนนั้นอย่างหนักหน่วง
ฉีหลงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างกายโจมตีใส่ตัวเอง ภาพในความทรงจำเป็นเหมือนกับกระจกก็ไม่ปาน มันเปลี่ยนเป็นเศษเล็กเศษน้อยนับไม่ถ้วนเพราะหมัดของฉีหลง ก่อนจะร่วงกระจายไปทั่ว
ฉีหลงเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงหน้าที่มีน้ำตาเลือด แววตาของเขามีความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ กระทำด้วยความเต็มใจโดยที่ไม่นึกเสียใจภายหลัง
“ฉัน ฉีหลงสาบานว่าฉันจะกลายเป็นโล่ที่ปกป้องลูกพี่ ไม่ว่าใครก็ตามที่คิดทำร้ายลูกพี่จะต้องข้ามศพฉันไปก่อน!”
“ฉัน ฉีหลงจะต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้ายเพื่อลูกพี่ ไม่นึกเสียใจภายหลังเด็ดขาด!”
เสียงเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของฉีหลงดังก้องไปทั่วห้วงจิตใจอันไร้ที่สิ้นสุด เมื่อเขากล่าวคำพูดประโยคนี้ออกมา ห้วงจิตใจก็จดจำคำสาบานของเขาไว้แล้ว นี่หมายความว่า ถ้าเกิดฉีหลงกลับ บคำสาบานของเขา เขาจะไม่มีโอกาสเลื่อนขั้นอีก และจิตวิญญาณจะได้รับการทรมานทุกวันคืนจนสุดท้ายกลายเป็นบ้า กลายเป็นมารร้าย ไม่มีวันได้สติขึ้นมาอีก
“เพราะแบบนี้ ฉันถึงต้องแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งจนสามารถต้านทานศัตรูทุกคนเพื่อลูกพี่”
ฉีหลงหาเหตุผลที่ต้องแข็งแกร่งขึ้นไม่เจอมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เขามีแล้ว ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อลูกพี่ที่ปฏิบัติต่อเขาด้วยความจริงใจเท่านั้น
บนสนามประลอง เดิมทีฉีหลงหลั่งน้ำตาก็ทำให้คนที่ชมการต่อสู้ตกตะลึงมากแล้ว แต่พอน้ำตาของฉีหลงเปลี่ยนเป็นน้ำตาเลือด ทุกคนก็จิตใจสั่นสะท้าน ทั่วทั้งสนามฝึกยุทธ์เปลี่ยนเป็นเงี ยบกริบ
หลิงหลานที่อยู่ในห้องสังเกตการณ์เห็นฉีหลงหลั่งน้ำตาเลือด เธอก็ลุกพรวดขึ้นมา และรักษาความเยือกเย็นของตัวเองไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้?” หานจี้จวินน้ำตาร่วงอย่างเงียบๆ เขากดหัวใจของตัวเองฉับพลัน ฉีหลงหลั่งน้ำตาเลือด ทำให้หานจี้จวินรู้สึกร่วมไปด้วย หัวใจของเขาเจ็บปวดราวกับถูกบิด
ในตอนนี้เอง จู่ๆ ก็มีพลังรุนแรงสายหนึ่งระเบิดออกมาบนสนาม พลังอันท่วมท้นทำให้ม่านแสงโปร่งใสโผล่ขึ้นที่ขอบสนามประลองอีกครั้งทันที
หลิงหลานใจเย็นลงโดยพลัน แววตาเผยความประหลาดใจแกมยินดีออกมา สีของม่านแสงสว่างไสวกว่าเมื่อครู่นี้เสียอีก นี่หมายความว่าฉีหลงเข้าสู่ระดับพลังปราณช่วงปลายอย่างเป็นทางการแล้วเห หรอ?
