[Mars Gravity] สวรรค์มวลดาว - ตอนที่ 94 ซื่อสัตย์
“ยอดยาหยี ในที่สุดพ่อก็ได้ฟังความรู้สึกของเจ้า”
“เอ๋?” ฮั่วฉุ่ยโหรวอุทานออกมาเบาๆ
ฮั่วเจิ้นเทียนหัวเราะ “ยอดยาหยี ข้าเป็นบิดาเจ้า ทำไมข้าจะไม่รู้จักความรู้สึกของลูก
สาวตนเองเล่า? ตั้งแต่ครั้งที่เรากลับมาในคราวก่อน เจ้าราวกับคนสูญเสียจิต
วิญญาณ ระหว่างทานอาหารจิตใจก็เหม่อลอย เมื่อวานเจ้าก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง
ทั้งวันไม่ยอมทำอะไร และเมื่อครู่นี้ ยามที่เจ้าลอบสบตากับสหายน้อย เจ้าคิดจริงๆ
หรือว่าข้าจะไม่กระจ่างแก่ใจ?”
ฮั่วฉุ่ยโหร่วปิดหน้าตัวเองร้องอุทานเสียงแหลมเล็กเบา ราวกับคนกำลังอับอายรวมทั้ง
ดีใจ
“ฮึ่มม ยิ่งกว่านั้น…” ฮั่วเจิ้นเทียนจ้องที่เย่หวูเฉิน “เจ้าหนูนี่สมควรทำบางสิ่งที่น่า
ละอายกับลูกสาวสุดที่รักของข้า เมื่อครู่เขาลอบเข้าห้องของเจ้าใช่หรือไม่? ดูจาก
เสี่ยวซานที่เฝ้าประตูหลักข้าก็รู้ว่าเขาไม่เห็นเจ้าหนูนี่เข้ามาข้างใน ไม่เช่นนั้นเขาต้อง
บอกกับข้ายามที่ข้ามาถึงแล้ว!”
“นอกจากนั้น หากเขาไม่ใช้เล่ห์กลใดๆ ด้วยอุปนิสัยของเจ้า มีหรือที่เจ้าจะกล้าปฏิเสธ
งานหมั้นไร้สาระพรรค์นั้นและยอมรับว่าเจ้าหลงรักเขา? บิดาเลี้ยงเจ้ามา ยังจะมีใคร
ที่รู้จักเจ้าดีมากกว่าพ่อของเจ้า?”
เย่หวูเฉินหัวเราะหากแต่ไม่ได้กล่าวคำ ฮั่วฉุ่ยโหรวยังคงอยู่ในสภาพเดิมคือหน้าแดง
และครวญคราง นางพยายามประท้วงแต่ไม่สามารถสรรหาคำพูดได้
ฮั่วเจิ้นเทียนจ้องเขม็งที่เย่หวูเฉินอีกครั้งและกล่าว “กล้าย่องเข้ามาเอาเปรียบลูกสาว
ข้า ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะข้าถูกใจเจ้าละก็…หากเป็นเจ้าหนุ่มตระกูลหลินนั่นกล้าทำแบบ
เดียวกัน ข้าย่อมหักขาของมันทิ้ง”
เขาพลันส่ายศีรษะ ใบหน้ามีรอยยิ้มบาง “แต่วิธีนี้นับว่าดีกว่า กระทั่งข้ายังปวดหัวว่า
จะทำให้นางเปลี่ยนใจได้อย่างไร เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้ นับว่าข้าไว้ปล่อยวางความกังวล
ลง สำหรับเรื่องงานหมั้น เฮอะ! เพื่อลูกสาวสุดที่รักของข้าแล้ว แค่ล้มเลิกสัญญาสัก
ครั้งจะเป็นอะไรไป”
เนื่องจากเขาคลุกคลีกับเย่หวูเฉินเพียงเล็กน้อย ดังนั้นจึงไม่อาจทราบตื้นลึกหนาบาง
ของชายหนุ่มผู้นี้ได้ทั้งหมด แต่เขารู้สึกพอใจจากส่วนลึกในหัวใจ เขากระทั่งเสียใจที่ไม่
อาจพบชายหนุ่มให้ไวกว่านี้ เพราะชายคนนี้เพียงผู้เดียวที่เขาพอใจ แม้เหตุผลหลักที่
เขายอมรับเย่หวูเฉินจะเป็นเพราะธิดา จากที่เขาประกาศกร้าวหากบุตรสาวไม่
