Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,654 โอสถฟื้นฟูวิญญาณ
เมื่อหลินหมิงนำอักขระเพลิงสวรรค์ที่ได้รับการปรับปรุงออกมาต่อ
หน้าเหล่าวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทุกคนในงานเลี้ยงฉลอง มันทำให้พวกเขาทุก
คนประเมินเขาด้วยแสงที่แตกต่างในสายตา เมื่อพวกเขาคิดว่าหลินหมิ
งแข็งแกร่งแล้ว เขาก็แสดงให้เห็นว่าเขาแข็งแกร่งกว่าที่พวกเขา
จินตนาการเอาไว้
งานเลี้ยงฉลองนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องก่อนที่มันจะจบลง
ด้วยสิ่งนี้ หลินหมิงจึงเสร็จภารกิจตั๋วเงินของเขาที่ต้องวาด 1,000
อักขระรูนเทวะ ทันทีที่งานเลี้ยงสิ้นสุดลง ข่าวนี้ก็แผ่ขยายไปทั่วเมือง เมื่อ
หลายวงการผู้เชี่ยวชาญรูนเทวะรู้เรื่องนี้ มันก็เหมือนกับก้อนหินก้อนใหญ่
ที่พุ่งชนเข้าสู่โลกของทักษะรูนเทวะ ส่งคลื่นกระแทกหลายระลอก
แน่นอนว่าหลินหมิงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ทันทีที่เขากลับมาจากงานเลี้ยง
เขาขังตัวเองในห้องรูนเทวะ
เขามีงานอื่นอีกมากมายที่ต้องทำให้สำเร็จ
ตอนนี้เถึงเวลาเริ่มทำธุรกิจของเขาเอง
เรื่องแรกคือการกลั่นโอสถฟื้นฟูวิญญาณ
โอสถนี้จะถูกสร้างขึ้นเพื่อราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์
หากเป็นหลินหมิงในอดีต เขาอาจจะไม่มีความมั่นใจในการสร้าง
โอสถฟื้นฟูวิญญาณ
แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเขาได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อ
ปรับปรุงอักขระเพลิงสวรรค์และตราสัญลักษณ์พระเจ้าทั้งวันทั้งคืน
ความสามารถของเขาในการสร้างสมดุลรูปแบบพลังงานที่ซับซ้อนรวมถึง
การทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆในกฎอาชูร่าได้มาถึงระดับ
ใหม่แล้ว
ตอนนี้เขามั่นใจว่าเขามีโอกาสอย่างน้อย 70% ในการสร้างโอสถ
ฟื้นฟูวิญญาณสำเร็จ
การสร้างโอสถฟื้นฟูวิญญาณจำต้องใช้พลังวิญญาณจำนวนมหาศาล
นอกจากนี้ยังมีความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดอย่างยิ่ง ความผัน
ผวนเล็กน้อยของพลังงานภายนอกอาจเป็นความหายนะ
หลังจากกำจัดวัสดุที่เสียทั้งหมดในห้องรูนเทวะและทำความสะอาด
จนกระทั่งมันเปล่งประกาย หลินหมิงก็ได้จัดวางค่ายกลรวบรวมวิญญาณ
ที่เรียบง่าย
หลินหมิงเริ่มต้นโครงการใหญ่ครั้งนี้ด้วยการนั่งอยู่ในใจกลางของค่าย
กลรวบรวมวิญญาณ
เขาคาดว่าเขาจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 วันในการกลั่นโอสถ
ศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพนี้ให้เป็นโอสถที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราชัน
สวรรค์วิญญาณ
ศิลากำบังลม, หญ้าคืนชีพ, ถุงน้ำดีอีกา…
วัสดุทุกประเภทถูกกระจายต่อหน้าเขา
หลินหมิงได้เปิดใช้ปราณเทพทรราชคลั่ง มือขวาของเขาเกิดเสียง
ขณะที่เปลวเพลิงทัณฑ์สวรรค์ลุกโชนดั่งมีชีวิต
ในเวลาเดียวกัน หลินหมิงก็เหยียดมือซ้ายออกมา เขาโคจรพลัง
สายเลือดในร่างกายและเสี้ยวปราณชีวิตที่เหลืออยู่ในร่างกายของเขาจาก
เสี่ยวหมัวเซียนออกมา ก่อตัวเป็นเปลวเพลิงนิพพานสีดำที่ลุกขึ้นจากฝ่า
มือซ้ายของเขา!
