[Mars Gravity] สวรรค์มวลดาว - ตอนที่ 252 กลับบ้าน (4)
(จารย์มาร์ส : บางคนกลับบ้าน ส่วนบางคนก็ต้องออกจากบ้าน
╮( ╯▽╰) ╭)
“เฉินเอ๋อร์ เจ้ารีบไปพบปู่ของเจ้าก่อน หลังจากที่เจ้าประสบ
เคราะห์กรรมในครานั้น เขาคิดว่าเพราะตัวเองเป็นคนทำลายชีวิต
เจ้า วันๆกล่าวโทษตัวเองอย่างเจ็บปวด เขาลาออกจากราชการ
เมื่อสามปีก่อน ละทิ้งทุกสิ่งอย่าง สิ้นไร้ชีวิตชีวา ตอนนี้เจ้ากลับ
มาแล้ว ในที่สุดเขาก็จะได้….” พอนึกถึงเย่หนู่ ในใจของเย่เว่ยก็
พลันเจ็บปวด
เย่หวูเฉินพยักหน้า “ท่านพ่อ งั้นเราไปกัน”
สวนของเย่หนู่จัดแต่งอย่างเรียบง่าย เมื่อเทียบสวนของเย่หวูเฉิน
ที่นี่สงบเงียบกว่ามาก หลังจากก้าวเข้ามาก็ไม่เห็นเงาของผู้ใด มี
เพียงเสียงเจื้อยแจ้วของนกต่างชนิด
เย่หนู่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็ง กำลังให้อาหารนกในกรงอย่างจด
จ่อ ดูเหมือนการมาของเย่เว่ยกับเย่หวูเฉินนั้นเขาจะไม่ได้ยิน เย่เว่
ยโน้มกายลงแล้วค่อยๆเอ่ย “ท่านพ่อ”
“มีอะไรรึ?” เย่หนู่ถามเสียงเบาโดยไม่เงยศีรษะ เขาในยามนี้ชรา
ลงกว่าที่เย่หวูเฉินคาดไว้ สามปีผ่านไป เขากลับดูชราลงมากกว่า
สิบปี เย่หวูเฉินอดคิดไม่ได้ว่าการที่เขาเข้าสู่ตระกูลเย่ นับเป็นเรื่อง
ดีสำหรับพวกเขาหรือทำให้เจ็บปวดมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้อง
กล่าวถึงบุคคลเช่นเย่หนู่ ที่ความเจ็บปวดสูงสุดในโลกมิใช่ความ
ตาย หากแต่เป็นความทรมานจากความผูกพัน
“ท่านปู่ ข้ากลับมาแล้ว” ด้วยความละอายใจของเย่หวูเฉิน ทำให้
เปล่งเสียงได้เพียงบางเบา ทั้งปลายเสียงยังแผ่วลง ทำชายชราให้
ตกตะลึง
เย่หนู่ร่างกายสะท้านวูบ สองมือและร่างกายกลายเป็นค้างแข็ง
คนไม่อาจขยับตัว เพียงเสียงเรียกเบาๆก็ทำให้เขาแทบไม่เชื่อหูตน
เขานิ่งทื่ออยู่ตรงนั้นราวกับเวลาหยุดลง
ในใจของเย่เว่ยทั้งยินดีและเจ็บปวด ตลอดสามปีที่ผ่าน บิดาเขา
โทษว่าตัวเองอย่างสาหัส จ่อมจมระทมทุกข์ทรมาน ราวกับถ่านไฟ
ที่ใกล้มอดดับ เขาคอยมองดูบิดาด้วยหัวใจบีบรัดรวดร้าว
เย่หนู่เงยศีรษะขึ้น ดวงตาสั่นไหวค่อยๆมองไปยังเย่หวูเฉิน ถึง
ตอนนี้เขายังไม่อาจเชื่อสายตา บุรุษผู้รบราบนหลังม้ามากว่าครึ่ง
ชีวิต โดดเด่นเก่งกล้าด้วยสายตาเฉียบแหลม ผู้คนนับไม่ถ้วนล้วน
ยำเกรง เป็นขุนพลชราเย่ที่น่าเคารพยกย่อง หากยามนี้ไร้ความ
สงบสุขุมเหมือนกาลก่อน ดวงตาชราค่อยๆพร่ามัว ในลำคอราว
กับมีบางสิ่งจุกอยู่ ริมฝีปากสั่นเครือ กระทั่งเสียงครึ่งคำยังไม่อาจ
กล่าว
“ท่านพ่อ เฉินเอ๋อร์กลับมาแล้ว! เขายังไม่ตาย! เฉินเอ๋อร์ยังไม่