ปรารถนา ต่อให้จักรพรรดิมาด้วยตนเอง เขาก็จะไม่อนุญาตให้ก้าวผ่านข้ามประตู
ตระกูลฮั่ว
ขณะที่ฮั่วเจิ้นเทียนเอ่ยคำว่า “ล้มเลิกสัญญา” เย่หวูเฉินก็มีแสงวาบผ่านตา เขาไร้
ความลังเลขณะเอ่ยคำ เพื่อลูกสาวแล้ว ชายผู้นี้ที่เลื่องลือว่ารักษาถ้อยคำ เขาถึงกับ
ยอมทำลายชื่อเสียงตนเอง ยอมกลายเป็นคนตระบัดสัตย์ที่ตนดูหมิ่น เรื่องนี้ทำให้เย่
หวูเฉินนับถืออย่างล ้าลึก ไม่เหมือนเหล่าคนที่ไม่สนใจความสุขของธิดา และทำตาม
สัญญาเพียงเพื่อรักษาชื่อเสียงตน ฮั่วเจิ้นเทียนเป็นผู้ที่น่านับถือชื่นชมอย่างแท้จริง
“ท่านพ่อ…..” คำพูดของฮั่วเจิ้นเทียนทำให้ฮั่วฉุ่ยโหรวหวั่นไหวซึ้งลึกลงไปถึงขั้วหัวใจ
นางเรียกเขาน ้าเสียงแผ่วเบา นอกจากแสดงออกทางสีหน้าแล้ว นางไม่ทราบว่าจะบ่ง
บรรยายความอบอุ่นในหัวใจออกมาได้เช่นไร
ฮั่วเจิ้นเทียนหัวเราะกล่าว “ฮ่าฮ่า ยอดยาหยี ตลอดหลายปีที่เจ้าไม่ได้ออกจากบ้าน
เจ้าไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับผู้คนภายนอก แต่ยามนี้ในที่สุดเจ้าก็มีบุรุษที่ต้องตา
ข้าต้องกล่าวว่าลูกสาวของข้าตาแหลมจริงๆ ข้าพึงพอใจยิ่งนัก อืม…ลูกสาวสุดที่รัก
ของข้า ตอนนี้ว่าที่สามีของเจ้ามาเสนอการแต่งด้วยตนเอง เหตุใดเจ้าถึงไม่เข้าครัวไป
ทำอาหารให้เจ้าหนูนี่ลองชิม และแน่นอน บิดาเจ้าก็อยากมีส่วนด้วยเช่นกัน”
“….ค่ะ”
ฮั่วฉุ่ยโหร่วอยากหนีไปให้ไกลเพราะความอับอาย ดังนั้นถ้อยคำของฮั่วเจิ้นเทียนจึง
เป็นการช่วยปลดปล่อยนาง หลังจากลอบมองเย่หวูเฉินสองสามครั้ง นางก้มศีรษะลง
เล็กน้อยและออกไปเงียบๆ
เมื่อฮั่วฉุ่ยโหรวหายลับไปจากประตู เย่หวูเฉินหัวเราะแล้วกล่าว “ผู้อาวุโสฮั่ว ท่านมี
อะไรจะกล่าวกับข้าหรือ?”
เย่หวูเฉินมองออกอย่างง่ายดายว่าฮั่วเจิ้นเทียนจงใจพูดให้ฮั่วฉุ่ยโหรวออกไป
“ถูกต้อง” รอยยิ้มบนใบหน้าของฮั่วเจิ้นเทียนหายวับและกลับกลายเป็นเคร่งเครียด
ความเปลี่ยนแปลงฉับพลันทำให้เย่หวูเฉินเริ่มเหงื่อผุดเย็นเยียบ ฮั่วเจิ้นเทียนชะโงก
หน้าเข้ามาใกล้เย่หวูเฉิน ตาดวงโตจ้องเขม็งโดยตรง เขากล่าว “เจ้าหนู ถึงแม้ว่าเรื่องที่
เจ้าเอาเปรียบลูกสาวข้า ข้าจะไม่ติดใจเอาความ ข้าจะยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่าง
พวกเจ้าสองคน แต่หากในอนาคตเจ้าปฏิบัติไม่ดีกับนางละก็….”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะตัดมือทั้งสองของตัวเองเพื่อเป็นการไถ่โทษต่อผู้อาวุโสฮั่ว” เย่หวูเฉิน
กล่าวอย่างเคร่งขรึม
ฮั่วเจิ้นเทียนยิ้มอย่างพอใจ “ประเสริฐ เจ้าดูไม่เหมือนคนที่คิดกลั่นแกล้งสตรี แต่ว่า….”
