Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,086 8 ประตูเร้นลับภายใน, ประตูที่ 6
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 1,086 8 ประตูเร้นลับภายใน, ประตูที่ 6
ชายสวมหน้ากากปีศาจเงียบอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็กล่าวว่า “ข้า
มาที่นี่ในวันนี้เพื่อแจ้งให้เจ้าทราบ เกี่ยวกับยอดอัจฉริยะของเกาะ
วิญญาณสัญจร ระดับความสามารถของเขาเหนือกว่าแม้แต่เย่ฉุ่ยถง แต่
การบ่มเพาะของเขาอยู่เพียงขั้นทำลายชีวิตระดับ 8 เท่านั้น หากไม่เกิด
อุบัติเหตุอันใด เช่นนั้นในเวลาเพียงไม่กี่ร้อยปีข้างหน้า เขาก็จะเติบโตไป
ในระดับที่สามารถทำให้ขุนเขาเสี้ยววิญญาณต้องปวดหัวได้ ถ้าเขาได้รับ
อนุญาตให้เติบโตเป็นเวลาพันปี เขาจะสามารถเขย่าฐานรากของขุนเขา
เสี้ยววิญญาณได้ นี่คือข้อมูลเกี่ยวกับเขา คราวนี้เขาเองก็ควรจะเข้าสู่แดน
เร้นลับทะเลทรายโลหิตเดียวดายด้วย เจ้าควรรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป”
เขาโยนแผ่นหยกลงในมือของหุนเชียนหลี่
“คิคิ” หุนเชียนหลี่เลียริมฝีปากขณะที่เขากวาดสัมผัสของตนผ่าน
แผ่นหยก สิ่งแรกที่ดึงดูดความสนใจของเขาคือ ภาพฉายพลังงานของ
หลินหมิง “ขั้นทำลายชีวิตระดับ 8? เกาะวิญญาณสัญจรยากจนมากถึง
เพียงนี้? พวกเขาจะส่งศิษย์ที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ไป ด้วยเพียงการบ่มเพาะ
ระดับต่ำ และไม่รอให้เขาเติบโตขึ้นกว่านี้ พวกเขาไม่กลัวว่าเขาจะตายลง
ที่นั่นหรอกหรือ?”
“ฮ่าๆ ดูเหมือนว่าเกาะวิญญาณสัญจรจะสิ้นหวังอย่างแท้จริง พวก
เขาจึงได้กล้าทำเรื่องดังกล่าว ราวกับว่าพวกเขาต้องการที่จะทำให้การ
ต่อสู้ครั้งนี้สิ้นสุดลง ดูเหมือนว่าพวกเขาต้องทำแม้จะต้องตาย” ศิษย์อีกคน
หนึ่งของขุนเขาเสี้ยววิญญาณสะท้อนความคิดของตนออกมา
ในเวลานี้ ชายสวมหน้ากากปีศาจกล่าวขึ้นว่า “เจ้าคิดว่าผู้มีอำนาจใน
การตัดสินใจของเกาะวิญญาณสัญจรเป็นคนโง่เขลาเช่นนั้นจริงหรือ?
แม้ว่าข้าจะระบุข้อมูลของหลินหมิง แต่นั่นเป็นเพียงความแข็งแกร่งที่เขา
ได้แสดงให้เห็น สำหรับขีดจำกัดความแข็งแกร่งของเขานั้น มันก็ไม่มีใครรู้
แม้แต่ข้า ข้าแนะนำให้เจ้าทุกคนอย่าได้ประมาทเขา มิเช่นนั้นเจ้าจะต้อง
จ่ายด้วยราคาที่สูง! ข้อมูลได้ถูกเขียนไว้ในแผ่นหยก เพื่อให้เจ้าสามารถ
จำลองข้อมูลไปยังของตัวเองได้ ข้าสามารถกล่าวได้เพียงว่าคนผู้นี้เป็น
ศัตรูของข้า ดังนั้นเจ้าจึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าข้อมูลนี้จะเป็นเท็จ!”
