Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,114 เข้าใกล้เก้าวิบัติ
คำพูดของไป่ซีมีความหมายที่เย้ยหยันอยู่เบื้องหลัง ในความเป็นจริง
แม้ว่าไม่มีใครกล้าที่จะพูดออกมาดังๆ แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งหมดมี
ความคิดที่คล้ายกันในใจ ไม่ว่าพวกเขาจะได้ยินอย่างไร แต่แผนการที่พึง
พาเพียงอัจฉริยะคนเดียวเพื่อช่วยยกระดับนิกายนั้นดูเกินจริงมากไป
แม้แต่ในทั่วทั้งแดนเทวะ ราชันพิภพก็ยังปรากฏขึ้นในทุกๆ 1000 ปี
เท่านั้น ความน่าจะเป็นนั้นต่ำมาก และมีตัวแปรมากมายที่เกี่ยวข้อง
บางครั้ง ผู้หนึ่งสามารถมองเห็นจากเส้นทางการยกระดับอัจฉริยะขั้น
ทำลายชีวิตหรือขั้นเทพสมุทร เพื่อคาดการณ์ว่าพวกเขาจะกลายเป็น
ผู้ปกครองเทวะในอนาคตได้หรือไม่ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่กล้าทำนายถึงการ
ที่ผู้หนึ่งจะกลายเป็นราชันพิภพ ระหว่างผู้ปกครองเทวะกับราชันพิภพมี
ความแตกต่างมหาศาล
“ฟังจากความหมายของผู้อาวุโส ท่านตั้งใจจะให้ต้นสิบผลตัดเต๋ากับ
หลินหมิงใช่หรือไม่? ท่านต้องการเดิมพันอนาคตของเกาะวิญญาณสัญจร
กับหลินหมิง?”
คำพูดของไป่ซีเป็นดั่งหนามทิ่มแทง และคำพูดเหล่านี้ก็ทำให้ผู้อาวุโส
หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย การพึ่งพาหลินหมิงเพียงคนเดียว เพื่อที่จะ
ยกระดับเกาะวิญญาณสัญจรขึ้นสู่แดนศักดิ์สิทธิ์ราชันพิภพ เป็นเรื่องที่ไม่
แน่นอนอย่างมาก
“ใช่แล้ว! ข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถเข้าใจอะไรบางอย่างได้ และนั่นก็
คือทั้งต้นสิบผลตัดเต๋าและตำหนักวิญญาณสัญจรได้ถูกนำมาที่เกาะ
วิญญาณสัญจรโดยข้า ในเมื่อข้านำพวกมันมาที่นี่ ข้าก็สามารถเอาพวกมัน
ไปได้ วันนี้ ข้าเพียงแจ้งให้พวกเจ้าทราบเกี่ยวกับการตัดสินใจของข้า
เท่านั้น มันมิใช่การหารือ!”
“โฮเทียน, ข้าจะปล่อยให้เจ้ารับผิดชอบในการให้พวกเขาลงนามใน
สัญญาคำสาป หลินหมิง เจ้ามากับข้า!”
มู่ฉุ่ยเทียนเอาม้วนคัมภีร์สีดำออกจากแหวนมิติของนาง ด้วยการ
สะบัดมือ ม้วนคัมภีร์นี้ก็ลอยไปทางเสี่ยวโฮเทียน ในเวลาเดียวกัน มู่ฉุ่ย
เทียนได้ส่งลำแสงไปพันรอบหลินหมิงและพาเขาออกไปสู่มิติภายนอก
ทันทีที่หลินหมิงและมู่ฉุ่ยเทียนจากไป ผู้อาวุโสทุกคนก็พูดคุยกัน
อย่างออกรส ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้นั้นฉับพลันเกินไปสำหรับพวกเขา
และพวกเขาพบว่ามันยากที่จะยอมรับ ผู้ปกครองที่แท้จริงได้ปรากฏตัวใน
เกาะวิญญาณสัญจร และนางได้เข้ายึดครองอำนาจสูงสุด นางควบคุม
เกาะวิญญาณสัญจรไว้ตลอดเวลา แต่กลับไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย
นางควบคุมสิ่งประดิษฐ์ระดับจิตวิญญาณที่เป็นตำหนักวิญญาณ
สัญจร ในขณะที่มีพลังใกล้เคียงราชันพิภพด้วย เพียงสองด้านนี้ มันก็ไม่มี
ใครที่มีความสามารถในการต่อต้านนางแล้ว
นอกจากนี้ เสี่ยวโฮเทียนยังสนับสนุนมู่ฉุ่ยเทียนอย่างชัดเจน กล่าวให้
ถูกต้องมากขึ้นคือ เจ้านิกายทุกคนเป็นหุ่นเชิดของมู่ฉุ่ยเทียนเท่านั้น พวก
เขาทำตามคำสั่งของนาง
“เราจะทำตามแผนของผู้หญิงคนนี้?” คนที่กล่าวคือผู้อาวุโสเสี่ยวฮ่า
วเฉียน เพื่อหลีกเลี่ยงเจ้านิกายเสี่ยวโฮเทียน เขาพูดกับผู้อาวุโสบางคนที่
ไม่ค่อยพอใจด้วยกระแสเสียงปราณแท้
“แล้วเราจะทำอะไรได้? เจ้าวางแผนที่จะต่อต้านนางเช่นนั้นหรือ?”