ฮั่วเจิ้นเทียนท่าทางชะงักไป ดูเหมือนเขากำลังลำบากกับการเฟ้นหาถ้อยคำ “ที่ข้า
อยากจะพูดก็คือ คราวก่อนเจ้านับว่ากระทำเกินไป”
“โอ้?” เย่หวูเฉินสีหน้าสงสัย
ฮั่วเจิ้นเทียนส่ายศีรษะและกล่าว “ตระกูลเย่และตระกูลหลินต่างไม่ลงรอยกัน เรื่องนี้
เป็นข้อเท็จจริงที่ทราบกันดี ไม่มีผู้ใดรู้ว่าทำไม แต่พวกเขาคาดว่าคงเป็นเพราะ
ความเห็นที่ขัดแย้งระหว่างผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองตระกูล ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่เห็นด้วย แต่เจ้าก็
ไม่จำเป็นต้องตั้งตนเป็นศัตรู อย่างมากพวกเขาเพียงทะเลาะกัน แต่สิ่งที่เจ้าทำในวัน
นั้น…. แม้ดูผิวเผินคล้ายตระกูลหลินเป็นผู้ยั่วโทสะเจ้า แต่แท้จริงแล้วเป็นเจ้าที่ล่อลวง
พวกเขาให้ตกลงสู่หลุมพราง ก่อนที่จะเหยียบย ่าดูถูกพวกเขาต่อหน้าเหล่าขุนนางศักดิ์
ใหญ่ทั้งหลาย เท่าที่ข้ารู้ ตระกูลหลินไม่เคยประสบกับคำหยามเหยียดเช่นนี้มาก่อน”
เย่หวูเฉินยิ้มอ่อน สีหน้าเขายังไร้อารมณ์ ฮั่วเจิ้นเทียนมองปฏิกิริยาของเขาก่อนจะ
กล่าวต่อ “สิ่งที่เจ้าทำลงไปย่อมทำให้ตระกูลเย่พอใจ รวมทั้งยังทำให้ตระกูลหลินโกรธ
เกรี้ยว และตอนนี้งานหมั้นระหว่างตระกูลฮั่วและตระกูลหลินยัง… เฮ้อ พอคิดว่าการ
หมั้นต้องถูกยกเลิกเพราะเจ้าเป็นต้นเหตุ แม้ว่าเจ้าหนุ่มตระกูลหลินจะไม่ถูกใจข้า
เท่ากับเจ้า และถึงเขาจะอ่อนด้อยกว่าเจ้าอยู่หลายสิ่ง แต่ก่อนนั้นเขาก็ยังเป็นยอด
พรสวรรค์อันดับหนึ่งของเทียนหลง สิ่งที่เจ้าทำวันนั้นนับว่าเกินเลย ลูกผู้ชายยอมตาย
ไม่ยอมถูกเหยียดหยาม ยิ่งกว่านั้น ตระกูลหลินนับว่าให้ความสำคัญกับชื่อเสียงเป็น
อย่างยิ่ง ตระกูลหลินย่อมผูกแค้นไว้ในใจ ยิ่งงานหมั้นถูกล้มเลิกเพราะว่าเจ้า พวกเขา
สมควรเกลียดเจ้าเข้ากระดูกดำ ข้าจะไม่แปลกใจเลยหากพวกเขาจ้างนักฆ่าให้ลอบ
สังหารเจ้า สิ่งที่เจ้าทำให้ช่วงเวลาสั้นๆนั้นนับว่าไม่ฉลาดอย่างยิ่ง!”
“ผู้อาวุโสฮั่วชี้แนะได้ถูกต้อง” เย่หวูเฉินกล่าวพร้อมพยักหน้าเล็กน้อย
“เหลวไหล!” ฮั่วเจิ้นเทียนหนวดเคราชี้ชูชัน ดวงตาถลึงโต คนทั้งร่างราวกับพร้อม
ระเบิดโทสะออกมา “ถึงข้าเป็นคนหยาบคายแต่ข้าไม่ใช่คนโง่ สีหน้าของเจ้าบอกว่าสิ่ง
ที่ข้าพูดเป็นแค่เรื่องไร้สาระ!”
