Knight's Hour เพราะเป็นเจ้านาย - ตอนที่ 0
ผมชื่อเอกภพ แปลว่าหนึ่งเดียวในโลก
ส่วนเขาชื่อนราธิป แปลว่าเป็นใหญ่ในหมู่คน
ผมรู้จักเขาดี
อย่างน้อยก็เคยคิดแบบนั้นจนเจอตัวจริง ก่อนจะเปลี่ยนความคิด เมื่อได้เห็น ‘ตัวตน’ ที่แท้จริง
“คุณคงไม่กลับคำพูดทีหลังหรอกนะ”
“ฉันไม่ทำหรอก”
นั่นคือคำยืนยันของเขา พร้อมรอยยิ้มเหยียดทั้งที่ดวงตายังแฝงความโศกเศร้า
“เพราะฉันไม่ได้เป็นคน ‘ทำ’”
และนั่น…คือจุดเริ่มต้น
พวกเราจูบกันดูดดื่มทันทีที่ปิดประตูห้อง ผมอยากอาบน ้าก่อน แต่ ‘นาย’ กลับกระชากเสื้อผม
ให้เข้าใกล้ บังคับให้ก้มต ่า ก่อนใช้เรียวลิ้นรุกแทรกเข้ามา อีกทั้งยังเอนตัวดุนดันตรงหว่างขาของ
ผมให้สัมผัสถึงบางสิ่งที่ตื่นตัวใต้กางเกง
สีหน้าของเขา ‘อยาก’ มาก
ผมสนองตอบโดยการกระชากตัวเขาแนบกับกำแพง ก่อนจะเป็นฝ่ายบดจูบเร้าร้อน พร้อมปลด
กระดุมทีละเม็ด
“มีปัญญาแค่นี้รึไง”
ถ้อยคำท้าทายพร้อมกับนายที่กระชากเสื้อผมจนขาด กระดุมกระเด็น ผมได้แต่มองเขาอย่าง
อึ้งๆ แต่เมื่อเห็นใบหน้าเชิดอย่างเย่อหยิ่งก็หลุดยิ้มออกมา ยอมให้เขาชักนำแต่โดยดี
ยกแรก เขาขึ้นควบบนตัวผม
ยกที่สอง ผมขึ้นคร่อมเขา
ยกที่สาม เรานัวเนียกันจนไม่รู้ว่าใครชนะใคร
ยกที่สี่ ผมคุมเกมอย่างอยู่หมัด
ความจริงอันน่าตลกคือนายชอบเอาชนะ และผมก็ชอบเอาชนะเหมือนกัน
ความแตกต่างระหว่างเราสองคน คือนายจะไม่ยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ขณะที่ผมยินยอมเป็น
เบี้ยล่าง เฝ้ามองเหยื่อที่ยิ้มเริงร่าอย่างเหนือกว่า ก่อนจะรอให้อีกฝ่ายหมดแรงแล้วตะปบ กินทั้ง
เลือดทั้งเนื้อรวมทั้งกระดูกอย่างหมดจดไม่ให้พลิกขึ้นมาได้อีก
“อา…”
ยกที่ห้า ผมปลดปล่อยในตัวเขาพร้อมแรงตอดหนึบ
พวกเราเหงื่อออกซึมแม้จะเปิดเครื่องปรับอากาศจนเย็นเฉียบ ตอนถอนกายออกมานายนอน
ทรุดอย่างสิ้นท่า ร่างกายที่มีไลน์กล้ามเนื้ออย่างคนชอบออกกำลังกายเป็นประจำหอบหายใจ
จนหน้าอกสะท้อนขึ้นลง ขาทั้งสองอ้ากว้างเผยให้เห็นไปถึงไหนต่อไหน
ผมมองภาพนั้นด้วยสายตาพอใจ ก่อนจะดึงถุงยางโยนทิ้งกับอันที่ใช้แล้วซึ่งกองกระจายเต็มพื้น
ช่วงนี้เกิดเรื่องชุลมุนจนไม่มีเวลาหาคู่นอนมาระบายอารมณ์ นายนับว่าเข้ามาในจังหวะที่ใช่
พอดี
“ไหวมั้ย”
