I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 559 เซี่ยอี๋ที่อันตราย! (2)
หลิงหลานได้ยินคำกล่าวก็ครุ่นคิดขึ้นมา ทำให้เซี่ยอี๋รู้สึกกระวนกระวายใจ ไม่รู้ว่าสุดท้ายลูกพี่จะเห็นด้วยกับความคิดของเขาหรือไม่
ในที่สุดหลิงหลานก็ให้คำตอบว่า “ฉันจะอนุญาตนายสักครั้ง หวังว่านายจะทำได้อย่างที่พูด”
เซี่ยอี๋กระโดดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น ก่อนจะโค้งคำนับต่ำมากทันทีบ่งบอกถึงความรู้สึกขอบคุณของเขา “ขอบคุณลูกพี่ที่เชื่อใจ”
หลิงหลานโบกมือ เซี่ยอี๋ก็ฝืนข่มกลั้นความรู้สึกตื่นเต้นในใจ ก่อนจะออกไปจากห้องนั่งเล่นแล้วเดินกลับมาที่ห้องของตัวเอง เขามีกำลังใจในการทำงานอย่างเต็มเปี่ยม และเริ่มวางแผนสำหรับการตั้งวงเดิมพันในวันพรุ่งนี้ เขาบอกกับตัวเองในใจว่าจะต้องระมัดระวังรอบคอบ อย่าประมาทจนพลาดท่าเสียเอง
เขาประมาทจนพลาดท่าเองแล้ว! เซี่ยอี๋จำความรู้สึกเมื่อตอนนั้นได้แล้ว และก็นึกเสียใจภายหลังอย่างยิ่ง สองปีมานี้เขาตั้งวงพนันอย่างราบรื่นมาโดยตลอด และการช่วยเหลือของพวกเพื่อนๆ ก็ทำให้เขาไม่พลาดเลยสักครั้ง ทั้งหมดนี้ทำให้ ความมั่นใจของเขาเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด จนไม่ได้ระมัดระวังรอบคอบเหมือนในตอนแรก
ผลลัพธ์อันน่าขมขื่นในวันนี้ พอมาขบคิดดูให้ละเอียดแล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะเขาหาเรื่องใส่ตัว…เซี่ยอี๋เริ่มกังวลว่า ระดับความประทับใจดีๆ ที่เขาพยายามทำต่อหน้าลูกพี่ในสองปีมานี้จะเปลี่ยนกลับไปเป็นเหมือนในตอนแรกเพราะเหตุนี้หรือเปล่า?
ไม่พูดถึงทางฝั่งเซี่ยอี๋ที่กำลังกลัวจนตัวสั่นชั่วคราว ทางฝั่งหลิงหลาน หลังจากหานจี้จวินบอกเรื่องโง่เง่าที่เซี่ยอี๋ทำแล้ว เขาก็ถามของสงสัยที่เขาเก็บลึกมาตลอดสองปี “ลูกพี่ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตอนนั้นนายถึงตกลงให้เซี่ยอี๋ตั้งวงพนัน? นี่มัน…ผิดหลักทำนองคลองธรรมชัดๆ”
พอเห็นหานจี้จวิ้นเผยสีหน้าไปพอใจออกมารางๆ หลิงหลานก็ลอบถอนใจ หานจี้จวินดีไปหมดทุกอย่าง แต่ว่าซื่อตรงเกินไปหน่อย นี่ก็ไม่แปลก เด็กที่มาจากตระกูลทหาร ถ้าไม่เป็นนักเลงในคราบทหารอาวุโส ก็ต้องเป็นทหารตัวอย่าง ซึ่งหานจี้จวินก็เป็นแบบที่สอง เขายากจะยอมรับพฤติกรรมทุกอย่างที่ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ การที่เขาอดทนได้นานขนาดนี้ก็เพราะเขาเห็นเซี่ยอี๋เป็นเพื่อนจริงๆ ถึงได้ให้อภัยและเข้าใจเป็นพิเศษ
“สำหรับคนที่มาจากตระกูลผู้ดี พวกเขาไม่มีข้อจำกัดมากมายขนาดนั้น พวกเราจะเอาข้อเรียกร้องของทหารไปเรียกร้องจากพวกเขาไม่ได้” หลิงหลานเอ่ยอย่างเฉยชา “นอกจากนี้ สองปีก่อน เซี่ยอี๋อยู่ในทีมก็มีปัญหาด้านสภาพจิตใจ”
หานจี้จวินตกใจ เขาไม่รู้เรื่องนี้เลยจริงๆ “เกิดอะไรขึ้น?”