เย่หวูเฉินรีบโบกมือพัลวัล “ข้าฟังทุกคำที่ท่านกล่าวอย่างตั้งใจ ข้าไม่มีความคิดเช่นนั้น
อย่างแน่นอน” เขาหยุดเล็กน้อย ถอนหายใจแล้วกล่าว “ผู้อาวุโสฮั่ว ข้าทราบดีว่า
ถึงแม้ท่านจะหยาบกระด้างและไม่สนใจกับเรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องสำคัญท่านย่อม
ระมัดระวัง ทั้งยังใส่ใจมากกว่าคนทั่วไป ไม่เช่นนั้นท่านคงไม่สามารถนำพาตระกูลฮั่ว
ให้มาถึงจุดนี้ได้ด้วยลำพังพลังของตน แต่ว่าผู้อาวุโสฮั่ว ท่านไม่รู้จริงๆหรือว่าเบื้องหลัง
ความขัดแย้งระหว่างตระกูลหลินและตระกูลเย่แท้จริงเป็นเพราะเหตุใด?”
ฮั่วเจิ้นเทียนตระหนกทันทีเมื่อได้ยิน แต่เขาไม่ได้พูดตอบสิ่งใด
“เป็นเพราะว่ามีบางคนต้องการควบคุมตระกูลเย่ของข้า ดังนั้นจึงมีตระกูลหลินโผล่
ออกมา การบ่อนทำลายได้หยุดลงชั่วคราว แต่มันได้เริ่มขึ้นเมื่อนานแล้ว หากไม่ใช่
เพราะเย่หวูเฉินผู้นอนติดเตียงกลายสภาพเป็นข้าในวันนี้ พวกเขาสมควรมีชัยไปแล้ว
แน่นอน” เย่หวูเฉินกล่าวราบเรียบ
ฮั่วเจิ้นเทียนจ้องมอง หากแต่ดูไม่แปลกใจ เขาเพียงขมวดคิ้วและกล่าว “ชั่วชีวิตของข้า
จงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิ และข้าไม่มีวันเปลี่ยนใจ เจ้าไม่สมควรบอกเรื่องนี้กับข้า
หากเรื่องเป็นอย่างที่เจ้าพูดจริง ข้าก็ยังจะตบหน้าเจ้า แต่ว่าตอนนี้….บัดซบ เจ้ากำลัง
จะเป็นลูกเขยของข้า เฮ้อ!”
“ผู้อาวุโสฮั่วเป็นคนวงนอก ท่านย่อมมองเห็นเรื่องนี้” เย่หวูเฉินยิ้มกล่าว
ฮั่วเจิ้นเทียนไม่ปฏิเสธ เขาส่ายศีรษะและกล่าว “ปู่และพ่อของเจ้าซื่อสัตย์เกินไป มืด
บอดด้วยความจงรักภักดี ถึงแม้จะสังเกตเห็นบางสิ่งแต่พวกเขาก็ยังทำเป็นลืมมัน คน
วงนอกที่สังเกตเห็นเรื่องนี้มีอยู่มากมาย แต่องค์จักรพรรดิไม่ได้ทำสิ่งใดผิดเช่นกัน
แม้ว่าเจ้าจะฉลาดเป็นกรด แต่เจ้าก็คงไม่รู้ว่าทัพทหารใต้บัญชาของตระกูลเย่ทรงพลัง
ขนาดไหน รวมทั้งชื่อเสียงของพวกเขาในกองทัพอันเลื่องลือ จักรพรรดิที่แท้จริงย่อมไม่
อาจปล่อยภัยคุกคามเช่นนี้ให้ดำรงอยู่และสั่นคลอนบัลลังก์ แม้ว่าภัยนั้นจะไม่ได้แสดง
อย่างประจักษ์แจ้ง การปรากฎของตระกูลหลินล้วนเป็นผลมาจากภัยคุกคามนั้น หาก
ไม่ใช่เพราะตระกูลหลิน ตระกูลเย่คงเรืองอำนาจเพียงผู้เดียว และอาจมีสักวันที่พวก
เขามองหาอำนาจที่เหนือล ้ายิ่งขึ้นไป ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้ว่าจะไม่ยุติธรรมกับ
ตระกูลเย่ หากแต่ก็เป็นสิ่งจำเป็น จากสถานะของตระกูลหลินในเวลานี้ นอกจากหลิน
ขวงแล้ว ข้าคิดว่าสมาชิกคนอื่นๆล้วนไม่ทราบเรื่องราว”
เย่หวูเฉินส่ายศีรษะ รออยู่เงียบๆจนฮั่วเจิ้นเทียนกล่าวจบ เขายิ้มสลดขณะกล่าว “หาก
ทุกสิ่งมีเพียงที่ผู้อาวุโสฮั่วกล่าวมา เช่นนั้นข้าคงไม่จงใจหาเรื่องตระกูลหลิน แต่ว่า…
น่าเสียใจที่ตระกูลเย่ภักดีต่ออาณาจักร สร้างผลงานการรบโดดเด่นไว้มากมาย แต่
ท้ายที่สุด คนที่พวกเขาอุทิศตนให้กลับวางแผนบ่อนทำลายตระกูลเย่ กระทั่งยัง
ต้องการเข้าควบคุมตระกูลเย่ทั้งหมดด้วยตนเอง!”