ผมก้มมองคนที่นอนหอบระรัว ใบหน้าเอนซบหลับตาพริ้มกับหมอนหนานุ่ม เห็นแล้วก็อดเกลี่ย
เส้นผมสีน ้าตาลละเอียดของนายไม่ได้ จนเห็นริ้วรอยของวัยตรงหางตาเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ น่า
แปลก เพราะผมคิดว่ามันช่างเซ็กซี่บาดใจ จนเผลอก้มไปจูบเบาๆ
“อย่า…”
นายพลิกตัวนอนคว ่าพลางชักสีหน้าหงุดหงิด ดึงผ้าห่มคลุมตัวเองทั้งที่ตัวยังเลอะคราบคาว
“ผมจะพาไปทำความสะอาด”
“ไม่ต้อง”
นายตอบทั้งที่ไม่ลืมตา วันนี้เขาอ่อนล้าทั้งกายและใจ
“คุณมักอารมณ์เสียหลังมีเซ็กซ์รึไง” ผมหัวเราะเบาๆ ไม่ถือสากับท่าทางไร้เยื่อใย ยังไงซะนายก็
คิดว่าผมเป็นแค่คนดวงซวยที่อยู่ตรงนั้นในตอนที่เขาต้องการใครสักคนพอดี และคนดวงซวย
ที่ว่าก็ดันตอบรับคำเชิญชวนของคนแก่อายุสี่สิบเอ็ด ซึ่งยังมักมากในกามและดูแลตัวเองซะปึ๋ง
ปั๋ง
เสียก็แต่เขามักเป็นฝ่ายเสียบคนอื่น พอโดนจิ้มซะเอง ก็เลยนอนพังพาบปวดเอวแบบนี้
“ถ้าจะสูบบุหรี่ก็ไปข้างนอก”
ผมที่เพิ่งจุดบุหรี่ชะงักเมื่อนายปรือตามองอย่างไม่พอใจกับกลุ่มควันลอยอ้อยอิ่ง ก่อนจะเลิกคิ้ว
แสร้งทำเป็นยื่นหน้าเข้าใกล้ แต่นายพลิกตัวหนีแล้วดึงผ้าห่มจนคลุมมิด แสดงท่าทีรังเกียจอย่าง
เห็นได้ชัด
นี่มันได้แล้วทิ้งกันเห็นๆ
ผมยักไหล่ ก่อนจะเดินไปสูบบุหรี่ต่อที่ระเบียง ด้วยวิวคอนโดชั้นยี่สิบทำให้กรุงเทพยามราตรี
เป็นกับแกล้มชั้นเยี่ยม ผมพ่นควันออกมาจางๆ ก่อนจะครุ่นคิดว่าจะเอายังไงต่อ
รสเซ็กซ์กับนาย แม้จัดจ้านแต่ไม่นับว่าติดใจ ผมไม่ใช่คนบ้าเซ็กซ์ คิดซะว่าเป็นแค่กิจกรรม
ระบายความใคร่ที่มีก็ดีไม่มีก็ได้ จึงไม่เคยใช้สิ่งนี้ในการตัดสินเหนือความรู้สึก
ถ้าอย่างนั้น…ผมกำลังรู้สึกดีๆ กับนายงั้นเหรอ
ผมไม่ค่อยแน่ใจตัวเอง แต่การที่ตกปากรับคำ ก็นับว่ามีใจไปแล้วกว่า 20% แล้วอีก 80% ล่ะ คือ
อะไร
คงจะเพราะ…ผมรู้จักเขาดีเกินไป
เรื่องของผมกับนายนั้นค่อนข้างซับซ้อน
ผมได้รับมอบหมายจากผู้มีพระคุณท่านหนึ่งในการสืบหาประวัติของนาย ทำให้รู้ว่านายนั้นเคย
หลงรักเด็กผู้ชายคนหนึ่งถึงขนาดยอมจ่ายเงินซื้อตัว กักขังร่วมหนึ่งปีเต็ม ก่อนจะถูกเด็กคนนั้น
ดัดหลัง ใช้เซ็กซ์หลอกให้ตายใจคิดว่ารักตอบ คลายความระวังจนหนีออกไปได้พร้อมกับ
