[Mars Gravity] สวรรค์มวลดาว - ตอนที่ 442 ทลายสวรรค์แดนฟ้า!
“พวกท่านรีบหนีออกไปก่อน” เย่หวูเฉินกุมกระบี่ตัดดารา
กล่าวอย่างจริงจัง ในเมื่อยังไม่รู้เหตุผลที่อสูรมังกรม่วงเดือด
ดาล เช่นนั้นก็ต้องชะลอฝีเท้าของมันให้ได้มากที่สุด ไม่อาจ
ปล่อยให้มันหลุดไปยังเขตแดนของมนุษย์ได้ ไม่อย่างนั้น
เมื่อใดที่หายนะเกิดขึ้น เขาคงต้องรู้สึกผิดไปจนชั่วชีวิต
อย่างไรเสีย อสูรมังกรม่วงก็เป็นผลพวงจากระเบิดที่เขาก่อขึ้น
“นายท่าน….ไม่ได้! พวกเราปล่อยให้นายท่านเสี่ยงอันตราย
ไม่ได้” เมื่อเหยียนเทียนเว่ยและเหยียนต้วนชางได้ยินคำก็ตื่น
ตกใจ เย่หวูเฉินบอกให้พวกเขาหนีไปก่อน หมายความว่าเขา
ไม่อาจส่งพวกเขาออกไปได้ด้วยพลังมิติ แสดงว่าเวลานี้เซีย
งเซียงพลังเหือดแห้ง ตอนนี้เขาย่อมไม่อาจใช้พลังมิติหนีได้
“นี่คือคำสั่ง!” เย่หวูเฉินยิ่งขมวดมุ่นขึ้น สายตาจับจ้องที่อสูร
มังกรม่วงที่กำลังตรงเข้ามา
“นายท่าน…. โปรดอภัยที่พวกเราขัดคำสั่ง…. หากไม่อาจ
เกลี้ยกล่อมให้มันกลับไปได้ เช่นนั้นพวกเราก็ต้องหยุดมัน
หากพวกเราหนีไปและทิ้งให้นายท่านเป็นอันตราย พวกเรา
ขอขัดคำสั่งเสียดีกว่า” เหยียนต้วนชางก้าวออกมา กล่าวคำ
จริงจังล ้าลึก
“….พวกเราจะไม่เป็นภาระต่อนายท่าน” เหยียนเทียนเว่ยกล่า
วอย่างสงบ สายตามองไปยังเหยียนต้วนชาง ในแววตาวาบ
ประกายดุจเปลวเพลิง
สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป เย่หวูเฉินชำเลืองมอง
ด้านหลัง และพบว่าใบหน้าของเหยียนเทียนเว่ยและเห
ยียนต้วนชางกำลังฉายความเจ็บปวด ใบหน้าแต่ละจุดบิด
เบี้ยว ราวกับมีมือนับไม่ถ้วนดึงอยู่ กระทั่งเส้นผมบนศีรษะยัง
ชูชันขึ้นฟ้า
“พวกท่าน….”
“ร่าง…. สลาย…. เพลิง…. วิญญาณ…. ย่าห์!!”