ม่านแสงโผล่ขึ้นมาอีกครั้งทำเอาทุกคนแปลกใจ เวลานี้เองก็ได้ยินคนตะโกนว่า “ดูนั่นเร็ว บนสนามประลอง!” ความสนใจของทุกคนไปอยู่บนสนามประลองอีกครั้ง
จากนั้นก็เห็นดวงตาสองข้างของฉีหลงหยุดหลั่งน้ำตาเลือดแล้ว ดวงตาที่เดิมทีว่างเปล่าปิดลงแล้ว นอกจากเรื่องพวกนี้แล้ว ก็ไม่มีความผิดปกติใดอีก แต่พอมองหลิงอี้ที่ยืนอยู่ตร รงข้ามเขา ก็รู้ว่าฉีหลงในตอนนี้ไม่ได้ไร้พิษสงแล้วแน่นอน
ที่แท้ตอนนี้หลิงอี้กำลังตัวสั่นระริก เขาค้อมกายไม่อาจยืนตรงได้แล้ว ดวงหน้าของเขาเหยเก ก่อนจะกัดฟันราวกับกำลังต้านทานแรงกดดันอะไรบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว
แรงกดดันนี้ไม่ใช่พลังที่ยังไม่สมบูรณ์ของฉีหลงในตอนแรกแล้ว เวลานี้หลิงอี้ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของร่างกายถึงจะสามารถป้องกันไม่ให้ตัวเองโดนกดดันจนทรุดลงไป แต่ว่าเขาไม่มีเรี่ยวแร รงใดๆ เหลือให้โจมตีกลับ
“ไอพลังนี่นา!” ฉากนี้ทำให้บรรดาสมาชิกที่ชมการต่อสู้ยังมีอะไรไม่เข้าใจอีก ปีนั้น ตอนที่ลูกพี่ประลองกับฮั่วเจิ้นอวี่ที่เป็นอันดับหนึ่งด้านทักษะการต่อสู้มือเปล่าของโรงเรียน ก ก็เคยใช้กระบวนท่านี้เหมือนกันไม่ใช่หรือไง
พวกเขามองไปทางฉีหลงที่หลับตาอีกครั้ง ในใจก็รู้สึกตื่นเต้นคึกคักไม่หยุด ที่แท้หัวหน้ากลุ่มฉีหลงไม่ได้อยู่ระดับพลังปราณขั้นกลางอย่างที่เขาลือกัน หากแต่อยู่ระดับพลังปราณช่ วงปลายซึ่งสูงว่าระดับพลังปราณขั้นกลางสองขั้น จากที่พวกเขารู้มา ยังไม่มีกลุ่มหุ่นรบอื่นใดที่มียอดมือระดับพลังปราณช่วงปลายเลย แต่ว่ากลุ่มหุ่นรบหลิงเทียนของพวกเขา นอกจ จากลูกพี่แล้วก็มียอดมือระดับพลังปราณช่วงปลายอีกคน เรื่องนี้ย่อมขยี้กลุ่มหุ่นรบอื่นได้อย่างแน่นอน
หลิงหลานเปิดไอพลังของตัวเองอย่างเงียบๆ ก่อนจะสัมผัสกลิ่นอายของฉีหลงในตอนนี้อย่างระมัดระวัง เธอยกมุมปากมากขึ้นเรื่อยๆ นึกไม่ถึงเลยว่าเส้นแบ่งความเป็นความตายของฉีหลงในครั้ งนี้ ไม่เพียงหาโอกาสทะลวงด่านกั้นได้ ยังถึงขนาดที่เลื่อนขั้นข้ามระดับได้อย่างน่าอัศจรรย์ เข้าสู่ขั้นสูงสุดของระดับพลังปราณช่วงปลายได้โดยตรง ขาดอีกแค่ก้าวเดียวก็สามารถเข้ าสู่ขั้นสูงสุดของระดับพลังปราณช่วงปลายโดยสมบูรณ์ได้แล้ว
ฉีหลง นายคือสุดยอดในด้านทักษะการต่อสู้มือเปล่าอย่างที่คิดไว้จริงๆ
หลิงหลานดีใจเป็นบ้าเป็นหลัง ยิ่งฉีหลงมีความสามารถสูง เขาก็ยิ่งเอาชีวิตรอดจากในสนามรบได้ง่ายขึ้น เหลือเวลาอีกแค่สองปี พวกเขาก็ต้องเข้ากองทัพแล้ว และการเข้ากองทัพก็หมายค ความว่า พวกเขาอยู่ไม่ไกลจากสนามรบแล้ว
หลิงหลานรู้สึกได้ว่าเวลาบีบกระชั้นชิดเข้ามาแล้ว นี่ก็คือสาเหตุที่วิธีการของหลิงหลานโหดเหี้ยมมากขึ้นเรื่อยๆ
หลิงอี้เงยหน้าขึ้นช้าๆ แค่การเคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้ก็ทำให้เขาทรมานมาก เขามองฉีหลงที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า ในใจก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง หลิงอี้ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งขนาด นี้ ไม่ต้องลงมือก็สามารถทำให้เขายืนตัวตรงไม่ได้แล้ว เขารู้ว่าคนตรงหน้านี้คือรองหัวหน้าทีมของหน่วยรบคุณชายหลาน...