“เจ้าไม่ได้ยินสิ่งที่นางพูด? เราจะเดิมพันทุกอย่างพร้อมกับทรัพยากร
ที่มีค่าที่สุดของเกาะวิญญาณสัญจรกับหลินหมิง ใครจะรู้ว่าเด็กคนนี้จะ
พัฒนาไปได้เพียงใดในอนาคต? ข้ายอมรับว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นผู้ปกครอง
เทวะได้ แต่ผู้ปกครองเทวะให้ประโยชน์ได้สักเพียงใด เขาสามารถนำมา
ซึ่งผลประโยชน์มากมายให้เราได้หรือไม่?” เสี่ยวฮ่าวเฉียนกล่าว เขา
ต้องการปลุกจิตสำนึกการต่อต้านภายในจิตใจของเหล่าบรรดาผู้อาวุโส
เสี่ยวฮ่าวเฉียนตระหนักดีว่าหลินหมิงไม่ได้มีความประทับใจในตัวเขา มิ
ต้องกล่าวถึงว่าเขาไม่เชื่อว่าหลินหมิงจะสามารถกลายเป็นมหาราชันพิภพ
และแม้ว่าหลินหมิงจะสามารถกลายเป็นมหาราชันพิภพได้อย่างราบรื่น
และทำให้เกาะวิญญาณสัญจรเข้าสู่ช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ ซึ่งก็ยังจะไม่ส่งผลดี
ต่อเขา อาจเป็นไปได้ว่าหลินหมิงอาจจะจดจำความแค้นนี้และแอบแก้
แค้นต่อเขา ด้วยความแข็งแกร่งของหลินหมิงในเวลานั้น การแก้แค้นเขา
จะมิง่ายดายราวกับเหยียบมดเลยหรือ?
ในสถานการณ์เช่นนี้ เสี่ยวฮ่าวเฉียนยอมให้เกาะวิญญาณสัญจรหยุด
ความก้าวหน้าของมัน ดีกว่าปล่อยให้หลินหมิงก้าวขึ้นสู่อำนาจ
“ไม่ควรพูดเรื่องนี้! แม้ข้าจะคิดว่าแผนการของนางดูแปลกประหลาด
เกินไป แต่ไม่มีใครสามารถต้านทานนางได้ ไม่ว่าในกรณีใด ต้นสิบผลตัด
เต๋าก็เป็นของนางมาตั้งแต่แรกเริ่ม นางจะมอบให้กับใครก็ได้ที่นาง
ต้องการ”
“ช่างน่าเสียดาย… มันมีหลายสิ่งที่จะถูกใช้ไปกับหลินหมิงคนเดียว
เหมือนกับเกมของปุถุชนที่เสี่ยงโชคด้วยความหวังว่าจะได้รับรางวัล ไม่ว่า
จะมีโอกาสน้อยขนาดไหน พวกเขาก็คิดว่าตนจะสามารถเสี่ยงโชคได้มาก
ถ้าลงทุนไปมากขึ้น ข้าไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่สำหรับผู้หญิงคนนั้นที่จะ
ลงทุนอย่างมหาศาล เพื่อหวังรางวัลใหญ่เช่นนี้ มันก็ช่าง…”
ผู้อาวุโสหลายคนส่ายหัว หลินหมิงมีพรสวรรค์อย่างแท้จริง เขาเป็น
คนพิเศษถ้าเทียบกับในเกาะวิญญาณสัญจร แต่ถ้าเขาถูกเปรียบเทียบกับ
ทั่วทั้งแดนเทวะเล่า?
