[Mars Gravity] สวรรค์มวลดาว - ตอนที่ 417 เซียวรั่ว
หนิงเสวี่ยไม่ทันได้เล่นกับซือเฉินมากนัก ก็เห็นเย่หวูเฉินเบน
สายตา เซียงเซียงและซือเฉินกลายเป็นแสงหายเข้าไปในร่าง
ของเขา จากนั้น ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาด้วยสายลมอ่อนโยน
ร่างบอบบางชวนฝันเข้ามาอย่างเงียบงัน ประตูห้องยังปิดลง
เงียบๆ
“เทพธิดาฉุ่ย การเคลื่อนไหวของท่านในเมืองเทียนหลง
สมควรทำให้ฉุ่ยหยุนหลันสงสัย” เย่หวูเฉินนั่งกายตรง วางห
นิงเสวี่ยไว้บนตัก แล้วเริ่มช่วยนางแต่งกาย
ฉุ่ยเมิ่งฉานกล่าวตอบ “สำนักถูกทำลายลงย่อยยับ ยามนี้เขา
กำลังรักษาอาการบาดเจ็บ ทั้งยังเริ่มเรียกบุคคลสำคัญที่
กระจายอยู่ทั่วทวีปเทียนเฉินให้ไปรวมตัวกันที่ทิศตะวันออก
เฉียงใต้ เพื่อประชุมเรื่องสำคัญ ถึงแม้เขาจะสงสัย แต่ช่วงนี้
ย่อมวุ่ยวายจนไม่อาจใส่ใจ”
“ข้าได้รับข่าวว่า มีคนจำนวนมากมุ่งหน้าไปยังสถานที่พำนัก
ของฉุ่ยหยุนหลัน ประสบหายนะร้ายแรงปานนี้ หากไม่รีบ
รวมตัวให้เร็วที่สุดก็คงนับว่าแปลก แต่เช่นนี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยม
ไปบอกบิดาของท่าน ว่าทุกสิ่งที่เขาสูญเสีย เขาสามารถนำ
มันกลับคืนด้วยมือตัวเอง” เย่หวูเฉินหยุดเสียงเล็กน้อย ถอน
หายใจบาง กล่าวคำแฝงความนัยต่อทันที “ดูแลแม่ของท่าน
ให้ดีด้วย”
ฉุ่ยเมิ่งฉานได้ยินบางอย่างแปลกๆ คิ้วเรียวงามยกขึ้นและ
โพล่งถาม นางถามสองครั้งติดกัน ทว่าเย่หวูเฉินเอาแต่ช่วยห
นิงเสวี่ยแต่งตัวอย่างจดจ่อ ทำเป็นไม่ได้ยินนาง ทำให้นาง
ต้องยอมแพ้
………………
……………..
ตอนเหนือของอาณาจักรเทียนหลง ดินแดนที่ถูกลืม
ระหว่างการนั่งบำเพ็ญ กลิ่นอายของฉู่ชางหมิงมิได้หลุดรั่ว
แม้แต่น้อย คนทั้งร่างราวกับกลืนเข้ากับสรรพสิ่งในโลกเป็น
อันเดียวกัน เวลานี้เอง หลังจากนั่งมาครึ่งวันเขาก็ลืมตาขึ้น
ฉับพลัน มองยังร่างที่ปรากฎตัวขึ้นเบื้องหน้ากะทันหัน ความ
ตกตะลึงฉายวาบในแววตา
เป็นหญิงสาวอายุราว 15-16 ปี ที่ดูประหลาด ผมดำขลับ
คล้ายชุ่มน ้ายาวสยาย สิ่งแรกที่สะดุดตาคือสายตานาง
ดวงตานางงดงามอย่างยิ่ง คู่นัยน์ตางามล ้าดุจสระน ้าลึก
สะอาด กระจ่าง และงดงาม ขอบโครงใบหน้างามชดช้อย ริม
ฝีปากแบบบางสีเชอร์รี่ คางบางโค้งขึ้นได้รูป แสงส่องผ่านพุ่ม
ใบไม้กระทบร่าง ดูสว่างละเอียดอ่อนดุจหยกสลัก ไร้ฝุ่นธุลี
แปดเปื้อน หากมิใช่เพราะนางสงบราบเรียบเกินไป นี่สมควร
เป็นสตรีงามล่มอาณาจักรคนหนึ่ง
นี่มิใช่ความเย็นชาที่ผลักไสผู้คน แต่เป็นความสงบที่ดูคล้าย