เอกสารทุจริตที่ทำให้ไม่กล้าเข้าไปตอแยด้วยกลัวว่าจะถูกฟ้องสองข้อหาติด หนึ่งคือการฉ้อโกง
บริษัท สองคือการพรากผู้เยาว์
นั่นเป็นเรื่องเมื่อสี่ปีก่อน และผมก็ได้พบกับเขาอีกครั้งหลังอีกฝ่ายตามมาตอแยเด็กคนเดิมที่
บรรลุนิติภาวะแล้ว เด็กคนนั้นคือคนรักของบอส เจ้านายคนปัจจุบันของผม เจ้าของ ‘คิงส์คลับ’
ธุรกิจผิดกฎหมายที่ฉากหน้าเปิดผับธรรมดา แต่ฉากหลังเป็นคลับชั้นสูง มีกฎระเบียบที่เข้มงวด
คัดกรองสมาชิกอย่างดี เปรียบเสมือนคาสิโนขนาดย่อมที่ให้บริการทั้งเซ็กซ์และยาเสพติด
คลับแห่งนี้วางลำดับชั้นอย่างชัดเจน
ผู้มีอำนาจสูงสุด คือบอส…หรือก็คือ ‘คิง’ เจ้านายของผม
ถัดมาคือ ‘ควีน’ หรือนิลกาฬ คนรักของบอสที่เพิ่งเข้ามาในคลับและได้รับการยอมรับจากทุกคน
โดยไร้ข้อกังขา
รองลงมาคือ ‘เรือ’ มีทั้งหมดสองคน ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของคลับ มีอำนาจตัดสินใจรองจากบอส
และควีน
จากนั้นจึงเป็น ‘บิชอป’ อีกสองคน มีหน้าที่ในการติดต่อกึ่งเลขาของบอสและควีน คอยคัดกรอง
สมาชิกและดูแลทั้งคลับและผับ
และที่ขาดไม่ได้ คือ ‘อัศวิน’
ตำแหน่งนี้มีสองคนเช่นเดียวกัน คนหนึ่งคอยคุมประตูที่ชั้นหนึ่ง ตรวจบัตรลูกค้าและคอยเป็น
ฉากหน้าหากถูกตรวจค้น อีกคนดูแลชั้นสอง คอยห้ามปรามเวลาเกิดเรื่องวิวาทจนต้องใช้กำลัง
ผมคืออัศวินชั้นหนึ่ง
ส่วนพนักงานที่ไม่มีตำแหน่งรองรับ จะถูกเรียกว่า ‘เบี้ย’
ลำดับชั้นในคิงส์คลับอ้างอิงจากหมากรุก ทั้งหมดเป็นความคิดของบอส แม้จะฟังเหมือนเล่น
สนุก ไม่น่าใช้งานได้จริง แต่หน้าที่ที่แบ่งแยกอย่างเอกเทศนั้นกลับเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้คิงส์ค
ลับเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงในแวดวงผิดกฎหมาย
ฉะนั้นเมื่อ ‘นาย’ หมายใช้คลับเป็นทางเชื่อมหาควีนคนสำคัญ ผมซึ่งเป็นอัศวินชั้นหนึ่งจึงต้อง
ขับไล่อย่างสุภาพ ก่อนจะได้รับคำสั่งให้จับตัวเขา เพราะนายพัวพันเกี่ยวกับเหตุวิกฤตอย่างหนึ่ง
ของคลับที่เล่นเอาทั้งคิงและควีนแทบแย่
และนั่นก็เป็นสาเหตุให้ผมตกล่องปล้องชิ้นกับนาย เขาอกหักดังเปาะ พ่ายแพ้แก่ควีนอย่าง
สิ้นท่า แถมยังถูกปฏิเสธรัก ไร้เยื่อใยโดยสิ้นเชิง ตามประวัติที่ผมเคยสืบมาก่อน นายเป็นคน
