Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,011 หลินหมิงออกจากการปิดด่าน
“ขอบคุณท่านชายและท่านหญิงที่ช่วยเกี่ยวกับข้อกำหนดที่จำเป็น
สำหรับการได้รับปราณโลหิตฟีนิกซ์ ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไร ข้าก็จะไม่
กลัว ข้ามีความมั่นใจอย่างเต็มที่ในความสามารถของข้าเอง!” เหยียนเยว่
เอ่อร์กำหมัดแน่น เสียงของนางเคร่งขรึม นางได้รับทั้งบ่อโลหิตฟีนิกซ์
โบราณ ดังนั้นปริมาณสายเลือดของนางจึงเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม บ่อ
โลหิตฟีนิกซ์โบราณไม่ได้มีคุณภาพสูงนัก นางต้องการปราณโลหิตฟีนิกซ์
เพื่อปรับแต่งขั้นสุดท้ายในสายเลือดของนาง ตราบเท่าที่นางสามารถ
ได้รับปราณโลหิตฟีนิกซ์มา พลังของสายเลือดของนางจะเพิ่มขึ้นไปอีก
ระดับหนึ่ง
ราชันเซียงหูส่ายหัวเมื่อเห็นเหยียนเยว่เอ่อร์ ด้วยรากฐานและเส้น
สายของตระกูลเหยียน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะลดข้อกำหนดลงแม้แต่นิด
เดียว กล่าวได้ว่าเหยียนเยว่เอ่อร์จะเผชิญกับข้อกำหนดที่ยากที่สุดเท่าที่
จะเป็นไปได้
หากข้อกำหนดนี้เป็นสิ่งเดียวเท่านั้น บางทีแม้แต่เซี่ยวฉู่ชี่ผู้ซึ่งได้รับ
ปราณโลหิตฟีนิกซ์เมื่อ 10,000 ปีก่อนก็คงจะไม่สามารถทนได้
เป็นที่ทราบกันดีว่าเซี่ยวฉู่ชี่เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ในการเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป และเขาก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดใน
ตระกูลเซี่ยวทั้งหมด!
ไม่ว่าในกรณีใด ราชันเซียงหูก็จะต้องจะทำตามข้อกำหนดและ
รายงานข้อความนี้
นางหยิบแผ่นค่ายกลที่ประณีตและละเอียดอ่อนออกมาจากแหวน
มิติของนาง 10 นิ้วของนางผสานเข้าด้วยกันและสร้างประทับตราหลาย
พันขึ้นในทันที่ ประทับตราเหล่านี้รวมกันเป็นรูนที่ซับซ้อนขณะที่พวกมัน
ถ่ายเทลงในแผ่นค่ายกล
ตัวตนในระดับของราชันเซียงหูสามารถเคลื่อนย้ายทะลวงห้วงมิติได้
และทำให้การส่งข้อความทำได้ง่ายขึ้น หากมีรูปแบบค่ายกลสนับสนุน
พิเศษขึ้นมาช่วยอีกแรง มันก็ไม่ยากที่จะส่งข้อความ ถึงแม้ว่าจะผ่าน
ระยะทางที่มีหลายโลกหลักของแดนเทวะ
เพียง 2 ชั่วโมงต่อมา ราชันเซียงหูได้รับคำตอบจากกองบัญชาการ
แล้ว
วูป –
เปลวเพลิงลุกโชติช่วงสว่างขึ้นด้านหน้าแผ่นค่ายกลของราชันเซียงหู
มันกลายเป็นรูนนับไม่ถ้วนที่จมเข้าไปในจิตใจของนาง รูนกระแสเสียงที่
เผ่าฟีนิกซ์โบราณส่งกลับสะดวกมากยิ่งขึ้นกว่าการส่งข้อความเสียง ไม่
เพียงแต่จะง่ายต่อการเข้าใจเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันไม่ให้ข้อความ
