Knight's Hour เพราะเป็นเจ้านาย - ตอนที่ 20 : เผด็จศึก
เที่ยงตรง ผู้ช่วยที่ผมโทรตามก็มาเจอกันที่คอนโดของนาย
“ทำไมต้องเป็นหมอนี่ด้วย!”
สองเสียงประสานกันชวนให้รื่นหูสุดๆ ผมคาดอยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้เลยไม่ค่อยประหลาดใจ
เท่าไหร่ เพียงแต่รอให้พวกเขาจ้องหน้ากันจนพอใจแล้วค่อยเข้าไปห้ามทัพก่อนที่จะมีการลงไม้
ลงมือขึ้นมา
ครับ ผมไม่ให้นายไปคนเดียว และก็จะไม่เข้าไปแค่สองคนด้วย
แม้ทางนั้นจะมีคนแก่หนึ่งคน คุณนิด และสมร แต่ในเมื่อผมต้องคอยปกป้องนาย จึงตัดสินใจ
โทรเรียกเก่งมาช่วยในกรณีต้องพะบู๊
เสียแต่อัศวินคนนี้แม้รู้ว่าผมคบกับนายก็ยังไม่ชอบขี้หน้านายสักเท่าไหร่
“ไหนพี่เอกบอกว่ามีเรื่องอยากให้ผมช่วยไง ไม่ใช่…ให้ผมมาช่วยไอ้แก่นี่”
“แกว่าใครนะ” นายกัดปากอย่างเจ็บแค้นที่ถูกว่า เอาน่า…เทียบกับผมนายยังเหมือนคุณน้าคุณ
อา แต่ถ้าเทียบกับเก่งแล้ว…เขาน่ะรุ่นพ่อเลย “ฉันก็ไม่ได้อยากให้แกมาช่วย มาทางไหนก็
กลับไปทางนั้นซะ”
“เก่ง ขอโทษนายเดี๋ยวนี้” ผมเดินมาขวางก่อนที่เพื่อนร่วมอาชีพจะปล่อยหมัดใส่คนรัก “นาย
เคลียร์กับควีนแล้ว และเขาก็ไม่ได้ติดแบล็คลิสต์ในคลับแล้วด้วย อย่างน้อยก็ควรให้เกียรติเขา
ในฐานะลูกค้าคนหนึ่ง แถมพี่ยัง…”
ผมพยายามส่งสายตาบอกเก่งว่าตอนนี้ยังง้อไม่สำเร็จ ฉะนั้นอย่าได้สร้างความลำบากใจเชียว
เก่งหน้าเสีย เขาไม่เคยถูกผมตำหนิมาก่อน แล้วยังไม่นับเรื่องที่ผมทำท่าเกรงอกเกรงใจคนอื่น
นอกจากบอส
ส่วนนายเองก็ทำหน้าไปไม่เป็น ดึงชายเสื้อผมพลางถามอย่างเอาเรื่อง
“ฉันไม่ได้ติดแบล็คลิสต์แล้ว? ทำไมเพิ่งมาบอกตอนนี้”
ผิดตลอดอ่ะนายเอกภพ
“ผมลืม อันนี้ไม่ได้ตั้งใจปิดบังนะ แต่ลืมจริงๆ”
“แก…” นายยกมือจะตี แต่โดนรวบข้อมือไว้ทัน ผมหันไปส่งเสียงจุ๊ๆ ให้นายพลางเหล่ตามองเก่ง
เป็นอันรู้กันว่าในเมื่อผมช่วยปกป้องเขาแล้ว นายเองก็ควรจะปกป้องศักดิ์ศรีในฐานะรุ่นพี่และ
อัศวินรุ่นเก่าแก่ของผมด้วย
“เก่ง”
“ฮึ่ย…ขอโทษ!”
ผมยักไหล่พลางทำหน้าลำบากใจให้นายว่าคงกล่อมได้แค่นี้ เขาขมุบขมิบแอบด่า แต่สุดท้ายก็
ไม่หาเรื่องเก่งอีก
“เอาล่ะ ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจสถานการณ์กัน”
ผมพูดพลางกางแผนผังคฤหาสน์ตระกูลอัครมหาเลิศสกุล
“เก่งคงจำได้ คุณนิด…ลูกค้าของเราจะเป็นเป้าหมายในครั้งนี้ เขามีการกู้ยิมเงินที่ไม่ค่อยบิสุทธิ์
สักเท่าไหร่ ซึ่งอาจนำพาความยุ่งยากในคลับอนาคตได้ เพื่อตัดปัญหา บอสไฟเขียวมาแล้วว่า
ให้พวกเราจัดการได้ตามใจชอบเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องอันตรายใดๆ ก็ตามแก่ควีน ฉะนั้นนี่จึงถือเป็น
การทำเพื่อคลับ ไม่ใช่เพื่อพี่อย่างเดียว”
“แล้ว…” เก่งเหล่มองนายเป็นคำถาม
“คุณนิดเป็นคนรู้จักกับนาย ถ้าให้นายนำเขาจะต้อนรับเป็นอย่างดีเพราะเขาคงไม่เปิดประตู
ต้อนรับเราสองคนแน่ๆ จริงมั้ย”
เก่งพยักหน้ารับ รายนี้น่ะหัวอ่อนว่าง่ายสุดๆ แถมพออ้างเรื่องคลับขึ้นมาก็กระตือรือร้นขึ้นมา
ทันที
“พี่จะให้ผมทำอะไรบอกมาเลย!”
“คอยสังเกตคนคนนี้ก็พอ” ผมส่งรูปสมรให้ “หมอนี่ฝีมือไม่เบา แถมยังพกปืน ถ้าพี่ให้สัญญาณ
เมื่อไหร่ก็ลงมือได้เลย ก่อนอื่นก็แย่งอาวุธและจับตัวให้ได้”
“รับทราบ!”
“ก่อนหน้านั้นอย่าพูดแทรกเด็ดขาด นี่คือการเจรจา เข้าใจนะ”
“ได้เลยพี่เอก!”
