[Mars Gravity] สวรรค์มวลดาว - ตอนที่ 9 มังกรลาสมุทร
ท้องฟ้าเริ่มสว่างทางทิศตะวันออก เย่หวูเฉินลุกขึ้นมาเงียบๆและมองเย่หนิงเสวี่ยที่ยัง
หลับอยู่ แม้รูปโฉมถูกทำลายด้วยสองรอยแผล แต่ในหัวใจนางนั้นไร้มลทิน เขาจุมพิต
ลงบนใบหน้านางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะฝืนใจตนให้ก้าวออกมาข้างนอก
“เจ้าจะไปแล้วหรือ?” ชายชรานั่งอยู่บนตอไม้ที่เขาใช้นั่งมาหลายปี ในมือถือไม้เท้า
ยันพื้นไว้เบาๆ ฉู่จิงเทียนยืนอยู่เบื้องหน้าเย่หวูเฉิน เขามีสีหน้าไม่ค่อยเต็มใจนัก
จากนั้นจึงถามด้วยความสงสัย “น้องเย่หวูเฉิน เจ้าจะไปจริงๆเหรอ?”
เย่หวูเฉินพยักหน้า “ฝากดูแลหนิงเสวี่ยแทนข้าด้วย หนทางที่ข้าจะเดินต่อไปข้างหน้า
บางทีอาจเต็มไปด้วยภัยอันตราย จึงไม่อาจพานางไปด้วย… ข้าจะกลับมารับนางเมื่อ
จัดการเรื่องต่างๆเสร็จสิ้นแล้ว หากเจ้าไม่สามารถทนรอได้ เจ้าอาจพานางมาตามหา
ข้าได้เช่นกัน”
ฉู่จิงเทียนกำลังจะพูดสาบานรับปากกับเย่หวูเฉิน ชายชราก็กล่าวขึ้นเสียก่อน “เจ้าไม่
จำเป็นต้องห่วงเรื่องนี้ พวกเราจะไม่จากที่นี่ไปใน 3 ปี และจะไม่ยอมให้เย่หนิงเสวี่ยถูก
ใครมารังแก”
“สะ…สามปี?” ฉู่จิงเทียนเบิกตากว้างจ้องไปที่ชายชรา น ้าตาของเขาแทบร่วง “ท่านปู่
อะ.. เอาจริงหรือ? สะ… สามปีเชียวนะ!”
ชายชราไม่สนใจเขาและใช้มือโยนของสีดำบางอย่างให้กับเย่หวูเฉิน เย่หวูเฉินรับสิ่ง
นั้นมาและพบว่ามันคือแหวนสีดำวงหนึ่ง ซึ่งดูไม่มีอะไรพิเศษนอกจากสลักคำเล็กๆไว้
ว่า “ฉู่”
“สิ่งนี้คือ?”
“มันคือแหวนจัดเก็บ ในทวีปเทียนเฉินนับเป็นของหายาก อาจพอมีประโยชน์กับเจ้า
บ้าง” ชายชรากล่าวอย่างสงบ
“แหวนจัดเก็บ?” ดวงตาฉายแววแปลกใจ เขาพยักหน้าแล้วสวมแหวนที่นิ้วชี้ข้างซ้าย
“ขอบคุณท่านปู่ฉู่ สักวันข้าจะต้องตอบแทนความเมตตาของท่านที่มีต่อข้า”
“ตอบแทนรึ? เจ้าได้ทำไปเรียบร้อยแล้ว” ชายชรากล่าวพร้อมรอยยิ้ม เย่หวูเฉินทำลาย
ม่านปราการช่วยพวกเขาให้หลุดพ้นจาก ‘คุก’ และก้าวสู่อิสรภาพอีกครั้ง นี่ต่างหาก
ความเมตตาที่แท้จริง
เย่หวูเฉินไม่กล่าวโต้แย้งชายชรา เขาค่อยๆหันหลังให้และโบกมือเบาๆ “ท่านปู่ฉู่