“ในอนาคต หลินหมิง จะสามารถเข้าถึงผู้ปกครองเทวะสูงสุดได้ด้วย
ต้นสิบผลตัดเต๋า ผู้ทรงพลังใดๆก็สามารถถูกยกระดับขึ้นไปยังจุดสูงสุด
ของผู้ปกครองเทวะได้ อย่างไรก็ตาม ผลกำไรจะไม่เท่ากับความสูญเสีย…”
เสี่ยวฮ่าวเฉียนกล่าวอีกครั้ง พยายามกระตุ้นผู้คนมากขึ้น ผู้อาวุโสคนอื่นๆ
ก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน แต่พวกเขายังจะสามารถพูดอะไรได้? มันจะมี
ประโยชน์ใดในการร้องเรียนต่อเรื่องนี้?
ในเวลานี้ เจ้านิกายเสี่ยวโฮเทียนคลี่ม้วนคัมภีร์ที่มู่ฉุ่ยเทียนทิ้งไว้ มัน
มีรูนลึกลับนับไม่ถ้วนในม้วนคัมภีร์นี้ และยังมีออร่าโบราณกวาดออกมา
ม้วนคัมภีร์นี้เป็นสิ่งประดิษฐ์ระดับจิตวิญญาณ!
แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ระดับจิตวิญญาณชั้นสูง แต่สิ่งประดิษฐ์
ระดับจิตวิญญาณก็ยังเป็นสิ่งประดิษฐ์ระดับจิตวิญญาณ ทันใดนั้นดวงตา
ของผู้อาวุโสทุกคนก็เบิกกว้างขึ้น
สิ่งประดิษฐ์ระดับจิตวิญญาณ?
เสี่ยวโฮเทียนกล่าวอธิบายว่า “นี่คือสัตย์สาบานชีพวิญญาณ ผู้อาวุโส
ได้ใส่ปราณโลหิตของตนลงในนี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเรียบร้อยแล้ว ทุกคน
ที่นี่ต้องใส่หยดโลหิตและเสี้ยววิญญาณไว้ในม้วนคัมภีร์นี้ และให้สัตย์
สาบานว่าจะไม่มีใครเปิดเผยเรื่องการได้เห็นผู้อาวุโสในวันนี้แม้แต่ครึ่งคำ
มิเช่นนั้น พวกท่านจะประสบกับคำสาปของสัตย์สาบานนี้และตกตาย
ในทันที่ ผลของสัตย์สาบานนี้จะดำเนินต่อไปเป็นเวลา 300 ปี หลังจาก
นั้น มันจะหมดอายุลงไปเอง”
สัตย์สาบานชีพวิญญาณเป็นสัญญาของนักสู้ระดับสูงใช้ลงนามกับนัก
สู้ระดับต่ำ ซึ่งใช้ปราณโลหิตของตัวเองเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา สื่อกลางของ
สัตย์สาบานนี้คือสิ่งประดิษฐ์ระดับจิตวิญญาณ แน่นอน หากนักสู้ทิ้ง
ปราณโลหิตและเสี้ยววิญญาณของตนไว้ในม้วนคัมภีร์นี้แล้ว เมื่อสัญญา
ฉบับนี้หมดอายุหรือถูกยกเลิก พวกเขาก็จะสามารถเอามันกลับคืนไปได้
มันจะไม่ถือว่าเป็นการสูญเสีย
ตัวตนของมู่ฉุ่ยเทียนมีความอ่อนไหวอย่างมาก มีแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับ
ราชันพิภพหลายแห่งในแดนเทวะ ถ้าใครรู้ว่าที่นี่เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับ
ราชันพิภพที่ถูกทำลายไปในอดีต มันก็จะค่อยๆผู้มีอนุมานถึงตัวตนของมู่
ฉุ่ยเทียนได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ มู่ฉุ่ยเทียนย่อมต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น นางไม่
เชื่อใจผู้อาวุโสเหล่านี้
“อีกอย่าง… สำหรับช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึงนี้ โปรดอย่าพยายามที่
จะออกไปข้างนอกนิกาย พวกท่านจะคัดค้านหรือไม่?”
เสี่ยวโฮเทียนยิ้มขณะพูด ถ้ามู่ฉุ่ยเทียนไม่ปรากฏตัวเช่นนั้นมันก็ไม่
ต้องทำเช่นนี้ แต่เมื่อนางปรากฏตัวต่อหน้าคนอื่นๆแล้ว นั่นหมายความว่า
เกาะวิญญาณสัญจรจะเข้าสู่สถานะที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก และ
แผนการเริ่มสร้างแดนศักดิ์สิทธิ์ขนวิหคสวรรค์เรืองรองจะเริ่มขึ้น
“เรื่องนี้…” ผู้อาวุโสทุกคนก็เหลือบมองกัน มีความหวาดกลัวบน
ใบหน้าของพวกเขา ถ้ามู่ฉุ่ยเทียนไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา
จนกระทั่งบัดนี้ นั่นก็เป็นเพราะสถานะของนางต้องถูกเก็บเป็นความลับ
เป็นไปได้ว่าบรรพบุรุษของเกาะวิญญาณสัญจรจะต้องเผชิญกับศัตรู
ยิ่งใหญ่บางคน!