ตาย! เขาร่วงลงสู่หุบเหวปลิดวิญญาณเมื่อในอดีต แต่เขายังไม่ได้
ตกตายและมีชีวิตอยู่ ตอนนี้เขามาอยู่ต่อหน้าท่านแล้ว! ท่านพ่อ
เฉินเอ๋อร์ยังไม่ตาย!” ข้างๆเย่หนู่ผู้โง่งม เย่เว่ยเปล่งเสียงตะโกน
กล่าว ยืนยันกับบิดาว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตา ปลดปล่อยความยินดีที่
อัดแน่น
เย่หวูเฉินเอ่ยซ ้าอีกครั้ง “ท่านปู่ ข้ากลับมาแล้ว”
เย่หนู่ราวกับคนที่เพิ่งตื่นจากฝัน สัมผัสทั้งห้าและจิตใจกลับสู่ร่าง
สามปีอันยาวนานเขาผ่ายผอมและอ่อนแอลง น ้าเสียงที่พยายาม
เปล่งออกมานั้นบางเบา “กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว กลับมา
….ก็ดีแล้ว”
เขารีบยกมือขึ้นตรงหน้าปาดน ้าตาตน เช็ดน ้าตาชราออกจากเบ้า
ทำสายตาให้กลับมาเห็นได้ชัดเจน เบื้องหน้านั้นไม่ใช่ภาพลวงตา
ไม่ใช่คนอื่นสวมรอยแอบอ้าง แหวนเทพกระบี่และหนิงเสวี่ยล้วน
เป็นข้อยืนยันอันหนักแน่น แม้มิใช่ฝันแต่กลับดูคล้ายภาพลวงตา
เขากล่าวเสียงแหบพร่า “….เจ้า เกลียดปู่หรือเปล่า….”
ความเสียใจลึกล ้า สามปีมีแต่คำโทษกล่าวตัวเองอย่างเจ็บปวด
หากไม่ใช่เพราะเขาเกลี้ยกล่อมเย่ฉุ่ยเหยาให้แต่งออกสู่อาณาจักร
ต้าฟง ไหนเลยจะมีเรื่องนี้เกิดขึ้น เป็นความผิดพลาดร้ายกาจของ
ชีวิต หากไม่ใช่เพราะเขา ไหนเลยเย่หวูเฉินจะตายเพื่อเย่ฉุ่ยเหยา
ในอาณาจักรต้าฟง เขาเข้าใจว่าการตายของเย่หวูเฉิน คือสวรรค์
ลงทัณฑ์ที่เขาทอดทิ้งบุคคลในตระกูล ตลอดสามปีแห่งความ
เจ็บปวด เขาดูแก่ชราลงนับสิบปี
“เหตุใดข้าต้องเกลียดท่านปู่ด้วยเล่า?” เย่หวูเฉินถามกลับ
เขาเผยยิ้มบางและกล่าว “ทุกชีวิตในอาณาจักรเทียนหลง ทุกผู้คน
ล้วนอยู่ดีมีความสุข มีอาหารและเครื่องนุ่งห่ม ขอทานหาเจอได้
ยากยิ่ง โจรและขโมยก็มีอยู่น้อยนัก อาณาจักรต้าฟงคอยมองด้วย
ความอิจฉา รุกรานครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่สำเร็จ ความดีนี้เป็นใคร
กระทำหากไม่ใช่ท่านปู่? ท่านปู่อาจไม่เคยได้ยินคำกล่าวของผู้คน
พวกเขากล่าวว่าหากไร้ท่านปู่ไหนเลยจะมีจักรพรรดิเทียนหลงใน
วันนี้ ท่านปู่ใช้ครึ่งชีวิตในสงคราม กระทั่งแต่งงานยังอยู่ในสมรภูมิ
ช่วยชีวิตชาวเทียนหลงไว้นับไม่ถ้วน นำสันติสุขมาสู่ปวงชน
เสียสละกล้าหาญถึงเพียงนี้ มีความดีความชอบอันใหญ่หลวง
ด้วยเกียรติยศอันภาคภูมิ ในอาณาจักรเทียนหลงยังมีผู้ใดเสมอ
เหมือน? อาณาจักรเทียนหลงทั้งเบื้องล่างและเบื้องสูง ไม่มีผู้ใดที่
ปู่ของข้าติดค้าง ข้ามีปู่ถึงปานนี้ ยังมีสิ่งใดให้ต้องเกลียดชัง?”
