[Mars Gravity] สวรรค์มวลดาว - ตอนที่ 183 สาวน้อยขนาดพกพา , เซียงเซียง
“ตอนนี้พวกเราเป็นเพื่อนกันแล้วใช่ไหม? ข้าชอบท่านมากๆ ท่านก็ชอบข้าเช่นกัน ถูก
หรือเปล่า? ดังนั้นใช้ร่างของข้าเถอะ ข้าจะไม่โกรธ ขอเพียงอย่าได้เอาร่างของท่านพี่
ไปเลย ข้าจะไม่โกรธและยังจะขอบคุณท่าน แต่ว่า…หากเป็นไปได้ ท่านอยู่กับท่านพี่
เหมือนที่ข้าทำได้รึเปล่า? เหมือนกับพี่ทงซินที่คอยปกป้องเค้า… พวกเราเป็นเพื่อนที่ดี
ต่อกัน ใช่มั้ย?”
“………ทำไมถึงเป็นแบบนี้….. ทำไมถึงต้องเป็นเฉพาะร่างกายของท่านพี่…. เป็นไป
ไม่ได้ ท่านโกหกข้า ต้องไม่ใช่แบบนั้น….”
“ท่านจะตายหากว่าสูญสิ้นพลัง แน่นอนว่าข้าต้องเสียใจมาก แต่หากไม่มีท่านพี่ ข้าจะ
ยิ่งเสียใจกว่า ข้าคงตายเพราะความเสียใจ… บอกข้าสิว่ายังมีทางอื่นอยู่อีก? เซียง
เซียง… ต้องมีทางอยู่ใช่มั้ย? บอกข้าเถอะ… ข้ากับพี่ชายจะต้องช่วยท่าน พวกเรา
จะต้องช่วยท่านแน่ๆ โปรดอย่าพรากท่านพี่ไปเลย…”
“ท่านถามข้าว่าทำไมข้าถึงดีกับพี่ชาย? เพราว่า… ข้าไม่อาจสูญเสียท่านพี่ หากข้าได้
อยู่ข้างเขา ข้าจะสบายใจ จะมีความสุข หากจากท่านพี่ไปแม้เพียงเวลาไม่นาน ข้าก็
ไม่ต้องการและจะเสียใจ ข้าไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร ต่อมาท่านพี่ได้สอนภาษาให้
ข้าอยู่หลายคำ ข้าจึงค่อยๆเรียนรู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่า ความผูกพัน”
ความผูกพัน…
ความผูกพัน…
ความผูก…พัน….
………….
สาวน้อยตัวเล็กที่ลอยอยู่กลางอากาศทวนคำที่ไม่คุ้นหูนี้เบาๆซ ้าแล้วซ ้าเล่า ใช้หัวใจ
นางสัมผัสหัวใจหนิงเสวี่ย นางดูเหมือนชื่นชมยินดีกับบางสิ่ง ใบหน้านางเผยรอยยิ้ม
นุ่มนวลอ่อนหวาน ในโลกสีขาวนี้ ร่างของนางค่อยๆจางลง ราวกับจู่ๆก็ระเหยหายไป
เสียงอลหม่านดังก้องขึ้น สติหายไปจากโลกสีขาวอีกครั้ง
………………………………
ความรู้สึกเย็นเคลื่อนจากริมฝีปากแล้วไหลลงสู่ลำคอ จากนั้นกระจายไปจนทั่วทั้งร่าง
ความเย็นนี้ผสานกับความอบอุ่นน่าหลงใหล ความรู้สึกเช่นนี้ช่างคุ้นเคย เย่หวูเฉินลืม
ตาขึ้นเบื้องหน้าปรากฎภาพซากปรักหักพังสีเขียว….เป็นหลังคาห้องโถงแห่งวิหาร
สาบสูญ
ความทรงจำก่อนสิ้นสติผุดขึ้น เขาลุกขึ้นนั่งและตะโกนอย่างเร่งร้อน “เสวี่ยเอ๋อร์!”
“ท่านพี่! ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว!”
เสียงตะโกนดีใจดังขึ้นข้างหู ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงสวรรค์ หนิงเสวี่ยถือใบไม้
สีเขียวใบใหญ่ นางม้วนมันเพื่อใส่น ้าค้างใสไว้ข้างใน เย่หวูเฉินลุกพรวดขึ้นนั่งจึงทำให้
นางตกใจ มีน ้าหกออกบางส่วน ทำให้ชุดขาวหิมะของนางเปียกปอน รอยยิ้มบน
ใบหน้าของนางร่าเริง
เย่หวูเฉินกอดนางไว้ในอ้อมแขน กล่าวด้วยความกลัวที่อ้อยอิ่งอยู่ในใจ “เสวี่ยเอ๋อร์
เจ้าทำให้ข้ากลัวจริงๆ… คราวหน้าอย่าทำแบบนั้นอีกเข้าใจมั้ย?”