ผมตบไหล่เก่งอย่างฝากฝังก่อนจะให้มันจำแผนผังคฤหาสน์เพื่อหาทางหนีทีไล่เผื่อฉุกเฉินก่อน
จะดึงแขนนายให้เข้าห้องนอนด้วยกัน
“แกนี่มันหน้าไหว้หลังหลอกจริงๆ”
“ผมไม่ได้โกหก แค่พูดความจริงไม่หมดต่างหาก” ผมยกยิ้มมุมปากอย่างไม่สะทกสะท้านกับคำ
ด่า ยังไงซะเขาก็รู้นิสัยผมอยู่แก่ใจ “คุณทนเก่งหน่อยแล้วกัน เขาไม่ใช่คนไม่ดีหรอก แค่อารมณ์
ร้อนไปหน่อย”
“อย่างกับฉันจะทำอะไรมันได้” นายแค่นหัวเราะอย่างหงุดหงิด เขาคงโมโหที่ผมดึงคนนอกเข้า
มา “มั่นใจแค่ไหนว่ามันจะไม่เอาเรื่องครอบครัวฉันไปป่าวประกาศ แล้วจับผิดได้ว่าแกกำลังเอา
เรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับนาย เก่งน่ะมีดีแค่การต่อสู้ ส่วนเรื่องอื่น…”
“อ้อ โง่” นายพูดออกมาเต็มปากเต็มคำ ดีนะที่เจ้าของชื่อไม่ได้ยิน แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องจริงแต่เก่ง
ก็ไม่ชอบให้ใครด่าซึ่งหน้าเหมือนที่นายไม่ชอบโดนชี้หน้าว่าแก่นั่นแหละ
ผมมองนายที่เงียบไปอึดใจหนึ่งพลางเนียนเข้าไปยืนใกล้ๆ เพื่อสร้างความอุ่นใจ รู้สึกดีเหลือเกิน
ที่ได้พูดคุยกันอีกครั้ง แม้จะมีแต่คำค่อนแคะก็ตาม แต่ทั้งหมดล้วนเป็นตัวตนของนาย คนที่มัก
แสดงอำนาจข่มคนอื่นเพื่อปกป้องตัวเองอย่างมิดชิด สร้างเกราะที่ทั้งแข็งและหนาฉาบเอาไว้
ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นพวกปากร้ายใจดี
“คุณกลัวเหรอ”
“ทำไมฉันต้องกลัวเห็บราที่เกาะในบ้านด้วย”
นายนี่น้า…
“แต่คุณกำลังกังวล คุณไม่อยากไปใช่มั้ย คุณกำลังฝืนตัวเองรึเปล่า”
“เปล่า ฉันก็แค่…” นายถอนหายใจเฮือก อย่างที่เคยบอกไปว่าต่อให้พยายามปกปิดแค่ไหนก็ไม่
รอดพ้นสายตาผมที่มองเขาเช้าเย็นก่อนนอนได้หรอก แค่นายสีหน้าเปลี่ยนไปวูบหนึ่งผมก็รู้แล้ว
“ถ้าเลือกได้ฉันก็ไม่อยากจะยุ่ง ฉันรังเกียจ ไม่อยากจะคุย แค่คิดว่าจะมองหน้ามันก็สะอิดสะ
เอียดแล้ว แล้วยังบ้านหลังนั้นอีก…ฉันไม่อยากก้าวเข้าไปด้วยซ ้า แต่ก็ไม่ได้อยากจะทวงไปจาก
มัน ฉันแค่อยากให้เจ้าพวกนั้นได้ครอบครองในสิ่งที่ต้องการแล้วล่มจมไปด้วยตัวพวกมันเอง ฉัน
ต้องการเป็นคนนอกที่หัวเราะเยาะทีหลัง โดยไม่มีละอองฝุ่นสกปรกจากพวกนั้นเข้ามาติด แก
เข้าใจมั้ย”
“เข้าใจสิ สำหรับคุณ…พวกคุณนิดก็เหมือนเนื้องอกที่คุณยังไม่ผ่าออกไป แม้จะรู้ว่ามีมันอยู่แต่ก็
ไม่เคยหันไปมอง พอคิดว่าต้องกลับไปพิจารณาชิ้นเนื้อนั้นอีกครั้งก็เลยรู้สึกแย่ แต่ถ้าไม่ตัดทิ้งก็
คงลุกลามไปกว่านี้จนรักษาไม่ทัน”
“…แกเปรียบเปรยได้ชวนอ้วกมาก”
“แต่ก็ถูกใช่มั้ยล่ะ” ผมแอบประสานนิ้วเข้ากับมือของนายช้าๆ…ความอบอุ่นซึมซาบ นายทำเป็น
มองไม่เห็นแต่ก็ไม่ชักมือออก
“ผมน่ะรู้จักคุณดีที่สุดแล้ว”
“ส่วนฉันก็ไม่รู้จักแกเลย…”
“ทำไมจะไม่รู้จัก คุณน่ะรู้ประวัติตอนเด็กผม แล้วยังรู้ว่าเป็นสายตำรวจในคลับอีกต่างหาก แค่นี้
ก็รู้มากกว่าเก่งที่ยืนข้างนอกนั่นอีก” ผมหัวเราะหึหึ บีบมือเขาเบาๆ “ผมไม่มีของกินที่ชอบ
หรือไม่ชอบเป็นพิเศษ งานอดิเรกคือขับมอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดหมาย พรสวรรค์คือ
ทำอาหาร และตอนนี้ก็อยู่กินกับเจ้านายคนหนึ่งที่เอาแต่ใจสุดๆ”
อ่อก! ผมปล่อยมือนายแทบไม่ทันเพราะถูกศอกใส่ท้อง
“นี่คุณกำลังตัดกำลังผมนะ ถ้าสู้สมรไม่ได้จะทำยังไง”
“ยังมีเก่งอีกคน” นายตอบอย่างไม่แยแส เห็นแล้วก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ ผมดันตัวนายชิดกำแพง
ก่อนจะเอาแขนข้างหนึ่งยันเอาไว้ไม่ให้เขาขยับตัวหนี
“นาย…คุณหลงอะไรอยู่รึเปล่า” คราวนี้ผมพูดเสียงขรึมอย่างจริงจัง เหนื่อยเหลือเกินที่ต้อง
อธิบายซ ้าแล้วซ ้าเล่า แต่เหนื่อยยิ่งกว่าคืออีกฝ่ายไม่ยอมเข้าใจสักที “คุณเอาแต่หลงในภาพ
ก่อนหน้านี้ของผมจนกลายเป็นอคติ ทั้งที่ความจริงแล้วทั้งหมดนั่นก็คือตัวผมทั้งนั้น ผมเอาใจ
คุณก็เพราะอยากทำ ที่ผมหาข้ออ้างสารพัดอย่างก็เพื่อเข้าใกล้คุณทั้งนั้น ถึงตอนนี้แล้วคุณยัง
ไม่เชื่อใจผมอีกเหรอ”
นายหลบตา เขากัดปากคล้ายยังไม่อยากยอมรับทั้งที่เมื่อวานยอมลงให้ผมแล้วครึ่งต่อครึ่ง
“นาย…ผมน่ะ…”
“พี่เอก! ผมไม่เข้าใจตรง…เหวอ! จูบลงเหรอพี่ ถ้าฟันปลอมหลุดจะทำไง”
“ฉันไม่ได้ใส่ฟันปลอม!”
คราวนี้ผมไม่คิดจะห้ามนาย แถมยังช่วยจับตัวเก่งไว้ด้วย
นายกำลังจะฟังผมอยู่แล้วเชียว!
และแล้วพวกเราก็เริ่มปฏิบัติการ
รถเฟอรารี่สีแดงจอดหน้ารั้วทอง สมรเป็นคนมาเปิด เขามองพวกเราอย่างระแวงและน่าจะจำ
หน้าเก่งได้ว่าเป็นอัศวินอีกคนของคลับ เลยเผลอยกมือแตะปืนบ่อยๆ โชคดีที่พวกเรามียันต์กัน
สมรมาด้วย หรือก็คือนาย เพราะพอนายปรายตามองปุ๊บสมรก็จะรีบทำตัวสงบเสงี่ยมใสซื่อทัน
ควัน ไม่กล้าหือกล้าอือหรือส่งสายตาข่มขู่สักนิด
“อะไรของแก” นายเลิกคิ้วแปลกใจเมื่อผมเดินเบียดเขาแถมยังดึงมือไปจับทั้งที่ปกติจะค่อยๆ
เริ่มจากแตะๆ เกี่ยวๆ ก่อน
“ผมหึง”
นายสะบัดมือหนี อ้าปากเหมือนจะด่า แต่พอเห็นสายตาสมรก็ถอนหายใจ
เขาคงเหนื่อยจะทะเลาะกับผม โดยเฉพาะเมื่อต้องเข้าในบ้านหลังเก่าที่เคยจากไปนับยี่สิบปี
คุณนิดยืนต้อนรับอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทั้งที่เป็นฝ่ายเรียกร้องมาตลอดแต่พอได้เจอกับนายจริงๆ
เขากลับไม่แม้แต่จะเอ่ยเรื่องเงินสักคำเดียว ทั้งหมดทั้งมวลเพราะคุณแม่ของเขายังอยู่ที่
โรงพยาบาล และถ้านายไม่ยื่นคำขาดว่าจะมา เขาก็คงยังนอนเฝ้าไม่ไปไหน ดูจากใต้ตาคล ้าจน
หมดมาดหนุ่มเจ้าสำอางแล้วคาดว่าคงไม่ได้นอนสักงีบเดียว
ผิดกับอีกคนหนึ่ง…
พ่อบ้านในวัยห้าสิบหรือสมคิดเข้ามาต้อนรับและเชื้อเชิญประหนึ่งเป็นเจ้าของบ้านซะเอง ผาย
มือให้นายนั่งบนโซฟาหลุยส์เหลี่ยมทองที่ได้รับการทำความสะอาดอย่างดี สมคิดรีบเสิร์ฟน ้า
เย็นให้นาย จัดแจงพาคุณนิดไปนั่งในฝั่งตรงข้ามและกระซิบหูหลายครั้ง
“ไม่ต้องวุ่นวายหรอก” นายเอ่ยขณะนั่งหลังเหยียดตรงไม่เต็มก้นอย่างหมิ่นเหม่คล้ายไม่อยาก
อยู่นาน ส่วนผมกับเก่งยืนคุมด้านหลัง คอยระวังสอดส่องเต็มที่ “คนที่ผลักคุณหญิงตกบันไดคือ
แกใช่มั้ย”
วินาทีนั้นคุณนิดคล้ายนิ่งงันไปราวหูฝาด ส่วนพ่อบ้านที่เตรียมจัดแจงหาของมาเสิร์ฟก็ชะงักกึก
“คุณพูดอะไรน่ะครับ”
โกหกไม่เนียนซะเลย เทียบกับผมแล้วหมอนี่น่ะแค่ปลายแถวชัดๆ!