มันทำให้ทุกคนรู้สึกขมขื่นในใจนี่เป็นเพียงระเบิดเวลา ไม่เพียงแค่นี่
จะเรียกว่าสายเลือดราชวงศ์และไม่ได้นำมาข้อดีใดๆมาให้ แต่อาจจะทำ
ให้เกิดภัยพิบัติแทน
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ผู้อาวุโสต้องการจะสาปแช่ง แต่การสาปแช่งก็เป็นเพียงการสาปแช่ง
พวกเขายังรู้ด้วยว่ามู่ฉุ่ยเทียนได้ให้ความสำคัญกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
ที่นี่ พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลงชื่อในสัญญานี้และทันที่ พวกเขา
ทำได้เพียงห้ามความเศร้าโศกในใจ และจากนั้นเดินไปยังด้านหน้าของ
สิ่งประดิษฐ์ระดับจิตวิญญาณและเริ่มทำสัตย์สาบานชีพวิญญาณ…
และในเวลานี้ ในดินแดนมิติอื่นของตำหนักวิญญาณสัญจร หลินหมิ
งนั่งอยู่ที่ด้านข้างของบัลลังก์ดอกบัว พลังงานสีฟ้าห่อหุ้มเขา เบ่งบานดั่ง
ดอกบัวคราม
มู่เชียนเสวียได้โผล่ออกมาจากมิติของกล่องปัญญาแห่งพระเจ้า ซึ่ง
ร่างกายของนางเปล่งประกายเปล่งปลั่ง นางเป็นเหมือนเทพธิดาอมตะซึ่ง
ไม่อาจแปดเปื้อนโดยโลกได้
มู่ฉุ่ยเทียนยืนอยู่ที่ด้านข้างของมู่เชียนเสวีย มองดูหลินหมิงอย่าง
เงียบๆ นางกล่าวว่า “เชียนเสวีย ป้าได้ทำทุกอย่างที่เจ้าได้วางแผนไว้แล้ว
แต่… ข้าไม่มีทางรู้เลยว่านี่เป็นเส้นทางที่ถูกหรือผิด”
การกระทำของมู่ฉุ่ยเทียนต่อหน้าสภาผู้อาวุโสทั้งหมด ถูกเสนอโดยมู่
เชียนเสวีย มู่ฉุ่ยเทียนไม่ได้เชื่อว่าการวางรากฐานของแดนศักดิ์สิทธิ์ขน
วิหคสวรรค์เรืองรองไว้กับหลินหมิงจะเป็นความหวังที่ดีที่สุด เพราะ
ความหวังในการเป็นมหาราชันพิภพของเขาดูเป็นไปได้น้อยเกินไป
แต่นอกเหนือจากการพึ่งพาหลินหมิง มู่ฉุ่ยเทียนก็ไม่มีวิธีใดที่ดีกว่า
นอกจากนี้ นางยังเชื่อในมู่เชียนเสวียและสนับสนุนอย่างเต็มที่
มันเป็นที่รู้กันดีว่ามู่เชียนเสวียได้สร้างปาฏิหาริย์หลายอย่างในอดีตที่
ผ่านมา เมื่อแดนศักดิ์สิทธิ์ขนวิหคสวรรค์เรืองรองยังคงมีอยู่ ตัวอย่างเช่น
เมื่อนางตัดสินใจที่จะบ่มเพาะคู่ร่างกายและพลังงาน ทุกคนในตระกูลมู่
ต่างก็แย้งต่อการตัดสินใจของนางอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม นางได้ทำ
ตามที่นางต้องการและตัดสินใจเลือกฝึกฝนเคล็ดบ่มเพาะทรราชสวรรค์
อยู่ดี
ในที่สุด มู่เชียนเสวียก็ได้ชะลอความก้าวหน้า ในการทะลวงเข้าสู่ขั้น
ราชันพิภพก็เพื่อเคล็ดบ่มเพาะทรราชสวรรค์ โดยมิต้องสงสัย มู่เชียนเสวีย
ได้ประสบผลสำเร็จอย่างมากในทักษะระบบกายผันแปรของนาง เมื่อ
เทียนหมิงจื่อได้ทรยศต่อแดนศักดิ์สิทธิ์ขนวิหคสวรรค์เรืองรอง และเริ่ม
การจลาจลของเขา มู่เชียนเสวียก็ห่างจากการเปิด 9 ดวงดาราแห่งวิหาร