“เขาหาคุณค่าของตัวเองในทีมไม่เจอ ถึงแม้เขาบอกว่าจะเป็นนักการทูตของทีม แต่นักเรียนที่มาจากสถาบันศูนย์กลางลูกเสือรวมถึงอู่จย่ง หลี่อิงเจี๋ยและคนอื่นๆ ความจริงแล้วยังคงชอบติดต่อกับฉีหลงอยู่ดี บทบาทของเซี่ยอี๋ก็เลยกระอักกระอ่วนมากตั้งแต่แรกเริ่มจริงๆ” หลิงหลานบอกสถานการณ์อับจนของเซี่ยอีในตอนนั้นออกมาอย่างตรงประเด็น
หานจี้จวินย้อนนึกกลับไปก็พบว่าเป็นแบบนี้จริงๆ เขาเลยกล่าวด้วยสีหน้าละอายใจว่า “ขอโทษทีนะ ลูกพี่ ฉันมองข้ามเรื่องนี้ไป ในฐานะที่เป็นเสนาธิการของทีม แต่ฉันกลับไม่สังเกตเห็นว่าสภาพจิตใจของลูกทีมไม่มั่นคง ฉันบกพร่องต่อหน้าที่ในเรื่องนี้แล้ว”
“ตอนนั้นพวกเราเพิ่งเข้าโรงเรียนทหาร จุดยืนยังไม่มั่นคงก็มาเจอการท้าประลองของกลุ่มหุ่นรบเหลยถิง ความสนใจของทุกคนเลยไปอยู่ที่การประลอง ดังนั้นการที่มองข้ามก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก” หลิงหลานอธิบายความจริงออกมาทำให้หานจี้จวินรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
“ถึงแม้ตอนนั้นเซี่ยอี๋จะหาวิธีแสดงคุณค่าของตัวเองออกมาได้ ทว่าในสายตาฉัน มันไม่เหมาะสมเอามากๆ แต่ว่าตอนนั้นมันสามารถทำให้เซี่ยอี๋หลุดพ้นจากสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคงของตัวเองได้จริงๆ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ดังนั้นฉันก็เลยตกลง” หลิงหลานบอกเหตุผลที่เธอตกลงในเวลานั้นออกมา
“ยิ่งไปกว่านั้น งบด้านพลาธิการของทีมก็ถูกเติมจริงๆ นี่เป็นเรื่องดี จี้จวิน ฉันคิดว่าขอเพียงยินดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดยที่ไม่มีการบังคับปล้นชิง วางแผนร้ายลับหลัง ทำการหลอกลวงต้มตุ๋นคนอื่น มันก็ไม่มีแบ่งแยกดีชั่วในวิธีการหาเงินหรอกนะ” หลิงหลานไม่สนใจว่าเป็นการพนันหรือไม่ สิ่งที่เธอสนใจคือคุ้มค่าหรือเปล่า
“รับสิ่งที่เราควรรับ หยิบสิ่งที่เราควรหยิบ ขอเพียงฉันถามใจตัวเองแล้วก็ไม่มีอะไรที่น่าละอาย?!” หานจี้จวินประทับใจ
หลิงหลานไม่พูดต่ออีก เรื่องบางอย่างต้องอาศัยหานจี้จวินขบคิดให้เข้าใจด้วยตัวเอง คนอื่นช่วยเขาไม่ได้
ฉีหลงฟังบทสนทนาของทั้งสองคนมาโดยตลอด พอเห็นหานจี้จวินจมอยู่ในห้วงความคิด เขาถึงค่อยเอ่ยขัดถามหลิงหลานว่า “ลูกพี่ นายตั้งใจจัดการลงโทษเซี่ยอี๋แล้วใช่หรือเปล่า?”
หลิงหลานเลิกคิ้วน้อยๆ คล้ายกับกำลังถามฉีหลงว่าทำไมถึงคิดแบบนี้
“ปัญหาของเซี่ยอี๋ ลูกพี่ อย่าบอกว่านายมองไม่ออกนะ” ฉีหลงเอ่ยด้วยรอยยิ้มกริ่ม
“ที่แท้นายก็รู้แล้ว” ดวงตาทั้งสองข้างของหลิงหลานมีร่องรอยความชื่นชมพาดผ่านอย่างรวดเร็ว
“พรสวรรค์ของฉันคือสัญชาตญาณสัตว์ป่า พอฉันเปิดใช้พรสวรรค์ สัญชาตญาณสัตว์ป่าก็บอกฉันว่า เซี่ยอี๋อันตรายมาก” สีหน้าของฉีหลงพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมา
บทสนทนาของทั้งสองทำให้หานจี้จวินตื่นตกใจ เขาเอ่ยด้วยสีหน้ามึนงงว่า “ลูกพี่ ฉีหลง พวกนายกำลังพูดเรื่องอะไรกัน? เซี่ยอี๋มีปัญหาอะไร ลูกพี่บอกว่าแก้ปัญหาเรื่องสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคงของเขาแล้วไม่ใช่หรือไง?”