แล้วมีหรือนายจะจับผิดไม่ได้
“ทุกอย่างประจวบเหมาะเกินไป ฉันไม่เชื่อเรื่องบังเอิญ มีแต่การจงใจ” นายแอบเหล่ตามองผม
ชวนให้รู้สึกขนลุกวูบๆ นี่เขากำลังจะแขวะอะไรผมรึเปล่า “นิดคุยโทรศัพท์อยู่กับฉัน สมรอยู่
ใกล้ๆ เพราะรีบเข้ามาช่วย คนที่ไม่อยู่ก็มีแต่แกกับคุณหญิง และคุณหญิงก็คงไม่ลงทุนตกบันได
มาเองถ้าไม่มีคนผลัก”
“แหม คุณชายใหญ่พูดราวกับหนังสอบสวนเลยนะครับ คุณหญิงท่านลื่นล้มลงไปเองเพราะ
ตกใจที่คุณชายเล็กเจรจาไม่สำเร็จต่างหาก ตอนนั้นคุณหญิงก็อาการไม่ค่อยดีอยู่แล้วตามที่
คุณชายเล็กเรียนให้คุณทราบ จะหน้ามืดกะทันหันก็ไม่เห็นแปลกตรงไหนนี่ครับ”
…ตอแหลได้โล่ห์
นอกจากจะไม่ยอมรับผิดแล้วยังกล้าพูดว่าคุณนิดไม่ได้โกหกเรื่องที่โทรมาหลอกนายอีก
ต่างหาก ทั้งที่เจ้าตัวน่ะแสดงสีหน้าคล้ายสารภาพผิดมาตั้งแต่เมื่อวาน สงสัยจะไม่มีเวลาเตี๊ยม
กันซะล่ะมั้ง
“สมคิด…พอเถอะ…เราได้เงินมาแล้ว” คุณนิดพยายามปราม เขาคล้ายจะเชื่อพ่อบ้านผู้นี้หมด
ใจว่าไม่มีใจคิดร้ายจริงๆ “พี่นายก็ด้วย…ขอบคุณที่มาในวันนี้นะครับ แต่สมคิดอยู่กับพวกเราแม่
ลูกมานาน ตั้งแต่คุณพ่อตายก็ยังภักดีมาตลอด คนที่คอยดูแลทั้งงานบ้านเสื้อผ้าและอาหารก็
คือเขา แล้วจะทำร้ายคุณแม่ได้ยังไง”
“หุบปากไปซะ ไม่ต้องมาทำตัวเป็นคนดีตอนนี้” นายตอกกลับอย่างเจ็บแสบ รู้ดีว่าคุณนิดเองก็
ก่อวีรกรรมไว้ไม่น้อย “ฉันไม่ได้มาเพื่อคุยกับแก ฉันมาเพื่อคุยกับมัน”
พูดจบนายก็เชิดหน้าจ้องตากับพ่อบ้านราวมองคู่ต่อสู้ที่สมน ้าสมเนื้อ หาได้สนใจน้องชายต่าง
แม่ที่นั่งอ้าปากค้างแม้แต่น้อย
“ฉันจำแกได้…สมคิด ตอนที่ฉันอยู่บ้านหลังนี้แกเป็นลูกคนใช้ที่ทำตัวตีสนิท เอาอกเอาใจสารพัด
แถมยังยุแยงเรื่องเมียน้อยพ่ออีกต่างหาก หวังจะประจบลูกชายคนโตอย่างฉันน่ะสิ แต่พอพ่อ
ฉันเสีย แกก็เปลี่ยนไปหานิดแทนทั้งที่เคยด่าลับหลัง หึ ฉันไม่คิดว่านั่นจะเรียกว่าความซื่อสัตย์
หรอกนะ”
ไม่น่าเชื่อว่านายจำรายละเอียดในสมัยเด็กได้ เผลอๆ เขาอาจจะจำสมรได้ด้วยซ ้า เพียงแต่ไม่
อยากให้ความหวังเลยบอกปัดไป
ส่วนสมคิดยังคงยืนยิ้มไม่หือไม่อือ
“ฉันเจอคนประเภทนี้มาเยอะ แค่มองก็รู้สันดานแล้ว แกมันก็พวกเดียวกันนั่นแหละ ทำดีหวัง
เงิน เกาะคนรวยหวังสบาย เสียที่พ่อฉันเองก็กินแต่สมบัติเก่า พอแม่ฉันเซ็นใบหย่า ก็ไม่มีธุรกิจ
อื่นมาหมุนเงิน ปล่อยให้พวกเหลือบไรใช้เงินจนหมดตัว ที่ไม่มีใครมางานศพแม่ฉันก็เพราะตก
ลงเรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่ได้ไม่ใช่รึไง”
เป็นครั้งแรกที่นายยอมคายเรื่องในอดีตของตัวเองอย่างหมดเปลือก
“ที่ดินที่พอมีราคาก็มีแต่คฤหาสน์หลังนี้ แต่พวกแกดันยอมเป็นหนี้ดีกว่าต้องย้ายออก แกเองก็
เหมือนกัน…เพราะตั้งแต่เล็กก็อาศัยอยู่แต่ในคฤหาสน์ คอยประจบรับใช้เจ้านายไม่คิดจะขน
ขวายหางานอื่น เลยหวังลมๆ แล้งๆ ปั่นหูดึงฉันกลับเข้ามาในวังวนนี้อีก หึ คงคิดล่ะสิว่าถ้าฉัน
ยอมเอาตัวไปจมปลัก ทั้งแกทั้งคนพวกนี้ก็สบายกันยกโคตร“
นายแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างเย้ยหยัน
“แต่ฉันไม่มีวันอยู่ที่นี่เด็ดขาด! จะหลอกก็ไปหลอกคนอื่นเถอะ!!”
พูดจบนายก็ผุดลุกเหมือนไม่อยากจะอยู่ต่ออีกแม้แต่เสี้ยวนาทีเดียว เขามาเพื่อตัดขาด เพื่อให้
ตระกูลอัครมหาเลิศสกุลเลิกตอแยตลอดกาล รวมทั้งเปิดโปงเบื้องหลังทั้งหมด!
“เฮ้ย!”
