[Mars Gravity] สวรรค์มวลดาว - ตอนที่ 170 มารเสน่ห์ , นางจิ้งจอก!
บ้านหมอกฝัน
“ตระกูลเย่ยอมรับแล้ว เย่ฉุ่ยเหยาสมควรถูกบังคับให้ยอมรับ เมื่อ 45 นาทีก่อนฟงหลิง
และฟงเฉาหยางเดินทางกลับไป พวกเขาบรรลุข้อตกลงกับหลงหยิน องค์หญิง เรื่องนี้
พวกเราจะเข้ายุ่งเกี่ยวด้วยหรือไม่?”
ฉุ่ยเมิ่งฉานเงียบอยู่เป็นเวลานาน คิ้วของนางมุ่นเล็กน้อย ริมฝีปากงดงามขยับกล่าว
“ไม่จำเป็น ข้อตกลงของเรากับเย่หวูเฉินคือคุ้มครองความปลอดภัยของผู้คนในตระกูล
เย่ พวกเราต้องไม่ให้ใครรู้ และไม่แทรกแซงเรื่องของพวกเขา”
หลิงเอ๋อร์ผงกศีรษะ วางแขนลงข้างลำตัวและรอฟังต่ออย่างสงบ
“อันที่จริง… ท่าทีประหลาดของอาณาจักรคุยชุยสมควรเป็นเพราะสำนักจักรพรรดิ
เหนือ พวกมันรู้ว่าพวกเราแทรกซึมอาณาจักรเทียนหลง ดังนั้นพวกมันจึงสร้าง
สถานการณ์นี้ขึ้นมา”
หลิงเอ๋อร์กล่าว “ทั้งสองฝ่ายล้วนตระหนักถึงเรื่องนี้ดี แต่ต่างฝ่ายก็ไม่อาจขุดคุ้ยเรื่อง
ของกัน ไม่อย่างนั้น สำนักจักรพรรดิเหนือคงไม่อาจหลีกเลี่ยงข้อครหาว่าเข้าครอบงำ
อาณาจักรคุยชุย โยนเรื่องทุกอย่างว่าเป็นการตัดสินใจของอาณาจักรคุยชุย และไม่
เกี่ยวข้องกับพวกมัน พวกมันไม่รู้ว่าเราแทรกซึมอาณาจักรเทียนหลงไปมากเพียงใด
เช่นเดียวกัน พวกเราเองก็ไม่รู้ว่าพวกมันแทรกซึมอาณาจักรคุยชุยไปถึงระดับไหน
องค์หญิง พวกเราควรทำอย่างไรดี?”
“อาณาจักรคุยชุยย่อมไม่กระทำเรื่องโง่เขลา ในเมื่อสำนักจักรพรรดิเหนือกล้าทำเช่นนี้
พวกเราสำนักจักรพรรดิใต้ก็จะตอบโต้พวกมัน” ฉุ่ยเมิ่งฉานคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว
“ถ่ายทอดคำสั่งข้าให้ฉุ่ยสื่อ ให้นางส่งข้อความถึงท่านพ่อ บอกเขาว่าตอนนี้
สถานการณ์ได้เปลี่ยนไป หากอาณาจักรต้าฟงคิดจะเริ่มทำสงครามกับอาณาจักร
เทียนหลง พวกเราจะส่งคำเตือนถึงอาณาจักรต้าฟง และบางที… อาจจะกำจัดหลงห
ยินทิ้ง”
“เจ้าค่ะ!”
………………………………………
เข้าสู่ยามค ่าคืน พระจันทร์ลอยสูงสง่าฟ้า สงบเงียบไร้เสียงสายลม
“ท่านพี่ อีกนานแค่ไหนพวกเราจึงจะไปถึงที่หมาย?” หนิงเสวี่ยถามขณะซุกตัวกลับ
เข้าไปในผ้าห่ม ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างไกลจากคฤหาสน์ตระกูลเย่ แต่ตราบใดที่มี
พี่ชายอยู่ข้างนาง นางก็รู้สึกเหมือนกับได้อยู่บ้าน
“พวกเราจะถึงจุดหมายในอีกสองวัน” เย่หวูเฉินกล่าวขณะที่ยืนอยู่ข้างเตียงและมอง
ทางทิศใต้ วันนี้เป็นวันที่ 19 นับตั้งแต่เดินทางออกจากเมืองเทียนหลง เขาคำนวณนับ
เวลาอยู่ทุกวัน
“พอพวกเราไปถึงที่หมาย และเมื่อท่านพี่ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว พวกเราจะกลับกันเลยใช่
ไหม?”
“ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว” เย่หวูเฉินยิ้มและกล่าว เขาหลับตาลงครึ่งหนึ่งและครุ่นคิด
อยู่เงียบๆ เมื่อพวกเขากลับไปถึงบ้าน เขาควรจะไปที่ไหนต่อ? เขาจำเป็นต้องหา
สถานที่สุดขั้วเช่นเดียวกับภูเขาไฟเทียนเม่ย ซึ่งสามารถละลายผู้คนที่เข้าใกล้ได้ เป็น
สถานที่ร้อนที่สุดในทวีปเทียนเฉิน สถานที่ใดจะมีพลังแห่งธาตุน ้า , ลม , สายฟ้า และ
ดิน หนาแน่นเช่นเดียวกับสถานที่แห่งนี้
“อ๊า…”
เสียงร้องอุทานดังขึ้น มีเสียงคล้ายหอบหายใจตามมาด้วยเสียงบางอย่างพังพาบลง
เย่หวูเฉินตื่นขึ้นจากภวังค์ความคิด “พวกเจ้าสองคนนอนกันก่อน ข้าจะออกไปดู
หน่อย”
หลังจากเปิดกระโจมออกมาดู เย่หวูเฉินก็พบว่ากระโจมของเมิ่งจื่อพังพาบลง เมิ่งจื่
อโน้มเอวลงมือไม้เงอะงะ นางพยายามตั้งกระโจมอีกครั้ง ภายใต้แสงจันทรา ร่างที่ก้ม
อยู่ของนางกลายเป็นส่วนโค้งสวยงาม เมื่อเห็นเย่หวูเฉินเดินออกมา ใบหน้านางเรื่อสี
ชมพูจางๆอันยากจะมองเห็น นางหยุดสิ่งที่กำลังทำและยืนอยู่ตรงนั้นเลิกลั่ก
เย่หวูเฉินอดยิ้มไม่ได้ เขากล่าวอย่างซุกซน “นางเซียนเมิ่งผู้งดงาม ให้ข้าจัดการเรื่องนี้
ให้กับท่านเถอะ”
เขาไม่รอให้เมิ่งจื่อตอบและเดินเข้าไปตั้งกระโจมขึ้นอย่างเป็นระเบียบ เมิ่งจื่อมองทุก
ความเคลื่อนไหวของเขา มองตามติดอย่างไม่ละสายตา ใบหน้าของนางยังคงคลุมไว้
ด้วยผ้าขาว มีเพียงครั้งแรกที่พบกับเสวี่ยเฟยเยี่ยนที่นางเผยโฉมหน้าที่แท้จริง เมื่อนาง
รู้ตัวว่าเผลอทำผิดก็สายไปแล้ว นางไม่เข้าใจว่าคิดอะไรอยู่ ถึงได้เผยโฉมหน้าแท้จริง
ต่อคนแปลกหน้า เหตุใดนางจึงเผยตัวตนง่ายดายเมื่อถูกกระตุ้นยั่ว ตอนนั้นนางคิด
อะไรอยู่กันแน่?
เย่หวูเฉินหันมาแล้วกล่าว “นางเซียนเมิ่ง วันหน้าหากท่านจะเตะผ้าห่มตัวเอง ท่าน
อย่าได้รุนแรงนัก หากท่านออกแรงเตะมากเกินไปกระโจมจะพังเอา… โอ้? ไม่สิ ดูจาก
จุดที่มันพัง ดูเหมือนท่านคงเอาศีรษะโขกโดยบังเอิญตอนที่กำลังจะออกไป ดึกดื่น
ป่านนี้แล้ว ท่านจะออกไปไหนหรือ?”
เมิ่งจื่อกัดริมฝีปากและไม่ยอมพูด ใบหน้าพาดด้วยริ้วแดง นางแค่นเสียงเบาแล้วกล่าว
“ท่านจำเป็นต้องรู้ด้วยเหรอว่าข้าจะไปไหน?”