หลิงหลานกวาดตามองฉีหลงอย่างเรียบนิ่งแวบหนึ่ง บอกฉีหลงอย่างชัดเจนว่าให้เขาอธิบายให้เพื่อนสนิทของเขาฟัง
ฉีหลงขยี้จมูกตัวเอง ได้แต่อธิบายให้เพื่อนสนิทตัวเองฟังอย่างยากลำบาก “นายก็รู้ว่าพรสวรรค์ของฉันคือสัญชาตญาณสัตว์ป่า สามารถรับรู้ถึงอันตรายที่ซุกซ่อนไว้ สองปีก่อน ถึงแม้สภาพจิตใจของเซี่ยอี๋ไม่มั่นคง แต่ฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่าเซี่ยอี๋มีอันตรายอะไร…แต่พอเวลาผ่านไป ถึงแม้ตอนนี้ปัญหาเรื่องสภาพจิตใจของเซี่ยอี๋จะถูกแก้ไขแล้ว แต่พอฉันเปิดใช้พรสวรรค์ก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่เซี่ยอี๋มอบให้ฉัน และนับวันแรงกดดันนี้ก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
ฉีหลงมองไปทางหลิงหลานแล้วกล่าวต่อว่า “ก็เหมือนกับลูกพี่ เวลาปกติเขาทำให้ฉันรู้สึกกดดันมาก แต่ว่ายังทนได้ แต่พอฉันเปิดใช้พรสวรรค์ กลิ่นอายของลูกพี่น่ากลัวจนทำให้ฉันคิดว่า ขอเพียงลูกพี่คิด ฉันก็ตายได้” ฉีหลงกล่าวจบก็ตัวสั่นเทา
ในที่สุดหานจี้จวินก็ฟังเข้าใจแล้ว “นายหมายความว่า หลังจากที่นายเปิดใช้พรสวรรค์ ความรู้สึกที่เซี่ยอี๋มอบให้นายคือแข็งแกร่งมากและก็คุกคามนาย ถูกไหม?”
ฉีหลงพยักหน้าบ่งบอกว่าไม่ผิด หานจี้จวินก็เอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า “หรือว่าเขาซ่อนความสามารถเอาไว้?” หลังจากที่ถามคำถามนี้ออกมา ดวงหน้าของหานจี้จวินก็เผยสีหน้าเจ็บปวด ถึงอย่างไรเขาก็โดนเพื่อนที่ตัวเองให้การยอมรับหลอกลวง นี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกทรยศ
ฉีหลงไม่ตอบ เขามองไปทางหลิงหลาน เนื่องจากเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
หลิงหลานเห็นแบบนั้นก็ส่ายหน้ากล่าวว่า “ไม่ใช่ นั่นยังไม่ใช่พลังของเซี่ยอี๋ มีหลายครั้งที่ฉันสังเกตเห็นโดยบังเอิญว่าเซี่ยอี๋คอยสะกดมันไว้ตลอด”
คำตอบของหลิงหลานไม่เพียงทำให้หานจี้จวินตกตะลึง กระทั่งฉีหลงเองก็ทำหน้าอึ้งๆ คาดว่าฉีหลงก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้เหมือนกัน
“นั่นมันอะไรกันแน่?” ฉีหลงเอ่ยถาม
หลิงหลานปรายตามองเซี่ยอี๋ที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน และมองลั่วล่างที่ยืนอยู่ข้างเขาแวบหนึ่ง เอ่ยเหมือนตระหนักอะไรบางอย่างในใจ “ฉันสงสัยว่าบุคลิกที่สองก็เหมือนกับพรสวรรค์มารผกผันของลั่วล่าง”
“เซี่ยอี๋มีพรสวรรค์สายฟ้าไม่ใช่เหรอ? จะมีพรสวรรค์ที่สองอีกได้ยังไง?” ฉีหลงเอ่ยถามด้วยความตกใจ คนของสหพันธรัฐปลุกพรสวรรค์ได้แค่พรสวรรค์เดียวเท่านั้น ยังไม่เคยเห็นคนที่ปลุกพรสวรรค์ที่สองมาก่อน
“ฉันไม่ได้พูดว่านั่นเป็นพรสวรรค์ มันแค่คล้ายกับพรสวรรค์ของลั่วล่างเท่านั้น ฉันสงสัยว่านี่จะเกี่ยวข้องกับสายเลือดของตระกูบเซี่ยอี๋ เซี่ยอี๋ก็ไม่ได้ดูตกใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ถึงขนาดที่ตัวเขามีวิธีสะกดพลังสายนั้นด้วย”
“ฉันเดาว่า นี่อาจเป็นโรคหลายบุคลิกชนิดหนึ่ง…พลังสายนั้นป่าเถื่อนรุนแรงมาก มีกลิ่นอายทำลายล้าง น่าจะเป็นบุคลิกด้านมืดของเซี่ยอี๋” หลิงหลานเอ่ยอย่างเฉียบขาด
——————-