รัศมีสีแดงพุ่งออกจากร่างทั้งสองคน ยิ่งมายิ่งเข้มข้น สีหน้าที่
เจ็บปวดพลันหายไป กลายเป็นความสงบนิ่งถึงขีดสุด มีเพียง
เส้นผมที่ยังคงชูชัน พลังเพลิงวิญญาณที่เย่หวูเฉินคุ้นเคย
กำลังขยายออกถึงขีดสุด เลยขีดกำจัดที่พวกเขาเคยทำได้มา
ก่อน
รัศมีสีแดงทั่วร่างกำลังสั่นไหว พลังของพวกเขากระเพื่อมขึ้น
เช่นกัน ทุกครั้งที่พลังกระเพื่อม พลังเพลิงวิญญาณจะทวีขึ้น
หนึ่งเท่า รัศมีสีแดงยิ่งมายิ่งเข้มข้ม ในที่สุดรัศมีสีแดงก็หยุด
สั่นไหว รอบร่างกายของพวกเขาปรากฎเป็นสายฟ้าสีแดง
แลบลั่น สายฟ้าแต่ละเส้นทรงพลังน่าหวั่นกลัว คลื่นพลัง
มหาศาลทำให้เย่หวูเฉินตกตะลึง
เย่หวูเฉินเพิ่งทราบในวันนี้ ว่าในร่างของเหยียนเทียนเว่ยและ
เหยียนต้วนชางซ่อนพลังถึงเพียงนี้ไว้…. ทว่า เขาทราบดีว่า
การเพิ่มพลังขอบเขตใหญ่ย่อมมีผลกระทบอย่างหนักต่อ
ร่างกาย อย่างน้อยไม่ด้อยไปกว่าพลังที่ถูกใช้ออก เขากังวล
ถึงผลลัพธ์หลังจากที่สองคนนี้ใช้พลังต้องห้าม
“นี่คือเคล็ดวิชาเพลิงวิญญาณต้องห้าม ร่างสลายเพลิง
วิญญาณ มีเพียงพวกเราผู้สืบสายโลหิตตรงของจักรพรรดิ
เหนือเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ ร่างสลายเพลิงวิญญาณจะเผา
ผลาญพลังเพลิงวิญญาณที่อยู่ในทุกอณูทั่วร่าง ไร้การเก็บ
สงวนรักษาไว้…. อย่างน้อย มันสามารถเพิ่มพลังได้มากเกิน
กว่าสองเท่า” เหยียนเทียนเว่ยสีหน้าสงบ กล่าวอธิบายช้าๆ
“นายท่านอย่าได้กังวล แม้ว่าร่างสลายเพลิงวิญญาณจะดึง
พลังทั้งหมดออกมาใช้ แต่มันไม่มีอันตรายใดๆต่อร่างกาย
เพียงแค่หลังจากนี้อีกสองเดือน พวกเราจะไม่สามารถใช้พลัง
เพลิงวิญญาณได้ และกลายเป็นคนไร้พลัง…. อย่างไรก็ตาม
หากวันนี้สามารถกลับไปได้อย่างปลอดภัย ขอนายท่านได้
โปรดลงโทษพวกเราสองพ่อลูก” เหยียนต้วนชางยิ้มกล่าว
อย่างไม่ใส่ใจ เย่หวูเฉินกำลังคิดสิ่งใด พวกเขาล้วนเดาได้
ถูกต้อง
“โปรดอย่าปล่อยให้พลังต้องห้ามนี้สูญเปล่า…. ด้วยพลัง
ทั้งหมดของพวกเรา นายท่านคือบุคคลผู้ชี้นำชะตา ระหว่างนี้
ย่อมหาทางรับมือกับมันได้ พวกเราจะช่วยนายท่านหยุดมัน
อย่างเต็มกำลัง”
เหยียนเทียนเว่ยและเหยียนต้วนชางตรงออกไปเบื้องหน้า ใน
มือปรากฎคันธนูเหล็กสีเทาหยาบๆ สายธนูถูกน้าว ศรปราณ
สองลูกถูกยิงไปที่อสูรมังกรม่วง….
อสูรมังกรม่วงถูกโจมตีที่ระยะร้อยเมตร พวกเขาเดินหน้าต่อ
ศรปราณที่บุรุษสองคนยิงออกไปเล็กมากเมื่อเทียบกับร่าง
มังกร ทว่าด้วยพลังของมันทำให้อสูรมังกรม่วงต้องระวัง มัน
เหวี่ยงกรงเล็บด้านขวาเข้าใส่ทันที
ปุ!
เปรี้ยง!
