Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,067 ออกจากแดนเร้นลับ
ความทรงจำของเหยียนเยว่เอ่อร์เกี่ยวกับเรื่องนี้จะถูกลบออกโดยข้า
เราจะออกไปเดี๋ยวนี้ ถ้าข้าไม่มีร่างกายที่จะครอบครอง ความแข็งแกร่งใน
การต่อสู้ของข้าจะด้อยกว่าที่เป็นอยู่ เจ้าจะต้องพึ่งพาตัวเองในอนาคต
มู่เชียนเสวียกล่าวออกมาเบาๆ ในแง่ของวิญญาณ นางก็เป็น
ผู้เชี่ยวชาญชั้นยอด มิเช่นนั้น การทำอะไรบางอย่างโดยประมาท เช่นการ
ลบความทรงจำของใครบางคน หรือการครอบครองร่างกายของพวกเขา
ก็ย่อมจะทำให้เกิดความเสียหายกับวิญญาณของอีกฝ่ายได้ แต่ในการ
ควบคุมของมู่เชียนเสวีย มันจะไม่มีอันตรายใดๆเช่นนั้นเกิดขึ้น
“ข้าเข้าใจแล้ว” หลินหมิงยังไม่ได้วางแผนที่จะพึ่งพิงมู่เชียนเสวียเพื่อ
ช่วยเขาต่อสู้ สิ่งที่เขาสามารถพึ่งพาได้อย่างแท้จริงคือพลังของตนเอง
“ใช่แล้ว เกี่ยวกับมิติอนุภาคแรกกำเนิดของเจ้า และบัวบาน
จักรพรรดิสูงสุด ในอนาคตข้าจะสอนเคล็ดบ่มเพาะเสริมให้ ไม่เพียงแต่จะ
เพิ่มความแข็งแกร่งของเจ้า แต่เมื่อเจ้าใช้ทักษะการต่อสู้ เคล็ดบ่มเพาะนี้
จะถูกเปิดใช้งาน และจะช่วยปกปิดความผันผวนของพลังงานพิเศษจาก
มัน แม้ว่าจะมีคนเห็นมิติอนุภาคแรกกำเนิดด้วยสายตาของตัวเอง แต่ก็
เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะรู้จักมัน นอกจากนี้ ผู้ที่ได้เห็นมิติอนุภาคแรก
กำเนิดก็มีน้อยอย่างมาก ซึ่งก็คงเป็นราชันพิภพหรือราชันสวรรค์ขึ้นไป
และแม้กระทั่งในหมู่ราชันพิภพก็ตาม มันก็ยังมีเพียงกลุ่มเล็กๆเท่านั้น ที่
เคยเห็นมิติอนุภาคแรกกำเนิดด้วยสายตาของตัวเอง ในอดีต ราชันสวรรค์
บรรพกาลเป็นตัวตนลับสุดยอด”
ขณะที่มู่เชียนเสวียกล่าวออกมา หลินหมิงก็ตกตะลึง หลินหมิงกังวล
อย่างแท้จริงเกี่ยวกับมิติอนุภาคแรกกำเนิด พลังส่วนใหญ่ในการต่อสู้ของ
เขานั้นก็อาศัยมิติอนุภาคแรกกำเนิด แต่ในทางกลับกัน เขาก็กลัวว่าบาง
ตัวตนที่ได้เห็นอาจรู้เบาะแสจากมัน ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เขาจะตกอยู่ใน
อันตรายอย่างแท้จริง ไม่ว่าอย่างไร มันก็มีตัวแปรมากเกินไป เมื่อ
เกี่ยวข้องกับบางสิ่งบางอย่างเช่นพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพ
ดังนั้นเมื่อหลินหมิงต่อสู้กับคนอื่นๆ เขาจะไม่สามารถใช้ประโยชน์
จากมิติอนุภาคแรกกำเนิดในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุดได้ ถ้าเขามีวิธีการ
พิเศษเพื่อซ่อนความผันผวนของพลังงานของมิติอนุภาคแรกกำเนิด มันจึง
จะดีอย่างมาก เขาไม่จำเป็นต้องระมัดระวังเกี่ยวกับวิธีการต่อสู้ของตนใน
อนาคต
เป็นเช่นนี้ หลินหมิงได้พาเหยียนเยว่เอ่อร์ออกจากทะเลแม็กม่า เขา
จงใจเลือกเส้นทางอื่นที่จะออกไป เมื่อหลินหมิงโผล่ออกมาจากพื้นดิน
เขาก็รู้สึกว่าแรงกดดันลดลงอย่างมาก เขาจึงถอนหายใจลึกด้วยความ
ผ่อนคลาย
“มันจบแล้ว นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นการเก็บเกี่ยวมหาศาล!”
