[Mars Gravity] สวรรค์มวลดาว - ตอนที่ 449 กวาดล้าง
ซ้ายขวาของเย่ฮุยเต็มไปด้วยโลหิต กระบี่ยาวในมือแตกหัก
รองขุนพลใต้บัญชาเสี่ยงชีวิตเข้าปกป้อง ผู้คนล้มตายร่วง
ระนาว พวกเขาไร้ความหวังที่จะฝ่าออกไป หลังจากปะทะได้
ช่วงหนึ่ง ทหารนับหมื่นที่เย่ฮุยนำมาเหลืออยู่ราวเจ็ดในสิบ
ส่วน เขาถอนหายใจด้วยความโศกเศร้า ดวงตาแดงก ่าดุจสี
เลือด ดุจอสูรสิ้นหวังที่ต้องการสังหารเหยื่ออย่างบ้าคลั่ง ใน
ปากส่งเสียงคำรามอย่างกราดเกรี้ยว
เวลานี้เอง ทางปีกซ้ายขวาพลันมีเสียงดังขึ้น เป็นเสียงตะโกน
กู่ก้องดังเข้ามาใกล้ ในที่ไกลๆมองเห็นริ้วธงปักด้วยตัวอักษร
‘ชูเกอ’ และ ‘หลง’
“กำลังเสริม! กำลังเสริมมาช่วยแล้ว! ท่านขุนพล พวกเรา
ปลอดภัยแล้ว!” รองขุนพลของเย่ฮุยส่งเสียงแหบพร่า ตะโกน
คำอย่างมีความหวัง ดุจรุ่งอรุณฉายสู่ร่างอันเหือดแห้งให้
กลับมามีพลัง คนรีบคว้ากระบี่ยาวขึ้นจากพื้น เข่นฆ่าศัตรูที่
ดาหน้าเข้ามา
กองทัพอาณาจักรต้าฟงราวกับเดาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมี
กำลังเสริมส่งมาช่วยกองทัพเมืองอวิ๋นหัว ทว่าตำแหน่งที่เข้า
มากลับต่างไปจากที่พวกมันคาดไว้โดยสิ้นเชิง…. กำลังเสริม
ไม่ได้พุ่งตรงมาจากเมือง แต่กลับอ้อมเข้าทางปีกสองข้าง ทำ
ให้พวกมันคาดไม่ถึงและไม่ทันตั้งตัว พวกมันไม่เข้าใจว่าทัพ
ทั้งสองกระจายอยู่สองทิศตั้งแต่เมื่อใด
จากสถานที่ไกลธงเหล่านั้นโบกสะบัด กองทัพต้าฟงตะโกนกู่
ร้องทันที พวกมันแปรขบวนทัพอย่างรวดเร็ว ทว่าเพียงกำลัง
ปรับกลยุทธ์ เมืองอวิ๋นหัวก็โบกธงสองผืน ส่งสัญญาณให้
กองทัพเทียนหลงเปลี่ยนทิศทางฉับพลัน เลี้ยวเข้าโจมตีทาง
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทำลายรูป
ทัพที่พวกมันเพิ่งแปรขบวน ทว่านี่ไม่ใช่เพื่อการสังหาร แต่
เป็นการทำลายแนวป้องกัน ปีกทั้งสองข้างเร่งเท้าเข้าสู่
ตำแหน่ง กองทัพอาณาจักรต้าฟงแตกออกจนเสียรูปขบวน
สร้างความแตกตื่นอย่างมาก เมื่อตำแหน่งหนึ่งสับสน