ไร้ความรู้สึกใดๆ
เห็นได้ชัดว่านี่คือหญิงสาวที่ยังไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทว่าหญิง
สาวผู้นี้ ฉู่ชางหมิงกลับรู้ตัวต่อเมื่อนางเข้ามาใกล้และจงใจทำ
เสียง มือของนางกุมฝักกระบี่ซึ่งคาดอยู่ที่เอว ฝักกระบี่บาง
มาก เห็นได้ชัดว่านี่เป็นกระบี่ที่เรียวบางยิ่ง
“เจ้าเป็นใคร?” ฉู่ชางหมิงมิได้ลุกขึ้น เขาถามออกไปอย่าง
ราบเรียบ
“….ข้ามาตามหาคน” หญิงสาวเริ่มพูดจา กระทั่งน ้าเสียง
อ่อนนุ่มยังคงไร้วี่แววของอารมณ์
“โอ้? ผู้ใดรึ?” ฉู่ชางหมิงถาม
“หลงเซียว”
“เขาไม่อยู่ที่นี่” หนึ่งในแซ่ ‘หลง’ ผู้นี้ทำให้ฉู่ชางหมิงหรี่ตาลง
เล็กน้อย ทว่าเขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
“ 13 ปีก่อน เขามาที่นี่ เขาตื่นขึ้นหลังจากหลับไหลเป็นเวลา
สิบปี” สีหน้าของหญิงสาวยังคงราบเรียบขณะกล่าว
แววตาของฉู่ชางหมิงปั่นป่วนในที่สุด เขามองสำรวจหญิงสาว
อย่างระวังและถาม “เจ้าเป็นใคร?”
“คู่หมั้นของเขา” หญิงสาวยังคงตอบกลับราบเรียบอย่างผิด
ธรรมชาติ
“เอาชนะข้าให้ได้ก่อน แล้วข้าจะบอกว่าเขาอยู่ไหน”
ฉับพลันนั้น ฉู่ชางหมิงทะยานร่างขึ้นฟ้า ฝ่ามือยื่นออกคว้า
กระบี่เหล็กเปื้อนสนิมที่ไม่ทราบว่าบินมาจากไหน เขาหมุน
ร่างกลางอากาศ ส่งกระบี่ธรรมดาแทงไปยังร่างของหญิงสาว
สามารถทำให้เทพกระบี่นำกระบี่ออกมาใช้ เห็นได้ชัดว่าหญิง
สาวผู้นี้ดึงดูดความสนใจของเขาไม่น้อย
ปลายกระบี่ขยายใหญ่ขึ้นในม่านตา หญิงสาวเคลื่อนสายตา
ขึ้นเล็กน้อย จับจ้องคมกระบี่ที่ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ทว่า
นางกลับไร้การเคลื่อนไหว จนกระทั่งคมกระบี่ใกล้สัมผัสถูก
หน้าผากนาง….
ราวกับสายฟ้าเงียบงันสว่างวาบขึ้น ร่างของหญิงสาวพลิกไป
ปรากฎอยู่ที่ด้านหลังของฉู่ชางหมิง นางไม่ได้หันกายกลับมา
แต่ถามอย่างแห้งแล้ง “เขาอยู่ไหน?”
แขนของฉู่ชางหมิงยังคงยื่นไปเบื้องหน้า อยู่ในท่วงท่าแทง
กระบี่ ปลายกระบี่แทงถูกอากาศว่าง เขากลับค้างท่าไว้ไม่
เก็บกระบี่กลับ เขาหลับตาลงและกล่าวช้าๆ “ทางใต้ เขาอยู่
ในเมืองเทียนหลง ถามคนที่ผ่านไปมาแล้วเจ้าจะรู้เอง”
หญิงสาวไม่กล่าวคำอีก หันกายและเดินไปยังทิศใต้ตามคำ
ของฉู่ชางหมิง ชุดของนางปักเป็นลวดลายสีชมพู มีเสื้อนอก
ตัวเล็กๆทับไว้ แขนเสื้อบางกว่าชุดสตรีทั่วไปในทวีปเทียนเฉิน
มาก ไล่ลงมาเป็นกางเกงสีน ้าเงินแนบชิดจนเห็นสัดส่วนเรียว
ขาได้ถนัดตา รองเท้าดูแปลกประหลาดเหนือคำบรรยาย….