เย่หวูเฉินถอนหายใจคราหนึ่งแล้วกล่าวจริงจังต่อ “ข้าเข้าใจความ
เจ็บปวดของท่านปู่ในหลายปีที่ผ่าน หากแต่ท่านทำผิดไปสิ่งหนึ่ง
คือท่านไม่สมควรชิงชังตัวเอง ท่านจำต้องเลือกระหว่างอาณาจักร
กับครอบครัว มีแต่ควรค่าให้คนยกย่อง ส่วนข้าทำไปเพียงเพราะ
ความปรารถนาเห็นแก่ตัว อาณาจักรจะเป็นอย่างไรข้าไม่เคย
สนใจ หากจะเกลียด ก็ต้องเกลียดข้าที่หุนหันพลันแล่น ทำให้ท่าน
พ่อ ท่านปู่ และคนอื่นต้องหัวใจสลาย มีเพียงท่านปู่ต้องเกลียดข้า
เท่านั้น ข้าคู่ควรอะไรให้เกลียดท่านปู่? ข้าหวังแต่เพียงท่านปู่จะ
ให้อภัย กับความผิดพลาดร้ายแรงที่ข้ากระทำเอาไว้ หากท่านปู่มี
ความสุขขึ้นหลังจากนี้ ข้าถึงจะคลายความรู้สึกผิดลง”
ใบหน้าของเย่เว่ยเผยรอยยิ้ม เขาเชื่อว่าถ้อยคำเหล่านี้สามารถ
คลายปมในใจของเย่หนู่ เย่หนู่ชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตายังมัว
ด้วยน ้าตา เขาหัวเราะเสียงดังลั่นและลุกขึ้นยืน “สมแล้วที่เป็น
หลานชายข้า วาจาน ้าไหลไฟดับของเจ้า ทำผู้คนปฏิเสธไม่ลงอยู่
เสมอ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..”
ตลอดเวลาสามปี นี่คือครั้งแรกที่เย่เว่ยเห็นเย่หนู่หัวเราะอย่าง
ปลอดโปร่ง ทั้งเขาและเย่หวูเฉินต่างเผยสีหน้าแห่งความสุข ใน
ที่สุดชายชราผู้นี้ก็หลุดพ้นจากความทรมาน ความทุกข์ระทม
เจ็บปวด ทั้งหมดพลันสลายไปในอากาศ
เมื่อออกจากสวนของเย่หนู่ หวังเวิ่นชูให้คนจัดเตรียมอาหารที่เย่
หวูเฉินชื่นชอบไว้เต็มโต๊ะด้วยความเร็วสูงสุด เมื่อเห็นพวกเขา
ออกมา นางรีบเข้าหาและกล่าวอย่างห่วงใย “เฉินเอ๋อร์ เสวี่ยเอ๋อร์
พวกเจ้าพึ่งกลับมาสมควรจะหิวมาก แม่เตรียมอาหารไว้ให้แล้วรีบ
ไปกินเถอะ ไว้เดี๋ยวสะดวกค่อยคุยกัน”
นางอยากรู้ว่าเย่หวูเฉินประสบสิ่งใดในระหว่างสามปีที่ผ่านมา เย่
เว่ยที่อยู่ด้านหลังก็อยากรู้อย่างมากเช่นกัน เคยมีคนมากมายร่วง
ลงไปในหุบเหวปลิดวิญญาณ บางคนก็ใช้เชือกหยั่งวัด ทว่าความ
ลึกของมันกลับยิ่งไม่อาจคำนวณ อาณาจักรต้าฟงเคยใช้เชือกยาว
สามพันเมตรผูกหินหย่อนลงไป แต่ก็ยังไม่อาจหยั่งวัดถึงก้นเหว
ด้วยความลึกอันน่ากลัวของมัน การมีชีวิตกลับมาได้นับเป็น
ปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม เป็นปาฏิหาริย์แบบใดที่เกิดขึ้นกับเย่หวูเฉิน?
“นานแล้วที่ไม่ได้ลิ้มรสอาหารของตระกูล ข้าคิดถึงมันมากนัก….
แต่ว่า ข้าอยากไปพบพี่สาวของข้าก่อน” จากนั้นเขาหันไปทางสวน
ของเย่ฉุ่ยเหยา ยามนี้ข่าวการกลับมาของเขาสมควรแพร่สะพัดไป
ทั่วเมืองเทียนหลง แต่เย่ฉุ่ยเหยานั้นไม่เคยออกมา ดังนั้นนางจึงยัง
สมควรไม่ทราบข่าว
“ใช่แล้ว เจ้ารีบไปพบเหยาเอ๋อร์ก่อนเถอะ หลายปีมานี้นาง….
นางต้องดีใจมากแน่เมื่อเห็นเจ้า” หวังเวิ่นชูรีบพยักหน้า
“ข้ากับเสวี่ยเอ๋อร์และทงซินจะไปกันเอง ท่านแม่ช่วยเตรียม
อาหารให้ข้านำไปด้วยได้รึเปล่า?” เย่หวูเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
คำขอนี้นางจะปฏิเสธได้อย่างไร นางรับคำด้วยความดีใจ ก่อนที่เย่
หวูเฉินจะแยกไป เขาหันกลับมาแล้วพลันถาม “เย่หวูหยุนล่ะ?”
