Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,301 ซิงชือ
“นังแม่มดน้อย เจ้ากล้า!?”
ขณะที่ราชันพิภพของเผ่าอสูรได้ยินมาว่าองค์ชายอสูรกรีดร้องด้วย
ความเจ็บปวด มันก็เพียงพอที่พวกเขาจะตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น และ
พวกเขาไม่ตระหนักว่ามันเป็นเคล็ดปีศาจกลืนสวรรค์ในเริ่มแรก
ชายชราทั้งสองเคลื่อนไหวในเวลาเดียวกัน
แต่ในขณะนี้ ร่างของฮั่วหยู่จื่อสาดประกายขึ้นขณะที่เขามาถึง
ระหว่างชายชราทั้งสองและเสี่ยวหมัวเซียน ด้วยการสะบัดแขนเสื้อของ
เขา ชายชราทั้งสองครั้งก็ถูกกวาดออกไปด้วยกระแสลมแรง
ในเวลาเดียวกัน ฮั่วหยู่จื่อก็หันกลับและผลักฝ่ามือไปในอากาศ ฝ่ามี
สายลมที่แข็งแกร่งและรุนแรงปิดการเชื่อมต่อพลังงานระหว่างเสี่ยวหมัว
เซียนและองค์ชายอสูร
ในฐานะผู้ตัดสินในการประลองนี้ เขาไม่สามารถทำได้เพียงนั่งดูอย่าง
ไร้ความปราณีและยอมให้เรื่องเช่นนี้ดำเนินต่อไปได้ เสี่ยวหมัวเซียนดูดซับ
พลังงานและโลหิตชีวิตขององค์ชายอสูรถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจ
เกินไป
หวืด!
แส้เอ็นมังกรถูกดึงกลับทันที่ องค์ชายอสูรก็ล้มลงกับพื้น
เสี่ยวหมัวเซียนลอยออกไปข้างหลังดั่งผีเสื้อสีดำ ร่อนลงที่พื้นดิน
อย่างนุ่มนวล นางมองไปยังองค์ชายอสูรและมีรอยยิ้มที่โหดเหี้ยมบน
ใบหน้าที่งดงาม
ในขณะที่เหล่าผู้ชมได้เห็นสิ่งนี้ พวกเขาก็รู้สึกถึงความหนาวที่คืบ
คลานขึ้นสู่แผ่นหลัง เสี่ยวหมัวเซียนผู้นี้ไม่ง่ายที่จะรับมือเลย นางมีการ
กระทำที่โหดเหี้ยมอย่างมาก เพราะองค์ชายอสูรได้ยั่วยุนางด้วยคำพูด
บางคำ นางจึงใช้เคล็ดปีศาจกลืนสวรรค์เพื่อจัดการกับเขา
นอกจากนี้ ในแรกเริ่ม มันยังไม่มีความโกรธหรือจิตสังหารที่มาจาก
เสี่ยวหมัวเซียน ทั้งหมดที่นางทำคือ ยิ้มที่ราวกับว่านี่เป็นเกมเล็กน้อยที่
สนุกสนานสำหรับนาง
แม้แต่รุ่นเยาว์ที่โดดเด่นบางคนที่ถือเสี่ยวหมัวเซียนเป็นคนรักใน
หัวใจ พวกเขาเองก็รู้สึกหนาวสั่นกับเรื่องนี้ พวกเขาเริ่มสงสัยว่าชีวิตราคา
ถูกของตนนั้นเพียงพอสำหรับเสี่ยวหมัวเซียนที่จะโยนมันทิ้งเช่นนั้นด้วย
หรือไม่
หากไม่มีความสามารถเพียงพอแล้ว ถ้าใครกล้าที่จะยั่วยุแม่มดผู้นี้
พวกเขาก็คงจะไม่อาจรู้ได้ว่าตนตกตายไปอย่างไรด้วยซ้ำ
