I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 610 คิดมากเกินไปแล้ว!
ทั้งสามคนรู้สึกประหม่าในใจ เดิมทีคิดว่าคนที่ส่งจดหมายเชิญคือลูกพี่ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นแม่ของลูกพี่ นี่ทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกเหมือนได้เจอบอสใหญ่ตัวสุดท้าย
ร้อยตรีเหอพาพวกเขามาที่หน้าประตูห้องแห่งหนึ่ง จากนั้นก็กดปุ่มติดต่อ “พันเอกคะ พันตรีทั้งสามท่านมาถึงแล้วค่ะ”
“เข้ามาได้” เสียงอ่อนละมุนดังมาจากในลำโพง ทำให้ทั้งสามคนใจเย็นลง ความรู้สึกประหม่าในตอนแรกถูกกวาดออกไปจนหมด ทั้งสามคนแอบประหลาดใจ ไม่นึกเลยว่าเสียงของแม่ลูกพี่จะไพเราะขนาดนี้ นี่คือเรื่องที่แน่อยู่แล้ว และก็เป็นหนึ่งในพรสวรรค์อันโดดเด่นที่สุดของหลานลั่วเฟิ่งด้วย ไม่เช่นนั้นเธอจะใช้เสียงนี้ล่อลวงหลิงเซียวได้อย่างไร
ทันทีที่สิ้นเสียงนี้ประตูห้องก็เลื่อนไปทางด้านข้างโดยอัตโนมัติ ร้อยตรีเหอส่งสัญญาณให้ทั้งสามคนตามเธอเข้าไป
นี่เป็นห้องรับแขก สิ่งที่ปรากฏในสายตาก็คือโซฟาวงกลม หญิงสาวงดงามคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนโซฟา ถือถ้วยชาไว้ในมือ พอเห็นพวกเขามาถึงแล้วก็คลี่ยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมในดวงตา และรอยยิ้มที่เป็นมิตรนั้นทำให้ทั้งสามคนเขินอายขึ้นมา มือไม้ลนลานไปชั่วขณะ
“นั่งสิ” หลานลั่วเฟิ่งวางถ้วยชาลงด้วยใบหน้ามีความสุข แล้วกล่าวพลางชี้ไปที่โซฟาตรงหน้า หลังจากนั้นก็สั่งร้อยตรีเหอผู้ช่วยของเธอว่า “เสี่ยวเหอ ช่วยเสิร์ฟชาให้พวกเขาด้วยนะ พวกเธอชอบดื่มอะไร? บอกได้เลยนะ”
สมาชิกทั้งสามคนในหน่วยรบลูกสาวเธอมีความสามารถที่เก่งกาจมาก เลื่อนขั้นเป็นพันตรีได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เห็นได้ว่ามีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัด ไม่เพียงแค่นั้น พวกเขาก็มีสไตล์บุคลิกของตัวเองด้วย การมาเยื่อนของไอดอลหนุ่มน้อยพวกนี้ทำให้เธอมีความสุขมากเหลือเกิน
สาเหตุที่หลานลั่วเฟิ่งมาเจอหน้าพวกหลี่หลานเฟิงเอง ความจริงแล้วมีนัยยะแอบแฝงอยู่ หลิงหลานรับปากว่าจะหาโอกาสถอนตัวในอีกสองปีข้างหน้า และกลับคืนสู่สถานะลูกสาวในที่สุด พอเห็นว่าสามารถกำจัดไข้ใจที่รบกวนเธอมาตลอดยี่สิบกว่าปีได้ หลานลั่วเฟิ่งก็เริ่มใคร่ครวญเกี่ยวกับอายุของลูกสาวตัวเอง ทันใดนั้นเธอก็พบว่าลูกสาวตัวเองมีอายุไม่น้อยแล้วเหมือนกัน อายุยี่สิบเอ็ด พอนึกถึงเมื่อตอนนั้น เธออายุเท่านี้ก็แต่งงานกับหลิงเซียวแล้ว