ความทรงจำสุดท้ายคือตอนที่หนิงเสวี่ยหันร่างเข้าปกป้องเขา นางใช้ร่างตัวเองต่างโล่
กำบังเขาไว้จากแสงขาว ก่อนที่เขาจะทันตกใจ โลกเบื้องหน้าก็กลายเป็นว่างเปล่า
เสวี่ยเอ๋อร์ปลอดภัยไร้อันตราย ร่างกายเขาเองก็ไม่บาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย กระทั่ง
ยังไร้ความรู้สึกไม่สบายใดๆ ราวกับว่าเขาพึ่งฝันร้ายและตื่นขึ้นมา
ทงซินพิงที่ไหล่ นางยิ้มดีใจด้วยเช่นกัน ตอนที่เย่หวูเฉินและหนิงเสวี่ยถูกห้อมล้อมด้วย
แสงขาว นางได้แต่โทษตัวเอง กลัวจนแทบร้องไห้ออกมา โชคดีที่นางเพียงคิดมาก
หลังจากที่หวาดกลัวอย่างหนัก ทุกๆอย่างหลังจากนั้นคลี่คลายราวกับปาฏิหาริย์
เย่หวูเฉินจำได้ว่าที่นี่คือวิหารสาบสูญ ลมหายใจทงซินบอกเขาว่าตอนนี้ไม่มีอันตราย
อีกแล้ว ความสงสัยมากมายผุดขึ้นมาในใจ เขาลูบผมหนิงเสวี่ยแล้วถาม “เสวี่ยเอ๋อร์
เจ้ารู้รึเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้น? จิ้งจอกน้อยตัวนั้นหายไปไหน?”
“อิย๊า…อิย๊า อิย๊า~~”
น ้าเสียงไพเราะดังขึ้นหลังศีรษะ เย่หวูเฉินหันศีรษะไปมองโดยสัญชาตญาณและพบ
ร่างมนุษย์ตัวเล็กลอยอยู่ ร่างของนางเล็กกว่าฝ่ามือเพียงเล็กน้อย ผมสีขาวปลิวไสวไป
เบื้องหลังโดยไร้สายลม ชุดขนสัตว์สีขาวเปล่งแสงสีขาวอ่อนโยน ร่างของนางนิยามได้
เพียงว่าเล็กจ้อยและงดงาม เหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบและหยกสลัก มองแวบแรก
มันเหมือนหนิงเสวี่ยในร่างเล็กลง
“อิย๊า อิย๊า” เมื่อเห็นเย่หวูเฉินมองมาที่นาง นางตอบรับด้วยความยินดีด้วยสอง ‘อิย๊า’
และเผยรอยยิ้มงดงามบนใบหน้า ร่างอรชรบินไปรอบอากาศ แสดงให้เห็นเรือนร่าง
ของนาง
“นี่คือ?” เย่หวูเฉินแปลกใจอย่างมากจนแทบไม่เชื่อสายตา หรือว่านี่คือสิ่งที่แต่เดิมมี
อยู่ในเพียงจินตนาการ…เอลฟ์จิ๋ว?
“ท่านพี่ นางชื่อเซียงเซียง โอ้ จริงสิ นางคือจิ้งจอกน้อยเมื่อวันนั้น” หนิงเสวี่ยกล่าวยิ้ม
แย้ม
ตอบรับกับคำพูดของหนิงเสวี่ย เจ้าตัวเล็กยิ้มกว้างบนใบหน้า มีหมอกแสงขาวปก
คลุมร่างของนาง นางกลายเป็นจิ้งจอกน้อยตัวนั้นอย่างรวดเร็ว มันตกลงบนพื้นอย่าง
นิ่มนวลและวิ่งวนรอบๆพวกเขา
เย่หวูเฉินดูคล้ายกำลังงุนงง เมื่อหนิงเสวี่ยพูดคำว่า ‘วันนั้น’ เขาตระหนกเล็กน้อย
ก่อนที่จะถามเรื่องของจิ้งจอกน้อยเขารีบเอ่ย “เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าหมดสติไปกี่วัน?”