“ฮ่าๆ ไม่ต้องกังวล เราทั้งสองชัดเจนว่ามีคุณธรรมเพียงใดพี่ชายหมิ
งอวี้!” หุนเชียนหลี่ได้เน้นย้ำถึงคำพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเยาะเย้ยไป่ห
มิงอวี้อย่างชัดเจน เขาไม่ได้บอกว่าไป่หมิงอวี้เป็นคนชอบธรรมที่ไม่ได้ให้
ข้อมูลที่ผิดพลาด แต่ไป่หมิงอวี้มีความทะเยอทะยานมากเกินไป และไม่
ยอมให้ทุกคนขัดขวางความทะเยอทะยานของเขา ดังนั้นข้อมูลของเขาจะ
ไม่ผิด
ขณะที่เขากล่าวถึงตรงนี้ หุนเชียนหลี่ก็ดูเหมือนจะคิดอย่างอื่นได้
รอยยิ้มขี้เล่นได้ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเขา “เจ้ารู้หรือไม่พี่ชายหมิงอวี้ ดู
เหมือนว่าเจ้าไม่ได้ทำดีเกินไปในเกาะวิญญาณสัญจร เจ้าถูกผลักดันอยู่
เสมอและสถานะของเจ้าอยู่ภายใต้การคุกคามอย่างต่อเนื่อง เอาเป็นว่า
เจ้ามาเข้าร่วมขุนเขาเสี้ยววิญญาณของข้าแทนเป็นอย่างไร? ขุนเขาเสี้ยว
วิญญาณของเรามีการศึกษาขั้นสูงมากสำหรับชีวิต ในความเป็นจริง ใน
ด้านนี้เราสามารถถือได้ว่าอยู่ระดับสูงสุดของโลกนี้อย่างแท้จริง ถ้าเรา
จ่ายด้วยราคาที่สูงพอ และช่วยให้เจ้าเพิ่มพลังวิญญาณศักดิ์สิทธิ์
พรสวรรค์ของเจ้าก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมากแน่นอน”
“เจ้าค่อนข้างชอบพูดไร้สาระ!” ชายสวมหน้ากากปีศาจกล่าวว่าอย่าง
เย็นชา
หุนเชียนหลี่รู้สึกโกรธและเกือบจะปะทุมันออกมา แต่ในขณะนั้น
ร่างกายทั้งร่างของชายสวมหน้ากากปีศาจก็ปกคลุมด้วยเปลวเพลิง ไม่
นานนักเขาก็ได้กลายเป็นกองไฟยักษ์ เปลวเพลิงเหล่านี้ทั้งหมดมาจากร่าง
ของชายสวมหน้ากาก นอกจากนี้ อุณหภูมิยังสูงมาก มันจึงสามารถเผา
ชายสวมหน้ากากปีศาจให้เป็นขี้เถ้าได้อย่างง่ายดาย
เมื่อหุนเชียนหลี่มองไปยังซากศพของชายสวมหน้ากากปีศาจ เขาก็
ส่ายหัว “เขาระวังตัวมากเกินไป เขาไม่เคยส่งร่างหลักของตนมาที่นี่เลย
และทุกครั้งก่อนที่จะจากไป เขาจะทำให้ตัวเองสลายกลายเป็นขี้เถ้าโดย
ไม่มีหลักฐานทิ้งไว้เบื้องหลัง”
ศิษย์ข้างหุนเชียนหลี่พูดขึ้นมา “แน่นอนว่าเขาต้องระวัง ไม่เพียงแต่
เขาต้องระวังตัวตนของเขาที่อาจถูกคุกคามจากเกาะวิญญาณสัญจร
เท่านั้น แต่เขายังต้องระวังเราซุ่มโจมตีและจับตัวเขาด้วย”
“อืม แม้เราจะไม่แน่ใจถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา แต่ด้วยข้อมูลที่มีอยู่
และแรงจูงใจของเขา ข้าสามารถเดาได้ว่าเป็นไป่หมิงอวี้ แต่สำหรับ
หลักฐาน เราก็ย่อมไม่มี”
“ฮ่าๆ มันน่าจะถูกต้องไม่มากก็น้อย แม้ว่าเขาจะสามารถซ่อนความ
โดดเด่นของตนได้ แต่เขาก็ยังไม่สามารถซ่อนแรงจูงใจได้ ไม่เพียงแค่นั้น
ข้อมูลที่เขาให้เรามายังมีรายละเอียดมาก ไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ทั่วไปจะสามารถ
ให้ได้ ดังนั้นจะเป็นใครไปได้อีก? คนผู้นี้จะไปถึงเป้าหมายของเขาได้
เพราะเขาก็เต็มใจที่จะทรยศต่อนิกายของตนเองโดยไม่มีความลังเล!”