ทันใดนั้นเสียตะโกนพลันดังขึ้น คุณนิดโดนจับล็อกคอโดยมีปืนจ่ออยู่ข้างขมับ ดูเหมือนคนที่
จัดแจงหาอาวุธให้สมองจะเป็นพ่อบ้านผู้นี้เอง
“ผมไม่เชื่อว่าคนที่ยอมไปหาคุณหญิงที่โรงพยาบาลทั้งที่เกลียดนักหนา จะยอมไปง่ายๆ โดยทิ้ง
น้องชายได้ลงหรอกนะครับคุณชายใหญ่”
สมคิดเผยธาตุแท้ออกมาแล้ว!
“สะ…สมคิด” คุณนิดยังไม่อยากจะเชื่อ เขาเองก็เป็นประเภทชอบให้คนปฏินิบัติรับใช้ การที่จู่ๆ
พ่อบ้านแสนดีของตัวเองกลายเป็นตัวร้าย คงจะเป็นอะไรที่เหลือเชื่อเหมือนเก็บมีดจ่อคอหอย
ตัวเองตลอดเวลา “กะ…แกเป็นคนผลักแม่จริงๆ ใช่มั้ย!”
“ก็ใช่น่ะสิ! ทั้งที่เสนอความคิดไปตั้งขนาดนั้น แต่พวกแกก็ยังไม่ได้เรื่อง! ถ้าพลาดครั้งนี้ไปคงไม่
มีหวังอีกแน่ ฉันก็เลยผลักคุณหญิงตกบันไดไงล่ะ ไม่ต้องขอบคุณหรอกนะ เพราะผลจากการ
กระทำก็ทำให้เจ้านายที่พวกเรารอคอยมาตลอดยอมมาเหยียบบ้านหลังนี้สักที!”
“คะ…คุณนิด” อย่าว่าแต่คุณนิดที่ตกใจ สมรนั้นยิ่งหนักกว่า มันชักปืนออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
มือที่สั่นเทาของมันทำเอาคุณนิดได้ขยับปากร้องบอกว่าอย่า เพราะกลัวว่าจะโดนมือดีของ
ตัวเองยิงตายซะก่อน
“พี่เอก…นี่ไม่เห็นจะเกี่ยวกับคลับตรงไหนเลย”
“ถ้าจัดการเรื่องนี้ได้คุณนิดก็จะไม่มีหน้ามากู้เงินที่คลับอีกไง”
“อ้อ…”
นายเหลือบมองพวกผมที่ทำตัวไม่เข้าสถานการณ์ด้วยความหงุดหงิด เขานั่งกอดอก มองสมรที่
ยืนอยู่อีกฝั่ง มองสมคิดที่อยู่ตรงหน้า โดยจับน้องชายเป็นตัวประกันเหมือนกับว่าดูละครเรื่อง
หนึ่งที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับชีวิต
“ฆ่าเลยสิ” นายเอ่ยอย่างท้าทาย “ฉันจะได้เรียกตำรวจ มันตาย แม่มันก็ยังไม่ฟื้น ส่วนแกเองก็
ติดคุกติดตาราง ดีเลย ฉันจะได้ยึดคฤหาสน์หลังนี้คืนแล้วเอาไปขายต่อ จะได้จบชื่อตระกูลเส็ง
เคร็งนี้สักที”
“พี่เอก…จะดีเหรอพี่”
“ดูอยู่เฉยๆ ก่อนเถอะ” ผมกระซิบบอกรุ่นน้อง “แล้วก็ดูสมรไว้ด้วย ถ้ามันทำท่าจะยิงให้รวบตัว
ไว้เลยนะ หมอนี่มีสิทธิ์ยิงผิดมากกว่ายิงโดน”
“ครับ!”
โชคดีที่เสียงซุบซิบของพวกเราสองอัศวินไม่ดังไปถึงสมคิดที่โกรธจนตาแดง
“คุณก็แค่ปากดี ไม่กล้าให้น้องชายตายไปจริงๆ หรอก!”
“ทำไมต้องไม่กล้า ฉันไม่เคยนับมันเป็นน้องด้วยซ ้า” นายเอ่ยอย่างไร้เยื่อใย “เมื่อวานที่ฉันไปก็
เพราะไม่อยากให้แม่คนไหนต้องมาโดนลูกหลงเพราะความโง่ของลูก ชดเชยที่ฉันไม่ทันได้
กตัญญูต่อแม่ เรียกง่ายๆ คือทำเพื่อความสบายใจของตัวเองไม่ใช่เพราะอยากจะช่วยมัน ที่
สำคัญนิดมันไม่ใช่แม่คนที่ไหน ฉันเลยไม่เกิดจิตเป็นกุศล แล้วทำไมต้องอยากให้มันรอดด้วย
ล่ะ”
“พะ…พี่” คุณนิดมองอึ้งๆ อย่าว่าแต่ใครเลย คุณนิดที่ปากเรียกนายว่าพี่ทุกคำก็คงไม่ได้ซาบซึ้ง
ในความรักของสายเลือดสักเท่าไหร่หรอก
“จะยิงรึยัง ฉันจะได้โทรเรียกตำรวจ แล้วต้องไปจัดการเรื่องขายบ้าน ฉันเองก็กำลังทำธุรกิจอหัง
สาฯ คงหานายหน้าที่สนใจคฤหาสน์หลังนี้ได้ง่ายดี”
“ยะ…อย่านะครับ!” สมรตะโกนดังลั่น ก่อนจะหันมามองนายด้วยสายตาตัดพ้อ “ทะ…ทำไมคุณ
ถึงพูดอย่างนี้ อะ…อย่าให้คุณนิดตายนะ”
นายเหลือบมองสมรอย่างดูแคลน
“งั้นแกจะตายแทนมันมั้ยล่ะ”
สมรอึ้งไปชั่วอึดใจหนึ่ง เจอไอดอลทำลายความฝันในพริบตา
มันกัดฟันแน่น คล้ายไม่อยากยอมรับ คนที่ตามดูนายมานานอย่างมันย่อมรู้ดีถึงกิตติศัพท์ความ
ใจร้าย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็หวังมาตลอดว่าอย่างน้อย…กับคุณนิดและตัวมันเอง นายจะพอมี
ความเมตตาให้บ้าง
เหมือนกับที่นายเคยทำในอดีต…
ผมคิดว่าควรจะนั่งจับเข่าคุยอย่างจริงจังแล้วล่ะว่านายจำไม่ได้จริงๆ หรือแค่แสร้งทำลืมกันแน่
“ทะ…ทำไมคุณถึงพูดแบบนี้ คะ…คนที่ควรตาย คือ…” ไอ้สมรเล็งปืนมาที่ผม “มันต่างหาก! มะ
…มันหลอกคุณนะ!”
ไอ้บ้านี่ยังมีหน้ามาแค้นผมอีก
แต่ไม่ทันที่ผมจะต่อปากกับศัตรูคู่อาฆาต นายกลับออกหน้าให้ซะก่อน
“แล้วไง” นายถามกลับเสียงห้วนแกมกรรโชกทรัพย์เหมือนโจรห้าร้อย “ฉันไม่ใช่เจ้านายของแก
เลิกฝันลมๆ แล้งๆ กับภาพที่แกสร้างเองในอดีตแล้วลืมตามองบ้าง ที่ฉันเคยพูดให้แกอยู่ใน
คฤหาสน์หลังนี้ก็แค่ตัดรำคาญ ไม่ใช่นึกพิศวาสหรือเห็นอกเห็นใจ ทั้งหมดแกเข้าใจผิดไปเอง
ทั้งนั้น และอีกอย่างเรื่องของฉันฉันจัดการเองได้ ไม่ต้องให้ใครมาช่วย ไม่ต้องให้ใครมาตัดสิน
แทน โดยเฉพาะกับคนที่ฉันจำไม่ได้กระทั่งชื่ออย่างแก!”