รั่วไหลออกไปด้วย
คิ้วของราชันเซียงหูตั้งขึ้น แม้ว่านางจะคาดหวังว่ากองบัญชาการจะ
ตอบสนองต่อข้อกำหนดสูงสุดและข้อกำหนดที่ยอมรับได้ แต่ก็ยังต้อง
ถอนหายใจออกมาเมื่อได้ยินว่าเป็นอย่างไร
นางส่ายหัวและกล่าวกับตัวเองว่า “กองบัญชาการค่อนข้างใจแคบใน
คราวนี้ ข้อกำหนดนี้ไม่แตกต่างจากการบอกว่าไม่ แต่กองบัญชาการก็ยังมี
ปัญหาของตัวเอง เผ่าฟีนิกซ์โบราณมีประชากรกว่าแสนล้านคนและมี
ทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ทุกปีนับไม่ถ้วน มันเป็นการยากที่จะรักษาความ
สมดุลระหว่างทรัพยากรที่ต้องเก็บเกี่ยวและการจัดสรรทรัพยากร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างเช่นปราณโลหิตฟีนิกซ์
โบราณ มีคนนับไม่ถ้วนที่ต้องการมัน แต่ก็ยังไม่สามารถได้รับมัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เข้าชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไป ทุกคนต้องการ
และเพื่อให้นางได้รับหนึ่งหยดและคนอื่นๆไม่ได้นั้น ข้อกำหนดก็จะต้องสูง
มากแน่นอน”
ขณะที่ราชันเซียงหูกำลังคิดอยู่นั้น ฉู่หงอวิ๋นก็กำลังเฝ้ารอให้นางพูด
ราชันเซียงหูยิ้มและกล่าวว่า “กองบัญชาการส่งคำแนะนำมา
เพื่อที่จะได้รับปราณโลหิตฟีนิกซ์ เจ้าจะต้องเข้าสู่ระดับที่ 7 ของนรกแห่ง
เปลวเพลิงก่อนที่ด่านทดสอบหล่อหลอมฟีนิกซ์โบราณจะสิ้นสุดลง!
นอกจากนี้ เจ้าต้องผ่านค่ายกลมายาเทพสงครามอย่างสมบูรณ์ด้วย!”
ขณะที่ราชันเซียงหูกล่าว แม้แต่ราชทูตจินเจี้ยนก็ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้
กองบัญชาการเพียงเล่นตลกกับผู้อื่นเท่านั้น
ใน 18 นรกแห่งเปลวเพลิง ยิ่งลงไปลึกก็ยิ่งยากลำบาก ความ
ยากลำบากเพิ่มขึ้นในอัตราที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ในด่านทดสอบหล่อ
หลอมสำหรับศิษย์ใหม่ จะมีเพียงผู้มีพรสวรรค์สูงสุดของตำหนักสาขาจึง
จะสามารถเข้าสู่ระดับที่ 4 ของนรกแห่งเปลวเพลิงได้
ยิ่งระดับที่ 5 ยิ่งถูกสงวนไว้สำหรับผู้มีพรสวรรค์เช่นไป่เต๋าหงและลู่
เสี่ยวหยวน ในระหว่างด่านทดสอบหล่อหลอมครั้งแรกที่นี่ พวกเขาทั้ง
สองยังเพียงสามารถเข้าสู่ระดับที่ 5 ได้ในตอนท้ายเท่านั้น แต่พวกเขาไม่
สามารถเข้าถึงระดับความลึก 8,000-9000 ไมล์ในระดับที่ 5 ได้เลย
ระดับที่ 6 ยิ่งเกือบเป็นตำนานสำหรับตำหนักสาขา ในด่านทดสอบ
หล่อหลอมเช่นดาวจิตวิญญาณเพลิงที่มีตำหนักฟีนิกซ์กู่กังวาน ตำหนัก
ฟีนิกซ์เสน่หาและตำหนักฟีนิกซ์ประทานพรรวมกัน มันก็ยังไม่มีใคร
สามารถเข้าถึงความลึกนั้นได้ใน 1000 ปีที่ผ่านมาเลย!