“ยัยแม่มดน้อย, เจ้า – !” สองชายชราของเผ่าอสูรถูกเผาผลาญด้วย
ความโกรธ
“ข้าทำผิดอะไรหรือ?” เสี่ยวหมัวเซียนกระพริบดวงตากลมโต ใบหน้า
ของนางดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
“เจ้าทำอะไรผิดเช่นนั้นหรือ? เจ้ารู้ว่าตนได้ทำสิ่งใด! เรื่องจะไม่จบ
เพียงเท่านี้!” ชายชราเผ่าอสูรทั้งสองได้ตรวจสอบร่างกายองค์ชายอสูร
แล้ว เขาได้สูญเสีย 15% ของปราณแท้ทั้งหมดในการโจมตีเมื่อครู่
นี่เป็นการสูญเสียอย่างถาวร แม้แต่โลกภายในและกฎที่เขาเข้าใจก็
ยังได้ถูกกลืนกินไปโดยเคล็ดปีศาจกลืนสวรรค์ ถ้าเขาจะชดเชยความ
สูญเสียนี้ มันจะต้องใช้เวลา 1–2 ปีในการทุ่มเทอย่างหนัก
การสูญเสียนี้เป็นเรื่องใหญ่เกินไปสำหรับอัจฉริยะ! มันจะชะลอการ
เติบโตของพวกเขา!
เสี่ยวหมัวเซียนชี้ไปยังองค์ชายอสูรที่เกือบจะหมดสติ นางเริ่มจะพูด
ราวกับว่านางเป็นคนที่ถูกทำร้าย “เจ้าจะตำหนิข้าได้อย่างไร? เจ้าไม่ได้ยิน
เขาที่ขอให้ข้าทำรุนแรงกับเขาหรอกหรือ? เขาบอกว่าตนเองทรงพลัง
มากกว่าผู้เชี่ยวชาญในแดนเทวะ และเขาจะกลายเป็นจักรพรรดิอสูรใน
อนาคต นอกจากนี้ เขายังเรียกตนเองว่าเป็นจ้าวอสูร, ราชันสวรรค์เผ่า
อสูร! ข้าเป็นแค่เด็กสาวที่อ่อนแอ ข้าจึงกังวลมากที่ได้ขึ้นไปบนเวที!
ข้ากลัวว่าข้าจะไม่สามารถเอาชนะเขาได้ ดังนั้นข้าจึงต้องทุ่มสุดตัว…
และทักษะที่ทรงพลังที่สุดของข้าคือเคล็ดปีศาจกลืนสวรรค์ และข้าคิดว่า
ตัวตนเช่นเขาจะสามารถป้องกันมันได้อย่างง่ายดาย แต่ผู้ใดจะรู้ว่าผลลัพธ์
จะ…”
เสี่ยวหมัวเซียนยักไหล่ ปากที่น่ารักของนางงอขึ้น ดวงตาสีดำของ
นางดูเหมือนจะพูดความจริง มีความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอยู่ภายในจึงนางไม่
สามารถคาดเดาความแข็งแกร่งที่แท้จริงขององค์ชายอสูรได้ มันเลยทำให้
การโจมตีของนางหนักเกินไป
ชายชราทั้งสองแทบจะสำลักเมื่อได้ยินคำอธิบายของเสี่ยวหมัวเซียน
สำหรับเหล่ารุ่นเยาว์ที่โดดเด่น พวกเขาก็มึนงงไปชั่วครู่ก่อนที่เสียง
หัวเราะจะปรากฎออกมา
แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าเสี่ยวหมัวเซียนเป็นแม่มดน้อยโหดเหี้ยมและไร้
ความเมตตา แต่คำพูดที่น่ารักและคำหยาบคายรวมกับการเคลื่อนไหว
ของนาง มันทำให้ทุกคนรู้สึกว่านางน่ารักยิ่งขึ้นไปอีก
