[Mars Gravity] สวรรค์มวลดาว - ตอนที่ 78 เจิมศีรษะส่งพลังบริสุทธิ์ (2)
“เป็นเพราะว่าสำนักจักรพรรดิใต้และสำนักจักรพรรดิเหนือไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทาง
โลก จึงทำให้ไม่เคยมีใครได้สัมผัสพลังที่แท้จริงของพวกเขา ทั้งพวกเรายังไม่สามารถ
ประเมินพลังของพวกเขาได้ พวกเขาเหมือนกับอยู่กันคนละโลกกับพวกเรา บางทีการ
จัดระดับพลังของพวกเราไม่อาจใช้ได้กับพวกเขา อย่างไรก็ตาม ในยามนี้พวกเขามี
พลังระดับขอบเขตเทวะอย่างแน่นอน และบางทีพลังของพวกเขาอาจสูงกว่าเทพทั้งสี่
แห่งทวีปเทียนเฉิน” เย่เว่ยกล่าว
“โอ้? ราชตระกูลแห่งเทียนหลงได้ช่วยเหลือเจ้าสำนักจักรพรรดิใต้ในช่วงเวลาวิกฤต
และช่วยถอนพิษออกจากร่างกาย ทั้งยังส่งผู้คุ้มกันระดับขอบเขตสวรรค์พร้อมกับยอด
ฝีมืออีกจำนวนมาก และช่วยเหลือพวกเขาเอาชนะสำนักจักรพรรดิเหนือ นี่จะไม่เป็น
การกระตุ้นโทสะของ ‘ขุมกำลังขนาดใหญ่’ อย่างสำนักจักรพรรดิเหนือหรอกหรือ?
หากมีวันหนึ่งที่ผู้นำสำนักจักรพรรดิเหนือ ผู้ที่หลบซ่อนตัวอยู่หลายปีตัดสินใจแก้แค้น
ขึ้นมา ราชตระกูลแห่งเทียนหลงก็เท่ากับตกอยู่ในอันตราย?” เย่หวูเฉินกล่าวถึง
ประเด็นที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
เย่หนู่พยักหน้าพลางลูบหนวด “เฉินเอ๋อร์ สิ่งที่เจ้าพูดนั้นถูกต้อง การทำเช่นนั้นย่อม
หมายถึงผู้นำสำนักจักรพรรดิใต้ได้ติดค้างหนี้บุญคุณใหญ่หลวงต่อราชตระกูลเทียน
หลง แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างศัตรูที่น่ากลัว ผู้นำสำนักจักรพรรดิใต้ได้สัญญาว่าจะ
ปกป้องราชวงศ์เทียนหลงที่อาจกลายเป็นเป้าโจมตีของสำนักจักรพรรดิเหนือ แต่
อย่างไรก็ตาม การโจมตีนั้นง่ายกว่าการป้องกัน แม้ว่าพลังของสำนักจักรพรรดิใต้จะ
ไม่เป็นรอง แต่หากสำนักจักรพรรดิเหนือลอบโจมตีลับๆ ด้วยพลังอันน่ากลัว พวกเขา
ย่อมสามารถสร้างหายนะร้ายแรงให้แก่ราชตระกูลเทียนหลงก่อนที่สำนักจักรพรรดิใต้
จะทันรู้ตัว เฮ้อ… อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไปเลย องค์จักรพรรดิสมควรเตรียมแผนรับมือ
เอาไว้แล้ว ดังนั้นพวกเราไม่จำเป็นต้องกังวล เฉินเอ๋อร์ ที่เจ้าพูดถึงเรื่อง ‘เจิมศีรษะส่ง
พลังบริสุทธิ์’ นั้นเหมือนกับ ‘เจิมศีรษะส่งพลังแห่งสวรรค์และปฐพี’ หรือไม่?”