ถูกเขาเรียกว่า ‘นางเซียน’ มาตลอดหลายวัน นางเคยประท้วงมาแล้วหลายครั้ง และ
เขาก็ไม่เคยให้ความร่วมมือ ดังนั้นตอนนี้นางไม่สนใจใดๆอีก
“ถูกต้อง ที่จริงข้าไม่สิทธิ์ถามว่าท่านจะทำอะไร แต่ท่านต้องไม่ลืมว่าท่านติดค้างชำระ
หนี้ข้าอยู่ 20 ล้านตำลึงเงิน”
“โอ้ ใช่ มารเสน่ห์ไปไหนแล้ว? ทำไมข้าไม่เห็นนาง?” เย่หวูเฉินมองไปรอบๆด้วย
ความสงสัย เห็นได้ชัดว่ามารเสน่ห์หมายถึงเสวี่ยเฟยเยี่ยน เพราะว่ามีกระโจมเพียงแค่
สองหลัง เสวี่ยเฟยเยี่ยนอ้อนวอนขอร่วมเตียงกับเขาแต่ก็ไร้ประโยนช์ สุดท้ายนางถูก
บังคับให้นอนกับเมิ่งจื่ออย่างไม่เต็มใจ แม้ว่าเมิ่งจื่อขัดใจอย่างยิ่ง แต่นางก็ไม่มี
ทางเลือกเนื่องจากเจ้าของที่พักชั่วคราวคือเย่หวูเฉิน
เขากังวลว่าเมิ่งจื่อจะหนี แต่เขาไม่สนใจว่าเสวี่ยเฟยเยี่ยนจะจากไป ระหว่างที่ร่วมทาง
กันมาไม่กี่วัน เสวี่ยเฟยเยี่ยนไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องกระบี่หิมะ กลับกันนางเผยธาตุแท้
เจ้าชู้เป็นนางจิ้งจอกคอยยั่วยวนต่อหน้าเย่หวูเฉิน และเมื่อเขาไม่อาจระงับอารมณ์
ความเป็นชาย นางจะวิ่งหนีและหัวเราะใส่เขา ทำให้เขาต้องกัดฟันอย่างแค้นเคืองทุก
ครั้ง เขาเริ่มสงสัยสมมติฐานแรกของตน
นางติดตามเขามาเพราะกระบี่หิมะจริงๆหรือ? เพียงเพื่อกระบี่วิเศษเล่มหนึ่ง นาง
จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้? ทั้งไม่เคยพบนางมาก่อน เขาเพียงข้องเกี่ยวกับคนกลุ่มเล็ก
ในเมืองเทียนหลงเท่านั้น แท้จริงแล้วนางต้องการอะไรกันแน่?
“ตายแล้ว ตายแล้ว! มีคนคิดถึงข้าด้วย น้องชายน้อย ยอดรัก ข้าพึ่งออกไปได้
ประเดี๋ยวเดียวเจ้าก็คิดถึงข้าแล้วหรือ?”