…เขาจำสมรได้จริงๆ ด้วย
ถ้าให้ผมเดา คาดว่าตอนเด็กปัญหาด้านการพูดของสมรอาจจะทำให้เกิดปัญหาและถูก
พิจารณาให้ออกจากคฤหาสน์ แต่นายที่ไม่คิดจะฟังคำของใครอยู่แล้วแถมชอบคนบ้าใบ้
มากกว่า ยอมออกปากและเก็บไว้ใกล้ตัว ทำเอาสมรหลงรักอย่างจัง
แต่เรื่องที่จำชื่อไม่ได้ก็เป็นเรื่องจริง
นายครับ…คุณนี่ช่าง…
“คนของพี่โคตรปากร้ายเลย”
“ฮะฮะฮะ” ผมหัวเราะแห้งๆ อย่าว่าแต่เก่งที่ตกใจ ผมเองก็ตะลึงไม่แพ้กัน แม้จะเป็นในคนละ
ความหมายก็เถอะ
“สรุปจะยิงรึยัง”
นายหันไปท้าทายสมคิดอีกครั้ง ทำเอาปืนที่เล็งจ่อหัวคุณนิดเริ่มเบนมาที่ตัวเขาเอง
นายเริ่มยิ้มกริ่ม แต่สมรตะโกนดังลั่น
“ไม่!” เสียงนั้นร้าวรานปานคนใจสลายที่ถูกความจริงกระแทกหน้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ทนมองคนที่
เฝ้าฝันถึงโดนทำร้ายไม่ได้แม้ว่าจะร้ายกาจขนาดไหนก็ตาม
มือมันเตรียมเหนี่ยวไก
“เก่ง!”
ผมให้สัญญาณทันที เก่งรีบรวบตัวสมรพร้อมกับผมที่รวบตัวนายให้ล้มลงไปด้วยกันเมื่อเสียง
ปืนสองนัดดังขึ้น นัดแรกคือเก่งที่จะยิงสมคิด แต่เฉียดตัวคุณนิดไปวูบหนึ่งจนเจ้าตัวน ้าตาแตก
เพราะกลัวตาย นัดที่สองคือสมคิดยิงเจ้านาย แต่ก็พลาดเป้าไปเพราะผมตั้งท่าระวังอยู่แล้ว
นายเองก็ไม่ประหลาดใจสักนิด เขาเชื่อว่าผมจะต้องช่วย
สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามเกมของนาย เขาคุมสถานการณ์อย่างอยู่หมัดด้วยการใช้
ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ เพราะทันทีที่ลั่นไกสมคิดก็ชะงักนิ่งไปด้วยความกลัวต่อกฎหมาย ราวเพิ่ง
สำนึกได้ว่าถูกนายยั่วยุจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่และเกือบฆ่าคนเข้าจริงๆ ผมรีบฉวยโอกาสนี้
เข้าไปดึงคุณนิดออกมา พอดีกับเก่งที่ตั้งท่าชาร์จ กระโจนเข้ามาทับสมคิดไว้ทั้งตัวโดยจับมือ
ไพล่หลังบิดแขนจนได้ยินเสียงกรอบ ปืนร่วงลงมาทันที ไม่มีช่องว่างให้สมคิดขัดขืนหรือตั้งตัว
แม้แต่น้อย
ผมกับเก่งน่ะต่างเป็นอัศวินทั้งคู่ แม้จะยืนประจำอยู่คนละชั้นแต่ก็มีช่วงที่ต้องเข้าขากันบ่อยๆ
อย่างการโยนรับส่งลูกค้าลำเลียงผ่านบันได จึงพอรู้จังหวะกันดีโดยไม่ต้องพูดมาก
“ไอ้ชั่ว แกฆ่าแม่ฉันแล้วยังจะฆ่าฉันอีก แกมันเลว!” คุณนิดพอรอดมาได้ก็กระทืบสมคิดไม่หยุด
ทำเป็นกล้าทั้งที่เมื่อกี้เอาแต่กลัวตัวสั่นจนทำอะไรไม่ถูกแท้ๆ
ผมส่ายหน้าน้อยๆ ปล่อยให้คุณนิดระบายอารมณ์แก้เก้อที่โดนหลอกและโดนจับเป็นตัวประกัน
แล้วโทรเรียกตำรวจด้วยตัวเอง เพราะอย่างน้อยก็สามารถควบคุมสถานการณ์ให้เอื้อประโยชน์
กับนายได้ ไม่ลืมเขี่ยปืนให้ห่างจากสมคิดเพื่อความปลอดภัยโดยไม่คิดแตะต้องเพราะไม่อยาก
ให้มีรอยนิ้วมือติดจนนำพาความยุ่งยากเข้าหาตัว
เพราะพวกผมน่ะเป็นฝ่ายเสียหายต่างหาก
“คะ…คุณนิด” สมรที่เริ่มขยับตัวเพราะโดนเก่งชนจนล้มรีบยันตัวลุกเดินกะเผลกเข้ามาห้ามคุณ
นิดที่ร้องไห้ไปด่าไปกระทืบไปจนหน้าตาดูไม่ได้เอาซะเลย
“แกมันไม่ได้เรื่อง! ทำไมถึงช่วยเจ้านายมากกว่าฉันล่ะหา เขาให้แกอยู่ในคฤหาสน์ แต่ฉันคือคน
ที่เลี้ยงแกมานะ!” คุณนิดตะโกนด่าอย่างขวัญเสียและน้อยใจ
“ผะ…ผมตั้งใจช่วยทั้งสองคน” สมรทำหน้าสำนึกผิด แต่ยังไม่วายเหล่มองนายอย่างมีเยื่อใย แม้
จะโดนต่อว่าแต่ถึงอย่างนั้นความฝังใจตลอดหลายสิบปีก็ไม่อาจตัดขาดได้ในเวลาอันรวดเร็ว
“ฉันมีคนของฉันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้แกมาช่วย”
น่าเสียดายเพราะคนของผมสะบั้นความหวังไม่เหลือให้ต่อเติม ทำเอาสมรได้แต่อ ้าอึ้งไปไม่เป็น
“แกเองก็เหมือนกัน” นายหันมาหาคุณนิดที่รีบยกมือเช็ดน ้าตาลวกๆ ในที่สุดสองพี่น้องก็
เผชิญหน้ากันโดยไม่มีการสวมหน้ากากเข้าหาหวังผลประโยชน์ นายมองคุณนิดเหมือนเห็บรา
ส่วนคุณนิดก็มองนายเหมือนตัวก้างชิ้นโตที่ทั้งเคารพและริษยาจับขั้วหัวใจ “สมองน่ะมีก็หัดใช้
ให้มันถูกทางบ้าง เอาแต่คิดจะโยกย้ายเงินจากคนนู้นคนนี้มาโปะ แต่ไม่เคยใช้สมองเอาเงินที่มี
มาเพิ่มพูน ก็สมควรหรอกที่มีสภาพน่าทุเรศขนาดนี้ รอไปจนเหงือกแห้งก็คงไม่ร ่ารวยขึ้นมา
หรอก!”
“ก็…ก็ผมไม่มีหัวธุรกิจแบบพี่นี่ ผมเคยทำแล้วแต่ก็เจ๊งไม่เป็นท่า แทนที่จะได้เงินดันขาดทุน แย่
กว่าเดิมอีก!”
น่าจะเป็นครั้งแรกที่คุณนิดตะโกนเถียงได้เต็มปากทั้งที่มักเกรงนายเสมอ
“ถ้ารู้ว่าไม่มีหัวก็ไปเป็นพนักงานกินเงินเดือนซะสิ!”
“แต่ผมเป็นทายาทของตระกูลอัครมหาเลิศสกุลนะ!”
“ถ้าจะยึดศักด์ศรีก็หัดดูตัวเองด้วยว่าทำอะไรบ้างรึเปล่า ไม่ใช่นั่งกินนอนกิน ฉันอยากจะหัวร่อ!”