เต๋าก้าวเดียวเท่านั้น
นี่เป็นผลลัพธ์ที่ไม่น่าเชื่ออย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ มู่ฉุ่ยเทียนจึงเชื่อมั่นในความเชื่อของมู่เชียนเสวีย นี่เป็น
เหตุผลที่นางตัดสินใจว่าจะไม่ตระหนี่ในการยกระดับหลินหมิง
“ท่านป้า ท่านคิดว่าการตัดสินใจของข้าดูเหมือนจะมองโลกในแง่ดี
เกินไปเช่นนั้นหรือ?” มู่เชียนเสวียกล่าวด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย
“ก็มีส่วน แต่ยังจะมีสิ่งใดที่ข้าจะคัดค้านได้อีกเล่า” มู่ฉุ่ยเทียนกล่าว
ออกมาอย่างช่วยไม่ได้ว่า “เรากำลังเผชิญหน้ากับเทียนหมิงจื่อ ผู้ที่
กลายเป็นราชันพิภพมานานแล้ว ภายใต้เงาของเขา มันเกือบเป็นไปไม่ได้
ที่จะปฏิรูปแดนศักดิ์สิทธิ์ขนวิหคสวรรค์เรืองรอง ข้าจึงไม่มีทางเลือกอื่น
ความจริงก็คือหลินหมิงนั้นน่าทึ่ง แต่มิใช่ว่าเทียนหมิงจื่อในอดีตก็เป็น
เช่นเดียวกันหรือ? และหลินหมิงก็ยังอายุห่างกับเขามากนัก การให้เขา
ต่อสู้กับเทียนหมิงจื่อ… มันคงยากเกินไป”
มู่เชียนเสวียเองก็รู้ถึงจุดนี้ นางกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ท่านป้า ข้า
เชื่อมั่นในวิจารณญาณของข้า ท่านเพียงต้องรอดูต่อไป
“นั่นเป็นสิ่งที่ข้าได้ทำมาตลอด ในเมื่อข้าได้เริ่มลงมือแล้ว ข้าก็ต้องทำ
มันด้วยทุกสิ่งที่ข้ามี”
ไม่ว่านางจะสามารถยกระดับหลินหมิงได้หรือไม่ นี่ก็เป็นความ
พยายามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนางต่อแดนศักดิ์สิทธิ์ขนวิหคสวรรค์เรืองรอง
ไม่ว่าอย่างไร นางก็ไม่ได้เหลืออายุขัยอีกมากนัก ถ้าความพยายามของ
นางล้มเหลวในเวลานี้ นางก็จะไม่มีเวลาและพลังงานเหลืออีกต่อไปในการ
วางแผนใหม่
“ข้าจะไปเตรียมต้นสิบผลตัดเต๋าไว้ ตอนนี้หลินหมิงสามารถ… ทะลวง
เก้าวิบัติได้แล้ว”
“หลินหมิงสะสมพลังมาเพียงพอแล้ว เขาอายุ 31 ปี การเข้าสู่เก้า
วิบัติด้วยอายุ 31 ปีถือว่าค่อนข้างช้า สำหรับเขาที่ยับยั้งการบ่มเพาะของ
ตนมาได้จนถึงขั้นนี้ รากฐานของเขาจะไม่แข็งแกร่งไปมากกว่านี้ได้อีก
ด้วยวัสดุสวรรค์จำนวนมากที่สนับสนุนเขา ข้าก็ไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น
เมื่อเขาทะลวงเก้าวิบัติ”
มู่เชียนเสวียกล่าวด้วยความคาดหวัง ดวงตาของนางเต็มไปด้วย
ความหวังอย่างยิ่ง หลินหมิงเคยได้ประสบกับสงครามในแดนเร้นลับ
ทะเลทรายโลหิตเดียวดาย และได้ใช้ช่วงเวลาอันยาวนานนี้เพื่อสะสมพลัง
ทั้งหมดไว้ในร่าง ตอนนี้ เขาได้ดูดซับโลหิตไขกระดูกมังกรที่อยู่ในร่างกาย
ของเขาเรียบร้อยแล้ว
นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับเขาที่จะทะลวงเก้าวิบัติ