ความจริงแล้ว นิพพานเป็นทัณฑ์สวรรค์ที่ฟีนิกซ์ต้องประสบ หาก
พวกมันล้มเหลวในนิพพาน แม้แต่ฟีนิกซ์ก็จะพินาศ
เปลวเพลิงที่แตกต่างทั้งสองนี้มีต้นกำเนิดที่คล้ายกัน พวกมันเป็น
เปลวเพลิงที่ควบแน่นจากกฎแห่งเต๋าสวรรค์ และดับของพวกมันเกือบจะ
เท่ากัน
เปลวเพลิงสีดำบิดเข้าหากันพร้อมกับเปลวเพลิงสีแดงที่ลุกโชติช่วง
หมุนอย่างช้าๆเมื่อพวกมันพัฒนาเป็นแผนภาพค่ายกลแปลกๆ ภาพร่าง
ต้นเทพทรราชคลั่งปรากฏอยู่เบื้องหลังหลินหมิง และที่เกาะอยู่บนต้นเทพ
ทรราชคลั่งนี้เป็นฟีนิกซ์ทมิฬ!
ในเปลวเพลิงที่แผดเผาเหล่านี้ หลินหมิงได้พัฒนาความเข้าใจของเขา
เกี่ยวกับการเล่นแร่แปรธาตุจนถึงขีดจำกัด วัสดุทุกประเภทถูกป้อนไปยัง
เปลวเพลิงขณะที่พวกมันละลายเป็นของเหลว
ตั้งแต่เริ่มต้น หลินหมิงไม่กล้าที่จะหย่อนยาน พลังวิญญาณภายใน
ร่างกายของเขาพุ่งออกมาราวกับคลื่น พุ่งเข้าไปในเตาหลอมข้างหน้า
รูนปรากฏในมือของเขา ส่องแสงสีดำ จากนั้น พวกมันหลอมรวมใน
เตาหลอม…
หลินหมิงยังคงมุ่งเน้นเป็นเวลา 5 วัน 5 คืน เนื่องจากเหงื่อที่หลั่ง
ออกมาจากร่างกายของเขาถูกระเหยไป มันจึงมีเกลือบางๆปรากฏอยู่บน
ผิวของเขาเหมือนน้ำค้างแข็ง
เขายังคงผลาญพลังวิญญาณอย่างหนักจนกระทั่งเขาเข้าใกล้ขีดจำกัด
แต่ในเวลานี้ เปลวเพลิงนิพพานและเปลวเพลิงทัณฑ์สวรรค์ในมือของเขา
ดับไป จากเตาหลอม โอสถลึกลับปรากฏขึ้น เต็มไปด้วยพลังที่ทำให้ตก
ตะลึง
โอสถนี้เป็นสีดำสนิท แสงทั้งหมดที่อยู่ใกล้โอสถนี้ถูกลากเข้ามาและ
ดูดซับได้อย่างหมดจด
นี่คือโอสถฟื้นฟูวิญญาณที่กึ่งสมบูรณ์
ด้วยความสามารถในปัจจุบันของหลินหมิง เขายังขาดทักษะในการ
หลอมโอสถฟื้นฟูวิญญาณ
หลังจากนี้ หลินหมิงพักเป็นเวลาสองวัน จากนั้น เขาใช้เวลาสามวัน
ในการสร้างอักขระรูนเทวะที่ดีที่สุดที่เขาสามารถทำได้และวางไว้บนโอสถ
ฟื้นฟูวิญญาณ
หลังจากจบทั้งหมดนี้ หลินหมิงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หิน
หลังจากผ่านไป 10 วันเต็มแล้ว โอสถฟื้นฟูวิญญาณนี้น่าจะถือว่า
สมบูรณ์ไม่มากก็น้อย
โอสถฟื้นฟูวิญญาณสีดำสนิทวางอยู่ในกล่องหยก พื้นผิวมันเรียบกว่า
หยก และเมื่อมองลึกเข้าไป มันทำให้รู้สึกราวกับว่าวิญญาณของพวกเขา
