[Mars Gravity] สวรรค์มวลดาว - ตอนที่ 368 วิกฤตการณ์ที่ใกล้มาถึง
ทงซินและหนิงเสวี่ยไม่รู้ว่านางเป็นใคร ทว่าเสี่ยวโม่รู้จักว่าสาวน้อยทั้ง
สองที่อายุรุ่นราวเดียวกับนางมีสถานะน่าหวาดหวั่นเพียงใด แรกเริ่ม
เดิมที พวกนางต่อสู้สังหารกันโดยใช้ทุกสิ่งและทุกพลังที่มี ไม่ตกตายไม่
ละเว้นความเป็นศัตรู เมื่อพบกับพวกนาง นางจึงเผยอาการปฏิปักษ์
อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ทว่าอย่างไรเสีย พวกนางเป็นปฏิปักษ์กันเพียง
เพราะอยู่ต่างฝ่ายเท่านั้น ไม่มีความ “เกลียดชัง” ใดๆ อีกทั้งพวกนางยัง
อยู่ฝ่ายเดียวกับ “ท่านพ่อ” ผู้เป็นคนสำคัญ ดังนั้นความเป็นปฏิปักษ์
ของนางจึงไม่เข้มข้นนัก
เมื่อพบกับหนิงเสวี่ยที่ยิ้มต้อนรับอย่างอบอุ่น การผลักไสลึกๆในใจจึง
หายไปเงียบๆ นางขยับริมฝีปากเล็กน้อยและยิ้มกลับไป แม้ว่านางมี
อายุและจิตใจที่ไร้เดียงสาเช่นเดียวกับหนิงเสวี่ยและทงซิน ทว่านาง
ไม่ได้สูญเสียความทรงจำ นางจึงรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆมากกว่าพวกนาง
นางลอบกล่าวกับตัวเองในใจ “เป็นความบังเอิญที่แสนประหลาดนัก
พวกเราทั้งสามไม่ใช่คนของโลกนี้ ทว่าเพราะหนึ่งบุคคล พวกเราจึง
กลับมารวมกันในฐานะที่ต่างออกไป แล้วโชคชะตาจะนำพาไปในทาง
ไหนต่อ….” นางไม่อยากคิดอะไรอีก จึงแหงนมองใบหน้าเย่หวูเฉิน เวลา
นี้นางเพียงต้องการอยู่ข้างกายเขา และรื่นรมณ์กับความรู้สึกที่นาง
หลงใหล
แต่เสี่ยวโม่ย่อมคิดไม่ถึงว่าไม่ใช่เพียงพวกนางสามคน เย่หวูเฉินเองก็
ไม่ใช่คนของโลกนี้ มิติและเวลาที่เขาจากมา ห่างไกลกว่าของพวกนาง
มากนัก
“ท่านพี่ ท่านกับพี่หญิงเสี่ยวโม่พบกันยังไงเหรอ?” หนิงเสวี่ยกระพริบ
ตาถาม หากสิ่งที่นางอยากถามคือ “ทำไมท่านพี่ถึงพานางมาที่นี่”
สถานที่แห่งนี้ควรเป็นโลกเล็กๆของพวกตน เย่หวูเฉินพานางมาที่นี่ย่อม
มีเหตุผล นางรู้ว่าเขาจะต้องเข้าใจในความหมายที่นางถาม
เย่หวูเฉินไม่ตอบคำถามนางโดยตรง ทว่ากล่าวอย่างจริงจังด้วยเสียง
แผ่วเบาอย่างยิ่ง “เสวี่ยเอ๋อร์ ทงซิน หลังจากนี้นางจะเป็นพี่หญิงเสี่ยวโม่
ของพวกเจ้า”
“อื้ม!” หนิงเสวี่ยตอบคำชัดในทันที เคลื่อนสายตามองไปที่เสี่ยวโม่ แล้ว
เรียกอย่างอ่อนหวานอีกครั้ง “พี่หญิงเสี่ยวโม่”
เสี่ยวโม่ไม่อาจควบคุมตัวเองไม่ให้ยิ้ม ใบหน้าไร้มลทินใดๆจากหัวใจที่
ไร้ความขัดเคืองแล้ว แทนที่ด้วยสัมผัสจับใจ บรรยากาศแบบนี้ช่างยอด
เยี่ยม บางที นางคงจะเริ่มชอบพวกนางช้าๆ
“แล้วท่านพี่เจอพี่หญิงเมิ่งไหม?” เมื่อถามถึงเรื่องนี้ หนิงเสวี่ยกังวล
อย่างเห็นได้ชัด นางคิดถึงพี่หญิงเมิ่งที่ไม่ได้พบกันมานานมากจริงๆ
นางกลัวว่าเย่หวูเฉินจะผิดหวังและเสียใจ
“ยังไม่พบ แต่จะต้องพบอย่างแน่นอน ข้ารู้แล้วว่านางอยู่ไหน” เย่หวู
เฉินพยักหน้าอย่างร่าเริง ทว่าอารมณ์ในใจของเขายามนี้สับสนและ
หนักหน่วง ข้อสงสัยใหญ่สุดเขาก็คือ ข่าวเรื่องที่เขาไม่ตกตายได้แพร่ไป
นานแล้ว แต่เหตุใดนางถึงยังไม่มาหาเขาหรือบอกข่าว
“จริงเหรอ? เยี่ยมเลย แล้วเมื่อไหร่พวกเราจะไปหาพี่หญิงเมิ่งกัน?”
หนิงเสวี่ยคลายความกังวลลง กระโดดหยองๆด้วยความดีใจ จากนั้น
จับมือเย่หวูเฉินและถามอย่างร้อนรน
“พรุ่งนี้ วันนี้ค ่าแล้วพวกเราพักกันก่อน พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยออกไป
จากที่นี่” เย่หวูเฉินกล่าวแล้วมองไปยังทางเหนืออย่างเงียบงัน
อาณาจักรชางหลานแห่งทวีปเทียนเฉิน เขายังไม่เคยไปเยือนแม้แต่ครั้ง
เดียว การจะไปที่นั่นเขาจึงไม่อาจอาศัยพลังตัดมิติของเซียงเซียง เพียง
ทำได้แค่เดินทางไป อาณาจักรชางหลานมีขุมกำลังของสำนักมารแทรก
ซึมอยู่เช่นเดียวกัน เมื่อออกมาจากหุบเหวปลิดวิญญาณเมื่อหนึ่งปีก่อน
เขาก็กระจายกำลังจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวในโลก เขาไม่อยากพลาด
แม้แต่มุมเดียว
ม่านรัตติกาลลดต ่าลง ทุกเสียงธรรมชาติดังระงมขึ้น เย่หวูเฉินครุ่นคิด
อย่างกังวลขณะที่หลับลงช้าๆ ก่อนที่เขาจะหลับไป บนเตียงเบียดเสียด
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซ้ายขวามีหนิงเสวี่ยและทงซินนอนกันคนละข้าง
และเสี่ยวโม่ที่อยากนอนกับเย่หวูเฉินอีกคน นางจึงเบียดหนิงเสวี่ย
เพื่อให้ใกล้กับเย่หวูเฉินที่สุด ในที่สุดจึงหลับกันในท่าลำบาก เพราะนาง
เป็น “พี่สาว” ดังนั้นจึงต้องยอม “น้องสาว” เพราะนางเป็นผู้มาที่หลังจึง
ไม่อาจแย่งตำแหน่งของพวกนางได้
ในอีกที่หนึ่ง….
ในโลกภายในของเล่งหยา หลังกำแพงน ้าแข็งที่อยู่ลึกในใจ ฉับพลันมี
เสียงลุ่มลึกหัวเราะขึ้น “ชาหลัว บุตรของข้า ในที่สุดพลังของเจ้าก็ตื่นขึ้น
แล้ว…. ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า…. ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า….”
……………………
……………………
ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่าง เย่หวูเฉินก็ผุดลุกขึ้นฉับพลัน เขาไม่ได้ฝันร้าย
หากสิ่งที่ปลุกเขาขึ้นคือความรู้สึกเจ็บลึกในใจดุจกระบี่เสียบแทง
ทงซินและเสี่ยวโม่ลืมตาขึ้นพร้อมกัน มองเขาด้วยแววตาเดียวกัน เย่หวู
เฉินมองไปตรงหน้า สีหน้าค่อยๆสงบลงและภาคภูมิดังเดิม
เขาเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน ไม่ส่งเสียงปลุกหนิงเสวี่ยที่นอนกรนน้อยๆ
จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินออกไปเงียบๆ เขาเงยหน้ามองไปยัง
ทิศใต้ห่างไกล เสี่ยวโม่และทงซินเดินตามเขามา กระพริบตามองที่เขา
สาวน้อยทั้งสองคนมีหลายสิ่งที่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น พวกนางมี
พลังความมืด ยึดติดในตัวของเย่หวูเฉินอย่างลึกซึ้ง ทงซินยึดติดจาก
วิญญาณถึงกระดูกดำถึง ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนนางได้ ทว่าเสี่ยวโม่เป็น
ความสัมพันธ์ที่เรียบง่าย การยึดติดของนางเกิดจากความปรารถนา
และสัญชาตญาณของมนุษย์ ภายใต้สายตาและน ้าเสียง เย่หวูเฉินมอง
ทะลุความรู้สึกภายในของนาง นางจึงเลือกเขา ในเวลาไม่กี่วันที่อยู่
ด้วยกัน เงาของเขาได้ประทับในใจนางอย่างเงียบงัน และยิ่งมายิ่งแจ่ม
ชัดขึ้น
“มีอะไรเหรอท่านพ่อ?” เสี่ยวโม่ถาม
“มันกำลังมา” เย่หวูเฉินกล่าว มันเริ่มขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อน เขากังวลและ
รอวันนี้ที่กำลังมาถึงอยู่ตลอด ด้วยพลังล่วงรู้อนาคตของเขา พลังจิตใจ
ของเขาล่วงรู้ได้ในขอบเขตที่เล็กน้อย เวลานี้ พลังจิตใจกระเพื่อมไหว
อย่างรุนแรง มันปลุกเตือนเขาด้วยเสียงที่ดังที่สุด เป็นความรู้สึกบีบคั้น
รุนแรงถึงวิกฤตการณ์ เขาเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าคนที่เขารออยู่กำลังมายัง
โลกนี้ แม้เขาไม่รู้ว่าคนผู้นั้นชื่ออะไร
การรอคอยเหตุการณ์ร้ายแรงจากอนาคตนับเป็นเรื่องน่ากลัว ทว่าเวลา
นี้ หัวใจของเขาราบเรียบอย่างยิ่ง อย่างน้อย มันก็มาตามที่เขา
คาดการณ์ หากมันไม่มา หัวใจของเขาคงไม่อาจหยุดพักและกังวล
มากกว่านี้หลายเท่า
“ใครเหรอ?” เสี่ยวโม่ได้ยินเขากล่าวด้วยเสียงราบเรียบผิดธรรมดาจึง
รีบถาม ทงซินเองก็มองอย่างจริงจังขึ้น
เย่หวูเฉินสั่นศีรษะ เขาไม่กล่าวตอบและเอ่ยเสียงเบา “เสี่ยวโม่ ช่วยพ่อ
อย่างหนึ่งได้ไหม? พ่อของเจ้ามีเรื่องสำคัญยิ่งต้องไปจัดการ”
“ท่านพ่ออยากให้ข้าทำอะไร?” เสี่ยวโม่เอ่ยถาม จากสีหน้าและ
ถ้อยคำของเขา นางพบว่าตัวเองไม่อาจปฏิเสธได้ มันเป็นความรู้สึกอัน
อัศจรรย์ เช่นเดียวกับไม่อาจเหี้ยมหาญปฏิเสธลง หลายวันที่ผ่านมานี้
นางได้รับความรู้สึกดีๆมากมายจากเขา แต่นางยังไม่ได้ทำสิ่งใดเพื่อเขา
เลยแม้แต่น้อย
“ช่วยข้าอยู่เป็นเพื่อนเสวี่ยเอ๋อร์ คอยดูแลเสวี่ยเอ๋อร์ให้ดี บอกนางว่าข้า
กับทงซินจะรีบกลับมา”
เมื่อสิ้นเสียงของเย่หวูเฉิน เขาก็ไม่รอคำตอบจากเสี่ยวโม่ แสงขาว
ปรากฎขึ้นทันที เพียงพริบตามันก็นำเขาและทงซินหายไป เสี่ยวโม่ที่
กำลังจะเอ่ยถามว่าเขาไปไหนจึงต้องหยุดลง ได้แต่มองจุดที่เขาหายไป
อย่างเงียบงัน และไม่รู้ว่าเขาหายไปที่ใด
เขากำลังทำบางสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง…. นี่คือสิ่งที่เสี่ยวโม่คิดได้ นาง
หันกลับมา มองไปที่กระท่อมมุงหลังเล็กที่หนิงเสวี่ยอยู่ข้างใน หลังจาก
ครุ่นคิดเล็กน้อยจึงค่อยๆเดินเข้าไป นั่งนิ่งงันอยู่ในกระท่อม สายตามอง
ยังจุดที่เขาหายไป ไม่ทราบว่ากำลังคิดสิ่งใด ทว่าสิ่งที่เขาต้องการให้
นางทำนั้น นางไม่มีเหตุผลใดจะต้องปฏิเสธ
เย่หวูเฉินปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งถัดจากหินสูงใหญ่ หลังจากมาถึงแล้ว เขา
ก็ดึงทงซินเข้ามาใกล้ๆทันที เขาพิงอยู่ที่กำแพงหิน ขมวดคิ้วคอยฟัง
เสียงการเคลื่อนไหวโดยรอบ ทงซินกวาดตามองไปรอบๆและจำได้ว่า
ที่นี่คือ…. สำนักจักรพรรดิใต้ที่นางเพิ่งมาเยือนเมื่อไม่นาน! ตรงนี้คือทิศ
ตะวันตกของสำนักจักรพรรดิใต้ที่ขาดการดูแล เป็นบริเวณรอบนอกของ
สำนักจักรพรรดิใต้ ถัดออกไปเป็นหมอกพิษหยกวารีที่มองเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตามที่อยู่ตรงหน้านั้น เป็นสถานที่ซึ่งนางหมดสติไป
หลังจากเงียบงันเป็นเวลานาน เย่หวูเฉินค่อยๆลุกขึ้นและพาทงซินเดิน
ตรงไปยังสถานที่ในความทรงจำเงียบๆ ก่อนนี้ทงซินปลดปล่อยพลัง
ทมิฬท่วมฟ้า หลังจากที่กริชเทพพิโรธปักอกฉุ่ยคนหนึ่ง…. นางก็พาเขา
บินหนีด้วยความเร็วสูงสุด เวลานั้นขณะที่อยู่กลางอากาศ เขามองเห็น
ทุกแห่งและจดจำได้อย่างชัดเจน เขาจดจำตำแหน่งหนึ่งที่ไม่สะดุดตาไว้
มั่น เวลานั้นขณะที่สำนักจักรพรรดิใต้ถูกทำลาย มีคนจำนวนน้อยนิด
ที่มาตรงนี้ ดังนั้นจึงสะดวกต่อพวกเขาที่จะไม่ถูกพบตัว
หลังจากเคลื่อนตัวไปได้ร้อยเมตร เบื้องหน้าก็เริ่มว่างเปล่า เย่หวูเฉิน
ดึงทงซินหลบหลังกองไม้และกระซิบ “เซียงเซียง ไปตรงนั้น!”
ตำแหน่งตรงหน้าหลายสิบเมตรคือเป้าหมายของเขา เขามองเห็นตรง
นั้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เขาไม่อาจยืนยันได้ว่าระหว่างทางไปถึง
ตรงนั้นจะพบอันตรายใด ดังนั้นจึงเลือกใช้เซียงเซียงให้ตัดมิติระยะสั้น
เซียงเซียงเพิ่งสูญเสียพลังไปมากจากการเคลื่อนย้ายระยะทางไกล
ดังนั้นหากจะย้ายทางไกลอีกครั้งต้องใช้เวลารวบรวมพลัง ทว่าการ
เคลื่อนย้ายระยะสั้นยังสามารถทำได้ หลังจากเซียงเซียงปรากฎตัว
ออกมาและเปล่งแสง เย่หวูเฉินและทงซินก็ปรากฎตัวอีกครั้งในตำแหน่ง
ที่เขาจดจำบนท้องฟ้า จากนั้นโดยไร้ความลังเล เย่หวูเฉินลากทงซินลง
หลุมอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีใครสังเกตเห็น
นอกจากแสงสว่างที่อยู่เหนือศีรษะ ภาพตรงหน้าล้วนเป็นผืนดำมืด ทั้ง
ยังมีกลิ่นฉุนรุนแรง โดยรอบมีแมลงหลากชนิดเกาะอยู่ หนูวิ่งแตกตื่นกัน
เป็นฝูง ทงซินยกฝ่ามือขึ้นอยากทำลายสถานที่นี้ให้สิ้นซาก อย่างไรก็
ตาม เย่หวูเฉินจับมือนางไว้และเดินตรงไปข้างหน้า ขณะที่อีกมือหนึ่ง
โบกไปเบื้องหลัง สร้างปราการทางเดียวที่กั้นเสียงออกไป ทงซินชะงัก
มือและเดินตามเขา