“ถูกต้อง แม้ว่าชื่อจะไม่เหมือนกันซะทีเดียว แต่ก็ยังคงคล้ายกันมาก สำหรับการ ‘เจิม
ศีรษะส่งพลังบริสุทธิ์’ อาจารย์ของข้าสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวในทุกๆสิบปี เพื่อ
ถ่ายทอดวิชาและพลังบางส่วนให้กับข้า รวมถึงพรสวรรค์และทักษะต่างๆ เช่นเดียวกับ
‘เจิมศีรษะส่งพลังแห่งสวรรค์และปฐพี’ แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ หลังจากที่อาจารย์
ถ่ายทอดพลังให้กับข้าแล้ว ระดับพลังของเขาจะไม่ลดลง เขาจะเพียงอ่อนแอลงเป็น
เวลาแค่สิบวัน ในระหว่างสิบวันนี้จะเป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดในชีวิตเขา เนื่องจาก
เขาจะมีสภาพไม่ต่างไปจากคนธรรมดา ข้าต้องรอจนกว่าเวลาจะผ่านไปครบสิบวัน
เพื่อให้เขาฟื้นคืนพลังทั้งหมด และข้าจึงจะสามารถจากไป”
ยามที่เย่หวูเฉินโกหกเขาจะไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วๆไป ตรงจุดที่เขาจะไม่มีอาการ
ผิดปกติใดๆออกมา ขณะที่กำลังลูบผมของหนิงเสวี่ย เขาพลันนึกถึงตอนที่ยังเป็นเด็ก
แม่ของเขาคอยบอกอยู่เสมอว่าอย่าพูดโกหก… แต่ในโลกประหลาดแห่งนี้ เขาโกหก
ทุกวัน… บ้านหลังใหม่ สถานะใหม่ เขาเหน็ดเหนื่อย…เหนื่อยเหลือเกิน เขาต้องรออีก
นานเท่าไหร่กว่าร่างกายและจิตใจจะย้ายไปจากโลกใบนี้และกลับไปยังบ้านของตน
“ที่แท้ เรื่องก็เป็นเช่นนี้เอง! ในที่สุดข้าก็เข้าใจ ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าบรรลุถึงระดับนี้
เพียงในเวลาสั้นๆ ไม่แปลกแล้ว! ไม่แปลกเลย!” ทุกอย่างกระจ่างชัดต่อเย่หนู่ ความ
สงสัยทุกอย่างพลันหายไปจากใจ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสและพอใจ
เขาไม่เคยสงสัยในสิ่งที่เย่หวูเฉินพูด นอกจากวิธีนี้แล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะสามารถ
เปลี่ยนคนไร้ค่าผู้หนึ่งให้กลายเป็นสุดยอดอัจฉริยะที่กล้าแกร่งถึงเพียงนี้ได้ในเวลาแค่
เดือนเดียว
“พวกเราติดค้างเทพกระบี่อย่างใหญ่หลวง จะพอมีวิธีใดบ้างที่พวกเราตระกูลเย่
สามารถตอบแทนเขาได้!?” เย่หนู่ถอนหายใจ พวกเขาไม่สามารถตอบแทนบุญคุณ
ใหญ่หลวงครั้งนี้ได้ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามสักเท่าไหร่ พวกเขาก็ไม่มีโอกาสที่จะได้
ตอบแทน สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือดูแลส่งเสริมและสนับสนุนเย่หวูเฉิน เพื่อที่ว่าเทพ
กระบี่จะได้ไม่ผิดหวังกับความพยายามของเขาที่ได้ ‘ฝึกฝน’ เย่หวูเฉิน
“เฉินเอ๋อร์ หากเจ้าได้พบอาจารย์อีกครั้ง เจ้าต้องขอบคุณท่านแทนแม่ของเจ้าด้วย”
หวังเวิ่นชูยิ้มกล่าว หลังจากวันนี้ไป ผู้ใดจะกล้าปากเสียกับบุตรชายของนาง ความ
ประหลาดใจที่เย่หวูเฉินทำให้นางรู้สึกในวันนี้ ทั้งยังต่อเนื่องหลายครั้งหลายครา จน
ทำให้นางแทบสลบด้วยความตื่นเต้น จนกระทั่งตอนนี้ นางยังคงไม่ฟื้นตัวจากอาการ
ประหลาดใจ ยังคงรู้สึกราวกับว่าฝันไป แต่เมื่อนางคิดถึงเพลงขลุ่ย ‘ฝันรำพึงถึงอดีต’
จมูกนางก็เริ่มสะอื้นพร้อมกับน ้าตาที่เริ่มทำท่าจะไหลออกมา นางได้ยินเสียงหัวใจที่
เจ็บปวดของบุตรชาย เมื่อเสียงนั้นส่งมาถึงหัวใจมารดา ความเจ็บปวดของเขาก็
กลายเป็นร้อยเท่าในหัวใจนาง
“เฉินเอ๋อร์ แล้วเพลิงของตาแก่หลิน? ทำไมถึงทำอันตรายเจ้าไม่ได้?” เย่หนู่ถาม
“ตาแก่หลินผู้นั้นแท้จริงแล้วโชคร้าย อาจารย์ให้ข้ากินบางอย่างที่แปลกมากลงไป เขา
บอกว่าไม่ว่าน ้าหรือไฟก็ไม่อาจทำร้ายข้าได้ในตลอดระยะเวลาสามเดือน” เย่หวูเฉิน
กล่าวด้วยน ้าเสียงชื่นชม เย่หนิงเสวี่ยเล่นกับนิ้วของเขาเบาๆ นางหูดับไม่สนใจฟังสิ่ง
ใด นางไม่สนใจว่าพี่ชายจะโกหกหรือไม่ และไม่สนว่าเขาจะมีเหตุผลใดๆเช่นกัน
“น ้าและไฟไม่อาจทำอันตราย?” เย่หนู่ประหลาดใจ “มีของแบบนั้นอยู่ด้วยหรือ!?”