“หึ มันจะสำคัญอะไรถ้าเขาจะทรยศต่อนิกายของตน? แม้ว่าเกาะ
วิญญาณสัญจรจะประสบกับความพ่ายแพ้ ในแดนเร้นลับทะเลทราย
โลหิตเดียวดาย พวกเขาจะเพียงอ่อนแอลงและค่อยๆลดลงไปสู่นิกาย
ระดับ 8 ชั้นสูงเท่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะถูกทำลายอย่างแท้จริง นี่
ไม่มีผลต่อไป่หมิงอวี้เลย ไม่ว่าในกรณีใด เป้าหมายเดียวของเขาก็คือการ
เป็นเจ้านิกาย สำหรับเรื่องที่ว่าเกาะวิญญาณสัญจรจะเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์
ระดับ 9 หรือนิกายระดับ 8 ไม่ก็สำคัญเท่าที่เขาจะได้เป็นเจ้านิกาย ถ้าเจ้า
ต้องเลือก เจ้าอยากจะกลายเป็นผู้อาวุโสในนิกายชั้นสูง? หรือเป็นเจ้า
นิยายของนิกายระดับต่ำแทน?”
ศิษย์อีกคนพยักหน้า “ดูเหมือนจะถูกต้อง การเป็นเจ้านิกายย่อม
ดีกว่ามาก!”
ขณะที่ศิษย์สองคนของขุนเขาเสี้ยววิญญาณกำลังคุยกัน บนเกาะ
วิญญาณสัญจร ภายในห้องลับอันเงียบสงบ ไป่หมิงอวี้เปิดตาของเขา
“หึ เจ้าสองคนนั้นพยายามที่จะใช้คำพูดเพื่อสำรวจสถานะของข้า
ราวกับว่าพวกเขารู้อยู่แล้วว่าข้าเป็นใคร เสียเวลา! พวกเขาต้องการหา
จุดอ่อนของข้าและใช้มันเพื่อข่มขู่ แต่สิ่งที่น่าเสียดายพวกเขาจะไม่พบ
หลักฐานใดๆ หุ่นเหล่านี้สร้างขึ้นเมื่อหลายปีก่อน และยังพบได้ในคลังลับ
ที่อยู่ลึกใต้พื้นทะเลโลหิตเดียวดายเท่านั้น หลังจากที่ข้าใช้พวกมันเพื่อส่ง
ต่อข้อความ ข้าก็จะทำลายพวกมันทันที่ ต่อให้มีหุ่นเหล่านี้ก็ตาม แต่ก็จะ
ไม่มีหลักฐานใดๆที่บ่งชี้ว่าพวกมันมีความสัมพันธ์กับข้า เพราะพวกมันไม่
ได้มาจากเกาะวิญญาณสัญจร และวิธีการผลิตก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกาะ
วิญญาณสัญจรเลย”
ไป่หมิงอวี้คิดกับตัวเองขณะที่เขาลุกขึ้นยืน “หลินหมิง เมื่อคิดว่าเจ้า
จะปฏิเสธเส้นทางสู่สวรรค์ และเลือกเดินผ่านประตูนรกแทนเช่นนี้แล้ว
ถ้าเจ้าอยู่บนเกาะวิญญาณสัญจร ข้าไม่กล้าที่จะสู้กับเจ้า แต่เนื่องจากเจ้า
ต้องการเข้าร่วมสงครามระหว่างสามนิกาย เจ้าก็ควรตระหนักว่าในการ
ต่อสู้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ใครจะสามารถตำหนิได้ถ้าเจ้าตายในความ
โกลาหล?”
ขณะที่ไป่หมิงอวี้คิดได้เช่นนี้ รอยยิ้มที่ชั่วร้ายก็ปรากฎบนใบหน้าของ
เขา เขาไม่ได้ออกจากห้องฝึกฝน แต่กลับปิดตาและยังคงเข้าฌานต่อไป
สงครามครั้งนี้มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นแม่น้ำโลหิต เขาต้องรักษาสภาพ
สูงสุดของตนไว้ มิเช่นนั้นเขาอาจพินาศในแดนเร้นลับไปด้วย!