เสวี่ยเฟยเยี่ยนยิ้มหวานน่ามอง ฝีเท้าของนางนุ่มนวลและไม่รีบร้อน ส่วนโค้งของนาง
ยักย้ายอย่างอ่อนโยน เมื่อนางตรงมาที่เขา เย่หวูเฉินเคลื่อนตามองและกลายเป็นโง่
งมในทันที
ดูเหมือนเสวี่ยเฟยเยี่ยนพึ่งอาบน ้ามา ผมที่เปียกของนางทอดประบ่าอย่างเป็น
ธรรมชาติ ภายใต้แสงจันทร์สะท้อนแสงของน ้างดงาม ชุดขาวหิมะของนางชื้นน ้า มอง
ทีแรกเหมือนนางอยู่ในหมอก ไม่ว่านางจงใจหรือไม่ก็ตาม ชุดไหมของนางไม่ได้นุ่งห่ม
มิดชิด จึงเห็นผิวขาวระหว่างลำคอและอกนาง ราวกับว่าเป็นภาพมายา ความงดงาม
น่าใคร่นั้นเกินผู้ใดจะเทียบเทียม
เมื่อเห็นอาการของเย่หวูเฉิน เสวี่ยเฟยเยี่ยนหัวเราะด้วยน ้าเสียงทรงเสน่ห์ วิธีเกี้ยวพา
ของนางนั้นยอดเยี่ยม เมื่อนางจงใจส่งสายตา ดวงตากระจ่างสดใสไม่เปลี่ยนแปลง
ความงามยั่วยวนที่เหนือล ้า ดูคล้ายนางอยากโยนร่างตัวเองเข้าอ้อมแขนของเขา แล้ว
จ้องสบตาด้วยความรัญจวน
เมิ่งจื่อแลมองที่เย่หวูเฉิน จากนั้นเบือนศีรษะออกและแค่นเสียงเบา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่
เสวี่ยเฟยเยี่ยนจงใจยั่วเย้าต่อหน้าเขา และทุกครั้งเมิ่งจื่อจะรู้สึกหายใจลำบาก ท่าทาง
ของเย่หวูเฉินยิ่งทำให้อาการนางเป็นมากขึ้น แม้ว่านางรังเกียจเสวี่ยเฟยเยี่ยน แต่นาง
จำต้องยอมรับว่า เสวี่ยเฟยเยี่ยนมีเสน่ห์มนต์มารที่เหนือล ้าในปฐพี กระทั่งชาย
กลางคนจนไปถึงชายแก่ยังถูกล่อลวงให้เกิดตัณหาได้อย่างง่ายดาย แล้วชายหนุ่มที่
แข็งแรงกำยำจะเหลืออะไร
เย่หวูเฉินหันเหความสนใจ เขาหันกายออกไปโดยไม่กล่าวคำพูด เขารู้ว่าเมื่อครู่เสวี่ย
เฟยเยี่ยนไปทำอะไรมา สถานที่ห่างไกลนอกตัวเมือง ระเกะระกะด้วยก้อนหินใหญ่
หญ้าป่าหนาพอที่สัตว์จะซุ่มได้ ทั้งยังแทบไม่มีผู้คนสัญจร สระน ้าใสกระจ่างมีอยู่มาก
สตรีล้วนรักความสะอาดโดยเฉพาะสตรีที่งดงาม แน่นอนว่านางใช้โอกาสนี้ในการ
อาบน ้า
“นี่ นี่… น้องชายน้อย เจ้าคิดว่าตอนนี้ข้าสวยขึ้นหรือเปล่า?”
เย่หวูเฉินทำเป็นหูดับแล้วกลับไปที่กระโจมของตน เปิดผ้ากระโจมเข้าไปโดยไม่ลังเล
มุมปากของเมิ่งจื่อยกยิ้มเล็กน้อย นางแลมองที่เสวี่ยเฟยเยี่ยนแต่ไม่คิดคุย จากนั้น
นางตรงไปยังทิศที่เสวี่ยเฟยเยี่ยนพึ่งเดินมา
“เจ้าช่างเย็นชากับข้าเหลือเกิน หรือว่าเสน่ห์ของข้าไม่มากพอสำหรับเจ้า?” เสวี่ยเฟย
เยี่ยนมองกระโจมที่เย่หวูเฉินพึ่งกลับเข้าไปด้วยสีหน้าขัดเคือง นางหรี่สายตาน่า
หลงใหลลงและมองตามแผ่นหลังของเมิ่งจื่อ มุมปากของนางเผยรอยยิ้มที่น่าหลงใหล
และซ่อนเร้นเจตนา
ฟุ่บ
เย่หวูเฉินกำลังจะเอนร่างนอนลง กระโจมก็ถูกเปิดเข้ามาจากด้านนอก เห็นนิ้วเรียว
งามราวกับหยกดันแผ่นผ้า ค่อยๆเคลื่อนผ้ากระโจมออกด้านข้าง เป็นร่างของเสวี่ย
เฟยเยี่ยนที่ทรงเสน่ห์ นางเคลื่อนนิ้วงามพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้ม “น้องชายน้อย ข้า
เป็นคนขี้กลัว กลางคืนเช่นนี้ข้าไม่กล้านอนคนเดียว เจ้าให้ข้านอนด้วยได้หรือเปล่า?