‘ฉีหลง: ระดับพลังปราณขั้นกลาง ลั่วล่าง: ระดับพลังปราณขั้นต้น เซี่ยอี๋: ระดับพลังปราณขั้น หลินจงชิง: ระดับขัดเกลาขั้นสูงสุด หานจี้จวิน: ระดับขัดเกลาขั้นสูง…’ ข้อมูลทั้งหมด ของสมาชิกหน่วยรบคุณชายหลานที่เขาค้นเจอแล่บวาบขึ้นในสมองของหลิงอี้อย่างรวดเร็ว
‘ฉีหลง ระดับพลังปราณขั้นกลาง…เหอะๆ โกหก โกหกทั้งนั้นเลย พลังปราณช่วงปลาย ต่อให้เป็นนักเรียนปีห้าก็ไม่อาจไปถึงระดับนี้ ฉีหลงที่อยู่ปีสามกลับทำได้แล้ว น่าตลกชะมัดที่ฉันค คิดว่าอาศัยความสามารถตัวเองในตอนนี้ก็มีคุณสมบัติพอที่จะยืนอยู่ข้างกายคุณชายหลานแล้ว ตอนนี้คิดดูแล้ว เป็นฉันที่อวดดีมากเกินไป
เชื่อว่าระดับทักษะการต่อสู้มือเปล่าของคนอื่นๆ ก็ไม่มีทางเป็นเหมือนในข้อมูลแน่นอน เป็นไปได้ว่าทุกคนอาจเข้าสู่ระดับพลังปราณกันหมดแล้ว พวกคนที่อยู่ระดับพลังปราณขั้นต้นก็น่ าจะอยู่ขั้นกลางหรือไม่ก็ระดับสูง’ หลิงอี้คิดอย่างขมขื่น
หลิงอี้คาดเดาไม่ผิดเลย พวกนี้ล้วนเป็นข้อมูลของพวกฉีหลงตอนปีหนึ่ง และผ่านไปสองปีแล้ว จะไม่มีความก้าวหน้าสักนิดได้อย่างไร ต่อให้พวกฉีหลงอยากอู้ไม่อยากฝึกซ้อม มีลูกพี่ที่โห หดเหี้ยมป่าเถื่อนอย่างหลิงหลานอยู่ ไม่มีทางยอมให้พวกเขาไร้ความก้าวหน้าแน่นอน
จริงๆ แล้วหลิงอี้อาศัยจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ของตัวเองฝืนประคับประคองไว้ แต่ความจริงแล้วเขาไปถึงขีดจำกัดนานแล้ว ฉีหลงคล้ายกับสัมผัสได้นิดหน่อยเลยค่อยๆ เก็บงำไอพลัง จนสุดท้ายก ก็หายไปจนหมด
ม่านแสงบนของเวทีหายไปอีกครั้ง ฉีหลงถึงค่อยลืมตาขึ้นมา จากนั้นเขาก็เอ่ยเรียบๆ ว่า “ขอบคุณที่ออมมือ”
ทะลวงขีดจำกัดสำเร็จไปถึงขั้นสูงสุดของระดับพลังปราณช่วงปลาย ฉีหลงในตอนนี้ไม่ใช่ฉีหลงที่หมดเรี่ยวหมดแรงคนนั้นแล้ว หากแต่เป็นฉีหลงที่มีพลังปราณเต็มเปี่ยมแข็งแกร่งหาใครเทียบ เทียม เวลานี้ต่อให้ทุกคนขึ้นมาท้าประลอง เขาก็ไม่กลัว
“ขอบคุณหัวหน้ากลุ่มฉีหลงที่ยั้งมือ” หลิงอี้ที่ไม่มีแรงกดดันก็ยืนตัวตรงได้ในที่สุด เขารู้ว่าที่ตัวเองไม่ได้อับอายขายหน้า เป็นเพราะฉีหลงเมตตาปรานี ถ้าเกิดอีกฝ่ายไม่ได้เก็บงำ ำพลังไปทีละนิด หากแต่ยกเลิกไอพลังกะทันหัน เขาย่อมปรับตัวไม่ได้ และล้มลงพื้นทันทีแน่นอน
หลิงอี้ไม่สามารถยอมรับความหวังดีของอีกฝ่าย แต่การมองข้ามก็เป็นพฤติกรรมน่าละอาย ด้วยเหตุนี้เขาเลยขอบคุณฉีหลงตรงหน้าเลย