สำหรับข้อมูลของไป่หมิงอวี้ ความจริงคือเขาไม่ได้ทรยศต่อเกาะ
วิญญาณสัญจร เขาชี้เป้าเฉพาะหลินหมิง เพื่อให้โอกาสการรอดชีวิตใน
สงครามมีน้อยลง แน่นอนว่าถ้าขุนเขาเสี้ยววิญญาณไร้ประโยชน์จริงๆ
ไป่หมิงอวี้ก็คงจะไม่คิดซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ลับๆและช่วยฆ่าหลินหมิง
แม้ว่าระดับการบ่มเพาะของเขาจะเหนือกว่าหลินหมิงมาก เขาก็
ยังคงไม่ลดความระวังตัวลง สำหรับหลินหมิงที่เติบโตมาถึงระดับนี้ ภัย
พิบัติใดๆก็คงยากที่จะจัดการเขาได้ นอกจากนี้ตัวตนระดับสูงของเกาะ
วิญญาณสัญจรยังมีทัศนคติที่ไม่ชัดเจนต่อหลินหมิง นี่ยังทำให้ไป่หมิงอวี้มี
ข้อสงสัยอยู่
ขณะที่ไป่หมิงอวี้ฝึกฝนอยู่ หลินหมิงก็กำลังฝึกฝนเช่นกัน สำหรับ
พื้นที่การฝึกฝนของเขาอยู่ในพื้นที่ลับของตำหนักวิญญาณสัญจร!
พื้นที่ทั้งหมดนี้เปรียบเหมือนเขตแดนอันกว้างใหญ่ของดอกไม้ ราว
กับว่าเป็นวันที่อากาศแจ่มใสและมีแสงแดดจ้า สูงกว่าเขาขึ้นไปเป็น
ดวงดาวเต็มท้องฟ้า เหมือนกับว่าเขาอยู่ในทุ่งป่าสีเขียวที่ลอยอยู่ภายใน
เอกภพไร้สิ้นสุด
ด้านหน้าของหลินหมิง กระดูกมังกรค่อยๆลอยขึ้นมา มันเรืองแสงสี
ฟ้า แม้ว่ากระดูกมังกรนี้จะมีน้ำหนักมากกว่าสันเขา แต่ภายในพื้นที่ไร้แรง
โน้มถ่วงนี้ มันจึงลอยอยู่ได้อย่างสบาย
ในเวลานี้ หลินหมิงเข้าปิดด่านเพื่อที่จะเปิด 8 ประตูเร้นลับภายใน –
ประตูแห่งเจตนา!
ประตูแห่งเจตนาตั้งอยู่ที่แผ่นหลังของเขาและทำหน้าที่ในการ
ป้องกัน หลังจากที่เปิดมัน การป้องกันของหลินหมิงจะเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ
หนึ่ง แต่ความจริงก็คือ เมื่อเทียบกับพลังป้องกัน ที่ได้จากการเปิดประตู
แห่งเจตนา พลังการป้องกันที่เขาได้รับจากการดูดซับกระดูกของมังกรจะ
มากยิ่งกว่า
เมื่อเขาได้หลอมรวมกระดูกมังกรเข้ากับโครงกระดูกของตนเอง
กระดูกของเขาก็ได้กลายเป็นหนาแน่น เปรียบได้กับสิ่งประดิษฐ์ระดับ
นักบุญชั้นสูง!