พี่ต้าหนิว ฝากดูแลหนิงเสวี่ยแทนข้าด้วย เราคงได้พบกันใหม่เร็วๆนี้”
เขาไม่ได้หันกลับมามองและเดินจากไปช้าๆ ฉู่จิงเทียนเก็บมือที่โบกให้เย่หวูเฉินลง
ดวงตาฉ ่าน ้ามองไปยังเงาเย่หวูเฉินที่ลับเลือนไป
“เขาจากเราไปแบบนี้เฉยๆ?” ฉู่จิงเทียนค่อนขอดอย่างไม่เต็มใจนัก ขณะที่นึก
บางอย่างได้ เขาโดดเข้าหาชายชราแล้วถามอย่างหวาดวิตก “ท่านปู่ จริงหรือที่เราจะ
ไม่ออกจากที่นี่ภายในสามปี? แต่ว่าข้า…”
“เป็นเรื่องจริง อย่างต ่าสามปีหรือบางทีอาจไม่ออกไปเลย” ชายชรากล่าวอย่างสุขุม
ด้วยแววตาล ้าลึก
ฉู่จิงเทียนแทบจะคุกเข่าต่อหน้าชายชรา เขาติดอยู่ในสถานที่ที่พระเจ้าทอดทิ้งมา
ตลอด 15 ปี เขาตั้งตารอคอยและฝันว่าสักวันจะออกไปจากที่นี่ แล้วดั่งปาฏิหาริย์วัน
นั้นก็มาถึง หากแต่ผลลัพท์กลับกลายเป็นเช่นนี้ หากชายชราไม่ยินยอม เขาย่อมไม่
อาจหลบหนีได้ ต่อให้ใช้ลูกไม้กลใดก็ตาม
“เขาก็เหมือนมังกรที่ออกจากห้วงสมุทร ส่วนเจ้าเหมือนพยัคฆ์ร้ายที่ลงภูเขา ก่อนที่
เจ้าจะกลายเป็นพยัคฆ์ร้าย เจ้าจะยังไม่ได้รับอนุญาตให้จากไป”
“พยัคฆ์ร้าย? แล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้เป็นพยัคฆ์ร้าย?”
“เมื่อเจ้าเริ่มเข้าใจขอบเขตสวรรค์บ้างเล็กน้อย เจ้าสามารถไปจากนี่ได้” ชายชรามอง
ไปที่ห่างไกลและกล่าวด้วยน ้าเสียงสงบอย่างภาคภูมิ
“ขอบเขตสวรรค์… แต่ข้ายังไม่สามารถแม้กระทั่งบรรลุขอบเขตวิญญาณในตลอด 5 ปี
นี้ แล้วข้าจะเอาปัญญาที่ไหนมาบรรลุขอบเขตสวรรค์ภายใน 3 ปีได้เล่า?” ฉู่จิงเทียน
กล่าวพร้อมกับแสดงสีหน้าขมขื่น
“ฮึ่มมมม!” ชายชราที่ปรกติจะสุขุมเยือกเย็น คราวนี้กลับแค่นเสียงเย็นเยียบและ
ตะโกนลั่น
“พวกเราตระกูลฉู่แต่ละรุ่น ต่างยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งวิถีกระบี่ในทวีปเทียนเฉิน บิดา
ของเจ้านั้นอายุสั้น เวลานี้เราจึงฝากความหวังทั้งหมดของตระกูลไว้กับเจ้า หากว่าเจ้า
ไร้ความมั่นใจบากบั่นต่อสู้ให้ถึงเป้าหมาย เจ้ายังจะมีหน้าเรียกตัวเองเป็นทายาท
ตระกูลฉู่ ยังมีหน้าเรียกตัวเองว่าเป็นหลานข้า ‘ฉู่ชางหมิง’ ผู้นี้อยู่อีกหรือ?”