เธอพลันพบว่าลูกสาวใกล้จะกลายเป็นผู้หญิงขึ้นคาน (เทียบกับหลานลั่วเฟิ่งที่คบหาเร็วแต่งงานเร็ว) หลานลั่วเฟิ่งก็ร้อนใจอยู่บ้าง และเริ่มวางแผนหาลูกเขยในอนาคต ภายในกองทัพที่ยี่สิบสาม ขอเพียงเป็นคนมีความสามารถ นายทหารหนุ่มโสดที่โดดเด่นมีประวัติครอบครัวขาวสะอาดล้วนเป็นเป้าหมายที่เธอให้ความสนใจ
นี่เกี่ยวพันถึงความสุขในอนาคตของลูกสาวเธอ หลานลั่วเฟิ่งย่อมอยากหว่านแหจับปลา แล้วเลือกปลาตัวโตที่อวบอ้วนที่สุด…อ้อ ไม่สิ เป็นนายทหารหนุ่มที่โดดเด่นที่สุด
ดังนั้นพอได้ยินว่าลูกสาวของเธอตั้งใจจะเชิญลูกทีมสามคนที่มีความสามารถโดดเด่นในกองทัพที่ยี่สิบสามมาเป็นแขกที่นี่ หลานลั่วเฟิ่งก็จัดการเรื่องนี้เอง นี่ก็คือสาเหตุว่าทำไมเธอให้เสี่ยวเหอเฝ้าอยู่ตรงหน้าประตู เธอต้องได้เห็นกับตาตัวเองว่าชายหนุ่มที่ยอดเยี่ยมสามคนนี้เป็นอย่างไรกันแน่ มีคุณสมบัติพอที่จะคู่ควรกับลูกสาวสุดที่รักของพวกเธอหรือเปล่า
การทักทายที่อบอุ่นของหลานลั่วเฟิ่งทำให้ทั้งสามคนตื่นตระหนก พวกเขารีบแสดงความเคารพทักทายหลานลั่วเฟิ่ง หลังจากนั้นก็นั่งลงอย่างระมัดระวัง ทั้งสามคนยืดอกเก็บหน้าท้อง แสดงท่านั่งที่เรียบร้อยที่สุดของทหาร
หลานลั่วเฟิ่งที่มีความประทับใจแรกพบดีมากก็เริ่มสังเกตพวกเขาอย่างละเอียด ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาปรากฏขึ้นมาในสมอง
เริ่มแรกคือจ้าวจวิ้นที่มีร่างกายกำยำ หน้าตาหล่อเหลา รูปร่างสูงใหญ่ทำให้หลานลั่วเฟิ่งลอบผงกศีรษะ จ้าวจวิ้น อายุยี่สิบสี่ ผู้ควบคุมหุ่นรบไพ่ราชาระยะประชิด อายุเหมาะมาก แต่ว่าหุ่นรบระยะประชิดถูกขนานนามว่าเป็นหุ่นรบเดิมพันชีวิตไม่ใช่หรือไง นี่มันอันตรายมากเกินไปแล้ว…หลานลั่วเฟิ่งลอบกากบาทจ้าวจวิ้นอย่างเงียบๆ
หลานลั่วเฟิ่งหมดความสนใจต่อจ้าวจวิ้นแล้ว จากนั้นก็ทอดสายตามายังหลี่หลานเฟิงที่อยู่ตรงกลาง พอเห็นหน้ากากรวมถึงคำเตือนว่าอ่อนแอเล็กน้อย หลานลั่วเฟิ้งก็ขมวดคิ้วนิดๆ
หลี่หลานเฟิง อายุยี่สิบสี่ ผู้ควบคุมหุ่นรบไพ่ราชาแบบผสม นี่ปลอดภัยกว่าคนก่อนหน้านี้นิดหน่อย แต่บนข้อมูลบอกว่าดวงตาทั้งสองข้างของเขาพิการแต่กำเนิด คุณสมบัติร่างกายก็ไม่ถือว่าดีมาก เทียบกับทหารทั่วไปแล้วยังด้อยกว่าเล็กน้อย…คนนี้ก็ไม่ได้ ลูกสาวเธอจะแต่งงานกับคนที่ร่างกายแย่ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเกิดเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเป็นการทำร้ายจิตใจลูกสาวของเธอเหรอ? คนนี้ก็ต้องกากบาท คุณแม่หลานให้หลี่หลานเฟิงสามสไตรค์ไล่ออกจากสนามโดยไม่ลังเลเลยสักนิดเดียว
ในใจของคุณแม่หลาน ลูกสาวของเธอจะต้องสืบทอดตระกูลหลิงในอนาคต แน่นอนว่าจะแต่งออกไปไม่ได้เป็นอันขาด ถ้าเกิดหาลูกเขย นั่นก็ต้องเป็นลูกเขยที่แต่งเข้าบ้าน