โดยการดูดซับกระดูกมังกร ความสามารถในการป้องกันการโจมตี
ของหลินหมิงจะก้าวกระโดดมหาศาล
เมื่อรวมกับความทนทาน และความสามารถในการฟื้นฟูที่น่าทึ่งของ
เขา แม้ว่าหลินหมิงจะยืนนิ่งๆและปล่อยให้นักสู้ในระดับพลังเดียวกัน
โจมตี พวกเขาก็ยังจะไม่สามารถทำร้ายเขาได้
มู่เชียนเสวียยืนอยู่กับกระดูกมังกรดั่งเทพธิดา ข้างๆนางเป็นผู้หญิง
อีกคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้ย่อมเป็น มู่ฉุ่ยเทียน
การดูดซับกระดูกมังกรเป็นเรื่องใหญ่และกินเวลานาน ในแดนเร้น
ลับสัตว์อสูรเทวะ ราชาอาชูร่าได้ครอบครองมานานแล้ว แต่ถึงกระนั้นเขา
ก็เพียงดูดซับไขกระดูกได้เพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนตัวกระดูกมังกรนั้น เขาก็ไม่
สามารถทำอะไรกับมันได้ เพราะการดูดซับกระดูกมังกรนั้นยากเกินไป
ถ้าเขาไม่มีผู้เชี่ยวชาญเช่นฮั่วเล่ยสือช่วย เขาก็จะพึ่งพาได้เพียงมู่
เชียนเสวียโดยใช้อำนาจของกฎเพื่อปรับแต่งแก่นกระดูกมังกรอย่างช้าๆ
นี่เป็นวิธีที่ไม่มีประสิทธิผลนัก แต่ตอนนี้มันแตกต่างไป เพราะมีมู่ฉุ่ยเทียน
ความแข็งแกร่งของนางอยู่ที่กึ่งราชันพิภพ นางแข็งแกร่งกว่าฮั่วเล่ยสือ
และแม้แต่ผู้นำเผ่าฟีนิกซ์โบราณ!
มู่ฉุ่ยเทียนยืนอยู่ด้านหน้าของกระดูกมังกรและมองมัน นางเหลือบ
ไปยังหลินหมิง แสงอันรุ่งโรจน์ส่องประกายอยู่ในดวงตาของนางอีกครั้ง
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าโชคของเจ้าจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ในอดีต ถ้าข้ามี
กระดูกมังกรนี้ การบาดเจ็บทางวิญญาณของบิดาข้าคงจะได้รับการ
เยียวยา และแดนศักดิ์สิทธิ์ขนวิหคสวรรค์เรืองรองคงจะไม่ได้จบลงใน
สภาพเช่นนี้…”
หลินหมิงโค้งคำนับ “ข้าจะต้องรบกวนอาวุโสมู่ด้วย ข้ารู้สึกขอบคุณ
สำหรับความช่วยเหลือของท่านอย่างมาก”
หลินหมิงรู้ดีว่าการปรับแต่งแก่นกระดูกมังกรไม่ใช่เรื่องง่าย มันจะใช้
พลังงานต้นกำเนิดและความแข็งแกร่งมหาศาล นี่ไม่ใช่ความพยายามที่
เล็กน้อยเลย
มู่ฉุ่ยเทียนโบกมือของนาง “ไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าเลย ถ้าไม่ได้เจ้า
เชียนเสวียก็ยังคงหลับไหลอยู่ในกล่องปัญญาแห่งพระเจ้าไปอีกนาน บาง
ทีข้าอาจจะล่วงลับไปแล้วโดยไม่ได้พบนางอีกครั้ง แน่นอนข้าจะเก็บความ
กรุณานี้ไว้ในใจ! เมื่อเทียบกับการปรับแต่งกระดูกมังกรนี้แล้วมันจะถือว่า
มีอันใด? ถ้าเจ้าสามารถช่วยฟื้นฟูแดนศักดิ์สิทธิ์ขนวิหคสวรรค์เรืองรองขึ้น
ในอนาคต เจ้าจะกลายเป็นผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อตระกูลมู่ของข้า
ข้ากลัวว่าจะไม่สามารถตอบแทนความเมตตานั้นได้เลยในชีวิตนี้ แต่หาก
เวลานั้นมาถึง ข้าก็เกรงว่าเจ้าคงจะไม่ต้องการความช่วยเหลือของข้าอีก
ต่อไปแล้ว”
ขณะที่มู่ฉุ่ยเทียนกล่าวออกมา นางโบกมือและเตาสามขาลอย
ออกมาจากแหวนมิติและขยายใหญ่ขึ้น เตาหลอมได้ส่งแรงดูดเข้าปกคลุม
กระดูกมังกรเทวะ ในทางกลับกัน กระดูกมังกรเทวะก็เริ่มหดตัวลงไป
จนกระทั่งมันถูกดูดเข้าไปในเตาจนหมด
หลินหมิงมองดูจากด้านข้าง นี่เป็นสมบัติสิ่งประดิษฐ์ระดับจิต
วิญญาณ และยังเป็นชั้นหนึ่งอยู่ท่ามกลางสิ่งประดิษฐ์ระดับจิตวิญญาณ
อีกด้วย