ตำแหน่งที่เหลือย่อมปั่นป่วนตาม พลังของกองทัพต้าฟง
ค่อยๆลดลงอย่างเงียบงัน ถูกกองทัพเทียนหลงบุกทะลวงจน
เข้าถึงร่างของเย่ฮุย ปีกทั้งสองข้างรวมทัพเข้าด้วยกันเป็น
หนึ่งเดียว
เมืองอวิ๋นหัวโบกธงสีทองส่งสัญญาณถอนทัพกลับ กองทัพ
เทียนหลงเลิกพัวพันกับกองทัพต้าฟงและถอนกำลังกลับ
อย่างรวดเร็ว ทัพนับหมื่นของเย่ฮุยเหลืออยู่ไม่กี่พันคน หัวใจ
เจ็บปวดทรมาน ยามนี้มือซ้ายเหวี่ยงสังหารด้วยความเกลียด
กองทัพเทียนหลงตีฝ่าวงล้อมอันหนาแน่นออกไป เร่งรุดกลับ
สู่เมืองอวิ๋นหัว ด้านหลังมีกองทัพต้าฟงไล่ตามมาไม่ยอมแพ้
ส่งเสียงตะโกนโห่ร้องน่าตกใจ
ฝีเท้าถอยทัพของอาณาจักรเทียนหลงรวดเร็วอย่างยิ่ง รวดเร็ว
จนน่าโมโห ในขณะเดียวกันยังมักมีของร่วงหล่นจากตัว ยิ่ง
มายิ่งมากขึ้น ตกกระจัดกระจายทั่วบริเวณ ไม่เพียงเฉพาะ
สิ่งของเล็กใหญ่อันน่าดึงดูดเท่านั้น แต่ยังมีของประดับต้อง
แสงระยิบระยับ บ้างเป็นอาหารอันโอชา ตกกระจายอยู่ทั่ว
บริเวณกว้าง
ฝีเท้าของกองทัพต้าฟงชะงักลงทันที จากนั้นรีบเร่งตรงเข้าไป
เก็บของเหล่านั้น บางส่วนกระทั่งต่อสู้แย่งชิงกัน กลุ่มที่นำไป
ข้างหน้ากลายเป็นโกลาหลทันที เมื่อทัพเบื้องหน้ากลายเป็น
สับสน เบื้องหลังจึงเริ่มปั่นป่วน ทันใดนั้นพวกมันหยุดเท้าลง
เหยียบย ่าไปบนร่างพวกเดียวกัน ฉับพลันนั้น เหนือเมืองอวิ๋น
หัวถ่ายทอดสัญญาณเสียง กองทัพเทียนหลงที่ล่าถอยพลัน
ตะโกนกู่ก้อง หันร่างกลับไปชูอาวุธเข้าฟาดฟันทหารต้าฟงที่
กำลังปั่นป่วน กองทัพต้าฟงสับสนอลม่านไม่อาจป้องกันตัว
ได้ จึงถูกเข่นฆ่าสังหาร เสียงร้องโหยหวนดังระงมก้องฟ้า
สถานการณ์พลิกกลับทันที กองทัพอาณาจักรต้าฟงกลาย
เป็นฝ่ายล่าถอย หนีตรงไปยังที่ตั้งค่ายทัพ ทว่าเบื้องหน้ากลับ
กลายเป็นทะเลเพลิงท่วมฟ้า ค่ายทัพยาวเหยียดหลายลี้ลุก
โหมเป็นเปลวเพลิง กองทัพอาณาจักรต้าฟงยิ่งแตกตื่น ล่า
ถอยไปทางทิศตะวันตกไกลขึ้น กองทัพเทียนหลงไล่ตามจาก
เบื้องหลังไม่ลดละ ส่งเสียงตะโกนโห่ร้องน่าตกใจ