แม้แต่เทพธิดาปิงเมิ่งก็ยังยิ้ม เสี่ยวหมัวเซียนผู้นี้เป็นอิมป์น้อยที่รักภัย
พิบัติ แต่ด้วยราชันสวรรค์รุ่งอรุณปีศาจอยู่เบื้องหลังนาง มันก็ไม่มีใครกล้า
ที่จะทำสิ่งใดกับนางได้
“เจ้า… ดีมาก ชายชราผู้นี้ไม่สนใจว่าสิ่งที่เจ้าพูดเป็นจริงหรือเท็จ เร็ว
เขา รีบคืนปราณแท้ที่เจ้าขโมยจากนายน้อยของเรามา!” หนึ่งในสองชาย
ชราตะโกน
“ข้าไม่สามารถคืนมันกลับไปได้” เสี่ยวหมัวเซียนส่ายหัว “ข้าต้องการ
ที่จะคืนมัน แต่ข้าก็ไม่ได้มีความสามารถที่จะทำ เมื่อข้าดูดซับพลังงานของ
ใครบางคน มันจะเข้าไปในตำแหน่งเฉพาะของโลกภายในข้าและ
กลายเป็นพลังงานปีศาจซึ่งมีเพียงตัวข้าเองที่สามารถใช้ได้”
เคล็ดปีศาจกลืนสวรรค์สามารถกลืนกินการบ่มเพาะของผู้อื่นเพื่อ
เสริมพลังตัวเองได้ แต่ มันก็ไม่สามารถเพิ่มพลังได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ภายในโลกภายในของนักสู้ที่บ่มเพาะเคล็ดปีศาจกลืนสวรรค์ พลังโลกของ
พวกเขาถูกแยกออกจากพลังโลกของผู้อื่น นี่คือเพื่อให้มั่นคงในรากฐาน
ของตนเอง
สองชายชราพบว่ามันยากที่จะยอมแพ้เช่นนี้ แต่ในเวลานี้ ฮั่วหยู่จื่อ
ได้ส่งกระแสเสียงปราณแท้ไปในหูของพวกเขา “ข้าแนะนำให้เจ้าทั้งสอง
หยุดซะ ปู่ของเสี่ยวหมัวเซียน, ราชันสวรรค์รุ่งอรุณปีศาจยังคอยเฝ้าดูทุก
สิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากส่วนลึกภายในตำหนักสวรรค์เอกภพอนันต์ ผู้
อาวุโสท่านนั้นยิ่งมีอารมณ์แปรปรวนที่สามารถเปลี่ยนเดาได้ เขาฆ่าคน
เป็นผักปลา สำหรับสงครามระหว่างมนุษย์และอสูรใดๆ เจ้าก็สามารถลืม
เกี่ยวกับการพยายามใช้สิ่งต่างๆเหล่านั้นเพื่อทำให้เขาหวาดกลัว เพราะ
เขาไม่สนใจมันเลย ถ้าเจ้าทั้งสองต้องการที่จะกลับไปอย่างชีวิตแล้ว เจ้า
ควรรู้ว่าเมื่อไรที่ควรจะยอมแพ้”
คำพูดของฮั่วหยู่จื่อเป็นเหมือนถังน้ำเย็นที่เทลงร่างสองชายชรา
ทันทีทันใด
พวกเขาเคยหยิ่ง แต่วันนี้พวกเขาเตะเข้ากับกำแพงเหล็กอย่างจัง
พื้นหลังของเสี่ยวหมัวเซียนยิ่งใหญ่เกินไป!
“อสูรตัวนี้มันไม่มีอะไรนอกจากคนโง่เขลา คางคกริอาจจะกินเนื้อ
หงส์!”
“ฮ่าๆ ดีมาก! หลินหมิงเป็นคนแรกที่ชนะคนโง่เขลานี้ และตอนนี้
เสี่ยวหมัวเซียนก็ยังได้ดูดพลังของมันออกไป นี่ทำให้ข้ารู้สึกดียิ่งนัก!