นายกระแทกเสียงชั่วร้ายอย่างกับแม่มดในนิทาน “จมไม่ลง ไม่ยอมเกลือกกลั้วกับความลำบาก
หวังสบาย หึ ระวังเถอะจะได้นอนกอดชื่อเสียงในหลุมที่ไม่มีแม้แต่โลงไว้คุ้มกะลาหัว!”
“พี่เอก…”
“ฉันรู้น่า” ผมปรามเก่ง ส่วนคุณนิดน่ะเหรอ น ้าตาแทบร่วงอีกรอบแต่ยังพอฝืนกลั้นเอาไว้
“มะ…มาพยายามด้วยกันใหม่เถอะนะครับ คะ…คุณนิด” สมรพยายามปลอบใจ ยกมือลูบหลัง
เจ้านายตัวจริงไม่คิดยุ่งเกี่ยวกับเจ้านายของผมอีก ถึงจะทำหน้าสลดน่าสงสาร แต่อย่างน้อยมัน
ก็รู้ว่านายไม่ต้องการมันจริงๆ แต่คนที่ต้องการน่ะคือ…
“แล้วจะเริ่มต้นยังไง ทุกอย่างมันพังไปหมดแล้ว!” คุณนิดเอามือปิดหน้าซุกกับอกสมรพลาง
ตะโกนลั่นพลางร้องไห้โฮ แต่ไม่วายแหวกนิ้วเหลือบมองนายอย่างวาดหวังว่าถึงเกลียดขี้หน้า
กันแค่ไหน ก็ควรจะมีความเห็นอกเห็นใจกันบ้าง แม้จะเป็นแค่ขี้เล็บก็ยังดี
“ฉันจ่ายให้แกไปหนึ่งแสนแล้ว”
“นั่นต้องใช้รักษาคุณแม่นะครับ…” คุณนิดสะอึกสะอื้นใช้มารยาเต็มสูบ ราวกับรู้ว่านี่เป็นครั้ง
สุดท้ายที่นายจะยอมเหยียบบ้านหลังนี้ ถ้าเขาไม่ทุ่มก็อย่าหวังว่าจะเจอกันอีก
ผลน่ะเหรอ
นายมองอย่างรังเกียจ แถมยังถอยหลังหนีอย่างขยะแขยงไม่อยากให้น ้าตาเทียมกระเด็นใส่
“เอาเถอะ ฉันจะให้ทุนให้แกไปต่อธุรกิจ”
“พี่…”
น ้าเสียงราวขึ้นสวรรค์ ราวกับหนังคนละม้วนเลยนะคุณนิด
“ฉันจะคิดว่าบริจาคให้หมา”
“พี่เอก ผมว่า…”
“พี่รักของพี่น่าเก่ง” ผมกระซิบกับเก่งข้ามหัวสมคิดที่ยังโดนอัศวินชั้นสองของคิงส์คลับนั่งทับจน
กระตุกแหงกๆ อย่างกับปลาตาย ก่อนจะหันไปมองนายที่หยิบกระเป๋าเงินขึ้นเปิดพร้อมกับตา
วาวๆ ของคุณนิด
นายนับแบงก์พันท่ามกลางความลุ้นระทึก แต่น่าเสียดาย…เพราะทันทีที่นับถึงเลขห้า เขาก็ปิด
กระเป๋าเงินเก็บทันควัน
“เดี๋ยวสิพี่ แค่ห้าพันจะไปพออะไร!”
“ทำไมจะไม่พอ” นายมองเหยียด “ก็ไปขายหมูปิ้งสิ”
นายสะบัดมือโปรยเงินใส่ตัวคุณนิดพลางหันหลังเดินออกจากบ้านอย่างเท่ ทำเอาผมรีบเดิน
ตามไม่ทันโดยไม่ลืมกำชับให้เก่งคุมตัวสมคิดเอาไว้ ท่าทางปลอดโปร่งโล่งสบายของนายยาม
ก้าวผ่านกรอบประตูราวกับว่านี่เป็นการปลดเปลื้องจากตระกูลอัครมหาเลิศสกุลอย่างแท้จริง
นับจากนี้ชื่อของพวกเขาไม่สามารถทำให้นายรู้สึกเจ็บปวดได้อีกแล้ว
“ให้คนอย่างนิจภัทร…ไปขายหมูปิ้งงั้นเหรอ”
เสียงพึมพำไล่หลังทำให้ผมอดหันไปมองไม่ได้ เจอภาพของคุณนิดทำท่าจะโยนเงินทิ้ง แต่พอ
เห็นรอยยับก็ใจแทบขาด โกยเอามากอดแนบอกเหมือนลูกน้อย
“ปัดโธ่เว้ยยย!!”
เสียงตะโกนของคุณนิดดังออกมาถึงด้านหน้าเลยทีเดียว
นายหลุดยิ้ม เห็นแล้วผมก็ลอยอารมณ์ดีไปด้วย
“ยิ้มอะไร”
เขาพูดไม่ดูตัวเองเลย
“ผมแค่ดีใจที่คุณรู้จักทำความดี”
“พูดอย่างนี้หาเรื่องตายรึไง”
“คุณฆ่าผมไม่ลงหรอก ไม่งั้นคุณจะอยู่กับใครล่ะ” พูดจบก็ก้มกระซิบ “ไม่มีใครทนคุณได้อย่าง
ผมแล้วล่ะ”
“เอกภพ!”
ผมหัวเราะลั่น ไม่รู้คิดอะไรขึ้นมาถึงแอบจูบนายเร็วๆ
นายเบิกตากว้าง หน้าแดงจัดเพราะโกรธและอาย
“คุณบอกให้สมรตาสว่าง เลิกจมกับภาพความประทับใจแรกพบ แล้วคุณล่ะ…เห็นผมชัดๆ รึยัง
ยอมรับตัวตนของผมได้รึยัง”
“แกมันไอ้บ้า”
“ใช่ ผมบ้า แต่ผมก็รักคุณที่สุดนะ”
นายไม่ตอบ เขาเพียงหันหน้าไปอีกทาง
ผมถือว่านี่เป็นการคืนดีของเราได้รึเปล่านะ
ตอนส่งท้าย
[ เอก part ]
เราไม่เคยคุยเรื่องยกโทษให้หรือขอคืนดี
อย่างที่บอกว่าผมค่อนข้างพอใจกับความสัมพันธ์ในตอนนี้แล้ว จะคบหรือไม่คบก็ช่าง ขอแค่ยัง
อยู่ข้างเขาได้ก็พอ อีกอย่าง…ผมว่าคู่ของเราวัดที่การกระทำมากกว่าคำพูด
แต่มันต่างกับก่อนหน้านี้
ตอนนั้นพวกเราต่างกลัวว่าจะรอดได้ถึงขนาดไหนจนไม่กล้ากำหนดความสัมพันธ์ แต่ตอนนี้น่ะ
…
พวกเราก็แค่…เป็นคนรักกัน
รู้ได้ยังไงน่ะเหรอ
รู้ได้ด้วยตัวเองน่ะครับ ผมไม่ได้คิดเก้อไปเองหรอกนะ เพราะหลังกลับมาจากบ้านคุณนิด นายก็
ไม่ได้เอ่ยเรื่องพักยกอะไรอีกและยอมให้ผมบริการตามใจ พวกเรานั่งดื่มไวน์ด้วยกัน รอรับ
โทรศัพท์จากเก่งและตำรวจที่ผมฝากเรื่องคดี จากนั้นก็พากันเดินเข้าห้องนอน
ครับ ผมเองก็ตามเข้าไปด้วย
นายเข้าห้องน ้าไปชำระร่างกายก่อน ส่วนผมยืนแปรงฟันอยู่ข้างๆ พอนายออกมาแปรงฟัน ผมก็
เข้าไปอาบน ้า จากนั้นก็เกาะเกี่ยวพัวพันกันจนไปจบที่เตียง
เหมือนห่างหายไปนานพร้อมจิตใจที่แห้งผาก ผมเลยรู้สึกกระหายมากกว่าปกติจนตกใจตัวเอง
ผมจูบนายแนบแน่น ดูดดึงและดูดกลืนปลายลิ้นของเขาราวกับขนมรสเลิศ นายขย ้าหลังศีรษะ