เขามักจะเรียกชื่อตรงๆของหวูหยุน แต่หากเป็นไปได้ เขาไม่
อยากจะเรียกชื่อของมัน
“เช้านี้เขาออกไปซื้อขายที่ทิศเหนือ อีกไม่นานคงกลับมา ตอนนี้
เขาคงได้ยินข่าวว่าเจ้ากลับมาแล้ว” หวังเวิ่นชูกล่าวตอบ
“ซื้อขาย?” เย่หวูเฉินยกยิ้มมุมปาก กล่าวคำคล้ายเสียดสี “มีคน
ใช้อยู่แต่กลับออกไปเอง ช่างขยันขันแข็งเสียจริง”
หวังเวิ่นชูไม่ได้ยินความหมายอันเหยียดหยัน นางพยักหน้ากล่าว
อย่างพอใจ “หลายปีมานี้ตอนที่เจ้าไม่อยู่ ในตระกูลล้วนอับเฉา
ทุกสิ่งเป็นหยุนเอ๋อร์คอยจัดการ ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยทุกวี่วัน
ด้วยเขาดูแลจึงไม่มีสิ่งใดต้องห่วง เขายังพูดอยู่เสมอว่าให้วางใจ
เด็กคนนี้ช่าง….”
เย่หวูเฉินพยักหน้ายิ้ม หนิงเสวี่ยกับทงซินช่วยกันดันรถเข็นตรงไป
ยังสวนของเย่ฉุ่ยเหยา เย่เว่ยมองตามหลังด้วยความครุ่นคิด สาม
ปีที่ไม่ได้เจอกัน เย่หวูเฉินอายุครบ 20 ปี แม้จะนั่งอยู่แต่ก็เห็นชัด
ว่าเขาเติบโตขึ้น ถึงรูปร่างไม่ได้เปลี่ยนไปมาก แต่เป็นผู้ใหญ่อย่าง
ชัดเจน ทว่าความรู้สึกที่สัมผัสได้กลับเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่
หลวง หากแต่ไม่อาจเข้าใจว่ามันคือสิ่งใด ด้วยเป็นเพียงความรู้สึก
เท่านั้น
สวนของเย่ฉุ่ยเหยายังคงเดิมไม่มีเปลี่ยน ไม่ทราบกี่ปีแล้วที่สถาน
ที่นี้ไร้ความเปลี่ยนแปลง
ตอนนี้เย่หวูเฉินเข้าไปในห้องนอนโดยตรง ประตูเปิดออกพร้อม
กลิ่นหอมโชยอ่อน ภายในห้องไร้เสียงใด รอคอยเขาให้เข้าห้องมา
เมื่อประตูปิดพับ ร่างงดงามก็มาอยู่ข้างเขาอย่างรวดเร็ว เอนกาย
โน้มลง โอบแขนรอบลำคอ ประทับริมฝีปากแดงที่ใบหน้าเขาอย่าง
อ่อนโยน “เสี่ยวเฉิน ในที่สุดเจ้าก็อยากกลับบ้านเสียที”
“พี่หญิง ท่านไม่กลัวท่านแม่มาเห็นหรือ?” เย่หวูเฉินแตะตรง
หน้าที่พึ่งถูกจูบ เขากล่าวด้วยยิ้มบาง
เย่ฉุ่ยเหยาชอบที่เขาเรียกว่าพี่หญิง นางเชื่อว่าพวกตนไม่ใช่พี่น้อง
กันจริงๆ แต่ทุกครั้งที่เย่หวูเฉินเรียกนางแบบนี้ ในใจจะเกิดความ
พึงใจอย่างหนึ่งขึ้นมา เป็นความเย้ายวนแห่งเรื่องต้องห้าม
“ไม่กลัว” เย่ฉุ่ยเหยายังยิ้มเล็กน้อย ครั้งหนึ่งเย่หวูเฉินเคยบอกว่า
นางงดงามที่สุดในยามยิ้ม ต่อหน้ารอยยิ้มของนาง ฉากงดงามล ้า
โลกยังอับแสงลง ด้วยเหตุนี้ นางจึงเริ่มเผยรอยยิ้มแก่เขาซึ่งผู้อื่น
ไม่มีวันได้เห็น ตั้งแต่วันที่เขากลับมา นางก็ไม่มีเหตุผลที่จะ
โศกเศร้าอีก
“งั้นพี่หญิงก็จูบข้าต่อหน้าท่านแม่สิ” เย่หวูเฉินกล่าวยิ้มๆ
เย่ฉุ่ยเหยาหน้าแดงเรื่อและตีเขาเบาๆ