แต่ถ้าทั้งหมด 72 สาขาของเผ่าฟีนิกซ์โบราณรวมกันพร้อมกับ
กองบัญชาการและสามตระกูลใหญ่ ก็ไม่ได้หายากมากเกินไปสำหรับ
ผลลัพธ์เช่นนั้น คนที่สามารถเข้าสู่ระดับที่ 6 ได้จะปรากฏขึ้นทุกๆ 20-30
ปี
แต่การเดินทางเป็นระยะถึง 5000 ไมล์ในระดับที่ 6 ได้นั้น คน
เหล่านี้ก็แทบไม่ได้มีอยู่จริง แม้แต่ในเผ่าฟีนิกซ์โบราณทั้งหมด มันก็ยังหา
ยากมากที่จะพบผู้ที่มีความสามารถดังกล่าวภายในหนึ่งพันปี
หลังจากนั้นก็คือระดับที่ 7 นั่นไม่ใช่แค่สิ่งเป็นไปได้สำหรับศิษย์ใหม่
แม้แต่อัจฉริยะขั้นเทพสมุทรช่วงปลายสูงสุดก็ยังจะพบว่ามันยากมากที่จะ
ไปไกลถึงเพียงนั้น ส่วนใหญ่ที่ได้รับการฝึกฝนในระดับที่ 7 คือศิษย์ขั้นผัน
แปรศักดิ์สิทธิ์ช่วงต้น
ตัวอย่างเช่น ไป่เต๋าหงและลู่เสี่ยวหยวน ทั้งสองไปถึงระดับที่ 11 ได้
นั่นคือความล้ำลึกที่ทิ้งห่างศิษย์คนอื่นๆในขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์
ทั้งหมด ศิษย์ขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์ส่วนใหญ่มีความสามารถในการเข้าถึง
ระดับที่ 8 และ 9 เท่านั้น
แน่นอน ถ้าถามเผ่าฟีนิกซ์โบราณว่ามีศิษย์รุ่นเยาว์ที่สามารถเข้าถึง
ระดับที่ 7 ได้จริงบ้างหรือไม่นั้น พวกเขาก็จะยกตัวอย่างเช่น เซี่ยวฉู่ชี่จาก
10,000 ปีที่แล้วที่สามารถในการเข้าถึงระดับที่ 7 เมื่อด่านทดสอบหล่อ
หลอมสิ้นสุดลง แต่ เซี่ยวฉู่ชี่อยู่ในขั้นทำลายชีวิตระดับ 8 และเหยียนเยว่
เอ่อร์อยู่ในขั้นทำลายชีวิตระดับ 7 เท่านั้น
ระหว่างขั้นทำลายชีวิตระดับ 8 และขั้นทำลายชีวิตระดับ 7 มีเพียง
ความแตกต่างเพียงขั้นเดียว แต่สำหรับเหล่าผู้มีพรสวรรค์สูงสุดแล้ว มันมี
ความแตกต่างอย่างมากในแต่ละขั้น!
นอกจากนี้ การไปถึงระดับที่ 7 ของนรกแห่งเปลวเพลิงก็ยังเป็นเพียง
ข้อกำหนดแรก เพราะยังต้องผ่านค่ายกลมายาเทพสงครามอีกด้วย!
ด่านทดสอบของนรกแห่งเปลวเพลิงได้ทดสอบความเข้าใจของกฎ
แต่ด่านทดสอบของค่ายกลมายาเทพสงครามได้ทดสอบความแข็งแกร่งใน
การต่อสู้ที่แท้จริง
การเสร็จสิ้นการสังหารนับพันที่อยู่ในค่ายกลมายาเทพสงคราม มัน
ยากกว่าการเข้าถึงระดับที่ 7 ของนรกแห่งเปลวเพลิงได้เสียอีก!
