[Mars Gravity] สวรรค์มวลดาว - ตอนที่ 462 สมุทรประจิม
“เจ้าสามารถครอบครองวารี , อัคคี และวายุ ชะตาของเจ้า
ย่อมกำหนดมาให้มิใช่เป็นคนธรรมดา เพราะการจะ
ครอบครองมุกเซียนได้ มิใช่อาศัยพลังและวาสนา หากแต่
เป็นลิขิตชะตาที่กำหนดไว้ เมื่อมันคือสิ่งที่สมควรเป็นของเจ้า
ต่อให้หลีกหนีก็ไม่มีวันหนีพ้น ชะตาของเจ้ามิได้ถูกกำหมดให้
เป็นคนธรรมดา ในเมื่อเจ้าสามารถเข้ามาที่ได้ ย่อม
หมายความว่าเจ้าคือจุดหมายปลายทางเพียงหนึ่งเดียวของ
ข้า”
“พูดอีกอย่างก็คือ ท่านปรารถนาให้ข้าพาออกไป และยอมให้
ข้ากลืนกินพลังอันเหลือล้นของท่านอย่างนั้นหรือ?” เย่หวู
เฉินถาม การพูดคุยกับมุกเรืองปฐพีราวกับไม่ใช่การคุยอยู่กับ
มุกเซียน หากแต่เป็นชายชราที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก
“แม้ข้าไม่รู้ว่าเจ้าคิดใช้วิธีใด แต่ในเมื่อเจ้ากล้ากล่าวว่า
สามารถกลืนกินพลังบ้าคลั่งของข้าได้ สามารถครอบครอง
มุกเซียนทั้งสามไว้ในกาย อย่างไรก็ตาม แม้เจ้ามีวารี , วายุ
และอัคคีสามมุกเซียนอยู่กับตัว แต่มิได้หมายถึงว่าข้าจะ
ยอมรับเจ้า…. ก่อนอื่นจงผ่านการทดสอบของข้า เพื่อให้ข้าได้
รู้สึกวางใจในตัวเจ้า….”
“ทดสอบ? ทดสอบอันใด?” เย่หวูเฉินมุ่นคิ้วถาม
“ช่วยข้าตามหาของสองสิ่ง บททดสอบสองอันนี้ควรกล่าวว่า
เป็นสองสิ่งที่เจ้าต้องทำเสียมากกว่า หากเจ้าสามารถบรรลุได้
เช่นนั้นเจ้าคือบุคคลที่ข้าเคยมองเห็นเมื่อคราวโกลาหลล่ม
สลาย”
“บอกข้า ว่าสองสิ่งนั้นคืออะไร?” เย่หวูเฉินเอ่ยถาม
“สิ่งแรก…. ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว จักรพรรดิใต้และ
จักรพรรดิเหนือได้ต่อสู้อย่างคู่คี่จนเป็นสาเหตุให้โกลาหลล่ม
สลาย ผลลัพธ์จากอารมณ์ฝ่ายลบที่สะสมเป็นเวลายาวนาน
ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘ปีศาจ’ ถึงแม้ว่าทั้งสองจะ
ร่วมมือกันขับไล่ปีศาจ แต่ตราบใดที่อารมณ์ด้านลบของทั้ง
สองยังคงค้างไม่ถูกขจัด ‘ปีศาจ’ ย่อมไม่มีวันหมดสิ้นไป ต่อ
ให้เข่นฆ่าสังหาร เผ่าพันธุ์นี้ย่อมสามารถกลับมาได้อีก…..