ฉู่จิงเทียนก้มศีรษะอย่างละลายไม่กล้าเอ่ยวาจาแม้ครึ่งคำ
ชายชรากระแทกไม้เท้าลงกับพื้น เสียงแตกหักดังขึ้นพร้อมกับเศษไม้เท้าแยกเป็นสี่
ส่วน กระบี่เรียววาบประกายแสงสีฟ้าปรากฎอยู่ในมือชายชรา เมื่อเขาคำรามเสียงต ่า
ตัวกระบี่ก็มีแสงสีฟ้าพวยพุ่งออกมา แม้คมกระบี่ยาวไม่ถึง 1 เมตร แต่เมื่อรวมกับ
ลำแสงสีฟ้ากระบี่กลับขยายขึ้นถึง 3 เท่า
“จากวันนี้เป็นต้นไป กระบี่เล่มนี้เป็นของเจ้า อีกสามปีข้างหน้า หากเจ้ายังไม่แข็งแกร่ง
คู่ควรพอกับกระบี่ ข้าจะเอากระบี่เล่มนี้คืน” ชายชราเหวี่ยงแขน กระบี่พุ่งวาดเป็นวง
โค้งปักลงบนพื้นดินเบื้องหน้าฉู่จิงเทียน ฉู่จิงเทียนใช้แขนอันสั่นเทาดึงกระบี่ขึ้นมาด้วย
ความตื่นเต้น
“กระบี่ชางหมิง… กระบี่วิเศษชางหมิง!” ฉู่จิงเทียนตื่นเต้นอย่างมาก ดวงตาเป็น
ประกายจ้า เขาแทบจะจูบกระบี่ที่อยู่ในมือ เขาตื่นเต้นจนดูไร้ความเคารพ ทำให้ชาย
ชราเกือบจะตบศีรษะเขา
“หากเจ้าทำได้สำเร็จภายใน 3 ปี จงจำไว้ว่ากระบี่เล่มนี้มีไว้เพื่อปราบคนชั่วและ
ช่วยเหลือผู้อ่อนแอ ในทางตรงข้าม หากเจ้าทำไม่สำเร็จ ก็ห้ามหยุดยั้งและจงพยาม
ต่อไป เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
“ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจ” ฉู่จิงเทียนรีบตอบคำ ขณะที่ฝ่ามือหนาลูบไล้กระบี่ครั้งแล้วครั้ง
เล่า ราวกับกำลังสัมผัสอยู่กับสตรี ในที่สุดเขาก็หรี่สายตาคมกล้า แล้วกวัดแกว่งกระบี่
ด้วยมือขวา กระบี่วิเศษชางหมิงวาดแสงวงฟ้า จากนั้นเขาตบที่อกตน กล่าวสาบาน
ด้วยความมุ่งมั่น “ท่านปู่อย่าได้กังวล ข้าจะต้องพยายามบรรลุขอบเขตสวรรค์ให้ได้
ภายใน 3 ปี เพื่อจะได้คู่ควรกับกระบี่ชางหมิง”
ชายชราพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบางและหันหลังกลับไป เขาเคยเป็นยอดอัจฉริยะเมื่อ
ครั้งอายุ 30 ก็เริ่มเข้าใจวิถีขอบเขตสวรรค์ พออายุ 35 ก็สามารถบรรลุขอบเขตสวรรค์
และเมื่ออายุ 60 ก็บรรลุขอบเขตพระเจ้า เวลานี้ เขาปรารถนาจะได้เห็นหลานชาย
ตนเองสร้างตำนานบทใหม่ขึ้นมา และจะคอยเฝ้ามองอย่างเป็นสุขใจ
ในยามเช้า เย่หนิงเสวี่ยยืดตัวขึ้นแล้วค่อยๆลืมตาอย่างงัวเงีย นางพบว่าพี่ชายนางไม่
อยู่ที่นี่ นางยักไหล่อย่างขัดเคืองใจ เนื่องจากนางมักจะเห็นพี่ชายนางทุกครั้งที่ลืมตา
ตื่น นางกระโดดลงจากเตียงไม้เบาๆ หวีผมเผ้า จัดแจงเสื้อผ้าและวิ่งออกจากกระท่อม
“ท่านพี่!” เย่หนิงเสวี่ยตะโกนเรียกด้วยน ้าเสียงสดใส หากแต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
กลับมา ด้านนอกกระท่อม นางพบเพียงฉู่จิงเทียนและชายชรา
“พี่ชายข้าอยู่ที่ไหนเหรอ?” เย่หนิงเสวี่ยขยี้ตาที่ยังดูงัวเงีย
“เอ่อ….” ฉู่จิงเทียนเกาศีรษะก่อนจะยิ้มฝืน “เขาไปแล้ว”
“ไปแล้ว? ไปในป่าหรือ? ข้าจะไปตามหาเขาเดี๋ยวนี้”
“เปล่า.. ไม่ใช่” ฉู่จิงเทียนโบกไม้โบกมือ พร้อมกล่าวอย่างลังเล “สาวน้อย พี่ชายเจ้าไป
จากที่นี่แล้ว เขาไปยังอาณาจักรเทียนหลง แต่เขาบอกว่าจะกลับมารับเจ้าในเร็วๆนี้”
คำพูดของฉู่จิงเทียนจุกอยู่ในลำคอ เขาไม่อาจพูดสิ่งใดได้อีก หัวใจเขาบีบรัดอย่าง
รุนแรง เพราะแทนที่จะเห็นนางเศร้าหรือสับสน เขากลับเห็น…นางตื่นกลัว