ข้าจะ… ข้าจะดูแล~~เจ้า~~เป็นอย่างดี”
เสียงเสน่ห์ของนางทำให้เย่หวูเฉินรู้สึกสิ้นเรี่ยวแรงไปชั่วขณะ กระทั่งหนิงเสวี่ยกับทง
ซินที่นอนอยู่ยังรู้สึกอ่อนปวกเปียกจากหัวใจไปทั่วร่าง พวกนางหันหน้ามามองเสวี่ย
เฟยเยี่ยนด้วยความสงสัย หนิงเสวี่ยที่งุนงงกล่าว “ท่านพี่ ให้พี่หญิงเสวี่ยนอนกับพวก
เรานะ หน้าอกของพี่หญิงเสวี่ยทั้งใหญ่และก็นุ่ม ถ้าได้ซบตรงนั้นพวกเราต้องนอน
หลับสบายมากแน่ๆ”
เมื่อเสวี่ยเฟยเยี่ยนได้ยิน นางหัวเราะและหรี่ตาลง “น้องหญิงเสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าเป็นห่วงพี่
หญิงคนนี้จริงๆ เพราะอย่างนี้ข้าถึงชอบเจ้า น้องชายน้อย เจ้าจะกอดหน้าอกของข้าก็
ได้ตอนที่เจ้านอน….”
นางจงใจเชิดหน้าอกขึ้น ทั้งกลมแน่นและเต่งตึง ราวกับหยกขาวก้อนใหญ่ ที่น่า
ประหลาดใจก็คือ อกที่ใหญ่เกินสตรีทั่วไปสองลูกนี้กลับไม่หย่อนคล้อย มันตระหง่านชู
เชิดอย่างภาคภูมิ ดุนดันเสื้อผ้าจนแทบปริออก ถ้อยคำไร้เดียงสาของหนิงเสวี่ยแทบจะ
ทำให้เย่หวูเฉินไม่อาจระงับคลื่นปั่นป่วนในหัวใจ เขากระทั่งเกือบเอ่ยคำตกลงเห็นชอบ
เขานึกถึงเรื่องเมื่อวานตอนที่นางขี่ม้า อกขนาดใหญ่กระเพื่อมไหวอย่างไม่อาจควบคุม
ล่อหูล่อตาจนเย่หวูเฉินไม่อาจละวางสายตาได้
เขาเชื่อหมดหัวใจว่านางต้องเจตนาทำ
“มารเสน่ห์….” เขาเผลอตัวเรียกชื่อที่อยู่ในใจ สิ่งนั้นทำให้เขาไม่อาจควบคุมตน ดังนั้น
เขาจึงเลื่อนสายตามองที่หนิงเสวี่ยและค่อยๆสงบจิตใจลง เขากล่าวอย่างเย็นชา
“เมิ่งจื่อก็อยู่กับท่านไม่ใช่หรือ? เตียงของข้าคับแคบ ไม่อาจนอนกันสี่คนได้”
เมื่อเย่หวูเฉินพูดถึงเมิ่งจื่อ ใบหน้าทรงเสน่ห์ของเสวี่ยเฟยเยี่ยนก็สลดลง “อย่าได้
กล่าวถึงน้องหญิงน่าละอายคนนั้นเลย บางทีตอนนี้นางอาจกำลังสุขสันต์กับชายอื่น
อยู่ นางจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพี่หญิงอย่างข้าได้อย่างไร?”
เย่หวูเฉินขมวดคิ้ว ก้มลงหาหนิงเสวี่ยกับทงซินแล้วกล่าว “หลับกันก่อนเลยนะ เดี๋ยว
ข้ากลับมา”
เขาออกจากกระโจมและพบว่าเมิ่งจื่อไม่อยู่จริงๆ เขากำลังจะเปิดปากพูดแต่ก็นึก
บางอย่างได้ “นางก็เหมือนกับท่าน แค่ไปอาบน ้า รออีกสักพักนางก็กลับมาแล้ว”
เขาไม่รอให้นางตอบและหันกายกลับไปที่กระโจม เขาเริ่มรู้สึกกลัวสตรีผู้นี้ เขาไม่อาจ
ทุบตีนาง , ดุด่านาง หรือกระทั่งไล่นาง เขาอยากให้นางเป็นคนชั่วช้า มีความคิดชั่ว
ร้าย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเขาจะได้ให้ทงซินจำกัดนางในทันที