เย่ฮุยผู้เหนื่อยล้ากลับถึงเมืองอวิ๋นหัวภายใต้การคุ้มกันใน
ที่สุด เขาทราบดีว่าตนเองไม่มีหน้าปรากฎตัวในที่ใด จึงนิ่งงัน
อยู่ในห้องรอคอยการลงโทษ ทว่ารอคอยเนิ่นนานชูเกอเสี่ยวห
ยูกลับไม่เรียกพบเขา สุดท้ายเขาไม่อาจอดทนไปพบชูเกอ
เสี่ยวหยูด้วยตัวเอง แต่คำตอบที่เขาได้รับกลับเป็น “ขุน
พลปิงหยุนยังไม่มีคำสั่งเรียกพบท่าน หากถึงเวลาแล้ว นาง
จะเรียกพบท่านเอง”
เย่ฮุยทำได้เพียงจากไปอย่างเงียบงัน
หุบเขาแยกเมฆา เป็นหุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรเทียน
หลงและอาณาจักรต้าฟง ที่นี่เป็นเขตเทือกเขาสูง ทางเดิน
ตรงกลางไม่ได้เป็นเส้นตรง มีความกว้างมากกว่า 30 เมตร
เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง และไม่ค่อยมีคนทั่วไป
ใช้สัญจรเท่าใดนัก มันจึงเต็มไปด้วยหญ้าแห้งสูงประมาณหัว
เข่า
กองทัพอาณาจักรต้าฟงเร่งหนีมาจนถึงหุบเขาแยกเมฆา
หัวใจผ่อนคลายลงเล็กน้อย แม้ว่าด้านหลังยังคงมีกองทัพ
เทียนหลงไล่ตามมาไม่ลดละ ทว่าเมื่อกองทัพต้าฟงรุดเข้าสู่
หุบเขาแยกเมฆา กองทัพเทียนหลงพลันหยุดไล่ตามทันที
คอยปิดกั้นอยู่ที่ปากทางเข้า
กองทัพอาณาจักรต้าฟงเข้าไปในหุบเขาได้ไม่ถึงหนึ่งลี้
จากนั้นก็ต้องหยุดเท้าลง เบื้องหน้าเต็มไปด้วยกองฟืนที่ถูก
ตัดไว้ไม่นานจำนวนมาก กองสูงท่วมนับสิบเมตรขวางกั้น
เส้นทางเบื้องหน้า เมฆทะมึนพลันปกคลุมหัวใจกองทัพต้าฟง
สิ่งกีดขวางนี้เห็นได้ชัดว่าเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกมันติด
กับเทียนหลงอย่างเห็นได้ชัด เวลานี้ พวกมันอยากรู้จริงๆว่า
พวกตนติดกับอาณาจักรเทียนหลงตั้งแต่ตอนไหน
เหนือสองฝั่งของแนวสันเขามีหอกดาบชูขึ้นสะท้อนแสง
ใบหน้าหนึ่งขาวเป็นมันวาวยืนอยู่หน้ากลุ่ม มองลงมาจากที่
สูง “ในนามของขุนพลปิงหยุน พวกเรารออยู่ที่นี่ได้พักหนึ่ง
แล้ว ตอนนี้จงบันเทิงกับงานเลี้ยงแผดเผาที่พวกเรา ‘เพลิง
อัสนีฟ้า’ เตรียมไว้ให้…. ลงมือ!”
สิ้นเสียงตะโกนสั่งของเขา อัสนีลั่นและเพลิงผลาญถูกโยนลง
มาจากเบื้องบน ตกลงสู่หุบเขาแยกเมฆา หญ้าแห้งเป็น
เชื้อเพลิงอย่างดี ไม่กี่วินาทีทั้งหุบเขาก็ลุกท่วมด้วยเปลวไฟ
พร้อมด้วยเสียงอัสนีลั่นอันเสียดหูดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เย่ฮุยฝ่าฝืนคำสั่งเคลื่อนทัพโดยพลการโดยไม่รู้ตัวเลยว่า
ตนเองติดกับดักที่ชูเกอเสี่ยวหยูตั้งใจวางไว้ ทหารและม้าของ
อาณาจักรต้าฟงจำนวนมากติดกับดักนี้เช่นเดียวกัน กอง
ทัพต้าฟงถูกล่อลวงให้ถึงคราวจบสิ้น
กองทัพต้าฟงต้องการวางกับดัก ทว่าชูเกอเสี่ยวหยูวางกับดัก
ไว้อีกชั้น โดยมีเย่ฮุยเป็นตัวละครสำคัญ หากเย่ฮุยฉลาด
มากกว่านี้ สามารถยับยั้งความโอหังได้มากกว่านี้ ชูเกอ
เสี่ยวหยูคงไม่อาจเริ่มแผนการนี้ได้
ทางเบื้องหน้าถูกปิดตาย ทางหนีด้านหลังถูกกองทัพเทียน
หลงปิดกั้นไว้ หากวิ่งหนีก็ถูกสังหาร ตลอดหุบเขาแยกเมฆา
เพลิงลุกท่วมสูงเสียดฟ้าต่อเนื่องเป็นเวลานาน กองทัพต้าฟ
งวิ่งหนีในกองเพลิงเป็นหนู เหยียบย ่ากันในกองไฟและตก
ตายทั้งเป็น
ยามค ่ามาถึง ตะวันเคลื่อนลงทางทิศตะวันตก เมื่อท้องฟ้า
ทางทิศตะวันตกปกคลุมไปด้วยเมฆสีแดง เปลวเพลิงในหุบ
เขาแยกเมฆาก็ดับวอดลง กองทัพเทียนหลงได้กวาดล้าง
กองทัพต้าฟงจนย่อยยับ อาณาจักรต้าฟงส่งทหารนับแสนมา
เพื่อยึดเมืองอวิ๋นหัว ทว่าถูกกวาดล้างตกตายจนเหี้ยนในวัน
เดียว เมื่อข่าวแพร่ไปถึง คราแรกเมืองอวิ๋นหัวแทบไม่เชื่อหู
ตัวเอง จากนั้นปรบมืออย่างกึกก้อง ในเมืองเต็มไปด้วยความ
ยินดี ยามนี้นามขุนพลปิงหยุนได้ดังก้องไปทั่วเมือง
เย่ฮุยถูกมัดมือและคุกเข่าอยู่ตรงหน้าชูเกอเสี่ยวหยู เขาไม่ได้
เปลี่ยนเสื้อผ้า ผมเผ้ายุ่งเหยิง ร่างกายเต็มไปด้วยรอยเลือด
ชุดเกราะแตกทำลายหลายจุด ใบหน้ามีบาดแผลมากมาย
เมืองอวิ๋นหัวได้รับชัยชนะ กวาดล้างกองทัพต้าฟงจนหมดสิ้น
เมื่อเขาได้ยินข่าวนี้ก็อ้าปากค้างเป็นเวลานาน เวลานี้เมื่ออยู่
ต่อหน้าชูเกอเสี่ยวหยู เขาไม่อาจเปล่งวาจาแม้แต่คำเดียว
ศีรษะก้มต ่าลง ไม่เคลื่อนสายตามองยังชูเกอเสี่ยวหยู
“เย่ฮุย เจ้าคงรู้ความผิดของตัวเองแล้ว!” ชูเกอเสี่ยวหยูขมวด
คิ้วหรี่ตาลง กล่าวคำเย็นเยียบ เวลานี้นางไม่รักษามารยาท
อันดีต่อเย่ฮุยเหมือนก่อนหน้า
“ข้ารู้ความผิดของตัวเองดี!” เย่ฮุยก้มศีรษะลงต ่า กล่าวด้วย
น ้าเสียงเกลียดชัง
“ฝ่าฝืนคำสั่งทัพ นำทัพออกไปโดยพลการ ทำให้เมืองอวิ๋นหัว
สูญเสียทหารกว่า 9,000 นาย หากไม่ใช่เพราะส่งกำลัง
เสริมออกไปช่วย เจ้ากับทหารทั้งหมดย่อมตายไปแล้ว ไหน
เจ้าลองบอกมา ความผิดของเจ้าสมควรมีโทษเช่นไร!” ชูเกอ
เสี่ยวหยูกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด
เย่ฮุยกัดฟันกล่าว “มีโทษสมควรตาย”
“ผิดแล้ว!” ชูเกอเสี่ยวหยูผุดลุกขึ้นยืน แค่นเสียงบางและ
กล่าว “ความผิดของเจ้า ต่อให้ตาย 100 ครั้งก็ยังไม่สาสม!