รุ่นเยาว์ที่โดดเด่นหลายคนต่างกำลังมีความสุข พวกเขาเบื่อหน่ายมา
นานแล้วที่ได้เห็นองค์ชายอสูรผู้นี้โอ้อวด และนับตั้งแต่การประลองรอบ
ชิงชนะเลิศ นี่ก็เป็นการต่อสู้ครั้งนี้เป็นเรื่องที่สนุกที่สุด
“ความแข็งแกร่งของเสี่ยวหมัวเซียน น่ากลัวยิ่ง…”
ในระหว่างการต่อสู้ครั้งนี้ หลินหมิงไม่ได้กังวลว่าเสี่ยวหมัวเซียนจะ
ทำลายองค์ชายอสูรอย่างสิ้นเชิง แต่สงสัยว่านางแข็งแกร่งเพียงใด
เคล็ดปีศาจกลืนสวรรค์ที่เสี่ยวหมัวเซียนใช้มีความสามารถในการดูด
ซับปราณแท้และโลหิตชีวิตขององค์ชายอสูร มันน่ากลัวมากพอ แต่ความ
แข็งแกร่งที่แท้จริงของเคล็ดปีศาจกลืนสวรรค์ไม่ได้จำกัดอย่างชัดเจน
เพียงอย่างเดียวนี้เท่านั้น พลังที่ถูกดูดซับไม่สูญเปล่า แต่เก็บไว้ในส่วนใด
ส่วนหนึ่งในร่างกาย เป็นไปได้ว่าพลังนี้สามารถนำมาใช้ได้ มันอาจจะ
สามารถใช้ในการโจมตีคู่ต่อสู้ได้โดยตรง ซึ่งนั่นอาจเป็นการโจมตีที่ยิ่งใหญ่
ที่สุดของเคล็ดปีศาจกลืนสวรรค์
จากนั้น การประลองคู่ที่สามของรอบที่สองก็เริ่มขึ้น
จุนไป่เยว่ปะทะฮัวซ่วน
นี่เป็นการประลองที่ปราศจากความตึงเครียด ฮัวซ่วนเพิ่งขึ้นมาบน
เวทีและยอมรับความพ่ายแพ้ไปซะแล้ว
การประลองคู่ที่สี่: ไป่เหยาปะทะปิงเมิ่ง
ไป่เหยาไม่ลังเลใจแต่อย่างใดเช่นกัน เขาขึ้นมาและขอยอมรับความ
พ่ายแพ้
เพราะทั้งสองนี้ มันมีความแตกต่างกันมากเกินไป ไม่มีเหตุผลอะไรที่
จะสู้โดยเปล่าประโยชน์
ผู้ชมที่อยากเห็นการต่อสู้ของปิงเมิ่งต่างก็รู้สึกผิดหวัง
ก่อนหน้านี้ ปิงเมิ่งไม่เคยพบกับคู่ต่อสู้ที่คู่ควรกับตัวเอง ดังนั้นนางจึง
ไม่ได้เปิดเผยความแข็งแกร่ง ไม่มีใครในกลุ่มผู้ชมรู้ว่ากฎของปิงเมิ่งเป็น
อย่างไรหรือนางใช้ทักษะเช่นใด
แม้ว่าจุนไป่เยว่และหลินหมิงจะยังให้ความรู้สึกที่ลึกลับ แต่อย่างน้อย
ความสามารถทั่วไปของพวกเขาก็เป็นที่รู้จักแก่ผู้ชม
บรรดาผู้ที่หวังว่าไป่เหยาจะสามารถบังคับปิงเมิ่งให้แสดง
ความสามารถบางอย่างของนางได้ต่างก็ผิดหวัง
“โชคของไป่เหยาผู้นี้ด้อยมาก…”
มู่เชียนเสวียกล่าวออกมาจากภายในทะเลแห่งจิตวิญญาณของหลินห
มิง นี่ควรจะเป็นปีที่ตำหนักสวรรค์เอกภพอนันต์จะได้รับความรุ่งเรือง
อย่างมหัศจรรย์ ตำหนักสวรรค์เอกภพอนันต์ไม่ถือว่าเป็นหนึ่งในขุมกำลัง
ราชันสวรรค์ชั้นนำ และมันเป็นเรื่องยากมากสำหรับพวกเขาที่จะสร้าง