ผมแน่น เส้นผมของพวกเรายังชื้นอยู่เลย แต่ปลายหยดน ้าที่ระข้างแก้มก็ทำให้เขาเซ็กซี่อย่าง
ร้ายกาจ
ผมจูบนายซ ้าแล้วซ ้าเล่า ก่อนจะไล้ปลายนิ้วผ่านยอดอกและหยุดที่ส่วนกลางลำตัว ผมจับส่วน
นั้นของเขาบีบเคล้นจนแทบแหลกลาญ ทั้งรูดทั้งบดขยี้จนนายนอนตัวสั่นซุกหน้าครางกับหมอน
จิกแผ่นหลังจนผมยิ่งกระหายหิวกว่าเก่า
ผมค่อยๆ ลิ้มรสเขาอย่างเชื่องช้าแม้ในใจอยากจะตะกละตะกลามให้มากกว่านี้ คงเพราะอยาก
ซึมซับความรู้สึกดีๆ อย่างนี้อีกสักพักก่อนปล่อยแรงให้อารมณ์โหมกระหน ่า ผมดูดดุนยอดอก
ของนาย สร้างรอยจูบพราวไปทั้งตัวโดยที่นายได้แต่ส่งเสียงขัดใจในลำคอแต่ไม่ได้ต่อว่า เขาแค่
กระชากหนังหัวเป็นระยะก็เท่านั้น
เรียวลิ้นแตะเข้ากับส่วนปลายกลางลำตัวของนาย เขากระตุกตัว หอบหายใจและปรือตามอง
ด้วยความลุ้นระทึก ผมสะกดสายตานายด้วยการจ้องตอบแน่วแน่และค่อยๆ ลากเลียราวกำลัง
กินแท่งไอติมแสนหวาน
นายแทบกลั้นหายใจ เขากัดปากและจิกขากับเตียง เนื้อตัวเกร็งไปหมดคล้ายต่อสู้กับผม แต่
สุดท้ายเขาก็สิ้นท่า หลั่งออกมาในเวลาอันรวดเร็วโดยที่ผมไม่ทันกะพริบตาด้วยซ ้า
ผมยิ้มให้นายที่ยกมือปิดหน้าที่เริ่มแดงก ่าหลังถึงจุดสุดยอด ก่อนจะยกขาของเขาพาดบ่าและ
ซุกกับช่องทางสีหวานที่ไม่เคยได้ลิ้มลองหรือเคยคิดที่จะทำให้ใครมาก่อน
นายถึงกับสะดุ้งสุดตัว
“เอก…”
“ให้ผมทำเถอะ” ผมแลบเลียริมฝีปาก ตอนนี้ให้เลียฝ่าเท้าเขายังทำได้เลย ถ้าไม่ติดว่านายจะ
รังเกียจเวลาโน้มลงไปจูบอีกครั้งล่ะก็นะ การได้กลับมาโอบกอดนายอีกครั้งหลังแตกหักกันไป
เหมือนฝันจริงๆ และผมจะไม่มีวันใช้เวลานี้อย่างไร้ค่าหรือรั้งรอเป็นอันขาด เรื่องความ
พอเหมาะไม่อยู่ในความคิด ผมแค่อยากจะทำในสิ่งที่คิดว่าทำให้ทั้งตัวเองเขามีความสุขก็
เท่านั้น
นายผ่อนลมหายใจเมื่อผมแหวกแก้มก้นและใช้ลิ้นแทรกลงใปในช่องทางจนเปียกชุ่ม ผม
ประคองสะโพกของนายเอาไว้โดยอ้อมมือข้างหนึ่งไปช่วยฟ้อนเฟ้นส่วนกลางลำตัวของนายจน
ตั้งโด่เด่ คนแก่ยังฟิตเหมือนเดิม
“อา…”
นายที่โดนปรนเปรอทั้งด้านหน้าและหลังแทบกลั้นเสียงไว้ไม่อยู่ ก่อนจะกระตุกตัวอีกครั้งเมื่อผม
ทำให้เขาหลั่งและใช้มือข้างนั้นแหวกลึกในช่องทางจนเผลอขืนตัวน้อยๆ อย่างเสียดเสียว ผมไล่
จูบไปตามท่อนขาของนาย เกิดเสียงจุ๊บๆ ตั้งแต่ตาตุ่มไปถึงต้นขาด้านใน ไล่ขึ้นมายังสะดือ ยอ
ดอก ซอกคอ และจบลงที่ริมฝีปากของเขา
นายเงยหน้าจูบตอบ ส่วนนั้นของเขาถูไถกับหน้าท้องของผมจนเสียวสะท้านแทบอดไม่อยู่
ผมรีบควานหาถุงยางที่เตรียมไว้ทันที
แต่ไม่ทันแกะซองแล้วสวมใส่ นายก็แย่งออกไปจากมือผมแล้วโยนทิ้ง
“…”
ผมมองเขาอย่างงุนงง บางทีนายอาจไม่ชอบรสสตรอเบอรี่ ถ้าอย่างนั้นเอาแบบธรรมดาก็แล้ว
กัน ผมเอื้อมไปหยิบใหม่ แต่ก็โดนนายจับโยนทิ้งออกนอกเตียงอีกครั้ง
“แกอย่ามาโง่เอาตอนนี้จะได้มั้ย” นายสบถอุบเมื่อเห็นผมยังนิ่ง ลมหายใจยังหอบน้อยๆ เพราะ
โดนปรนเปรอจนขึ้นสวรรค์สองรอบติด มองภาพนี้จากมุมบนบอกเลยว่ายั่วยวนเอามากๆ
“คุณ…เอาจริงเหรอ”
นายตบแก้มผมดังป้าบ ถามเสียงกระชากห้วน
“จะเอาไม่เอา”
ก็ต้องเอาสิครับ!
ผมแทบข่มความดีใจของตัวเองไว้ไม่ไหวจนเผลอแทรกตัวเองลงไปรวดเร็วจนนายจุกอักตีไหล่
ผมรัวๆ ผมรีบพึมพำขอโทษแล้วรอให้เขาปรับตัว ก่อนจะเริ่มเดินเครื่องที่สตาร์ทติดตั้งแต่เริ่มยก
แรก
ร่างของนายโยกตามแรงกระแทกหนักๆ จนเส้นผมยุ่งเหยิงกระจายตัวบนหมอน มือที่ตีเริ่ม
กลายเป็นจิกระบายความเสียวซ่าน เสียงครางแผ่วที่พยายามยั้งเอาไว้นั้นทำให้ผมยิ่งมีอารมณ์
ยิ่งรับรู้ถึงความอุ่นร้อนยามเขาโอบรัดส่วนอ่อนไหวของผมอย่างแนบแน่นยิ่งกว่าครั้งไหน ก็ทำ
เอาแทบคุมสติไม่อยู่
ไม่ถึงห้านาทีช่องทางของเขาก็ถูกของเหลวฉีดพุ่งอยู่ด้านใน
นายปรับลมหายใจอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเอ่ยแซะผมออกมา
“หึ นกกระจอกไม่ทันกินน ้า”
ผมช่วยเกลี่ยเส้นผมให้นาย ยิ้มรับทั้งที่ออกจะเสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชายไปสักหน่อย แต่ก็อย่างที่บอก
ไป ต่อหน้าเขา ผมไม่กลัวว่าจะเสียหน้าหรืออะไรเลย เพราะการที่นายยอมให้ผมสด ไม่ได้
หมายความว่าเราสองคนมีเซ็กซ์แบบใหม่กัน
แต่หมายถึงเขาเชื่อใจผมแล้ว
เชื่อในตัวของเอกภพ เชื่อในคำของผม การกระทำของผมอย่างที่ต้องการมาตลอด
เขาเปิดใจยอมรับผมไปทั้งตัว
แล้วจะไม่ให้ดีใจได้ยังไง!