เมื่ออารมณ์ด้านลบถูกปลดปล่อยออกมา แม้ทั้งสองเป็นเทพ
สูงสุดแห่งห้วงโกลาหล แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งหายนะทั้งหมดได้
ดังนั้น จักรพรรดิใต้และจักรพรรดิเหนือจึงเลือกความตายใน
ท้ายที่สุด…. ความตายของพวกเขาจะทำให้ ‘ปีศาจ’ ไม่ทรง
พลังไปมากกว่านี้ ตราบใดยังมีผู้อื่นที่สามารถเอาชนะมันได้
ย่อมมีหวังทำให้มันหายไปตลอดกาล ก่อนที่ทั้งสองจะ
ทำลายชีวิตตัวเอง พวกเขาได้ลอบร่วมมือกัน เดินทางมายัง
ผืนทวีปแห่งนี้ มอบสายเลือดและความรับผิดชอบให้กับ
มนุษยชาติสองกลุ่มแยกจากกัน…. จากนั้นจักรพรรดิใต้ได้ตก
ตายลง ทว่าจักรพรรดิเหนือ…. นางอาศัยพลังชีวิตเฮือก
สุดท้ายที่ใกล้จะหมดลงมุ่งมายังทะเลตะวันตกของทวีปนี้
หว่านเมล็ดธุลีเทาลงในทะเล จากนั้นได้ดับสูญไปจากโลก”
เรื่อราวตำนานอันลึกลับ การต่อสู้ของจักรพรรดิใต้และ
จักรพรรดิเหนือได้ก่อให้เกิด ‘ปีศาจ’ ทั้งสองได้ลอบร่วมมือกัน
มอบความรับผิดชอบและสายเลือดให้กับมนุษยชาติในทวีป
เทียนเฉิน…. เรื่องเหล่านี้เย่หวูเฉินล้วนทราบมาก่อนจากเศษ
เสี้ยวความทรงจำของกระบี่ตัดดาราและคันศรบาปวิบัติ แต่
เรื่องจักรพรรดิเหนือหว่านเมล็ดธุลีเทาลงในทะเลตะวันตกนี้
เขาไม่เคยรู้มาก่อน….
“ท่านต้องการให้ข้าตามหาเมล็ดที่จักรพรรดิเหนือได้หว่านไว้
ในทะเลตะวันตกอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่…. เมล็ดนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไป หลายปีที่ผ่านมานี้ มันได้
หยั่งราก แตกหน่อ เติบโตมีลำต้นสีเทา มีใบธุลีเทา เริ่มผลิ
ดอกสีเทา จนสุดท้ายได้เกิดผลธุลีเทาลูกหนึ่ง…. เรื่องในอดีต
ที่จักรพรรดิเหนือมุ่งหน้ามายังทะเลตะวันตกนี้ บางทีทั่วทั้ง
ห้วงโกลาหลคงมีเพียงข้าเท่านั้นที่รู้ เพราะเวลานั้นนอกจาก
ข้า ที่แห่งนี้ล้วนไม่มีชีวิตใดสามารถเข้ามาได้ ระหว่างห้วง
เวลาอันนิรันดร์ที่ไม่เคยเปลี่ยนไป ข้าเฝ้ามองเมล็ดนั้นเติบโต
อยู่ห่างๆ ยามนี้เมื่อเจ้าเดินทางมาถึง ผลธุลีเทาลูกนั้นในที่สุด
ก็สุกงอม มนุษย์เอ๋ย เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่านี่มิใช่เรื่องบังเอิญ”
“หนานเอ๋อร์ เมล็ดธุลีเทาที่เติบโตจนออกผลธุลีเทานี้ เจ้ารู้
หรือไม่ว่ามันคือสิ่งใด?” เย่หวูเฉินเพ่งสติถามหนานเอ๋อร์ใน
จิตใจ…. นางดำรงอยู่ในกระบี่ตัดดารา ย่อมมีความสัมพันธ์
กับจักรพรรดิใต้ บางทีนางอาจรู้ว่าผลธุลีเทานี้คือสิ่งใด
“เจ้านาย ข้าไม่รู้…. ข้านึกเรื่องที่เกี่ยวกับผลธุลีเทานี้ไม่ออก
เลย” หนานเอ๋อร์ครุ่นคิดครู่หนึ่งและกล่าวตอบ
เย่หวูเฉินไม่ถามนางอีกและกล่าวตอบ “ข้าเข้าใจแล้ว บอกข้า
ว่ามันอยู่ในทิศไหนของทะเลตะวันตก ข้าจะรีบนำมันกลับมา
ในเวลาอันสั้นที่สุด”
“ชีวิตนั้นครอบครองพลังแห่งจิตใจที่ตื่นขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง จง
ไปยังที่ใจกลางทะเลตะวันตก แล้วเจ้าจะสามารถสัมผัสได้ถึง
ตำแหน่งของมัน…. ไป ความรู้สึกของข้าได้บอกกับตัวเอง ว่า
สิ่งๆนี้เป็นของเจ้า”
จากตำนานที่กล่าวไว้ เมื่อสติปัญญาของใครสักคนเพิ่มพูน
จนสูงขึ้นถึงระดับหนึ่ง เขาจะสามารถล่วงรู้ถึงความลี้ลับ….