ราชทูตจินเจี้ยนเป็นตัวประหลาดในการต่อสู้ แต่ความเข้าใจในกฎ
ของเขานั้นธรรมดา แต่ในแง่ของพลังในการต่อสู้ที่แท้จริง ความสามารถ
ของเขาก็น่ากลัวอย่างมาก นอกจากนี้ยังเป็นเพราะจุดนี้ที่เขาสามารถที่จะ
กลายเป็นผู้สืบทอดผู้อาวุโสคุมกฎได้ ไม่ว่าอย่างไร ในการต่อสู้ที่แท้จริง
นั้น สิ่งที่ตัดสินชัยชนะหรือพ่ายแพ้คือความแข็งแกร่งของการต่อสู้ที่
เกิดขึ้นจริง การทำความเข้าใจกฎเป็นเพียงตัวบ่งชี้ถึงศักยภาพและ
ความสำเร็จในอนาคตของผู้หนึ่งเท่านั้น ถ้าผู้หนึ่งมีความสามารถที่ดีในกฎ
แต่ก็ยังคงไร้ประโยชน์ถ้าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะคนอื่นได้
ความแข็งแกร่งของการต่อสู้ที่แท้จริงจึงนับเป็นจุดที่น่าภาคภูมิใจ
ของราชทูตจินเจี้ยน ในระหว่างด่านทดสอบหล่อหลอมในยุคของเขา เขา
ได้ผ่านค่ายกลมายาเทพสงครามและได้สังหารไปมากกว่า 600ผลลัพธ์
นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้พิทักษ์ด่านทดสอบตกตะลึงในเวลานั้น!
สำหรับการสังหารถึงพันนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้
ค่ายกลมายาเทพสงครามกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อยๆ นั่น
เพราะศัตรูภายในจะกลายเป็นที่แข็งแกร่งมากขึ้น และต่างเป็นร่างจำแลง
ที่มีพรสวรรค์สูงสุด!
หลังจากศัตรูหลายร้อยโผล่ออกมา ศัตรูจะอยู่ในระดับเดียวกับผู้มี
พรสวรรค์เช่นไป่เต๋าหงและลู่เสี่ยวหยวน แน่นอนอายุของพวกมันก็จะ
เป็นเช่นเดียวกับผู้ท้าชิงทดสอบ กล่าวได้ว่าผู้หนึ่งจะต้องเผชิญกับไป่เต๋า
หงและลู่เสี่ยวหยวนเมื่อตอนพวกเขายังอายุ 20 ปี
เผชิญหน้ากับศัตรูหนึ่งต่อหนึ่งก็ยังเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากใน
การเอาชนะแล้ว แต่เผชิญหน้ากับหลายคนแล้วเพียงคนเดียวจะต่อสู้ได้
อย่างไร?
ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ดูเหมือนกองบัญชาการจะไม่ต้องการให้ปราณ
โลหิตฟีนิกซ์เลยสักนิด เนื่องจากมีปัจจัยมากมายที่เกี่ยวข้องกับการเติบโต
ของผู้มีพรสวรรค์ แม้ว่าเหยียนเยว่เอ่อร์อาจจะโดดเด่นในตอนนี้ แต่อาจมี
ปัญหาเกี่ยวกับการต่อสู้ในอนาคตของนาง ตัวอย่างเช่น บางทีนางอาจ
หมดซึ่งศักยภาพหรือโชคชะตา นางอาจจะไปผจญภัยในแดนเร้นลับและ
ตกตายลงที่นั่น!
ปราณโลหิตฟีนิกซ์มีข้อดีมากหากฝังลงอยู่ในร่างของนักสู้ตั้งแต่ยัง
เยาว์ ถึงกระนั้น ทางเดียวที่กองบัญชาการจะส่งปราณโลหิตฟีนิกซ์มาให้ก็
คือพรสวรรค์ของเหยียนเยว่เอ่อร์จะต้องน่าทึ่งจนผู้อาวุโสทุกคนดวงตา
เบิกกว้างเมื่อได้ยินมัน มิเช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่เสี่ยง
ในขณะที่ฉู่หงอวิ๋นได้ยินเงื่อนไขของราชันเซียงหู จู่ๆสีหน้าของนางก็
แข็งค้าง มิจำเป็นต้องมีความหวังอีกต่อไป เพราะนี่เป็นเพียงการเล่นตลก
ของกองบัญชาการ!