ในเมื่อเจ้ารู้ความผิดของตัวเอง เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้
มากความ จิงเหลย จิงหั่ว ลากเย่ฮุยออกไปกุดหัว แขวนหัว
ของมันไว้เหนือประตูเมืองเป็นเวลาสามวัน หลังจากนั้นเจ็ด
วันถึงค่อยเอามันไปฝัง จัดการได้!”
“ขอรับ!” จิงเหลย และ จิงหั่ว ไม่เคยฝ่าฝืนคำสั่งของชูเกอ
เสี่ยวหยู พวกเขารับคำสั่งและตรงเข้ามาลากร่างของเย่ฮุย
ทันที
แน่นอนว่าคำสั่งของชูเกอเสี่ยวหยูสร้างความตกตะลึงต่อ
ผู้คนในห้องโถงทันที รองขุนพลของเย่ฮุยและทหารมียศคน
อื่นๆของเมืองอวิ๋นหัวต่างเร่งรีบก้าวเท้าออกมาเบื้องหน้า
คุกเข่าลงขอความเมตตาให้กับเย่ฮุย
“ขุนพลปิงหยุน แพ้ชนะล้วนเป็นเรื่องธรรมดาในการรบ ไหน
เลยขุนพลเย่ฮุยจะต้องตกตายเพราะความพ่ายแพ้ ขอร้อง
ขุนพลปิงหยุนได้โปรดไว้ชีวิตเขา เวลานี้เป็นช่วงสงคราม
อย่างน้อยได้โปรดให้ขุนพลเย่ฮุยได้มีโอกาสแก้ตัว” รองขุนพล
ของเย่ฮุยส่งเสียงละล ่าอย่างหวาดกลัว
“แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดาในการรบ ไม่ใช่ความผิดที่พ่ายแพ้”
ชูเกอเสี่ยวหยูหยุดครู่หนึ่งและกล่าวต่อ “แต่เย่ฮุยไม่เชื่อฟัง
คำสั่งตั้งแต่แรก กระทั่งข้าสั่งเด็ดขาดต่อหน้าตราราชวงศ์
เทียนหลงอันถือเป็นป้ายอาญาสิทธิ์ เย่ฮุยกลับยังกระทำการ
ตามอำเภอใจ หากไม่ประหารให้เป็นเยี่ยงอย่าง แล้วคำสั่งทัพ
จะศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง แล้วพวกเจ้าจะชดใช้กองทัพอาณาจักร
เทียนหลงที่ตกตายเพราะมันได้ยังไง!”
“นี่…. แต่ว่าขุนพลเย่ฮุยสร้างความดีความชอบไว้มากมาย
ในอดีตเคยติดตามขุนพลชราเย่ กล่าวได้ว่าเขาเป็นคนของ
ตระกูลเย่ แม้ว่าจะทำความผิดร้ายแรง แต่….”
“เฮอะ!” ชูเกอเสี่ยวหยูแค่นเสียงหนักขัดจังหวะ “เป็นคนของ
ตระกูลเย่งั้นเหรอ? บุรุษแห่งตระกูลเย่ล้วนแต่เป็นผู้กล้า แต่
คนแซ่เย่ผู้นี้กลับกระทั่งฝ่าฝืนคำสั่งทัพ มันยังคู่ควรเรียก
ตัวเองว่าคนตระกูลเย่อีกหรือ? หากมีคนเช่นนี้ในตระกูลเย่
มากกว่านี้ละก็ ชื่อเสียงในโลกของตระกูลเย่คงถูกทำลายป่น
ปี้ ขุนพลชราเย่บังคับกฎอย่างเข้มงวด ไม่เคยผ่อนปรนเพราะ
ความลำเอียง อย่าว่าแต่เย่ฮุยเลย ต่อเป็นทายาทของเขา
หากทำความผิดใหญ่หลวงย่อมได้รับโทษหนักเช่นเดียวกัน
หากขุนพลชราเย่ อยู่ที่นี่ในวันนี้ ย่อมสั่งบั่นหัวมันอยู่ดี”
“แต่ว่า….”