มั่นใจในตัวเอง เย่อหยิ่ง และชอบคิดว่าเหนือกว่าคนอื่นๆ แต่นายที่ผมเห็นในวันนี้ เป็นเพียงคน
ธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องการคนปลอบโยนผ่านสัมพันธ์ทางกาย ไม่มีอะไรสักอย่างนอกจากตัวและ
หัวใจที่ยับเยิน
แล้วผมที่รู้จักเขา เห็นเขามาตั้งแต่ต้น แถมยังเข้าใจความรู้สึกเขาเป็นอย่างดี จะปฏิเสธคำเชิญ
ชวนนั้นได้ยังไง
นายต้องการความสัมพันธ์เพียงข้ามคืน ขอให้ผ่านคืนนี้ไปได้โดยไม่โดดเดี่ยว จากคนที่ล่วงรู้
อดีตซึ่งเก็บซ่อน จากคนที่สามารถเผยความอ่อนแอให้เห็นโดยไม่อาย แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับ
เขา
แต่ตัวผมนั้น…
“นี่”
ผมหันไปมองด้านหลัง พบว่าคนที่ควรจะนอนปวดเอวกำลังยืนกุมสะโพกทำหน้าหงุดหงิดอยู่
ข้างประตูกระจกที่เปิดออกรับลมหนาวตอนกลางคืน
“เรียกชื่อผมสิ”
“…เอก”
ผมยกยิ้มตามคำเรียกนั้น รู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก
“จะสูบบุหรี่อีกนานแค่ไหน ฉันจะนอนแล้ว”
“ก็นอนสิครับคุณ หรืออยากให้ผมไปร้องเพลงกล่อม” ผมพูดพลางพ่นควันบุหรี่ด้วยท่าทางไม่
ทุกข์ร้อน
“ฉันชวนนายมานอนด้วย”
“ผมก็ ‘นอน’ กับคุณไปแล้ว”
นายมองผมอย่างขุ่นเคือง
“อย่าต่อปากกับฉันไอ้เด็กเมื่อวานซืน แกก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร”
ผมหัวเราะร่วน ก่อนจะดับบุหรี่อย่างว่าง่าย
“ปีนี้ผมอายุยี่สิบแปด ไม่เด็กสักเท่าไหร่”
“ฉันสี่สิบเอ็ด”
“ผมรู้…” ผมพึมพำ พอคิดว่าห่างกันถึงสิบสามปีก็รู้สึกแปลกๆ แต่เพราะเขาหมั่นดูแลรูปร่าง
หน้าตา ถึงหลงคิดว่าพวกเราไม่ได้ห่างกันมาก “และผมรู้…ว่าคุณตามผมไป ‘นอน’ ด้วย
ความหมายไหน แต่ไม่เข้าใจ กับแค่พูดคำว่า ‘ฉันนอนไม่หลับหากไม่มีคนอยู่ข้างๆ’ มันยากนัก
เหรอครับนาย”
ชื่อของเขาคือนราธิป แปลว่าเป็นใหญ่ในหมู่คน
ฉะนั้นเขาจึงมีชื่อเล่นว่านาย มาจากคำว่าเจ้านาย
แต่เวลาที่ผมเรียกคำนั้น กลับตีความหมายในฐานะของการเรียกขานคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้
มีสิทธิ์หรืออำนาจเหนือกว่าใคร
เพราะผมคือเอกภพ
ในเมื่อผมคือที่หนึ่ง ต่อให้ใหญ่มาจากไหนเขาก็เป็นได้แค่ที่สอง
ไม่ว่ายังไง ‘เอก’ ก็เหนือกว่า ‘นาย’
นั่นคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด