[Mars Gravity] สวรรค์มวลดาว - ตอนที่ 408 โน้มนำแกมบังคับ
ถ้อยคำประดุจสายฟ้าดังก้องในหูของหลงเจิ้งหยาง ร่างกาย
สะดุ้งเฮือกราวกับถูกไฟช็อต ดวงตาจับจ้องที่เย่หวูเฉินอย่างง
ตกตะลึง เย่หวูเฉินยังคงยิ้มบางเต็มใบหน้า แววตาสงบนิ่งดุจ
ผิวน ้าไร้ระลอก ห้าคำที่เพิ่งเอ่ยออกมาย่อมไม่มีผู้ใดทนสงบ
นิ่งได้
เย่หวูเฉินยืนขึ้นช้าๆระหว่างที่หลงเจิ้งหยาตะลึงงัน มือ
ประสานไว้ข้างหลังแล้วเดินเนิบนาบไปที่กลางโถง “เพราะข้า
คือจักรพรรดิมาร ดังนั้นข้าจึงบรรลุในสิ่งที่ท่านไม่อาจ
จินตนาการถึง ข้าจะทำตามคำรับรองที่ให้ไว้กับท่าน
ปกป้องฮวงเอ๋อร์ให้ปลอดภัย ช่วยเหลือนางให้กุมอำนาจใน
อาณาจักรเทียนหลง กระทั่งรวมถึงโลกใบนี้!”
บนหน้าผากของหลงเจิ้งหยาง ไม่ทราบว่าเหงื่อหยดเป็นสาย
ตั้งแต่เมื่อใด มันไหลออกมาอย่างเงียบงันและเย็นเชียบดุจ
น ้าแข็ง ในใจกลายเป็นสั่นสะท้านทันใด เขาพบว่าตนเองไร้
อาการขัดขืนและเชื่อถ้อยคำเหนือจินตนาการนี้ เย่หวูเฉินไม่
เพียงไม่เหมือนคนตาบอดอย่างที่กล่าวกัน แต่สภาพของเขา
ยามนี้ยังไร้อาการอ่อนแอแม้แต่น้อย
ราวกับฤดูลมหนาว บรรยากาศเย็นเยือกราวน ้าแข็ง หลังจาก
เงียบงันเป็นเวลานาน หลงเจิ้งหยางก็เปิดปากกล่าว “ตราบ
ใดที่เจ้าช่วยข้าให้ได้ครองฉุ่ยเมิ่งฉาน ข้าจะทำทุกอย่างตามที่
เจ้าต้องการ”
พอได้ยินคำนี้ เย่หวูเฉินที่หันหลังให้ก็เผยสีหน้าผิดหวัง เขา
หันกายกลับมาและกล่าวราบเรียบ “พี่ใหญ่หลง ถ้อยคำที่
ท่านกล่าวมีอยู่สองอย่างที่ไม่ถูกต้อง ประการแรกเมื่อคนเรา
ต้องการสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ความร ่ารวย หรือ
ความชอบธรรม ล้วนแต่ต้องใช้พลังตนเองดิ้นรนไขว่คว้า
ดังนั้นเรื่องที่ท่านขอให้ข้าช่วยเพื่อครองตัวฉุ่ยเมิ่งฉาน ข้าจึง
ไม่อาจกระทำ ประการที่สอง ข้าเล่าความปรารถนามากมาย
ต่อท่านในวันนี้ เนื่องจากท่านเคยมีบุญคุณต่อข้าและเสวี่ย
เอ๋อร์ และข้าจะทำตามที่ข้าต้องการ ไม่ว่าท่านจะปรารถนา
หรือไม่ก็ตาม เพราะในวันนี้ ไม่ว่าท่านจะตกลงรับคำหรือไม่
ก็มิอาจเปลี่ยนแปลงความตั้งใจของข้าได้”
ใบหน้าของหลงเจิ้งหยางค่อยๆหม่นหมองลง บางครั้งแววตา
ก็ซับซ้อน เย่หวูเฉินกล่าวช้าๆ “ข้าควรจะบอกแก่ท่าน ฉุ่ยเมิ่ง
ฉาน….เป็นสตรีของข้า! นับตั้งแต่ก่อนที่พระบิดาของท่านจะ
สวรรคตแล้ว”
หยงเจิ้งหยาง “!!”
“เพราะว่าท่านไม่กล้า แต่ข้ากล้า ดังนั้นข้าจึงทำสำเร็จ เอา
ล่ะ ท่านปรารถนาจะช่วงชิงฉุ่ยเมิ่งฉานไปจากมือข้า
หรือไม่?” เย่หวูเฉินกล่าวอย่างสงบ
ในสมองกลายเป็นว่างเปล่า ดุจวิญญาณมึนเมาในฉับพลัน
เบื้องลึกรู้สึกไร้เรี่ยวแรงและโศกเศร้าจนไม่อาจบรรยาย
“พี่ใหญ่หลง ข้ากล่าวออกไปแล้ว ท่านเกลียดข้าหรือไม่?”
เย่หวูเฉินนั่งลงตรงหน้า ถอนหายใจขณะกล่าว
หลงเจิ้งหยางเงยศีรษะขึ้นมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วย
ความหดหู่ “เกลียด? เหตุใดข้าต้องเกลียด? แม้ข้าจะเป็นรัช
ทายาทแห่งอาณาจักร แต่ด้วยพลังสำนักมารของเจ้า หากคิด
ล้มล้างอาณาจักรเทียนหลงย่อมง่ายดุจพลิกฝ่ามือ ในสายตา
ของจักรพรรดิมาร รัชทายาทอย่างข้าจะต่างอะไรจากคน
ธรรมดา? เจ้าหวังบรรลุสิ่งใดไม่จำเป็นต้องบอกข้าด้วยซ ้า….
แต่เจ้าไม่เพียงบอกความต้องการอย่างตรงไปตรงมา หากยัง
กลับเผยสถานะตัวเองโดยไม่มีลังเล เพราะเจ้ายังนับถือข้าว่า
เป็นสหาย…. คำที่เจ้าเรียกหาว่า ‘พี่ใหญ่หลง’ ย่อมมิใช่เส
แสร้ง…. ดังนั้นเหตุใดข้าจะต้องเกลียดชัง มีสิ่งใดที่ข้าคู่ควรให้
เกลียดเจ้า”
เย่หวูเฉินยิ้มพลางส่ายศีรษะ “พี่ใหญ่หลง ท่านยกย่องข้า
เกินไปแล้ว ในอดีตหากไม่ใช่เพราะท่านและท่านปู่หลง ตัวข้า
เย่หวูเฉินรวมทั้งเสวี่ยเอ๋อร์บางทีอาจไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้อีก
แล้ว พระคุณที่ช่วยชีวิตไว้ ยากยิ่งที่จะทดแทนได้หมด ไหน
เลยข้าจะลืมบุญคุณครั้งนั้น”
หยงเจิ้งหยางพยายามฝืนยิ้ม “ในอดีต ปู่ของข้านับว่ามี
สายตาดุจเทพ คำกล่าวของท่านไม่ได้เกินจริงเลย…. เจ้า
กล่าวถึงเพียงนี้แล้ว ข้าก็ไร้สิ่งใดให้ห่วงกังวลอีก…. ฮวงเอ๋อร์
นางโดดเดี่ยวมาตั้งแต่เด็ก ถึงแม้ว่านางจะดื้อรั้น แต่หัวใจ
นางน่าสงสารมาก นางได้เจอกับเจ้านับเป็นโชคอันสูงสุด ข้า
ไม่จำเป็นต้องพะวงสิ่งใดอีก…. เมืองชิงโจว ข้าเคยไปที่นั่นมา
ก่อน สถานที่แห่งนั้นนับว่าเป็นแดนสวรรค์อย่างแท้จริง มันคง
จะเหมาะกับคนอย่างข้าแล้ว”
“….พี่ใหญ่หลง ไม่ว่าท่านจะไปที่ใด ควรให้หัวใจตนเป็นคน
นำพา ไม่จำเป็นต้องฝืนบังคับตัวเอง หากท่านปรารถนาจะไป
ที่นั่นจริงๆแล้ว ท่านสามารถใช้ที่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่
ลืมเสียในสิ่งที่ท่านเคยเป็น ลืมว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นรัชทายาท
ลืมว่าท่านรักฉุ่ยเมิ่งฉาน มองความเจ็บปวดของตนดุจเห็น
ของคนอื่น ด้วยวิธีนี้ ความทุกข์ที่ท่านต้องทนมาตลอดจะ
ค่อยๆบรรเทาลง…. เมืองชิงโจวมีผู้ฝึกยุทธอยู่เพียงน้อยนิด
โดยมากเป็นบัณฑิตและนักกวี บุรุษผู้มีพรสวรรค์และสตรี
งดงามมีอยู่นับไม่ถ้วน ด้วยพรสวรรค์ของพี่ใหญ่หลง ท่าน
ย่อมกลายเป็นมังกรในหมู่มนุษย์ เมื่อถึงเวลานั้นสตรี
มากมายย่อมหลงใหลท่าน จะต้องมีสักคนที่พี่ใหญ่หลง
ชมชอบ หวูเฉินเชื่อว่าอาศัยเวลาเพียงไม่นาน พี่ใหญ่หลงจะ
ค่อยๆลืมฉุ่ยเมิ่งฉานได้ช้าๆ แม้ว่าท่านอาจไม่ลืมภาพ
สวยงามบางอย่างในความทรงจำ หากแต่วิธีนี้อาจมีความสุข
กว่าการฝืนบังคับผู้อื่นให้อยู่ข้างกายตัวเองหลายเท่า”
คิ้วของหลงเจิ้งหยางค่อยๆคลายออก มุมปากเผยรอยยิ้มบาง
แห่งความสุข “น้องเย่ ด้วยวิสัยทัศน์และทางเลือกของเจ้า
ไหนเลยจะมีผิดพลาด…. พอได้ยินคำของเจ้าแล้ว ข้าชักเริ่ม
ไม่อาจอดใจรอไปยังสถานที่แห่งนั้น เจ้าพูดถูก ชีวิตคนเราถูก
ลิขิตให้ไม่มีวันสมบูรณ์แบบ บางสิ่งแม้ว่าจะสวยงาม แต่ก็มี
เพียงให้มองและเก็บไว้ในความทรงจำ ข้าไม่ต้องการพลัง
อำนาจ ราชวังไม่ใช่สถานที่เหมาะสมสำหรับข้า หลังจากที่ข้า
ไปยังเมืองชิงโจวแล้ว บางทีข้าอาจไม่อยากกลับมาอีกเลย”
พวกเขายกจอกแก้วขึ้นจรดปาก ต่างฝ่ายต่างมีรอยยิ้มให้แก่
กัน
หลังจากนั้นหลงเจิ้งหยางก็ออกไป เย่หวูเฉินมองแผ่นหลัง
ของเขาจนหายลับก่อนที่จะถอนสายตากลับ แม้ว่าเขา
แนะนำให้หลงเจิ้งหยางลืมฉุ่ยเมิ่งฉาน แต่สำหรับตัวเขาเอง
เขาไม่เคยยอมล้มเลิกในสิ่งที่ตนเองต้องการและปล่อยให้
กลายเป็นความทรงจำที่ไม่อาจแตะต้อง เขาไม่กังวลว่าหลง
เจิ้งหยางจะแพร่งพรายเรื่องที่เขาเป็นจักรพรรดิมาร และแม้
หลงเจิ้งหยางไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่เขารู้ว่าหลงเจิ้งหยาง
รับปากทุกสิ่งแล้ว ทั้งยังจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยหลงฮวง
เอ๋อร์ให้ขึ้นครองบัลลังก์
เย่หวูเฉินยกมือขึ้นและหมุนกาย ชุดและหน้ากากเงินปรากฎ
ขึ้นบนร่าง เขายื่นมือขวาและเรียกคำเบาๆในใจ สาวน้อย
ขนาดพกพาออกมาพร้อมกับแสงขาว
อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่าเข้าใจผิดไปหรือไม่ แต่เซียงเซียงที่
อยู่บนฝ่ามือคล้ายกับตัวโตขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ภายใต้
รูปลักษณ์ที่แทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม พลังของนางเพิ่มขึ้น
ขอบเขตใหญ่เช่นเดียวกับเย่หวูเฉิน พลังมิติของนางเพิ่มขึ้น
เพียงใด เย่หวูเฉินล้วนทราบกระจ่างแจ้งแก่ใจตัวเอง
“มาเถอะ ไปเยี่ยมสหายเก่ากัน” เย่หวูเฉินเผยรอยยิ้มแปลก
แปร่ง
อาณาจักรต้าฟง , เมืองเทียนฟง , ภายในห้องหนังสือของ
ราชวัง
กลุ่มแสงขาวสว่างวาบในมุมหางตาของฟงเลี่ย ทำให้มันที่
กำลังคิ้วมุ่นต้องสีหน้าเปลี่ยนฉับพลัน แทบจะดีดร่างลุกออก
จากเก้าอี้ราวกับถูกไฟดูด มันเห็นแสงขาวมาหลายครั้ง
จนกระทั่งอ่อนไหวต่อมัน เพราะนี่คือสิ่งแสดงว่าคนผู้หนึ่งได้
มาถึงแล้ว และเป็นบุคคลผู้เดียวที่ทำให้มันมีปฏิกิริยา
ตอบสนองเช่นนี้
หลังจากหายไปนานหนึ่งเดือน ปีศาจจักรพรรดิมารก็ปรากฎ
ตัวขึ้นที่เบื้องหน้าอีกครั้ง แม้ว่าฟงเลี่ยยังคงรักษาท่าทีสงบ
แต่เสียงหัวใจเต้นก็ยังดังฟังชัด นี่คือคนที่ทำให้มันหวาดกลัว
นำฝันร้ายมาสู่ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้มันกลายเป็นคนไร้พลัง
กระทั่งยอมคุกเข่าเพื่ออ้อนวอนขอความเมตตา
“จ….จักรพรรดิมาร ท่านมาที่นี่มีเรื่องอันใด….” ฟงเลี่ยเอ่ย
เสียงสั่นอย่างไม่อาจควบคุม
คู่สายตาตวัดมองร่างฟงเลี่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า นำพา
จักรพรรดิต้าฟงผู้ห้าวหาญให้แทบไม่อาจควบคุมความกลัว
และก้าวถอยหลัง จักรพรรดิมารแค่นเสียงกล่าว “ฟงเลี่ย เจ้า
ไม่ต้องเป็นกังวล เพราะจักรพรรดิผู้นี้มาเพื่อบอกข่าวดีกับเจ้า
ข้าจะให้เจ้าได้ทำในสิ่งที่เจ้าเฝ้าฝันมานาน หวังว่าเจ้ายังคง
ไม่ลืมถ้อยคำที่กล่าวไว้กับจักรพรรดิผู้นี้”
“เรื่องอะไร?” ถึงแม้จักรพรรดิมารจะกล่าวแบบนี้ แต่หัวใจ
ของฟงเลี่ยยังคงไม่อาจสงบ เงาทะมึนที่ครอบคลุมหัวใจ ชั่ว
ชีวิตนี้ย่อมไม่มีวันลบล้างออก
“หลงหยินจักรพรรดิแห่งเทียนหลงตกตายแล้ว” จักรพรรดิ
มารกล่าวราบเรียบ
ม่านตาของฟงเลี่ยหดวูบ “หลงหยินตายแล้ว?”
เมืองเทียนหลงและเมืองเทียนฟงอยู่ห่างไกลกันมาก ข่าวเรื่อง
หลงหยินถูกหลินขวงลอบสังหารเมื่อคืนนี้จึงยังส่งมาไม่ถึง
อาณาจักรต้าฟง พอได้ยินข่าวกะทันหัน ฟงเลี่ยจึงไม่อาจ
ปิดบังความตกใจ
“มันตายได้เช่นไร เชื่อว่าอีกไม่นานเจ้าก็จะได้รู้ แต่นั่นไม่ใช่
เรื่องสำคัญ” จักรพรรดิมารหรี่ตาลง กล่าวเสียงต ่าล ้าลึก
“หลงหยินตกตาย อาณาจักรเทียนหลงไร้ผู้นำเป็นการ
ชั่วคราว บางทีอาจมีการช่วงชิงบัลลังก์ กล่าวได้ว่าเป็น
ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย นับเป็นโอกาสที่หลังจากนี้คงหาได้
ยาก…. สิ่งที่เราจักรพรรดิอยากให้เจ้าไปทำ ก็คือเคลื่อนทัพไป
ทางทิศตะวันออกด้วยความเร็วสูงสุด บุกเข้าสู่อาณาจักร
เทียนหลง รวบอาณาจักรเทียนหลงเข้ากับอาณาจักรต้าฟง
ของเจ้า ด้วยแสนยานุภาพของทัพอาณาจักรต้าฟง เกรงว่าคง
ใช้เวลาไม่นานในการบรรลุผล เจ้าปรารถนาที่จะทำเรื่องนี้
หรือไม่!?”
เหมือนดังเช่นจักรพรรดิมารกล่าว เรื่องนี้คือความฝันแท้จริง
ของฟงเลี่ย หากหลงหยินจากโลกนี้ไปแล้วจริงๆ ย่อมนับเป็น
โอกาสทองที่สวรรค์ประทานให้ ฟงเลี่ยระงับหัวใจและถาม
อย่างระวัง “ทำ….ทำไมท่านถึงให้ข้าโจมตีอาณาจักรเทียน
หลง?”
“เฮอะ! เป้าหมายของจักรพรรดิผู้นี้เรียบง่ายอย่างมาก”
จักรพรรดิมารแสยะยิ้ม “เจ้า ฟงเลี่ยคือหุ่นเชิดชั้นดี จักรพรรดิ
ผู้นี้จะเฝ้ารอเจ้า ทั้งยังจะช่วยเจ้าครอบงำโลกนี้ทีละน้อย
พิชิตเทียนหลง , คุยชุย และ ชางหลาน ทั้งสามอาณาจักร
ทำให้เจ้ากลายเป็นจักรพรรดิหนึ่งเดียวในทวีปเทียนเฉิน….
แต่ราชันอย่างเจ้าเป็นได้เพียงหุ่นเชิดของเราจักรพรรดิ
ตลอดไป เจ้าเข้าใจความหมายของจักรพรรดิผู้นี้หรือไม่? ฮ่า
ฮ่าฮ่าฮ่า….”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะบ้าคลั่ง กลุ่มแสงขาวสว่างวาบคลุม
ร่างของจักรพรรดิมาร นำเขาให้หายไปจากสายตาของฟงเลี่ย
ฟงเลี่ยทรุดร่างยวบนั่งลงบนเก้าอี้ เหงื่อเย็นไหลชุ่มตัว มัน
ปาดเหงื่อเย็นออกจากหน้าผากด้วยมือสั่นเทา ความหมายที่
จักรพรรดิมารกล่าวนั้นชัดเจนยิ่ง นั่นคืออาศัยมือมันครอบงำ
โลกนี้ ใช้พลังทัพของอาณาจักรต้าฟง โดยที่จักรพรรดิมารไม่
ต้องออกแรงใดๆ ไม่เปลืองคนของตัวเองแม้แต่คนเดียว
แต่มีหรือที่ฟงเลี่ยจะปฏิเสธ? แน่นอนว่าย่อมไม่ และต่อให้
มันปฏิเสธได้ มันก็ไม่มีวันปฏิเสธ
เพราะการได้เป็นจักรพรรดิหนึ่งเดียวคือความปรารถนาสูงสุด
ในชีวิตมัน ต่อให้มันเป็นได้เพียงหุ่นเชิดของจักรพรรดิมารไป
ตลอดชีวิต มันก็ไม่มีวันล้มเลิกความปรารถนา ยิ่งกว่านั้น
จักรพรรดิมารยังกล่าวอย่างชัดเจนว่าจะช่วยเหลือมัน นี่ทำให้
มันไม่อาจอดห้ามความตื่นเต้น ด้วยพลังของสำนักมารหาก
คิดช่วยเหลือมันจริงๆแล้ว ย่อมเป็นพลังสนับสนุนอันยิ่งใหญ่
อย่างไม่ต้องสงสัย
จักรพรรดิมารโน้มนำหัวใจมันให้คล้อยตามอย่างสุดขีด
ถึงแม้ว่าจะแกมบังคับ แต่มันฟงเลี่ยก็ไม่มีจิตคิดต่อต้าน คลื่
มลมและฝนฟ้ากำลังจะเคลื่อนในไม่ช้านี้
จัตุรัสหน้าท้องพระโรงเทียนหลง คราคร ่าไปด้วยเหล่าคุณนาง
, ขันที , นางกำนัล และอื่นๆ ทั้งหมดต่างถือผ้าเช็ดน ้าตาอยู่
ในชุดไว้ทุกข์ เย่หนู่ , เย่เว่ย และ ฮั่วเจิ้นเทียน เป็นต้นต่างอยู่
ในแถว ที่เบื้องหน้าเป็นเหล่าองค์ชายและองค์หญิง ในหูมี
เสียงร้องไห้ดังระงมชวนสังเวท เย่หวูเฉินลอยร่างอยู่กลาง
อากาศเบื้องบน สายตามองยังหลงฮวงเอ๋อร์ที่ร้องไห้สะอึก
สะอื้น เป็นเวลาเนิ่นนานก่อนจะหันกายและกล่าวอย่างเงียบ
งัน “เลื่อนเวลาออกไปก่อน อย่างน้อยรอจนกว่านางจะสงบ
ใจลงได้”
ระหว่างกล่าวคำ สายตาก็กลายเป็นเย็นเชียบ เขาขบฟัน
กล่าว “ตอนนี้จัดการกับเจ้าตัวบัดซบนั่นก่อน!”