สติของมุกเรืองปฐพีเกิดขึ้นตั้งแต่ทวีปเทียนเฉินยังไม่ถือ
กำเนิด ห้วงเวลาอันยาวนานนี้ บางทีอาจทำให้สติปัญญา
ของมันเพิ่มพูนถึงขั้นล่วงรู้ถึงความลี้ลับได้ เย่หวูเฉินครุ่นคิด
อย่างเงียบงัน ไม่เสียเวลาชักช้าอีก บินรุดไปทางทิศตะวันตก
ทันที
ชายขอบของทวีปเทียนเฉินคือมหาสมุทรกว้างใหญ่ มหาทวีป
ทางด้านตะวันตก เมื่อเลยออกไปจะเป็นทะเลตะวันตก แต่
เนื่องจากการดำรงอยู่ของมุกเรืองปฐพี การมาเยือนทะเล
ตะวันตกนี้ผู้คนทำได้เพียงล่องเรืออ้อมมาจากทางไกลเท่านั้น
การเดินทางจากอาณาจักรต้าฟงมุ่งสู่ทะเลตะวันตกโดยตรง
บางทีในประวัติศาสตร์อาจมีเพียงเย่หวูเฉินเพียงคนเดียว
เท่านั้น
ทวีปเทียนเฉินครึ่งหนึ่งคือผืนน ้า อีกครึ่งหนึ่งคือแผ่นดิน การ
ไปยังจุดใจกลางทะเลตะวันตกย่อมเป็นระยะทางไกลยิ่ง
อย่างไม่ต้องสงสัย เย่หวูเฉินไร้ความลังเลใจ บินตรงไปทาง
ทิศตะวันตกเรื่อยๆ จนกระทั่งตกเย็น เขาก็พ้นออกจากพายุ
ทรายและมองเห็นผืนทะเลกว้างใหญ่ในท้ายที่สุด
เขาหยุดนิ่งอยู่ชั่วครู่ หลับตาลงและใช้พลังแห่งจิตใจคอยจับ
สัมผัส ทว่าผ่านไปนานเขาไม่รู้สึกถึงความแตกต่างใดๆ
ดังนั้นจึงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกต่อ….
หนึ่งวันผ่านไป
สองวันผ่านไป
ในวันที่สาม ขณะที่เย่หวูเฉินกำลังหลับตาบินอยู่ ในที่สุดพลัง
แห่งจิตใจก็กระเพื่อมขึ้น เขารีบเพิ่มความเร็วในการบินทันที
รวบรวมสมาธิขยายพลังแห่งจิตใจในระดับสูงสุด สัมผัสถึง
แหล่งที่มาของพลังนั้น
ทันใดนั้น เขาหักเลี้ยวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านไป
หลายสิบนาทีเขาก็หยุดลงอีกครั้ง กวาดตามองหาตำแหน่ง
ลอยตัวอยู่บนฟ้าครู่ใหญ่ จากนั้นเขาพุ่งตัวลงสู่ทะเลราบเรียบ
แหวกน ้าทะเลลงไปด้วยความเร็วสูงลิ่ว
เย่หวูเฉินไม่เกรงกลัวต่อน ้า หลังจากได้ครอบครองมุกจิตวารี
ที่ทรงพลังธาตุวารี เขาก็สามารถควบคุมน ้าได้อิสระ…. โคจร
พลังได้ตามใจนึก น ้าทะเลด้านใต้แยกออกอย่างเชื่อฟัง ร่าง
ของเย่หวูเฉินแม้มุ่งลงสู่ใต้ทะเล หากแต่ไม่มีแรงต้านใดๆ
แม้แต่น้อย ราวกับดิ่งลงไปในอากาศว่างอย่างนั้น
มุกเรืองปฐพีกล่าวไว้ไม่ผิดพลาด สิ่งนี้ครองพลังแห่งจิตใจที่
พิเศษอย่างยิ่ง แตกต่างอย่างมากจากพลังแห่งจิตใจธรรมดา
ไม่เพียงแค่พิเศษเท่านั้น แต่ยังทรงพลังสุดขั้ว ตราบใดที่ครอง
พลังแห่งจิตใจอยู่บ้าง ย่อมสามารถสัมผัสถึงมันได้แม้อยู่
ระยะไกล เย่หวูเฉินกำหนดตำแหน่งของมันไว้เบื้องล่าง
จากแผ่นดินด้านตะวันตกจนมาถึงใจกลางทะเลแห่งนี้ ใน
ทวีปเทียนเฉินไม่มีมนุษย์คนใดเดินทางมาถึงได้ ดังนั้น