หลินหมิงกล่าวออกมาด้วยความยินดี และในเวลานี้ เขารู้สึกว่า
เปลือกตาของเหยียนเยว่เอ่อร์ขยับเปิดขึ้น ในที่สุดนางก็ฟื้นสติ
“ไม่…!”
เหยียนเยว่เอ่อร์ถูหน้าผากของนางเอง จิตใจของนางเจ็บปวดและ
เลือนราง
“หืม? หลินหมิง…” เหยียนเยว่เอ่อร์ตกตะลึงเมื่อเปิดตาและเห็น
หลินหมิง จากนั้น นางก็ขมวดคิ้วราวกับว่านางกำลังพยายามจดจำบางสิ่ง
บางอย่าง นางจำได้ว่าหลังจากปีศาจแดนเร้นลับ 100,000 ตนโจมตี
หลินหมิงก็ได้เอานางเข้าไปในแหวนม่วงพยัคฆ์ แต่นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากที่นางหมดสติ
“เจ้าตื่นแล้ว ข้าเผชิญหน้ากับปีศาจแดนเร้นลับที่การบ่มเพาะ
20,000 ปีในช่วงความโกลาหล และแหวนของข้าถูกทำลายในระหว่างนั้น
ในช่วงเวลาแห่งความโกลาหลที่มิติถูกทำลาย เจ้าก็ได้หมดสติไป”
หลินหมิงได้คิดคำพูดเตรียมไว้แล้ว คำใบ้ที่คลุมเครือและฉากที่สร้าง
ขึ้นมา ได้ถูกนำมาวางไว้ในจิตใจของเหยียนเยว่เอ่อร์โดยมู่เชียนเสวีย
ตราบเท่าที่หลินหมิงกล่าวถึงเรื่องนี้ เหยียนเยว่เอ่อร์ก็จะนึกถึงมันขึ้นมาได้
ส่วนเรื่องแหวนม่วงพยัคฆ์นั้น เขาได้นำมันเข้าไปไว้ในมิติของกล่อง
ปัญญาแห่งพระเจ้า ตอนนี้ เขาสวมเพียงแหวนมิติธรรมดา
“ข้าต้องขอโทษ… ที่ทำให้เจ้าต้องแบกภาระในส่วนของข้าอีกครั้ง”
เหยียนเยว่เอ่อร์ค้นพบว่าหลินหมิงอยู่ในสภาพที่สะบักสะบอมอย่าง
มาก ในขณะนี้ มันมีรูขนาดใหญ่ถูกไหม้ไปทั่วชุดของเขา และดูเหมือนว่า
เขาจะเหนื่อยล้าอย่างมากด้วย เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาได้ผ่านการต่อสู้ที่
รุนแรงมา
เมื่อเหยียนเยว่เอ่อร์ตระหนักว่า นางจะถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นและถูก
กินโดยไม่เหลือแม้แต่กระดูก โดยกองทัพปีศาจแดนเร้นลับ 100,000 ตน
นั้น นางก็รู้สึกซาบซึ้งมากที่หลินหมิงช่วย แต่ในขณะเดียวกันนางก็รู้สึกผิด
อย่างมากเช่นกัน นางไม่ได้ช่วยอะไรและยังเพิ่มภาระให้กับเขาเท่านั้น
เมื่อแหวนม่วงพยัคฆ์แตกสลาย ถ้าหลินหมิงไม่ได้ช่วยนางหลบหนีจาก
พายุมิติภายใน นางก็คงจะไม่รอด
“ขอบใจเจ้ามาก…” เหยียนเยว่เอ่อร์กระซิบ
หลินหมิงส่ายหัวและพูดว่า “ไม่เป็นไร”
เขากล่าวเสริมว่า “เอาล่ะ เราไม่มีเวลามาก แดนเร้นลับสัตว์อสูรเท
วะจะสิ้นสุดลงในอีกไม่นาน ลองไปหาโชคเพิ่มเติมและเตรียมพร้อมที่จะ
ออกไปกันเถอะ”