ตกลงไป
นี่คือโอสถที่มีความครอบงำของวิญญาณ หากคนที่มีเจตจำนงและ
จิตใจไม่มั่นคง พวกเขาอาจตกอยู่ในภาพมายา
แต่ถึงอย่างนั้น หลินหมิงก็ยังไม่พอใจกับผลของโอสถนี้ มีหลายจุดที่
ยังไม่บรรลุความสมบูรณ์แบบ แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาสามารถทำได้
ภายใต้ข้อ จำกัดของความสามารถตอนนี้ ท้ายที่สุด มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะ
ผลิตโอสถที่ราชันสวรรค์สามารถใช้ได้
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงอดใจรอไม่ไหว เขาได้ออกจากหุบเขามรณะ
มาเป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว จากการไหลเวียนของเวลา 10:1 ที่เกิดขึ้น
ภายในหุบเขามรณะก็ทำให้เกือบ 300 ปีผ่านไปแล้ว ราชันสวรรค์หมอก
ศักดิ์สิทธิ์จะต้องอ่อนแอลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงเวลานี้
ในแง่หนึ่ง มันก็เป็นโชคดีที่ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ได้อ่อนแอลง
มากเพราะในสภาพนี้ โอสถฟื้นฟูวิญญาณที่ไม่สมบูรณ์จะมีผลต่อเขาอย่าง
น่าประหลาดใจ
หลินหมิงยังไม่ออกจากห้องของเขา เขาอยู่ในห้องรูนเทวะแทนอีก
1-2 เดือน สร้างอักขระเพลิงสวรรค์และอักขระเทพทรราชคลั่งอีก 50 อัน
เขานำเอาอักขระรูนเทวะเหล่านี้และไปหาซู่หย่า
ซู่หย่าสามารถพิจารณาได้ว่าช่วยเขาไว้ ยิ่งกว่านั้น หลินหมิงยัง
สัญญาว่าเขาจะช่วยซู่หย่า หลินหมิงไม่ใช่คนที่ชอบเป็นหนี้บุญคุณ เมื่อ
เขาออกไปจากสมาคมผู้เชี่ยวชาญรูนเทวะแล้ว มันยังมีอีกหลายเรื่องที่เขา
ต้องทำให้เสร็จ ไม่เพียงแต่เขาต้องกลับไปยังหุบเขามรณะเท่านั้น แต่เขา
ต้องหาสถานที่เพื่อกลั่นโอสถหมาป่าสวรรค์จอมตะกละและทะลวงวิหาร
เต๋าที่สอง หลังจากเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว มันยังมีด่านทดสอบหล่อหลอม
สุดท้ายรออยู่
แต่ก่อนที่จะทำสิ่งนี้ทั้งหมด หลินหมิงต้องการจัดการธุรกิจที่ยังไม่
เสร็จ
หลินหมิงและเสี่ยวหมัวเซียนไปพบซู่หย่าและมอบอักขระรูนเทวะให้
นาง ซู่หย่ารู้สึกประหลาดใจ แต่นางก็รู้สึกหดหู่ใจในใจ “ท่านหลิน ท่าน
วางแผนจะไปผจญภัยที่ยาวนานใช่หรือไม่?”