สิ่งมีชีวิตใต้น ้าจึงมากมาย เย่หวูเฉินดิ่งลงมาไม่นานนักก็เจอ
สิ่งมีชีวิตทั้งกลุ่มใหญ่และกลุ่มเล็ก ทว่าทะเลตะวันตกนั้นลึก
อย่างยิ่ง เย่หวูเฉินใช้ความเร็วถึงเพียงนี้ดิ่งลงไปเนิ่นนานก็ยัง
ไม่มีทีท่าว่าจะถึงก้นสมุทร ต้นกำเนิดของพลังแห่งจิตใจยิ่งมา
ยิ่งใกล้ขึ้น หากยังคงเหลือระยะทางอีกไกลลิ่ว
ที่ใต้ทะเล นอกจากมีแรงต้านของน ้าแล้วยังมีแรงดันของน ้า
ด้วยเช่นกัน ยิ่งลึกลงไปในทะเลเท่าใด แรงดันของน ้ายิ่งสูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้เมื่อยิ่งดำดิ่งลงไป สิ่งมีชีวิตในน ้าจึงยิ่งมายิ่งเบา
บาง สำหรับสิ่งมีชีวิตที่สามารถอาศัยอยู่ในน ้าทะเลลึกที่มีแรง
กดดันหนักหน่วงนี้ได้ แน่นอนพวกมันย่อมไม่ใช่สัตว์อสูร
ธรรมดา ใต้ทะเลยิ่งมายิ่งปรากฎสัตว์อสูรแกร่งกล้า
ผ่านไปอีกหลายนาที ต้นกำเนิดของพลังแห่งจิตใจใกล้เข้ามา
เรื่อยๆ ในเส้นสายตาของเย่หวูเฉินพลันมองเห็นแสงสว่าง
รำไร…. มันเป็นแสงสีเทาเรืองสว่างเป็นจุดเล็กๆ ในโลกอันมืด
มิดที่มองไม่สิ่งใด แสงรำไรสีเทานี้ปรากฎให้เป็นอย่างเด่นชัด
แสงสีเทานี้ เป็นต้นกำเนิดของพลังแห่งจิตใจอันประหลาด
นั้น!
ปรากฎว่ามัน…. มีสีเทาจริงๆ!….
เย่หวูเฉินดิ่งร่างลงไปยังแสงนั้นด้วยความเร็ว เปิดดวงตา
เต็มที่มองเห็นทุกอย่างใต้ทะเลมืดมิดได้ชัดเจน สายตาจับ
จ้องอยู่ที่ต้นกำเนิดแสงสีเทานั้น
เป็นต้นพืชจริงๆ หากไม่นับสีของมันแล้ว มันก็แทบไม่ต่าง
จากต้นพืชธรรมดาทั่วไป ต้นของมันสูงราว 30 เซนฯ ใบรี
เป็นรูปไข่ ที่ปลายยอดมีผลไม้ธรรมดาห้อยอยู่ลูกหนึ่ง ผลของ
มันเล็กมาก มีขนาดเพียงหัวแม่มือเท่านั้น ลักษณะเป็นทรง
กลมประหลาด มีแสงสีเทาเรืองออกมาจางๆจากผลไม้ลูกนี้
ในเมื่อมองเห็นพืชต้นนี้ เย่หวูเฉินย่อมเห็นบริเวณโดยรอบได้
ชัดเจน…. สิ่งที่แปลกคือบริเวณโดยรอบมีฝูงสิ่งมีชีวิตขนาด
ใหญ่มารวมตัวกัน และเพราะการดำรงอยู่ของพวกมัน ทำให้
ก้นทะเลแห่งนี้ว่างเปล่าเป็นแผ่นผืน กระทั่งหินใต้ทะเลยังถูก
ทำลาย หากกลับมีเพียงต้นธุลีเทานี้เท่านั้นที่ยังคงยืนต้นอยู่
สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สีดำว่ายน ้าตรงเข้ามา เย่หวูเฉินหยุดร่าง
และจ้องมองมัน สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่นี้มีลักษณะเป็นปลา จะ
ว่าคล้ายกับฉลามก็ไม่เชิง ร่างของมันหยุดชะงักเมื่อหัวห่าง
จากต้นธุลีเทาเพียงไม่ถึงหนึ่งเมตร ราวกับว่ามันกระแทกใส่
บางสิ่งเช่นม่านพลังแกร่งกล้า แน่นอนว่าขณะที่หัวของมัน