คุณแม่หลานทอดสายตามาที่ตัวหลี่ซื่ออวี๋ ดูอ่อนโยนสง่างาม นิสัยดูเป็นคนอบอุ่น บวกกับใบหน้าหล่อเหลาที่มีรอยยิ้มจางๆ ทำให้หลานลั่วเฟิ่งเกิดรู้สึกว่าคล้ายคลึงกับหลิงเซียว ในใจก็ยิ่งชื่นชอบ หลานลั่วเฟิ่งชอบคนที่เหมือนหลิงเซียว เมื่อเจอคนที่มีบุคลิกคล้ายกัน ระดับความชื่นชอบย่อมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ…
หลี่ซื่ออวี๋ แพทย์ทหารประจำโรงพยาบาลกองทัพ คนนี้ดูปลอดภัย คนนี้ดูดี อาชีพของหลี่ซื่ออวี๋เพิ่มคุณค่าให้เขาอีกครั้ง คุณแม่หลานค่อนข้างพอใจกับอาชีพนี้ บวกกับสามปีที่หลี่ซื่ออวี๋อยู่ในกองทัพที่ยี่สิบสาม ผลงานวิจัยต่างๆ ที่เขาได้รับเพียงพอพิสูจน์ความเก่งกาจยอดเยี่ยมของเขา
หลานลั่วเฟิ่งครุ่นคิดในใจ ยีนที่โดดเด่นนี้ รุ่นต่อไปน่าจะไม่ด้อยไปกว่ากันใช่ไหมนะ…แต่คิดดูแล้ว สายเลือดของหลิงเซียวล้วนเป็นผู้ควบคุมหุ่นรบ ถ้าอยากให้ทายาทรุ่นหลังเก่งกาจมากพอ ควรเลือกคู่ที่เป็นผู้ควบคุมหุ่นรบที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศจะดีที่สุด
พอคิดแบบนี้ อารมณ์ดีๆ แต่เดิมของหลานลั่วเฟิ่งก็หายไป สามคนตรงหน้านี้ล้วนไม่เหมาะสม เมื่อไหร่เธอถึงจะหาลูกเขยที่ถูกใจเจอนะ…
พอเห็นหลานลั่วเฟิ่งใช้สายตาแปลกประหลาดประเมินพวกเขาแล้วก็ทำหน้าผิดหวัง พวกหลี่หลานเฟิงก็อดใจเต้นตึกตักไม่ได้ หรือว่าพวกเขาสามคนไม่ผ่านการทดสอบของคุณแม่หลาน คิดว่าพวกเขาไม่เหมาะที่จะเป็นลูกทีมของลูกพี่เหรอ?
แผ่นหลังของทั้งสามคนพลันหลั่งเหงื่อเย็นๆ โดยเฉพาะหลี่หลานเฟิง ขมับของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นๆ แล้ว…
ฮือๆๆ ลูกพี่ รีบมาช่วยพวกเขาเร็วเข้า พันเอกหลานน่ากลัวชะมัดยาดเลย วินาทีถัดมาพวกเขาจะโดนพันเอกหลานไล่ออกไปหรือเปล่า?
ในขณะที่ทั้งสามคนใกล้จะเป็นบ้าเพราะถูกคุณแม่หลานจ้องมองด้วยสายตาผิดหวัง พวกเขาก็ได้ยินเสียงติ๊งดังขึ้นที่หน้าประตู ประตูห้องเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างอันคุ้นเคยที่พวกเขาสามคนไม่ได้พบมาสามปีแต่ว่ายังคงจดจำอยู่ในใจตลอดเวลาก็เดินเข้ามา
ทั้งสามคนลุกขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าประหลาดใจแกมยินดีว่า “ลูกพี่!” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“พรวด~!” หลานลั่วเฟิ่งเพิ่งจะดื่มชาไปอึกหนึ่ง ได้ยินทั้งสามคนเรียกขาน เธอก็พ่นชาออกมาทันที
“พันเอกคะ คุณไม่เป็นไรใช่มั้ย” ร้อยตรีเหอพุ่งเข้าไปด้วยใบหน้าตื่นตระหนก เธอไม่ลืมหยิบผ้าขนหนูแห้งๆ ยื่นให้หลานลั่วเฟิ่งด้วย
หลานลั่วเฟิ่งรับผ้าขนหนู เธอเช็ดตัวเองไปด้วย เอ่ยถามด้วยสีหน้าสับสนไปด้วยว่า “เมื่อกี้ พวกเธอเรียกว่าอะไรนะ?”