ฮั่วเจิ้นเทียนลุกขึ้นพรวดในทันที จ้องมองใบหน้าไม่แยแสของเย่หวูเฉิน ผ่านไปครู่หนึ่ง
ฮั่วเจิ้นเทียนนั่งกลับเก้าอี้อย่างหนักหน่วง ถูนวดศีรษะและกล่าว “สหายน้อย เจ้าไม่
ควรกล่าวหาเลื่อนลอยโดยไร้หลักฐาน เจ้าไปพบอะไรมา? โปรดบอกข้าอย่าได้กังวล
แม้ว่าชั่วชีวิตนี้ข้าจะภักดี แต่ข้าจะไม่บอกต่อแก่ผู้ใด ข้าเพียงต้องการปกป้องลูกสาว
ของข้า”
เย่หวูเฉินพยักหน้า เขากล้าที่จะบอกเรื่องนี้กับฮั่วเจิ้นเทียน เพราะเขารู้แล้วว่าฮั่วเจิ้น
เทียนเป็นบุคคลเช่นไร
“ตระกูลเย่ทุกคนล้วนเก่งกล้าไร้ที่เปรียบ แต่ข้ากลับเกิดมาร่างกายอ่อนแอ ท่านทราบ
หรือไม่ว่าเพราะอะไร, ผู้อาวุโสฮั่ว? มีบางคนจงใจวางยาพิษตระกูลเย่เรา แน่นอนว่า
พวกเขาต้องการให้หน่อเนื้อตกตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แต่ว่าข้าก็กำเนิดรอดออกมาได้
ด้วยผลจากพิษนั้น ร่างกายของข้าอ่อนแออย่างยิ่ง และตระกูลเย่…ก็ไม่อาจให้กำเนิด
ทายาทได้อีกเลยเพราะเหตุผลนี้เช่นกัน”
“………”
“หลังจากนั้น ตระกูลเย่กลับบังเอิญรับบุตรบุญธรรม หลังจากผ่านไปสิบปี บุตรบุญ
ธรรมได้กลายเป็นที่เชื่อใจของทั้งตระกูลเย่ เมื่อความสามารถและชื่อเสียงของเขา
เหนือล ้ากว่าบุตรที่แท้จริง บุตรชายตระกูลเย่ผู้ป่วยซมกลับหายตัวไปโดยไร้ร่องรอย มี
ใครบ้างที่สามารถวางยาตระกูลเย่โดยไร้คนสงสัย แล้วใครที่สามารถลักพาตัว
บุตรชายตระกูลเย่ให้หายไปได้อย่างไร้ร่องรอย? หากบุตรชายเพียงคนเดียวของ
ตระกูลเย่ตายไป ใครจะได้เป็นผู้สืบทอดตระกูลเย่?” เย่หวูเฉินกล่าวเผินๆ ราวกับตน
เป็นคนวงนอก
เขาเป็นคนวงนอกจริงๆ เพียงแค่มาอาศัยสถานะเย่ตามความประสงค์ของสวรรค์ เขา
ผู้ที่ไม่ต้องการติดค้างตระกูลเย่ใดๆ เมื่อใช้ประโยชน์จากสถานะนี้ จึงจำเป็นต้องทำสิ่ง
ที่ควรให้กับเจ้าของสถานะที่แท้จริง