ฉีหลงพยักหน้าให้หลิงอี้ การกระทำเช่นนี้ของหลิงอี้ทำให้เขาชื่นชมมาก เขาตัดสินใจแล้วว่าจะให้หลิงอี้เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในการรับเข้ากลุ่มหุ่นรบ
หลิงอี้ถึงค่อยหันกายเดินลงจากสนามประลอง แต่ละก้าวที่เขาเดินล้วนยากลำบากมาก แต่หลิงอี้ไม่ได้แสดงสีหน้าออกมา เขาเป็นคนหยิ่งทระนง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้ ไม่รู้ว่าคุณชาย ยหลานชมการประเมินรอบนี้จากตรงมุมไหน ในฐานะที่เขาเป็นผู้คุ้มกันของคุณชายหลาน เขาจะทำให้เจ้านายขายหน้าไม่ได้เป็นอันขาด
ในที่สุดหลิงอี้ก็เดินลงมาจากสนามประลอง เขาเดินมาถึงข้างกายพวกเพื่อนๆ อี้เทียนเกอก็พูดปลอบว่า “หัวหน้า นายทำได้เยี่ยมมากแล้ว แค่….” เสียงยังไม่ทันสิ้นสุดลง หลิงอี้ก ก็ล้มลงไปแล้ว
หรงจื้อรั่วกับเหยียนอู๋โยวตอบสนองรวดเร็วมาก พวกเขาพยุงหัวหน้าทีมตัวเองไว้ทางด้านซ้ายหนึ่งคนและทางด้านขวาหนึ่งคน
“ออกแรงเกินขีดจำกัดมากไป เลยสลบชั่วคราว ไม่มีปัญหา” ตอนที่เหยียนอู๋โยวประคองหลิงอี้ก็จับชีพจรของหลิงอี้สักพัก จากนั้นค่อยบอกสภาพของหลิงอี้ให้กับพวกเพื่อนร่วมทีมคนอื นๆ เพื่อที่ไม่ทำให้เขาต้องเป็นห่วง
“ไม่นึกเลยว่าหัวหน้ากลุ่มฉีหลงจะเลื่อนขั้นระหว่างต่อสู้ ความพยายามของหัวหน้าเสียเปล่าเลย” อี้เทียนเกอเอ่ยด้วยความเสียใจ
หรงจื้อรั่วหันหน้ามองไปทางฉีหลงที่ยืนอยู่บนสนามประลองจ้องมองลงมาที่พวกเขา ร่างกายที่แข็งแกร่งนั้น สายตาที่เรียบเฉยนั้นล้วนบอกว่าเขาคือราชาที่มองลงมาที่ใต้หล้า
“หัวหน้ากลุ่มฉีหลงแข็งแกร่งเกินไปแล้วหรงจื้อรั่วเอ่ยพึมพำ เขาเริ่มคิดว่าหลิงหลานที่สามารถกลายเป็นหัวหน้าทีมของหัวหน้ากลุ่มฉีหลงได้จะแข็งแกร่งมากแค่ไหนกันแน่
“ต่อไปน่าจะไม่มีคนท้าประลองกับหัวหน้ากลุ่มฉีหลงแล้วละ” อี้เทียนเกอกล่าว ผู้ประเมินที่แข็งแกร่งจนไม่อาจเอาชนะได้แบบนี้ คนที่เฉลียวฉลาดย่อมไม่เลือกอยู่แล้ว
เป็นไปอย่างที่คิดไว้จริงๆ ผ่านไปอีกสามนาที ในที่สุดก็มีนักเรียนใหม่อีกคนเลือกผู้ประเมิน คราวนี้คนที่เขาเลือกคือหัวหน้าทีมคนหนึ่งของหลิงเทียน
……
หลิงอี้ลืมตาขึ้นมาก่อนจะพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียง เขาก็เด้งตัวขึ้นมาฉับพลัน
การเคลื่อนไหวของเขาทำให้หรงจื้อรั่วที่กำลังนั่งอ่านข่าวบนอุปกรณ์สื่อสารอยู่ตรงด้านข้างตกใจตื่น เขาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า “หัวหน้า นายรู้สึกยังไงบ้าง?”