อัจฉริยะเช่นไป่เหยาได้ เหตุผลที่ราชันสวรรค์เอกภพอนันต์ก้าวมาเพื่อ
ช่วยในการจัดงานประลองร่วมชุมนุมครั้งแรกก็เป็นไปได้เพราะเขาคิดว่า
ตำหนักของตนจะได้รับความรุ่งโรจน์
แต่ตอนนี้ มีอัจฉริยะหลายคนปรากฏตัวขึ้น แต่ทุกครั้งที่ไป่เหยาขึ้น
ไปบนเวที่ เขาจะพ่ายแพ้ นอกจากนี้ มันยังมีแนวโน้มว่าเขาจะยังคงพ่าย
แพ้ต่อไปเรื่อยๆ เขามีโอกาสกระทั่งจะพ่ายแพ้ให้กับองค์ชายอสูร
หลังจากที่พ่ายแพ้อย่างมากในถิ่นของตน แม้ว่าไป่เหยาจะมีความคิด
ที่เป็นบวก แต่เขาก็ยังอาจรู้สึกอับอายบ้าง
รอบที่สอง, คู่สุดท้าย: ซิงชือปะทะสือคู!
สือคูผู้นี้เป็นชายที่มีความมั่นใจสูง เขาไม่เต็มใจที่จะยอมรับความ
พ่ายแพ้ทันที่
“ซิงชือ! ทุกคนบอกว่าเจ้าแข็งแกร่ง แต่ข้าเชื่อว่าข้าแข็งแกร่งกว่า
การยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่สู้นั้นมิใช่ตัวข้า!”
สือคูดึงกระบองออกมาและชี้ไปยังซิงชือ
สิบนิ้วและสองฝ่ามือของซิงชืออยู่ในท่าพนมมือ เขาคำนับและกล่าว
อย่างช้าๆว่า “ท่านต้องล้ออาตมาเล่นเป็นแน่ แม้ว่ามรดกของขุนเขาผู่โถ
วจะลึกล้ำ แต่อายุโครงกระดูกของข้าน้อยกว่า 40 ปี การเรียนรู้ของข้า
ยังคงจำกัดอยู่”
เมื่อซิงชือกล่าวเช่นนี้ หลายคนในกลุ่มผู้ชมรู้สึกว่านี่เป็นความจริง
ขุนเขาผู่โถวมีมรดกสืบทอดกันมามากกว่า 3.6 พันล้านปี มีเคล็ดบ่มเพาะ
และทักษะที่หาได้ยากนับไม่ถ้วน อย่างไรก็ตาม การมีเคล็ดบ่มเพาะ
จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าลูกหลานของพวกเขาจะแข็งแกร่ง แม้ว่า
จะมีเคล็ดบ่มเพาะที่ไม่รู้จบ แต่ก็ยังเลือกฝึกฝนได้ไม่กี่อย่าง พวกเขาจะมี
เวลาที่ไหนไปฝึกฝนทั้งหมด?
ซิงชือกล่าวเพิ่มว่า “ขุนเขาผู่โถวมี 6 พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพและ 108
ทักษะพิเศษ ข้าเริ่มบ่มเพาะเมื่อข้าอายุได้ 6 ขวบ แต่ความสามารถในการ
ต่อสู้ของข้ายังต่ำไป จนถึงขณะนี้ ข้ายังได้เรียนรู้เพียงเล็กน้อยของพลัง
ศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพและจาก 108 ทักษะพิเศษ ข้าได้ฝึกเพียงสองอย่างที่
พอควร – หมัดมวยหวนกลับและเสือดาวไต่กำแพง”
ขณะที่ซิงชือกล่าวคำเหล่านี้ สือคูก็ตกตะลึง แม้แต่ผู้ชมเองก็ไร้คำพูด
ชื่อของเคล็ดบ่มเพาะเหล่านี้มัน… ฟังดูพื้นฐานเกินไป!
ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร มันก็ดูเหมือนว่าเป็นทักษะต่อสู้ระดับต่ำของ
โลกมนุษย์ ดูเหมือนไม่ได้เหมือนกับเคล็ดบ่มเพาะหลักของแดนเทวะเลย
ตัวอย่างเช่น ที่ได้ยินเสี่ยวหมัวเซียนกล่าวถึงเคล็ดปีศาจกลืนสวรรค์
หรือเขี้ยวมังกรที่กล่าวถึงเนตรสามภพ พวกมันมีชื่อที่น่าเกรงขามและ
ลึกลับ ราวกับเต็มไปด้วยพลังที่สั่นเทือนโลกหล้า
เมื่อเทียบกับพวกมัน หมัดมวยหวนกลับดูเหมือนราวกับว่ามันจะ
แตกสลายได้ทุกขณะ
“หมัดมวยหวนกลับ? ดี! เช่นนั้นให้ข้าได้สัมผัสมัน!”
ขณะที่สือคูกล่าว เขาก็โจมตีทันทีโดยทันทีเปิด 7 ใน 8 ประตูเร้นลับ
ภายในและผนวกรวมกับกฎแห่งปฐพี ทำให้เกิดสภาพความแข็งแกร่ง
สูงสุดของเขาขึ้น เผชิญหน้ากับซิงชือ เขาไม่กล้าที่จะประมาทเขา
เผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่น่ากลัวของสือคู ซิงชือกลับเพียงกางแขน
ออกขณะที่ร่างกายของเขาส่งเสียงลั่นออกมา
“กระบองบดขยี้ปฐพี!”
สือคูฟาดกระบองออกไปขณะที่ภาพร่างของเต่ามังกรปรากฏตัวขึ้น
เบื้องหลังเขา
แต่ซิงชือก็ยังใช้มือเปล่าเท่านั้น
การเคลื่อนไหวของเขาตื่นตา ไม่ให้เวลาเพียงพอที่ทุกคนจะ
ตอบสนองได้ มือของเขาเอื้อมไปยังกระบองของสือคูและควงไปตาม
กระบอง แม้ว่าท่านี้จะดูเรียบง่าย แต่มันกลับสัมผัสที่จุดอ่อนใหญ่ที่สุดจุด
หนึ่งของกระบอง
กระบองนี้ถูกปัดออกไปโดยซิงชือ!
…อะไรกัน?
สือคูตกใจมาก แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ตอบสนอง ซิงชือก็ได้ชกออกมา
อีกครั้งแล้ว มันกระแทกม่านพลังปราณปฐพีของสือคู
แกร็ก แกร็ก แกร็ก!
ม่านพลังปราณปฐพีของสือคูเริ่มแตกหลังจากโดนชกเพียงหมัดเดียว!
สือคูเริ่มตื่นตระหนกและกลัวในเวลาเดียวกัน วิธีการต่อสู้ของซิงชือ
ได้ทะลุจินตนาการของเขาอย่างสมบูรณ์!
สือคูฟาดกระบองไปยังเอวของซิงชือ แต่ซิงชือก็พลิกหลบดั่งผ้าฝ้ายที่
ถูกสายลมพัด เขาเคลื่อนไหวดั่งภูติผีในขณะที่เขาปรากฏตัวขึ้น
ด้านหลังสือคู, หมัดของเขาชกออกไปอีกครั้ง
ปังง!
ม่านพลังปราณปฐพีของสือคูแตกสลาย! จากนั้น หนึ่งนิ้วของซิงชือก็
แตะเบาๆที่จุดหนึ่งบนหลังของสือคู
การกดจุดครั้งนี้ทำให้ร่างกายของสือคูด้านชาขึ้น แม้แต่กระบองใน
มือของเขาก็ยังตกลงกับพื้น!
ร่างของซิงชือสาดประกายขณะที่เขากลับมายังจุดที่เขายืนอยู่ก่อน
หน้า ราวกับว่าเขาไม่เคยเคลื่อนย้ายไปไหนเลยตั้งแต่แรก