“มันจะมีผู้ใดทำตามข้อกำหนดเหล่านั้นได้บ้าง?” ฉู่หงอวิ๋นตะโกน
ออกมาโดยไม่สนใจว่าราชันเซียงหูจะมีสถานะเช่นไร
แม้ว่าราชันเซียงหูจะเห็นพ้องกับฉู่หงอวิ๋น แต่นางก็ไม่สามารถพูดคำ
เหล่านี้ต่อสาธารณะได้ นางเป็นใครบางคนจากกองบัญชาการ ทำให้นาง
ต้องเคารพต่อการตัดสินใจของกองบัญชาการ นางกล่าวว่า “ข้อกำหนดนี้
ไม่ใช่สิ่งที่ข้าได้ทำขึ้นเอง นอกจากนี้ในช่วง 10,000 ปีที่ผ่านมา มีบางคนที่
สามารถเข้าถึงระดับที่ 7 ของนรกแห่งเปลวเพลิง เช่น เซี่ยวฉู่ชี่ หวงเยว่
เฟิงและอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมอื่นๆอีกไม่กี่คนเท่านั้น สำหรับเสร็จสิ้นการ
สังหารหนึ่งพันภายในค่ายกลมายาเทพสงคราม ข้าคิดว่าเจ้าจะต้องมอง
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์มากกว่านี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเคยประสบ
ความสำเร็จมาก่อน ข้อกำหนดที่กองบัญชาการตั้งไว้เป็นเรื่องยาก แต่ก็
ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้เลย”
“เซี่ยวฉู่ชี่, หวงเยว่เฟิง…” ฉู่หงอวิ๋นสูดลมหายใจเย็น ทั้งสองคนนี้เป็น
ผู้นำของตระกูลเซี่ยวและตระกูลหวง พวกเขาเป็นวีรบุรุษในหมู่วีรบุรุษ!
“ท่านเซียงหู ข้ายังรู้ว่าทั้งสองนั้นอายุมากกว่าเยว่เอ่อร์เมื่อได้เข้าร่วม
ด่านทดสอบหล่อหลอม นอกจากนี้ การบ่มเพาะของพวกเขายังสูงกว่าอีก
ด้วย ผู้อาวุโสซี่ยวฉู่ชี่อยู่ในขั้นทำลายชีวิตระดับ 8 และผู้อาวุโสหวงเยว่เฟิง
ก็อยู่ในขั้นทำลายชีวิตระดับ 8 เช่นกัน! พวกเขาอยู่ในระดับที่แตกต่างจาก
นาง แต่ข้อกำหนดกลับยังคงเหมือนเดิมนอกจากนี้ แม้ว่าผู้อาวุโสเซี่ยวฉู่ชี่
และหวงเยว่เฟิงจะสามารถเข้าสู่ระดับที่ 7 ของนรกแห่งเปลวเพลิงได้ แต่
พวกเขาก็ไม่สามารถสังหารได้ถึงพันภายในค่ายกลมายาเทพสงคราม!”