เครื่องแต่งกายของนาง ฉู่ชางหมิงไม่เคยเห็นมาก่อน
สายลมเย็นโชยแผ่ว นำพาเสียงต้นไม้ขยับไหวบางเบา กระบี่
เหล็กในมือฉู่ชางหมิงแยกออกเป็นสี่ส่วนและร่วงลงบนพื้น
หญ้า
เทพกระบี่แห่งทวีปเทียนเฉิน พ่ายแพ้เป็นครั้งที่สอง
กระบี่เหล็กในมือเขาถูกทำลายด้วยกระบี่ในมือหญิงสาว ทว่า
ด้วยพลังของเขา กลับไม่อาจมองเห็นการลงมือของนาง
กระทั่งไม่อาจจับสัมผัสใดๆว่านางชักกระบี่ออกจากฝัก
พลังของเขาและตัวนางแตกต่างกันราวกับฟ้าและดิน หาก
หญิงสาวไม่ได้ทำลายเฉพาะเพียงกระบี่แต่รวมถึงตัวเขา เทพ
กระบี่ฉู่ชางหมิงแห่งทวีปเทียนเฉินคงถูกสังหารสิ้นชื่อไปแล้ว
ตกตะลึง หญิงสาวอายุราว 16 ปีผู้นี้นำความตกตะลึงสูงสุด
มาสู่ชีวิตเขา
“เจ้าบอกชื่อของเจ้าได้หรือไม่?” ฉู่ชางหมิงหันกายมองไป
ยังแผ่นหลังของนาง และส่งเสียงถาม
“เซียวรั่ว” หญิงสาวไม่ได้หันศีรษะกลับมา ไม่มีการ
หยุดชะงักใดๆ นางเดินตรงไปขณะกล่าวตอบ
“เซียวรั่ว? เจ้ามาจากไหน?”
ร่างของหญิงสาวห่างออกไปในกลุ่มต้นไม้ที่ขึ้นซ้อนทับกัน
เป็นชั้นๆ นางหายลับไปจากสายตา ไร้เสียงใดตอบกลับมา
ฉู่ชางหมิงยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน จากนั้นเงยศีรษะ
ขึ้น เอ่ยพึมพำ “มาจากที่เดียวกับเขา? ที่แห่งนั้นเป็นสถานที่
ลึกลับแบบใดกัน….”
คนหนึ่งหลับไหลนานกว่าสิบปี พอตื่นขึ้นมาก็สร้างความ
สะเทือนไปทั่วทวีปเทียนเฉิน ส่วนอีกคนพลิกร่างครั้งเดียวก็
ทำให้เขาพ่ายแพ้
หลงเซียว…. นั่นคือชื่อจริงของเขางั้นหรือ?
………………….
………………….