ศรปราณของเหยียนต้วนชางแตกออกเป็นเสี่ยงๆทันที ขณะที่
ศรปราณของเหยียนเทียนเว่ยยิงถูกผิวเหนือกรงเล็บและแตก
กระจัดกระจาย ราวกับว่ายิงถูกแผ่นโลหะแข็ง เย่หวูเฉินทราบ
ดีว่าร่างของอสูรมังกรม่วงแกร่งกล้ายิ่งกว่าแผ่นโลหะ ร่างของ
มันมีสีเช่นเดียวกับ “พลอยม่วง” และมีพลังป้องกันแกร่งกล้า
เช่นเดียวกัน
มีแผลเล็กน้อยปรากฎที่ขาของอสูรมังกรม่วง ทำให้มันโมโห
ร้ายคำรามด้วยความเจ็บ ศรปราณของเหยียนเทียนเว่ยและ
เหยียนต้วนชางราวกับดาวตก พวกเขายิงออกต่อเนื่องตรงไป
ที่ร่างมัน ศรปราณจำนวนมากทำให้มันไม่อาจป้องกันได้
ทั้งหมด ภายใต้แรงปะทะต่อเนื่อง ในที่สุดมันก็ถอยเท้าก้าว
หนึ่ง จากนั้นถอยอีกหนึ่งก้าว….
เหยียนเทียนเว่ยบรรลุพลังขอบเขตเทวะขั้นสูงสุด ตอนนี้พลัง
เพิ่มทวีขึ้นหลายเท่า พลังของเขายามนี้เทียบเท่าทงซินใน
สภาพสมบูรณ์ ศรปราณที่ยิงโจมตีทำให้อสูรมังกรม่วงไม่อาจ
เพิกเฉยได้อีก แต่ไม่ได้แปลว่าเหยียนเทียนเว่ยบรรลุพลัง
เหนือเทพ พลังเทวะและพลังเหนือเทพถึงแม้ห่างกันเพียงช่วง
ชั้นเดียว แต่ความแตกต่างนั้นราวแผ่นฟ้ากับผืนโลก ไม่อาจ
เทียบได้เพียงพลังที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า
เย่หวูเฉินเลิกห้ามปรามพวกเขาในที่สุด แต่หัวคิ้วกลับมุ่นลง
อีก แน่นอนว่าอสูรมังกรม่วงถูกโจมตีให้ล่าถอยด้วยพลังเกิน
คาด สุดท้ายมันหยุดร่างและคำราม พุ่งตรงเข้ามาฝ่าศร
ปราณอันหนาแน่น เวลานี้เอง มีแสงสีม่วงปรากฎขึ้นที่ผิวของ
มัน ศรปราณที่ตกกระทบรัศมีสีม่วงพลันแตกสลายกระจาย
ไป
พลังของมันไม่อาจมีสัตว์อสูรตัวใดเทียบได้ กระทั่งขุนเขายัง
ไม่อาจขวางกั้นและถูกทำลายลง เหยียนเทียนเว่ยและเห
ยียนต้วนชางหยุดยิงศรปราณ ร่างมหึมาของอสูรมังกรม่วง
ตรงมาเบื้องหน้า พวกเขายื่นมือออกโคจรพลังเพลิงวิญญาณ
อย่างรวดเร็ว หมายรับมือการปะทะของมันโดยตรง
การกระทำนี้นับว่าหัวรั้นและโง่เขลา เหยียนเทียนเว่ยและเห
ยียนต้วนชางไม่ควรเป็นเช่นนี้ ทว่าเวลานี้เอง เย่หวูเฉินที่อยู่
ด้านหลังกระซิบกับพวกเขา “หากเป็นไปได้…. ตีให้มันลอย
ขึ้นจากพื้น…. สูงเหนือพื้นไม่กี่เมตรก็ยังนับว่าดี”
ร่างมหึมานับร้อยเมตร น ้าหนักมหาศาลเพียงใด อย่าว่าแต่
สูงเหนือพื้นไม่กี่เมตรเลย เพียงไม่กี่เซนฯก็ยากดุจปีนป่าย
สวรรค์แล้ว เหยียนเทียนเว่ยและเหยียนต้วนชางยืนนิ่งไร้