ราชันเซียงหูยิ้มและกล่าวว่า “ถูกต้อง นี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าผู้อาวุโสหวง
เยว่เฟิงไม่อาจได้รับปราณโลหิตฟีนิกซ์ แต่เหตุผลที่ผู้อาวุโสเซี่ยวฉู่ชี่
สามารถได้รับก็คือตระกูลเซี่ยวใช้เส้นสายเบื้องหลัง สำหรับปราณโลหิต
ฟีนิกซ์หนึ่งหยดนี้ ตระกูลเซี่ยวได้จ่ายเป็นจำนวนมากให้เหมาะสมกับ
ความแตกต่างในข้อกำหนด ถ้าตระกูลเหยียนได้รับแต้มสะสมเพียงพอ
แล้ว ก็อาจจะได้ข้อกำหนดลดลงเล็กน้อยเช่นกัน”
สีหน้าของฉู่หงอวิ๋นค่อยๆฟื้นคืนและในที่สุดนางก็ส่ายหัว สิ่งที่
เรียกว่าแต้มสะสมคือการบริจาคให้กับเผ่าฟีนิกซ์โบราณ สามตระกูลใหญ่
คงอยู่เป็นเวลาหลายหมื่นปีและแต้มสะสมที่มีก็สูงมาก แต่รากฐานของ
ตระกูลเหยียนนั้นตื้นเขินเกินไปและพวกเขาไม่มีแต้มสะสมใดๆ พวกเขา
ขาดความสามารถในการช่วยให้เหยียนเยว่เอ่อร์ลดข้อกำหนดลงได้
นอกจากนี้ แม้ว่าพวกเขาจะลดข้อกำหนดลงได้เล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ง่ายที่
จะบรรลุข้อกำหนดอยู่ดี
“ท่านน้า ท่านไม่ต้องพูดอะไรอีก ยังเหลืออีกหนึ่งปี ข้ายังไม่ถือว่า
หมดหนทาง! มีบางคนที่เข้าสู่ระดับที่ 7 ของนรกแห่งเปลวเพลิงและมีบาง
คนที่สามารถสังหารถึงพันในค่ายกลมายาเทพสงครามได้ เนื่องจากรุ่น
ก่อน
ข้าสามารถประสบความสำเร็จได้ ข้าไม่เชื่อว่าข้าไม่สามารถทำ
เช่นเดียวกันได้บ้าง และถ้าข้าไม่สามารถทำได้ นั่นก็พิสูจน์ได้ว่าความ
แข็งแกร่งของข้าอ่อนแอกว่าคนอื่น และข้าไม่มีสิทธิ์ที่จะบ่น” เหยียนเยว่
เอ่อร์กล่าวออกมา หยุดยั้งฉู่หงอวิ๋นในสิ่งที่นางจะพูดต่อไป
“เยว่เอ่อร์…” ฉู่หงอวิ๋นถอนหายใจ
“ท่านน้า ตั้งแต่ที่ข้าได้กำหนดเป้าหมาย ข้าก็ยังมีความมุ่งมั่นและจะ
ไม่เสียใจกับการตัดสินใจของข้า นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นข้อกำหนดที่
กองบัญชาการได้ส่งมา มันก็ไม่มีประโยชน์ที่เราจะต่อต้านพวกเขา”
ในขณะที่เหยียนเยว่เอ่อร์กล่าว ฉู่หงอวิ๋นก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาว
นางไม่ได้พยายามที่จะบ่นอีกต่อไป อันที่จริง พวกนางไม่มีความสามารถ
ในการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของกองบัญชาการ “เอาล่ะ เยว่เอ่อร์
ลองต่อสู้ในค่ายกลมายาเทพสงครามเป็นอันดับแรก ลองดูว่าเจ้าสามารถ
ไปไกลแค่ไหน และมีศัตรูจำนวนเท่าใดที่เจ้าจะสามารถสังหารได้…”
ขณะที่ฉู่หงอวิ๋นกล่าว ม่านพลังรอบหอคอยสลักก็สั่นเทา จากนั้น
ระลอกคลื่นปรากฏในม่านพลังเมื่อมันถูกฉีกขาดออกโดยบางคน ร่างของ
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากหอคอยสลักอย่างราบเรียบ ผมยาวของ
เขาห้อยลงมาถึงเอว เมื่อมาถึงจุดนี้ เขาดูยุ่งเหยิง แต่ดวงตาของเขาก็ส่อง
แสงเหมือนดวงดาวในท้องฟ้ายามราตรี
“หืม? นั่นมิใช่หลินหมิงหรอกหรือ? เขาอยู่ในหอคอยสลักมานานกว่า
หนึ่งปีและในที่สุดก็ออกมา?”