“ลากมันออกไปตัดหัว ผู้ใดขวางอีกให้เอามันไปด้วย!”
คำสั่งเด็ดขาดของชูเกอเสี่ยวหยูแสดงให้เห็นว่านางตั้งใจ
ประหารเย่ฮุยจริงๆ เหล่าคนที่อ้อนวอนพลันลากลมหายใจลึก
ทันที ไม่มีผู้ใดกล้าอ้อนวอนอีก ชูเกอเสี่ยวหยูในวันนี้ต่างจาก
ชูเกอเสี่ยวหยูที่พวกเขาเคยรู้จัก ชัยชนะอันยิ่งใหญ่และการ
ตัดสินใจอันเด็ดขาด ทำให้พวกเขารู้สึกกดดันจนแทบไม่อาจ
หายใจเมื่ออยู่ต่อหน้านาง ในขณะเดียวกันยังรู้สึกชื่นชมอย่าง
ล ้าลึก ไร้ความคิดเหยียดหยามเหมือนก่อนหน้า
เย่ฮุยยกมือขึ้น หยุดคนทั้งสองที่กำลังลากเขา แสดงรอยยิ้ม
หดหู่พร้อมส่งเสียง “ขุนพลปิงหยุนกล่าวได้ถูกต้อง ข้าไม่มี
หน้าเรียกตัวเองว่าคนของตระกูลเย่จริงๆ ถูกบั่นหัวครั้งนี้ ข้า
ยอมรับด้วยความเต็มใจ…. เพียงแต่ขุนพลปิงหยุนโปรดไขข้อ
ข้องใจอย่างหนึ่งของข้าได้หรือไม่ ข้าจะได้ตายไปโดยไร้ข้อ
ข้องใจ”
“ว่ามา” ชูเกอเสี่ยวหยูนั่งลง กล่าวคำราบเรียบ ดวงตาคู่งาม
แฝงความภาคภูมิ กระทั่งตัวนางยังคิดว่าตัวเองเริ่มเหมือน
ขุนพลผู้ยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ
เย่ฮุยกล่าว “ทหารของกองทัพต้าฟงเคร่งครัดในระเบียบ
อย่างมาก ทว่าวันนี้พวกมันกลับแย่งชิงสิ่งของที่กองทัพของ
พวกเราทิ้งไว้…. ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินว่าขุนพลปิงหยุนให้ทหาร
ซื้อของจำนวนมากในเมือง ที่แท้ก็เตรียมการเพื่อวันนี้ ข้า
เพียงอยากรู้ว่าขุนพลปิงหยุนอาศัยสิ่งใดจึงรู้ว่าทหารต้าฟงที่
เคร่งครัดจะแย่งชิงสิ่งของเหล่านั้นจนเกิดความโกลาหล”
ข้อสงสัยของเย่ฮุยล้วนเป็นข้อสงสัยเดียวกันกับคนส่วนใหญ่
ในห้องโถง ด้วยความเคร่งครัดในระเบียบของกองทัพต้าฟง
พวกมันไม่ควรเกิดความโกลาหล และชูเกอเสี่ยวหยู
เตรียมการไว้ล่วงหน้าหลายวัน เห็นได้ชัดว่านางคาดเดา
สถานการณ์วันนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นแบบนั้น
จริงๆ กองทัพต้าฟงปั่นป่วนเพราะแย่งชิงสิ่งของ จนถูก
กองทัพเทียนหลงโต้กลับทำลายย่อยยับ