“อืม… เป็นความคิดที่ดี” เหยียนเยว่เอ่อร์พูดเสียงค่อย
หลังจากได้รับกระดูกมังกรเทวะแล้ว หลินหมิงก็ได้พบกับสมบัติอีก
หลายอย่าง อย่างไรก็ตาม การเก็บเกี่ยวพวกมันก็ถือว่าเล็กน้อยมาก พวก
มันมีค่าใกล้เคียงกับปะการังสีดำที่เขาเคยได้มาก่อน
เป็นเช่นนี้ พวกเขาทำต่อไปจนกระทั่งเวลาในแดนเร้นลับหมดลง แต่
ละคนได้รับอนุญาตให้อยู่ภายในแดนเร้นลับสัตว์อสูรเทวะได้นานเพียง 96
ชั่วโมงเท่านั้น หลังจากนั้น พวกเขาทั้งหมดจะถูกส่งไปโดยไม่คำนึงถึงว่า
พวกเขาอยู่ที่ไหน…
…
เผ่ามังกรโบราณ – โลกสรวงสวรรค์มังกร
บนดวงดาวขนาดเล็กที่มีค่ายกลเคลื่อนย้ายมายังแดนเร้นลับสัตว์
อสูรเทวะ มันมีนักสู้หลายคนมารวมตัว ในหมู่คนเหล่านี้ต่างเป็นผู้อาวุโส
ของ 4 เผ่า และมีแม้กระทั่งผู้อาวุโสสูงสุด
คนเหล่านี้ได้มาทักทายและรับศิษย์ที่จะกลับมา
โดยปกติ หลังจากที่ศิษย์ของ 4 เผ่าเข้ามาในแดนเร้นลับสัตว์อสูรเท
วะ พวกเขาจะกลับมาพร้อมกับการเก็บเกี่ยวบางส่วน สมบัติที่ดีที่สุด
อาจจะล่อลวงได้แม้แต่ผู้ปกครองเทวะ ในกรณีนี้ มันจึงจะปลอดภัยกว่าที่
จะมีผู้อาวุโสมาและพาพวกเขาออกไป
และในกลุ่มของเผ่าฟีนิกซ์โบราณ ผู้อาวุโสที่มาก็น่าแปลกใจ ซึ่งก็คือ
ฮั่วเล่ยสือ
“ฮ่าฮ่า มิใช่ว่านั่นคือผู้อาวุโสฮั่วหรอกหรือ? มิใช่ว่านี่เป็นด่านทดสอบ
หล่อหลอมสำหรับศิษย์รุ่นเยาว์? ไม่คิดว่าแม้แต่เจ้าก็จะใส่ใจมาเองเช่นนี้
ทางด้านของเผ่ามังกรโบราณ ชายวัยกลางคนหัวเราะขณะที่กล่าวออกมา
โดยทั่วไปแล้ว ด่านทดสอบประเภทนี้จะไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นคนที่อยู่ใน
ระดับของผู้อาวุโสสูงสุดได้
ฮั่วเล่ยสือเงยหน้าขึ้นมองชายคนนั้นและกล่าวว่า “มีศิษย์รุ่นเยาว์ที่
เข้าไปในช่วงเวลานี้ซึ่งข้ารู้สึกกังวลมาก เพราะฉะนั้นข้าจึงมาดูด้วยตนเอง
เมื่อกำลังว่างอยู่พอดี จินผิงเยว่ ไม่ใช่ว่าเจ้าเองก็มาที่นี่ด้วยตัวเอง
เช่นเดียวกันหรอกหรือ?”
“ฮ่าๆ ศิษย์ที่เจ้าพูดถึงคือหลินหมิงใช่หรือไม่? ข้าเคยได้ยินมาว่าใน
ค่ายกลมายาเทพสงคราม เขาสามารถสังหารครบหนึ่งพันคน และแม้แต่
เอาชนะชือจ้านอวิ๋นในการต่อสู้อันรุ่งโรจน์ได้ ไม่เลว แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็
คือ การบ่มเพาะของเขาต่ำเกินไป และมีอันตรายมากมายในแดนเร้นลับ
สัตว์อสูรเทวะ ข้าต้องการจะเห็นยิ่งนักว่าหลินหมิงมีโชคมากเพียงใดใน
เวลานี้ ฮ่าๆๆ!”