เวลาเคลื่อนผ่านอย่างรวดเร็วภายใต้บรรยากาศอึมครึม
กองทัพอาณาจักรเทียนหลงได้ไปถึงยังขอบชายแดน เงา
ทะมึนแห่งสงครามบีบคั้นหัวใจผู้คนนับไม่ถ้วน ตระกูลเย่ยิ่ง
จมจ่อมอยู่ในความกังวล แน่นอนว่าไม่รวมถึงเย่หวูเฉิน ทุก
วันหนิงเสวี่ยจะดันรถเข็นพาเขาออกมาอาบแดด หรือไม่ก็
คลอเคลียอยู่ในห้องกับฮั่วฉุ่ยโหรว ทุกวันแสนสุขสำราญใจ
อย่างน้อยในสายตาคนนอกก็มองเห็นเป็นแบบนั้น
วังหงส์เหิน ครั้งหนึ่งเคยเป็นวังเล็กๆขององค์หญิงเฟยฮวง
หากนับแต่องค์หญิงเฟยฮวงกลายเป็นเป็นจักรพรรดินีเฟ
ยฮวง ที่ประทับของนางก็กลายเป็นวังจักรพรรดินี เย่หวูเฉิน
มายังที่นี่ ในจมูกยังคงได้กลิ่นบางๆที่หลงฮวงเอ๋อร์ทิ้งไว้
เบื้องหลัง
เขายังคงนั่งอยู่บนรถเข็นไม้ ถูกเข็นมาโดยหนิงเสวี่ยจนมาถึง
ที่นี่ เขายังคงอำพรางตัวด้วยวิธีนี้เป็นการชั่วคราว
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา น ้าเสียงน่ารัก ภาคภูมิ และคุ้นเคย
ดังขึ้น “พวกเจ้าถอยออกไปก่อน”
“พะยะค่ะ”
เย่หวูเฉินหันกายมา ส่งยิ้มไปทางทิศประตูวัง
ประตูเปิดออกอย่างนุ่มนวล รองเท้าสีทองชั้นเลิศปักด้วยไหม
เป็นรูปทะเลสีคราม เป็นสิ่งแรกที่ก้าวออกมา ตามด้วยร่าง
งดงามทั้งร่าง
ร่างกายส่วนบนสวมใส่ในชุดสีทอง ปรากฎเส้นส่วนโค้งของ
ทรวงอก ลามลงมาเป็นเอวบอบบางที่เริ่มโค้งได้สัดส่วน บน
ชุดปักด้วยลายทะเลและท้องฟ้าใสกระจ่าง รวมไปถึงลาย
หงส์เหิน ด้านนอกคลุมด้วยชุดสีทองตัวใหญ่ เต็มไปด้วยลาย
คลื่นทะเลที่ปักด้วยไหม ชุดคลุมยาวเลยเข่าลงไป ทุกเส้นสาย
ทุกลวดลาย ล้วนปักด้วยไหมและพลอยม่วง สูงส่งเหนือคำ
บรรยาย เหนือศีรษะสวมมงกุฎจันทร์ครึ่งเสี้ยว รอบวงประดับ
ด้วยอัญมณีรูปดวงดาว ส่งแสงระยิบงดงาม
ยามนี้ หลงฮวงเอ๋อร์สลัดภาพองค์หญิงน้อยจอมเจ้าเล่ห์และ
ไร้เหตุผลจนหมดสิ้น คิ้วบางดุจพระจันทร์เสี้ยว นัยน์ตา
งดงามแฝงความภาคภูมิ ริมฝีปากสีชมพูแบบบาง สง่างาม
และน่าเคารพ รูปลักษณะปรากฎเป็นจักรพรรดินีผู้สูงส่ง
อย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากตกแต่งในเครื่องราชย์ของ
จักรพรรดิแล้ว นางดูโตเป็นผู้ใหญ่เกินวัยเป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นเย่หวูเฉิน แววตาภาคภูมิก็สลายหายไปอย่างไร้
ร่องรอย เปลี่ยนเป็นร่าเริงดีใจไร้สิ้นสุด ไม่รักษาท่าทางสูงส่ง
ของจักรพรรดิ รีบจ ้าเท้าโยนร่างมาที่เย่หวูเฉินทันที คิ้วเรียว
งามยกขึ้นและยิ้มถาม “ดูสิ ข้าดูดีหรือเปล่า?”