พอเห็นหรงจื้อรั่วและก็เห็นว่าที่นี่คือห้องของตัวเอง หลิงอี้ถึงค่อยวางใจแล้วล้มลงไปนอนบนเตียง “ฉันหลับไปนานแค่ไหน?”
“สิบแปดชั่วโมง ฉันขอลาหยุดกับอาจารย์ให้นายแล้ว” หรงจื้อรั่วตอบ
หลิงอี้เงียบไปหลายวินาที ในที่สุดก็ค่อยถามคำถามที่เขากังวลมากที่สุด “หลิงเทียน ผลการประเมินเป็นไงบ้าง?”
“ถึงพวกเราจะแพ้กันหมด แต่พวกเราก็ผ่านกันทุกคน” หรงจื้อรั่วได้ยินคำกล่าวก็ยิ้มขึ้นมาทันที
หลิงอี้พลันเงยหน้าขึ้นมา แววตาเผยร่องรอยความประหลาดใจแกมยินดี “ผ่านกันหมดเลย?”
“ใช่แล้ว ผ่านกันหมด แล้วยังเก็บโควตาหน่วยรบให้พวกเราด้วย ขอเพียงพวกเราผ่านการประเมินหน่วยรบของออปติคัลคอมพิวเตอร์หลักได้ เราก็จะกลายเป็นหน่วยรบที่แท้จริง สามารถลงทะเบียน นได้อย่างเป็นทางการ แต่ว่าสวัสดิการของเราเริ่มต้นจากระดับห้าซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเท่านั้น โดยที่อาศัยค่าผลงานในการเลื่อนขั้น” หรงจื้อรั่วเอ่ยด้วยความเสียดายนิดหน่อย
“ก็ควรเป็นอย่างนี้” หลิงอี้กลับคิดว่าแบบนี้ถูกต้องแล้ว เขามองหรงจื้อรั่วแวบหนึ่ง แล้วทำหน้ายุ่งยากใจเล็กน้อย ถึงค่อยถามว่า “แล้วสุดท้ายคุณชายหลานโผล่มาหรือเปล่า?”
หรงจื้อรั่วส่ายหน้าบอกว่า “ไม่เลย สุดท้ายเป็นหัวหน้ากลุ่มอู่จย่งที่ออกมาประกาศรายชื่อ แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกตินะ จากข้อมูลที่พวกเราได้มา คนที่จัดการงานของกลุ่มหุ่นรบหลิง งเทียนมาตลอดคือหัวหน้ากลุ่มอู่จย่ง ส่วนหัวหน้ากลุ่มฉีหลงกับหลี่อิงเจี๋ยก็คอยช่วยเหลือ แต่หัวหน้ากลุ่มหลิงหลานไม่เคยยุ่งเลย”
“ไม่เคยเลยเหรอ?”
หลิงอี้พึมพำกับตัวเอง เขากำหมัดแน่นทันที แววตามีความแน่วแน่พาดผ่าน ไม่ว่ายังไงเขาก็เข้าร่วมกลุ่มหุ่นรบที่คุณชายก่อตั้งขึ้นสำเร็จแล้ว กำลังเข้าใกล้คุณชายหลานของเขาไปทีละ ะนิดแล้ว ตอนนี้ความสามารถของเขายังไม่พอ ต้องมีสักวันที่เขาสามารถไล่ตามคนในหน่วยรบของคุณชายหลานทัน แล้วกลายเป็นผู้คุ้มกันตรงตามชื่อที่แท้จริงของคุณชายหลานและมอบความจงรัก กภักดีทั้งหมดของเขา