จ้าวจวิ้นกำลังจะตอบ หลี่หลานเฟิงก็รั้งเขาไว้แล้วแย่งพูดก่อนว่า “พวกเราเรียกหัวหน้าครับ! พันเอก!”
ปฏิกิริยาตอบสนองของหลี่ซื่ออวี๋ก็ไวมากเช่นกัน เขารีบตอบกลับทันทีว่า “ใช่ครับ พันเอก พวกเราเรียกหัวหน้าครับ”
หลานลั่วเฟิ่งหันหน้ามองไปทางร้อยตรีเหอ “เมื่อกี้เรียกหัวหน้าจริงๆ เหรอ?”
ร้อยตรีเหออดไม่ได้ที่จะมองหลิงหลานแวบหนึ่ง เมื่อพบว่าอีกฝ่ายจ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นชาและคมกริบ เหมือนกำลังพูดกับเธอชัดเจนเลยว่า รู้นะว่าควรตอบยังไง
ร้อยตรีเหอน้ำตานองหน้าในใจ เธอตอบกลับโดยไม่ลังเลว่า “พันเอกคะ เมื่อกี้พันตรีทั้งสามท่านเรียกหัวหน้าจริงๆ ค่ะ” ขอโทษด้วยนะคะ พันเอก สายตาของคุณชายหลานเย็นเยียบมากน่ากลัวมากเลย ฉันไม่อยากถูกเขาแช่เป็นมนุษย์น้ำแข็งค่ะ
หลานลั่วเฟิ่งกุมหน้าผาก “หรือว่าฉันฟังผิดไป” คิดๆ ดูแล้วเมื่อกี้เธอก็อารมณ์ไม่ดี ใจลอย บางทีอาจจะเกิดเรื่องแบบนี้ก็ได้!
“แม่ครับ ในเมื่อเพื่อนของผมมาแล้วแม่ก็ไปจัดการธุระของแม่เถอะ” พอเห็นทั้งสามเหงื่อโชกก็รู้ว่าแม่ของเธอคงจะมอบแรงกดดันมหาศาลให้พวกเขา ถึงแม้หลิงหลานไม่รู้แน่ชัดว่าแรงกดดันนี้มาจากที่ไหน แต่เธอใจแข็งเห็นเพื่อนทรมานไม่ได้ ก็เลยเอ่ยปากช่วยเหลือโดยไม่ลังเล
หลานลั่วเฟิ่งเห็นว่าสามคนตรงหน้านี้ไม่เข้าตาก็หมดอารมณ์คุยต่อเช่นกัน บวกกับเธอเองก็รู้ว่าผู้ปกครองไม่เหมาะที่จะอยู่ข้างๆ ระหว่างที่พวกเด็กๆ สนทนากัน พอได้ยินคำพูดของหลิงหลานก็ไม่ได้คัดค้าน ก่อนจะลุกขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “งั้นหลิงหลาน ลูกต้องดูแลพวกเขาให้ดีๆ นะ” กล่าวจบ เธอก็สะบัดแขนเสื้อพาร้อยตรีจากไปเงียบๆ
ประตูห้องเพิ่งจะปิดลง พวกหลี่หลานเฟิงสามคนที่ยืนตัวตรงด้วยความเคารพมองส่งหลานลั่วเฟิ่งจากไปก็ล้มไปกองบนโซฟาทันที หลี่หลานเฟิงถึงกับกุมหัวใจ แล้วเริ่มหอบหายใจหนักๆ
หลิงหลานเห็นแบบนั้นก็รีบก้าวเข้ามาแล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่า “หลานเฟิง นายไม่เป็นไรใช่มั้ย”
หลี่หลานเฟิงพลันโบกมือและเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แค่ตื่นเต้นมากไป พอผ่อนคลาย ปฏิกิริยาตอบสนองเลยค่อนข้างเยอะเท่านั้น”