หนิงเสวี่ยเงยหน้าน้อยๆของนางขึ้น คิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ขอข้านับก่อน…” นางยื่นนิ้ว
ออกมานับสักพักแล้วตอบ “ดูเหมือนว่าจะเจ็ดวัน ท่านพี่หลับอยู่ตลอดเวลาไม่ตื่นเลย”
เจ็ดวัน… เย่หวูเฉินคลายใจในที่สุด เขาถามต่อ “แล้วเจ้าจิ้งจอกน้อยตัวนี้?”
ในช่วงเวลาที่เขาหลับ คงมีเรื่องบางสิ่งที่คิดไม่ถึงเกิดขึ้น ทงซินไม่เป็นปรปักษ์กับมัน
แล้วแม้แต่น้อย ดูจากแววตาเหมือนนางจะชอบมันอยู่บ้าง ยิ่งกว่านั้น เขายังรู้สึกว่ามี
บางสิ่งปรากฎอยู่ในใจได้อย่างชัดเจน วิญญาณของบางสิ่งที่เชื่อมโยงแยกต่างหาก
อนุญาติให้เขาสัมผัสได้ทุกการเคลื่อนไหวในทุกเวลา และกระทั่ง…
“ท่านพี่ เซียงเซียงน่ารักใช่ไหม? นางเปลี่ยนร่างเป็นจิ้งจอกน้อยกับเปลี่ยนเป็น
น้องสาวตัวเล็กน่ารักได้” หนิงเสวี่ยยิ้มแย้ม “ยิ่งกว่านั้น เซียงเซียงยังบอกว่าตอนนี้ท่าน
พี่เป็นเจ้านายของนาง”
จิ้งจอกน้อยหยุดวิ่งไปรอบๆ มันกระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนไหล่ของเย่หวูเฉินแล้วใช้อุ้งเท้า
ขนปุยตะกุยหน้าเขา ถ้อยคำของหนิงเสวี่ยเป็นอันยืนยันความคิดในใจ เขารู้สึกได้ว่า
ระหว่างตัวเขาและจิ้งจอกน้อย เป็นความรู้สึกแบบเจ้านายกับบริวาร
แท้จริงแสงสีขาวนั้นกลับไม่ใช่เพื่อโจมตี เช่นนั้นมันทำแบบนี้เพื่ออะไร?
“จิ้งจอกน้อย ทำไมเจ้าถึงอยากให้ข้าเป็นเจ้านาย?” เย่หวูเฉินใช้นิ้วดันอุ้งเท้ามันขณะ
ถาม
แสงสีขาวเปล่งออกมาในทันที จิ้งจอกน้อยกลายร่างเป็นสาวน้อย นางยังคงยืนอยู่บน
ไหล่สีหน้าดูไม่ค่อยมีความสุข ราวกับนางไม่ชอบใจทีเขาเรียกนางว่า “จิ้งจอกน้อย”
“อิย๊า อิย๊า อิย๊า…” นางตะโกนอิย๊าๆ ที่ข้างหูเขา น ้าเสียงนางไพเราะเหมือนทำนอง
ดนตรีอันน่าฟัง แต่เย่หวูเฉินไม่เข้าใจที่นางพูดอย่างสิ้นเชิง
“เรียกเจ้าว่าเซียงเซียงจะดีกว่าสินะ แต่ข้าว่า อิย๊า น่าจะเหมาะกว่า” เย่หวูเฉินเอ่ย
อย่างเสียไม่ได้ นอกจากน ้าเสียงที่อ่อนหวานนุ่มนวล กลิ่นหอมของนางยังทำให้เขา
รู้สึกชื่นชม นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำไมนางจึงชื่อ “เซียงเซียง”
(โน๊ต: เซียงเซียงแปลว่ากลิ่นหอม)
“ท่านพี่อย่าเปลี่ยนชื่อของนางนะ ชื่อเซียงเซียงนี้เหมาะมาก ท่านพี่ก็ได้กลิ่นแล้ว กลิ่น
ตัวของนางหอมมากๆ”
เซียงเซียงส่ายศีรษะประท้วงด้วยอีกแรง
“ตกลง ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ข้าจะไม่เปลี่ยนชื่อของนางและชื่อเซียงเซียงนี้ก็
เหมาะสมแล้ว” เย่หวูเฉินกล่าว รู้สึกขบขันอยู่บ้าง เขาหันศีรษะไปมองเจ้าตัวเล็กน่ารัก
ที่อยู่บนไหล่ จากนั้นถามอีกครั้ง “งั้น เซียงเซียง ทำไมเจ้าถึงต้องการให้ข้าเป็น
เจ้านาย? ตอนนี้ข้าสามารถชี้ชะตาเป็นตายของเจ้าได้ทุกเวลา”
ด้วยพลังน่าหวาดหวั่นที่ไม่ด้อยไปกว่าทงซิน เหตุใดนางจึงอยากให้เขาเป็นเจ้านาย
นาง!? เขาไม่เข้าใจอย่างยิ่ง ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่หนานเอ๋อร์พูดให้ฟังยังเห็นได้ชัดว่านาง
เป็นตัวตนที่น่าหวั่นกลัว แม้ว่าหนานเอ๋อร์จะไม่อยากยอมรับในสิ่งที่นางพูด แต่เย่หวู
เฉินก็ฟังออกว่านางกำลังพยายามหลอกตัวเอง นางไม่อยากยอมรับความจริงที่อยู่ต่อ
หน้า กระทั่งเย่หวูเฉินก็ยังรู้สึกยากที่จะยอมรับเช่นกัน
เซียงเซียง “อิย๊า อิย๊า อิย๊า….”