กระแทกได้เกิดเสียง ‘ตึง’ ดังสะเทือนไปทั่วพื้นสมุทร เย่หวู
เฉินไม่อาจช่วยได้นอกจากเจ็บเสียดแก้วหู เขาดีดร่างออก
ห่างทันที หัวใจตื่นตะลึง รีบเปิดเนตรวิญญาณตรวจสอบ
ฉลามตัวนั้น…. สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลลึกไหนเลยจะธรรมดา
ได้
ฉลามปีศาจดำ : ขอบเขตเทวะขั้นสูงสุด อสูรทะเลธาตุทมิฬ
ราชันแห่งทะเลตะวันตก นิสัยดุร้ายเกรี้ยวกราด เสพติดความ
มืดและกระหายเลือด เนื่องจากมันกลัวแสงสว่าง ดังนั้น
นอกจากโผล่ขึ้นทะเลเพื่อรับอากาศในบางครั้ง มันจะท่องอยู่
ใต้ทะเลลึกอยู่เสมอ คอยล่าสังหารสิ่งมีชีวิตทุกชนิดใต้ท้อง
ทะเล น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง มีชีวิตดำรงมานานกว่า 30,000
ปี
ขอบเขตเทวะขั้นสูงสุด!?
เย่หวูเฉินรู้สึกเย็นวาบเล็กน้อย ข้อความที่เนตรวิญญาณบอก
ไว้มีคำว่า ‘ราชันแห่งทะเล’ ถ้อยคำง่ายๆนี้แฝงแรงกดดันหนัก
หน่วง เพราะหมายถึงฉลามปีศาจดำตัวนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่
แข็งแกร่งที่สุดในทะเลตะวันตก หรืออาจกระทั่งทั่วมหาสมุทร
ของเทียนเฉิน เหนือขอบเขตเทวะขั้นสูงสุดคือขอบเขตเหนือ
เทพ สิ่งมีชีวิตปานนี้นอกจากอสูรมังกรม่วงแล้ว ในทวีปเทียน
เฉินย่อมไม่มีทางปรากฎอีก สิ่งมีชีวิตที่พลันพบตรงก้นสมุทร
กลับกลายเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งสุด ไม่ทราบว่านี่สมควร
เป็นวาสนาหรือเคราะห์ร้าย
ไม่แปลกใจเลยที่มันกระแทกแล้วเกิดเสียงเลือนลั่นเช่นนี้ การ
กระแทกของมันยังทำให้เย่หวูเฉินทราบว่าที่รอบๆต้นธุลีเทามี
ม่านพลังกั้นอยู่ ยิ่งกว่านั้นยังแข็งแกร่งสุดขั้ว ภายใต้การ
กระแทกของฉลามปีศาจดำกลับทำให้มันไม่อาจเดินหน้าได้
แม้แต่ครึ่งนิ้ว ทว่าการกระแทกนี้ยังได้ปลุกสัตว์อสูรจำนวน
มากที่สงบเงียบอยู่ พวกมันส่วนใหญ่สามารถมองเห็นใน
ความมืด เมื่อฉลามปีศาจดำปรากฎในสายตาของพวกมัน
พื้นสมุทรก็พลันกลายเป็นโกลาหล สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่
รวมตัวกันอยู่รีบเผ่นแนบด้วยความเร็วสูงสุด ไม่กล้ารั้งรออยู่
ฉลามปีศาจดำไม่ได้ไล่ตามสัตว์อสูรขนาดใหญ่ตัวใด มันกลับ
กระแทกหัวเข้าใส่ม่านพลังไร้ตัวตนอย่างต่อเนื่อง หลายครั้ง
ผ่านไป ในที่สุดมันก็หมดความอดทน มันหันร่างและพุ่งเข้า
หาเย่หวูเฉินอย่างเกรี้ยวกราด
อสูรเทวะขั้นสูงสุด พุ่งตรงเข้าใส่มนุษย์ผู้ทรงปัญญา อยู่มาก
ว่า 30,000 ปี มันโจมตีใส่เย่หวูเฉินย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
เนื่องจากมันพลันได้กลิ่นเผ่าพันธุ์ที่ต่างออกไปในทะเลแห่งนี้