ผมโอบประคองนายให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุดแล้วหยัดตัวเข้าไปสุดแรงจนเขาหลุดอุทาน
พยายามคุมจังหวะให้เนิบช้าเพราะต้องระวังกระดูกกระเดี้ยวของคนแก่ที่ไม่สามารถตีลังกาเล่น
ท่าพิสดารหรือรองรับความรุนแรงเกินวัยได้ ผมจูบเขาอีกครั้ง และอีกครั้งระหว่างร่วมรักกันโดย
ไม่รู้จักพอ
“นาย…” ผมเรียกชื่อเขาครั้งแล้วครั้งเล่า “ผมรักคุณนะ…”
นายเพียงครางตอบอย่างกระชั้นถี่ แต่สายตาที่ปรือมองอย่างพอใจในรสเซ็กซ์และคำบอกรักก็
ทำให้หัวใจผมพองโต
แค่นี้ก็พอแล้วจริงๆ สำหรับเราสองคน
ผมไม่ต้องการมากหรือน้อยไปกว่านี้
เรียนรู้และยอมรับ
เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
[ นาย part ]
ฟ้าเหลือง
นั่นเป็นสองคำแรกที่นึกออกเมื่อเหม่อมองเพดานในเช้าวันต่อมา
อย่าว่าแต่ผมที่นอนปวดสะโพกอย่างหักโหมเกินวัย เอกยังลืมโทรไปลางาน พวกเราสองคน
เหมือนคนบ้าที่กอดก่ายหากันไม่ยอมหยุดโดยไม่สนใจกระทั่งโทรศัพท์ที่โทรตามหลายต่อหลาย
สายจนกลายเป็นความวุ่นวาย
“ครับ ครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับบอส ผมยอมรับผิด จะเข้าไปรับโทษคืนนี้เองครับ”
ผมเหลือบมองเอกที่นั่งเปลือยอยู่ข้างเตียงเอามือป้องปากเอ่ยขอโทษนับครั้งไม่ถ้วนด้วย
น ้าเสียงเกรงอกเกรงใจจนอดหมั่นไส้ไม่ได้ ผมอยากจะยกมือตีมันหรอกนะ แต่ตอนนี้แค่กะพริบ
ตาก็เต็มกลืนแล้ว
ไปตายอดตายอยากจากไหนวะ
ผมคิดและก็อดถามตัวเองกลับไม่ได้ว่า ทั้งที่รู้ว่าเอกมันยั้งตัวเองไม่รอด แล้วไปสนองตอบอย่าง
ไม่ดูสังขารทำไม ผลที่ได้ไม่คุ้มเอาซะเลย แถมยังเหนียวไปทั้งตัวจนชวนให้หงุดหงิดมากกว่า
อารมณ์ดี ยิ่งร่างกายส่วนล่างนั้นผมรู้สึกเหมือนกับคนแก่เป็นอัมพาตเพราะชาดิก ตรง ‘ส่วนนั้น’
ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทั้งแสบทั้งเสียดแถมยังรู้สึกแหยะแปลกๆ เพราะพอยอมให้สดทีเดียว เอกก็หลั่ง
ในตัวผมจนนับไม่ทัน ทำเอาน ้าคาวขุ่นเลอะเปรอะเปื้อนไปทั้งเตียง
สกปรก…สกปรกชะมัด
ผมย่นคิ้วเพราะนอนไม่สบาย กลิ่นของกามอารมณ์ยังลอยฟุ้งในอากาศพร้อมกับความชื้นแฉะ
ที่ไม่ว่าจะง่วงแค่ไหนก็ข่มตาหลับไม่ลง ผมตัดสินใจผิดรึเปล่านะ แต่เอกเป็นคนแรกที่ผมคิดว่า
…ต่อให้ยอมลงก็ไม่เสียหาย เพราะเขาจะไม่ทำร้ายจิตใจผมอย่างที่กลัวมาตลอดอย่างแน่นอน
‘ผมรักคุณนะ…’
และการที่มีคนมาบอกรักทุกวันก็ดีกว่าบอกว่าเกลียด
ผมนอนเหม่อมองเพดานอีกครั้ง นึกทบทวนว่าการยกโทษให้เอกครั้งนี้ก็ไม่ต่างกับเปลี่ยนแปลง
มุมมองชีวิตของผม คนที่เกลียดการโกหกหลอกลวง ถึงขั้นไม่มีวันบากหน้าไปเจอหรือให้อภัย
เป็นครั้งที่สองอย่างผมเป็นฝ่ายกลับคำเองแบบนี้ แล้วถ้ามันทำอะไรผิดอีก จะไม่หลงคิดว่ายังไง
ผมก็ต้องยกยอดให้รึไง
“นาย…ผมพาไปอาบน ้านะ”
เอกที่คุยโทรศัพท์เสร็จหันมายิ้มให้ผม ก่อนจะช่วยอุ้มอย่างทะนุถนอมพาไปวางไว้ในอ่างและ
เปิดน ้าในอุณหภูมิอุ่นกำลังดีจนผมเผลอปรือตานอนพิงอย่างอ่อนแรง
“คุณจะหลับไปก่อนก็ได้นะ ไม่ต้องห่วง ผมจะเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้ รับรองว่าคุณจะหลับสบาย
แน่นอน”
ความรู้ดีของมันช่าง…
ก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่
ผมหลับตาลงช้าๆ เชื่อในคำนั้นอย่างไร้ข้อสงสัย ความจริงผมเองก็เหนื่อย…เหนื่อยที่ต้องบอก
กับตัวเองว่าไม่เป็นไร บอกกับตัวเองให้เข้มแข็ง บอกว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
และผ่านพ้น ทั้งที่ความจริงแล้วผมเองก็เจ็บ เจ็บทุกครั้งที่ถูกคนรู้จักทำร้าย ถูกหักหลัง แต่เพราะ
ผมไม่อยากให้พวกนั้นคิดว่าทำร้ายผมได้ จึงได้แต่ฝืนด้วยการเย้ยหยันตอกกลับให้อีกฝ่ายเจ็บ
แค้น ทั้งที่ตัวเองก็รวดร้าวไม่แพ้กัน จนกลายเป็นไม่ไว้ใจใคร จนไม่เหลือใคร และไม่ให้โอกาส
ใคร…แม้กระทั่งตัวเอง
สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นการลดตัวลงบางทีอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้
สิ่งที่ผมคิดว่าน่าอับอายก็เช่นกัน นั่นเป็นแค่ข้ออ้างต่างหาก
แน่นอนว่าผมยังเคืองกับสิ่งที่เอกทำ เพราะนั่นคือการหยามน ้าใจและจับจุดอ่อนของผมมาใช้
ประโยชน์อย่างโหดเหี้ยม แต่บางครั้งการแข็งข้อมากไปก็ไม่ใช่คำตอบ
โดยเฉพาะเมื่อรู้คำตอบของตัวเองดีอยู่แล้ว
ผมไม่ต้องการคนเห็นใจ ผมแค่ต้องการคนที่เข้าใจ
และเอกคือคนคนนั้น
ไม่จำเป็นต้องวางท่าเป็น ‘เจ้านาย’ เพื่อควบคุมความสัมพันธ์
เป็นแค่ ‘นาย’ ให้มันคนเดียวก็ไม่เลว
END