ใบหน้าของเย่หวูเฉินชะงักงัน สายตาคล้ายพร่าเลือน ตั้งแต่
หลงฮวงเอ๋อร์ปรากฎกายและร่วงลงบนตัวเขา เขาไม่อาจถอน
สายตาจากนางได้ราวกับถูกดึงดูด เวลานี้เมื่อเผชิญความ
คาดหวังของนาง เขาตอบกลับด้วยสี่คำที่เหมาะสมกับนาง
มากที่สุด
“ยอดเยี่ยมไร้ใดเทียบ”
“ดูดีมากเลย” หนิงเสวี่ยเปล่งเสียงกึ่งอุทาน สองตาจ้องค้าง
ด้วยความตะลึง หลงฮวงเอ๋อร์เติบโตในตระกูลจักรพรรดิ มี
เรือนร่างอันงดงาม สืบทอดกลิ่นอายอันสูงศักดิ์ เวลานี้เมื่อ
แต่งกายด้วยชุดหรูหราเต็มยศ ยิ่งขับส่งความงามจนยากจะ
เปรียบ
“ฮิ!” หลงฮวงเอ่อร์ยิ้มร่าเมื่อได้รับคำตอบอันน่าพึงใจ จากนั้น
บุ้ยปากกล่าว “ชุดกับรองเท้าพวกนี้ใส่แล้วลำบากนัก ข้า
อยากถอดพวกมันออกซะตอนนี้”
“ตอนนี้เจ้าเป็นจักรพรรดินี ผู้อยู่สูงสุดเหนือผู้คน เป็น
จักรพรรดินีคนแรกในประวัติศาสตร์อาณาจักรเทียนหลง
หลายสิ่งต้องค่อยๆปรับตัว” เย่หวูเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฮวง
เอ๋อร์ ตอนนี้เจ้าเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นจักรพรรดินีจริงๆแล้ว
สินะ”
“อันที่จริงข้าก็คิดเช่นนั้น เดิมทีตัวข้ากังวลมาก บางครั้งยัง
รู้สึกราวกับว่าฝันไป แต่พอได้สวมใส่ในชุดนี้แล้ว ข้าสัมผัสได้
ถึงความพิเศษบางอย่าง และพอข้านึกถึงคำพูดที่ท่านกล่าว
กับข้า ข้าจึงเริ่มปรับตัวอย่างตั้งใจ ทำตามคำที่ท่านบอก
กล่าว ว่าจักรพรรดิควรทำสิ่งใด” หลงฮวงเอ๋อร์แย้มยิ้มบน
ใบหน้าขณะกล่าว เวลานี้ นางดูเหมือนองค์หญิงเฟยฮวงคน
ก่อน มากกว่าจะเป็นจักรพรรดินี
“ฮวงเอ๋อร์ เจ้าโตขึ้นแล้ว” เย่หวูเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม เขาไม่
แปลกใจในศักยภาพของหลงฮวงเอ๋อร์ ด้วยคำพูดที่เขาเคย
กล่าวกับนาง เช่นเดียวกับชุดจักรพรรดิที่นางสวมใส่ ย่อมโน้ม
นำจิตใจนางให้เปลี่ยนไป ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองกลายเป็น
จักรพรรดิที่แท้จริงโดยไม่ทันรู้ตัว เชื่อว่าในอีกไม่ช้า องค์หญิง
เฟยฮวงผู้ดื้อรั้นหัวแข็ง จะกลายเป็นจักรพรรดินีเฟยฮวงผู้กุม
อำนาจแท้จริงของโลกใบนี้
หนังสือเล่มยาวปรากฎขึ้นในมือของเย่หวูเฉิน เขาวางมันลง
บนมือของหลงฮวงเอ่อร์และกล่าว “แต่ว่า การเป็นจักรพรรดิ
ที่แท้จริงนั้นมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องทำทุก
สิ่ง ขอเพียงเรียนรู้การมอบหมายงานให้ถูกคน ฉะนั้นสิ่งแรกที่
เจ้าต้องทำในตอนนี้ คือทำความเข้าใจเหล่าขุนนางระดับสูง
แห่งราชสำนักเทียนหลง”
หลงฮวงเอ๋อร์รับหนังสือมา จากนั้นเปิดดูหน้าแรกด้วยความ
สงสัย พลิกเปลี่ยนดูหน้าถัดไป ในหนังสือเล่มนี้เขียนบันทึก
ข้อมูลทุกอย่างของเหล่าขุนนางระดับสูง มีระบุถึงขุมกำลังที่
กำไว้ในมือ หน้าที่ที่รับผิดชอบ เวลาที่เข้าสู่ราชวัง พื้นเพ
รากฐานของตระกูล มีแม้กระทั่งอุปนิสัยและผลงานที่เคยทำ
รายละเอียดลงลึกอย่างน่ากลัว หากขุนนางคนใดมาเห็น
ข้อมูลของตัวเองในบันทึกเล่มนี้เข้า ร่างกายย่อมหลั่ง
เหงื่อกาฬและตกตะลึงจนหน้าซีดขาวโดยไม่ต้องสงสัย