“ดูสองคนนี่สิ ไปเรียกเขาว่า ‘ตาแก่หลิน’ ให้ความเคารพกับเขาบ้าง” หวังเวิ่นชูกล่าว
พร้อมหัวเราะ
เย่หนู่พลันนึกได้ว่าตนเองปากพล่อยและกำลังจะหัวเราะ แต่ฉับพลันใบหน้าเขาก็นิ่ง
งัน จากนั้นเขาถามเสียงดัง “เฉินเอ๋อร์ แล้วเรื่องเทียบเชิญของเจ้าล่ะ? ข้าจำได้ว่า
เทียบเชิญที่ส่งมาที่นี่ไม่มีอันไหนเป็นของเจ้า”
“โอ้? ท่านรู้ได้ยังไงว่าข้ามีเทียบเชิญ?” เย่หวูเฉินถามอย่างสงสัย ขณะเดียวกันเขาก็
เหลือบมองไปที่เย่หวูหยุน เย่หวูหยุนไม่หลบตาแต่จ้องกลับไปตาต่อตา เมื่อนึกถึงตอน
ที่เย่หวูเฉินพูดก่อนออกจากบ้าน รวมไปถึงการแสดงออกของเขาที่ประตูทางเข้าราช
วิทยาลัย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาคือคนที่ขโมยเทียบเชิญของเย่หวูหยุน
“หยุนเอ๋อร์เป็นคนบอกกับข้า” เย่หนู่พูดออกมาโดยไม่คิดปิดบัง
“ไม่มีใครมอบเทียบเชิญให้ข้า ดังนั้นข้าจึงหาเอาเอง” เย่หวูเฉินดึงเทียบเชิญออกมา
จากอก เขาโยนเทียบเชิญให้เย่หนู่แล้วกล่าวราบเรียบ “ตระกูลเย่ลืมข้า แต่เพื่อนของ
ข้าไม่ได้ลืม เทียบเชิญใบนี้พี่หลงเจิ้งหยางเป็นผู้มอบให้ข้า”
“หลงเจิ้งหยาง? องค์ชายรัชทายาท?” เย่หนู่ตอบสนองในทันที จำได้ว่าตอนที่พวก
เขาพบเย่หวูเฉิน หลงเจิ้งหยางได้พูดว่าเย่หวูเฉินกับเขานั้นเป็นเพื่อนกัน
“ถูกต้อง ข้ากับพี่หลงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน พวกเราเรียกกันว่าพี่น้อง ไม่จำเป็นต้องเรียก
เขาว่าองค์ชายรัชทายาท” เย่หวูเฉินกล่าว จากนั้นเขาส่ายศีรษะท่าทางราวผิดหวัง
“ตระกูลเย่ช่างน่าแปลกจริงๆ บุตรบุญธรรมได้รับเทียบเชิญ แต่บุตรที่แท้จริงกลับไม่มี
ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนเพื่อจะได้มาสักอัน พอบุตรบุญธรรมทำเทียบเชิญ
หาย เขากุเรื่องหาว่าบุตรที่แท้จริงขโมยไป พอเรื่องได้ยินไปถึงหูผู้ใหญ่ พวกเขากลับ
สงสัยในตัวบุตรที่แท้จริงแทนที่จะเป็นบุตรบุญธรรม น่าขำนัก ใครเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข
ของพวกท่านกันแน่?”
เย่หวูเฉินยืนขึ้น อุ้มหนิงเสวี่ยแล้วเดินออกไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
“เฉินเอ๋อร์!” หวังเวิ่นชูรีบลุกขึ้นยืน ตะโกนด้วยความกระวนกระวาย “เป็นความผิด
ของข้าเองที่เจ้าไม่ได้รับเทียบเชิญ เพราะข้านึกว่าเจ้าคงไม่สนใจไปในที่แบบนั้น ดังนั้น
ข้าจึง… แต่ข้าไม่ได้สงสัยเจ้า”
เย่หนู่ยังคงยืนนิ่งอยู่ เขารู้สึกผิดและถอนหายใจ “เจ้าสามารถตำหนิปู่ได้ ปู่ไม่ควร
สงสัยเจ้าเลย”
เทียบเชิญที่อยู่ในมือของเขาเขียนชื่อ ‘เย่หวูเฉิน’ เอาไว้ ทั้งยังไม่มีร่องรอยการแก้ไข
ใดๆ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นของปลอม