เย่หวูเฉิน @@#¥%&;*……
“เซียงเซียงบอกว่าพลังของนางกำลังสูญสลายไป เมื่อนางสูญสิ้นพลังทั้งหมดนางจะ
ตาย ดังนั้นเพื่อชะลอการสูญเสียพลังนางจึงทำได้แค่หลับและหลับเป็นเวลายาวนาน
มาก จนกระทั่งเมื่อท่านพี่มาถึง หากนางได้หลับอยู่ในร่างของท่านพี่ พลังของนางจะ
ไม่สูญสิ้นไป ทั้งยังจะค่อยๆฟื้นฟูกลับมาช้าๆ ยิ่งท่านพี่มีพลังสูงขึ้นเท่าไหร่ นางก็ยิ่ง
ฟื้นคืนพลังได้เร็วเท่านั้น” หนิงเสวี่ยตอบเป็นเรื่องเป็นราว นี่คือสิ่งที่เซียงเซียงเล่าให้
นางฟังในโลกสีขาว
นางยังบอกกับหนิงเสวี่ยอีกว่า เพื่อหนิงเสวี่ยแล้ว นางจะเลิกพยายามยึดร่างของเขา
อีก และยอมสูญเสียอิสรภาพให้เขากลายเป็นเจ้านาย นอกจากการให้เขาเป็นเจ้านาย
และอยู่ร่วมกับเขาแล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นที่จะสามารถเข้าไปหลับในร่างของเขาได้ ดังนั้นนับ
แต่นี้ไป เย่หวูเฉินจะสามารถตัดสินชีวิตความเป็นตายของนางได้โดยใช้เพียงความคิด
ถ้อยคำของหนิงเสวี่ยสัมผัสใจนาง และนางไม่ต้องการเห็นหนิงเสวี่ยโศกเศร้า ดังนั้น
นางจึงเติมเต็มความปรารถนาของผู้อื่น เลือกเส้นทางที่โหดร้ายกับตัวเอง ได้แต่หวังว่า
เจ้านายของนางจะใจดีเหมือนที่หนิงเสวี่ยบอก และปฏิบัติต่อนางเหมือนที่ทำกับหนิง
เสวี่ย เนื่องจากการเข้าสู่ร่างสิ่งแรกที่ต้องทำ คือต้องให้เขาหมดสติก่อน
เย่หวูเฉินเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นถาม “เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าเข้าใจที่นางพูดเหรอ?”
หนิงเสวี่ยส่ายศีรษะ “ตอนนี้ไม่เข้าใจแล้ว แต่ว่าเซียงเซียงเคยเล่าให้ข้าฟังตอนอยู่ใน
ดินแดนสีขาว”
ดินแดนสีขาว… หรือว่าจะเป็นโลกวิญญาณ? เย่หวูเฉินคิดอย่างเงียบงัน การสื่อสาร
โดยใช้จิตไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาเป็นสื่อกลาง สามารถใช้จิตใจสื่อความหมายได้
โดยตรง การสื่อสารด้วยวิธีนี้เป็นวิธีลัดตรงที่สุดและชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด
เพื่อหลับไหลในร่างของเขา… แสดงให้เห็นชัดว่า โลหิตในร่างเขาต้องไม่ใช่ธรรมดา
อย่างแน่นอน จิ้งจอกมังกรน้อยตัวนี้ มันจะนำพาเรื่องน่าแปลกใจและความน่ายินดี
อะไรบ้างมาให้นับจากนี้?