ตามความหมายของจินผิงเยว่ มันหมายความว่าเขาอยากให้หลินห
มิง ได้เจอกับภัยพิบัติร้ายแรงบางอย่าง ในแดนเร้นลับสัตว์อสูรเทวะ ฮั่วเล่
ยสือจึงรู้สึกรำคาญเล็กน้อย เขาไม่เคยมีความสุขในการเผชิญหน้ากับจิ
นผิงเยว่ผู้นี้ นี่ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขามาจากฝ่ายตรงข้าม จึง
ต้องมีการแข่งขันกันอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ฮั่วเล่ยสือยังเคยเป็นคน
เลือดร้อนอีกด้วย “หึ ผู้มีพรสรรค์สูงสุดย่อมมีโชคชะตาที่เร่าร้อนเหมือน
สายรุ้ง แม้ว่าพวกเขาจะเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าหวาดกลัวที่เต็มไปด้วย
อันตราย แต่ก็ยังสามารถหลบหนีได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเขาที่จะ
พินาศลงไม่ว่าที่ใด!”
“ฮ่าๆ เจ้าสามารถกล่าวเช่นนั้นได้ ศิษย์แต่ละคนที่เข้าสู่แดนเร้นลับ
สัตว์อสูรเทวะ ถือเป็นอัจฉริยะสูงสุดในยุคของพวกเขา ถึงกระนั้น มันก็ยัง
มีการสูญเสียเกิดขึ้นทุกครั้ง นี่เป็นความจริงที่เถียงไม่ได้! แม้ว่านี่จะเป็น
ครั้งแรกที่ศิษย์รุ่นเยาว์ชั้นยอดจากตระกูลจินของข้าเข้าสู่แดนเร้นลับสัตว์
อสูรเทวะแต่เขายังคงอยู่ที่ขั้นเทพสมุทรช่วงกลาง” เมื่อจินผิงเยว่กล่าวถึง
จินหยิ่นเทียน เขาก็ลูบเคราของตน เต็มเปี่ยมไปด้วยสีหน้าพึงพอใจ
“จินหยิ่นเทียน…” ฮั่วเล่ยสือสะท้อนคำพูดออกมา โดยปกติ อัจฉริยะ
ของเผ่ามังกรโบราณจะมีการจัดอันดับที่เรียกว่าประกาศิตชะตาสวรรค์
และจะถูกเรียกตามลำดับว่า มังกรหนึ่ง มังกรสอง… สำหรับเขาที่จู่ๆได้ยิน
ชื่อนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ทั้ง 4 เผ่าสัตว์อสูรเทวะได้มีศิษย์รุ่นใหม่ทุกๆ 20
ปีหรือมากกว่านั้น และเป็นไปไม่ได้สำหรับฮั่วเล่ยสือที่จะให้ความสำคัญ
กับชื่อทุกคน
“ดูเหมือนว่าเจ้ามาเวลานี้ก็เพื่อผู้ที่ถูกเรียกว่า จินหยิ่นเทียน ข้าสงสัย
ว่าเขาอยู่ในอันดับใดของ ประกาศิตชะตาสวรรค์?”
“ฮ่าฮ่า!” เมื่อจินผิงเยว่ได้ยินฮั่วเล่ยสือถามเกี่ยวกับจินหยิ่นเทียน เขา
ก็พอใจและภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง นี่คือสิ่งที่เขาหวังไว้ เขากล่าวว่า “ในครั้ง
แรกที่หยิ่นเทียนเข้าร่วมในด่านทดสอบหล่อหลอมมังกรโบราณ เขาก็
ได้รับอันดับหนึ่งในประกาศิตชะตาสวรรค์แล้ว เป็นโชคดีที่เขาสามารถ
รักษาอันดับไว้ได้ตลอดมา”
อันดับหนึ่งในประกาศิตชะตาสวรรค์? คิ้วของฮั่วเล่ยสือโค้งขึ้น
เช่นนั้นเขาก็ต้องถูกเรียกว่ามังกรหนึ่ง คนผู้นี้ต้องมีทักษะค่อนข้างมาก จึง
จะได้อันดับเช่นนันมาครอง ไม่ว่าอย่างไร การแข่งขันในเผ่ามังกรโบราณก็ มากกว่าเผ่าอื่นอยู่แล้ว