ความลังเล ในดวงตาของทั้งคู่เป็นประกายอย่างที่ไม่เคยเป็น
…. พลังในร่างขยายเพิ่ม แทบถึงจุดที่ระเบิดออก แรงกดดัน
เบื้องหน้าแทบจะฉีกทำลายโลกทั้งใบ ใต้เท้าที่อสูรมังกรม่วง
เหยียบย ่า ไม่ได้เกิดการแตกร้าวธรรมดา แต่คือการทำลาย
จนเป็นผุยผง…. พลังทรราชย์ปานใดย่อมจินตนาการได้ แสง
สีม่วงยิ่งมายิ่งแรงกล้า ในที่สุดมันกลายเป็นของแข็งดุจพลอย
ม่วง ป้องกันทุกจุดบนร่างกายมัน
เมื่ออสูรมังกรม่วงพุ่งมาถึงเบื้องหน้าคนทั้งสอง พวกเขาพลัน
รู้สึกว่าอากาศถูกบีบอัด พลังทรราชย์ที่มากเกินไปทำลายทุก
อย่างที่อยู่รอบตัว ทำให้พวกเขาแทบสูญเสียสัมผัสรับรู้ทุก
อย่าง…. สามารถทำได้ถึงขั้นนี้ ต้องมีพลังเพียงใดย่อม
จินตนาการได้ อสูรมังกรม่วงกำลังเดือดดาล ดังนั้นมันจึงไม่
เก็บยั้งพลัง ในมุมมองของมัน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตอ่อนด้อย
เพียงนิ้วก้อยเดียวมนุษย์ก็ไม่อาจทานทนแล้ว ทว่าวันนี้ คน
ทั้งสามกลับทำให้มันตะลึง มันจึงเตรียมฉีกร่างคนเหล่านี้ด้วย
พลังอันกราดเกรี้ยว….
มันสงบอารมณ์มานานนับไม่รู้กี่ปี เมื่อโทสะถูกจุดด้วยระเบิด
ครั้งใหญ่ มันจำเป็นต้องระบายออก เพราะมันสูญเสียสิ่งล ้า
ค่าสูงสุด มันกำลังคลั่ง ต่อให้ทวีปเทวะเป็นผู้กระตุ้นโทสะมัน
มันก็จะตอบโต้โดยไม่มีลังเล
เหยียนเทียนเว่ยและเหยียนต้วนชางยืนปักหลักบนพื้น ไม่มี
ถอยหลังต่อหน้าการปะทะของอสูรมังกรม่วง ขณะที่ห่างจาก
มันราวสิบเมตร พวกเขาก็ปลดปล่อยพลังที่ใกล้หลุดการ
ควบคุม พลังพวยพุ่งขึ้นไปบนฟ้า ทว่าขณะที่ฝ่ามือยื่นกลาง
อากาศ เท้ามหึมาข้างหนึ่งของมังกรก็ลอยอยู่เหนือศีรษะของ
พวกเขาพอดี มันกำลังเหยียบเท้าลงมา….
ตูม
พลังสะเทือนโลก เสียงสายฟ้าลั่นขึ้นสองสายในเวลาเดียวกัน
เหยียนเทียนเว่ยและเหยียนต้วนชางเข้าใจกลยุทธ์อย่างดีทั้ง
สองพ่อลูก ไม่ต้องมองตาหรือใช้ภาษาใดก็ลงมือได้
พรักพร้อม แผนการเดียวกันในเวลาที่ถูกต้อง ระเบิดพลังใส่
เท้าของอสูรมังกรม่วง
นอกจากเสียงของสายฟ้า ยังมีเสียงกระดูกแตกหัก…. ซึ่งลอย
มาจากเหยียนเทียนเว่ยและเหยียนต้วนชาง
แม้นี่เป็นเพียงการย ่าเท้าของอสูรมังกรม่วง ทว่าพลังของมัน
สามารถเหยียบขุนเขาให้แบนราบ พลังสองสายปะทะใส่มัน
กลางอากาศ สร้างแรงสะท้อนที่แทบฉีกร่างของพวกเขา….
เกิดเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่บนแผ่นดิน ร่างของพวกเขาจมอยู่
ท้ายก้นหลุม
กระดูกแตกหักหลายท่อน ทว่าไม่ได้อันตรายถึงชีวิต และนี่
เป็นผลลัพธ์อันยอดเยี่ยม เมื่อคนทั้งสองตัดสินใจในเวลา
เดียวกัน พวกเขาล้วนพร้อมที่จะตาย ด้วยคำสั่งของเจ้านาย
และด้วยเกียรติภูมิของสายเลือดจักรพรรดิเหนือ ต่อให้พวก
เขาตกตาย ก็ต้องปฏิบัติคำสั่งของเย่หวูเฉินให้สำเร็จ….
เพราะการที่เขาสั่งการหมายถึงเขาพบวิธีแล้ว และวิธีของเขา
คือความหวังสูงสุดของพวกเขา ในหัวใจของพวกเขา เย่หวู
เฉินคือผู้กำหนดชะตา ไม่มีสิ่งใดที่เขาทำไม่ได้
เท้าข้างหนึ่งของอสูรมังกรม่วงถูกผลักขึ้นโดยเหยียนเทียนเว่ย
และเหยียนต้วนชาง มันสูญเสียการทรงตัวและเริ่มล้มลง ร่าง
ที่ใหญ่เกินไปทำให้การล้มต้องใช้เวลา ในระหว่างการล้มนี้
เกิดเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่ไม่นับว่าสั้น….
ยากจะหาโอกาสเช่นนี้อีกเป็นครั้งที่สอง เย่หวูเฉินที่จับจ้อง
ดวงตาในที่สุดก็เคลื่อนไหว ตำแหน่งที่เขาเคลื่อนไปไม่ใช่ข้าง
ที่หงายขึ้นของอสูรมังกรม่วง แต่เป็นด้านที่คว ่าลงของร่าง….
เมื่อมันล้มลงตำแหน่งนั้นจะกดทับลงพื้น
เหยียนเทียนเว่ยและเหยียนต้วนชางตกใจทันที ร่างกายที่
ครองพลังทรราชย์ของอสูรมังกรม่วง หากถูกมันทับลง
โดยตรงย่อมบี้แบนแน่!! ทว่าพวกเขายังไม่ทันได้ส่งเสียง แสง
สีทองก็เป็นคำตอบให้กับพวกเขา….
สีทองคือสีของกระบี่ตัดดารา เป็นสีที่บ่งบอกถึงพลังพิเศษ
ของมัน นอกจากกระบี่ตัดดาราแล้ว ในโกลาหลแห่งนี้ไม่มี
พลังใดเปล่งแสงสีทองได้บริสุทธิ์เช่นนี้อีก อาณาจักรเทพมี
สามคนที่ใช้พลังทองคำ แต่ไม่มีใครในพวกมันที่สามารถใช้
พลังทองคำได้เทียบเท่ากระบี่ตัดดารา
ทว่าเมื่อแสงสีทองเปล่งรัศมี เหยียนเทียนเว่ยและเหยียนต้ว
นชางกลับพบว่าแสงนี้เข้มข้นยิ่งกว่า ‘แยกฟ้าผ่าปฐพี’ ที่พวก
เขาเคยรู้จัก เมื่อแสงสีทองหยุดขยายตัวออกพวกเขาก็พลัน
สัมผัสได้…. สายลมหยุดลง ฝุ่นทรายทั่วทิศหยุดลง สุ้มเสียง
ทั้งหมดสลายไปสิ้น
พวกมันถูกพลังแกร่งกล้าไร้ที่เปรียบ หยุดไว้ทั้งหมด….
“กระบี่ตัดดารา กระบวนท่าที่สอง ทลายสวรรค์แดนฟ้า!!”