หลิงหลานไม่วางใจ เธอเคยเห็นกับตาว่าหัวใจของหลี่หลานเฟิงมีปัญหา เธอมองไปทางหลี่ซื่ออวี่ ส่งสายตาสอบถามสภาพอาการที่แน่ชัด
หลี่ซื่ออวี๋กุมข้อมือของหลี่หลานเฟิงไว้ ก่อนจะหลับตาสัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็ลืมตาพยักหน้ากล่าวว่า “ไม่มีปัญหาอะไร เครียดมากเกินไปจริงๆ จู่ๆ พอผ่อนคลาย ร่างกายเลยเกิดการตอบสนอง เป็นอาการปกติ”
หลิงหลานได้ยินคำกล่าว หน้าผากพลันผุดขีดดำ “แม่ฉันมอบแรงกดดันให้พวกนายมากขนาดนี้เลยเหรอ?” ตอนนั้นเธอใช้ไอพลังและสายตาคมกริบมาฝึกฝนความอดทนทางจิตใจของพวกเขามาโดยตลอด ใช้แรงกดดันที่ทรงพลังมากแค่ไหนก็ไม่มีการตอบสนองเช่นนี้เลย หรือว่ารอยยิ้มของแม่เธอทรงพลังกว่าไอพลังและสายตาเย็นชาของเธอ?
“ดังนั้นถึงได้มีคำกล่าวว่า ซ่อนดาบในรอยยิ้มอ่อนโยนไง” เสี่ยวซื่อกระโดดออกมาฉับพลัน ถ้าเกิดแม่ใช้สายตาอ่อนโยนจ้องมองเขา เขาก็จะเกิดอาการคล้ายคลึงกับการประมวลผลขัดข้องและเครื่องค้าง…ดาบที่ซ่อนในรอยยิ้มอ่อนโยนร้ายกาจมากเหลือเกิน! นอกจากนี้ยังทำให้คนขัดขืนไม่ได้ด้วย เสี่ยวซื่อทอดถอนใจ
เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เสี่ยวซื่อเอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน หลิงหลานก็สงบนิ่งมาก เธอชินกับการที่เสี่ยวซื่อผีเข้าผีออกมานานแล้ว และทำการเมินเขาไปอย่างสิ้นเชิง
“เพราะว่าพันเอกดูเหมือนกับไม่พอใจพวกเราเลย” หลี่หลานเฟิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มขื่น “ฉันกลัวว่าวินาทีต่อมา พันเอกจะพูดว่า ขอโทษนะ ความสามารถของพวกนายในตอนนี้ไม่เหมาะที่จะเข้าร่วมหน่วยรบของลูกชายฉันหรอก”
‘เปาะ!’ นิ้วข้างหนึ่งดีดใส่หน้าผากที่เกลี้ยงเกลาของหลี่หลานเฟิงโดยตรง แทบจะทำใหหลี่หลานเฟิงล้มไปบนโซฟา
“นายคิดมากเกินไปแล้ว” หลิงหลานเอ่ยอย่างเรียบนิ่ง “แม่ฉันไม่สนใจเรื่องหน่วยรบของฉันหรอก อย่างมากที่สุดแม่ก็…”
หลิงหลานหยุดพูดกลางคัน แววตาเผยความเข้าใจเล็กน้อย เธอเบ้ปากอย่างจนปัญญา แม่ของเธอทำเรื่องน่าเบื่ออีกแล้ว ดูท่าเธอต้องเตือนพ่อของเธอสักหน่อยแล้วว่า อย่าเมินเฉยแม่เพราะเรื่องของกองทัพ จนทำให้แม่มีแรงมีเวลาไปคิดเรื่องมั่วซั่ว
หลิงหลานที่รู้เหตุผลแล้วว่าเป็นเพราะอะไรก็หยุดหัวข้อนี้โดยไม่ลังเล เธอเดินไปยังห้องชาที่อยู่ด้านข้าง แล้วถามนิ่งๆ ว่า “อยากดื่มอะไร?”
———–————