“อืม…”
หลินหมิงพยักหน้า ไม่ได้ปกปิดอะไรจากซู่หย่า
ซู่หย่าถอนหายใจ “ท่านเป็นมังกรในหมู่มนุษย์ สมาคมผู้เชี่ยวชาญ
รูนเทวะไม่ใช่สถานที่อยู่เป็นเวลานานของคนเช่นท่าน แต่สำหรับข้า ข้า
ต้องอยู่ที่นี่ สงครามครั้งนี้… หากแดนศักดิ์สิทธิ์ดาราจรัสชนะ ข้าจะยังคง
อยู่ที่แดนศักดิ์สิทธิ์ดาราจรัสจนถึงวัยชราของข้า… ในอนาคต อย่างดีที่สุด
ข้าก็จะกลายเป็นผู้แทนกิจการฝ่ายใน และถ้าเราแพ้ เช่นนั้นมันก็ไม่มี
อะไรจะพูด แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นและโชคชะตาของเรานำไปเช่นไร…
ข้ากลัวว่าถนนของเราอาจจะไม่ข้ามผ่านกันอีก…”
ซู่หย่าไม่รู้ว่าทำไมนางถึงมีความรู้สึกเช่นนี้ แต่ความรู้สึกนี้ค่อนข้าง
รุนแรง
หลินหมิงยังคงเงียบงัน ซู่หย่าพูดถูก อย่างมากที่สุดที่เขาจะอยู่บน
เส้นทางแห่งอาชูร่าคืออีก 20 ปีหรือมากกว่านั้น, 20 ปีนับจากนี้ หลังจาก
ด่านทดสอบหล่อหลอมสุดท้ายจบลงอย่างสมบูรณ์ เขาจะออกจากเมือง
รูนเทวะและกลับไปที่ แดนเทวะ
แดนเทวะเป็นบ้านเกิดของหลินหมิง
หลินหมิงตระหนักดีว่ามหาภัยพิบัติของมนุษย์นั้นถูกผูกมัดไว้ด้วย
ความน่าสลดใจและโหดร้าย แม้ว่าเขาจะไม่มีอะไรนอกจากต้นไม้เล็กๆใน
มหาภัยพิบัตินี้ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่หลินหมิงยังคงต้องกลับไป
เพราะเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นรากฐานของหลินหมิง
“อืม… ข้าเข้าใจแล้ว ได้โปรดระวังด้วย…” ซู่หย่าสูดหายใจลึกๆ และ
ในเวลานี้นางดูผอมลงและซีดกว่าเดิม ในความเป็นจริง นางกับหลินหมิงมี
ความสัมพันธ์แบบร่วมมือเท่านั้น อย่างดีที่สุดพวกเขาอาจถูกมองว่าเป็น
สหายทั่วไป ด้วยความสัมพันธ์ที่เล็กน้อยนี้ นางไม่มีคุณสมบัติที่จะพูดคำ
ใดๆเพื่อขอให้เขาอยู่ต่อ แต่เมื่อนางคิดถึงการจากลาที่นี่และอาจจะไม่พบ
กันอีกครั้ง ซู่หย่าก็อดใจไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความสูญเสียในหัวใจของนาง
นางอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ในที่สุด นางก็มองเสี่ยวหมัวเซียน
ด้วยความอิจฉาในดวงตา
เสี่ยวหมัวเซียนหยุดชะงัก ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่าซูหย่าสงบ จู่ๆก็เลิก
ไม่น่ารำคาญเลย นางกัดริมฝีปากและพูดอย่างลังเลๆว่า “แม่นางซู่หย่า มี
อะไรที่เจ้าอยากจะบอกแต่ไม่สะดวกใช่หรือไม่? อาจจะดีกว่าถ้าข้าจะ
ออกไปก่อน”
เมื่อเห็นการตอบสนองของเสี่ยวหมัวเซียน ซู่หย่าก็ตกตะลึง จากนั้น
นางหัวเราะเบาๆ รอยยิ้มของนางสดใสและเป็นมิตร “มันไม่มีอะไรพิเศษ
ข้าหวังว่าเจ้าและหลินหมิงจะแก่เฒ่าไปด้วยกันจนกว่าผมของเจ้าจะ
เปลี่ยนเป็นสีขาว ข้าหวังว่าเจ้าสองคนจะยังคงปลอดภัยและมีความสุข
และข้าหวังว่าบ้านของเจ้าจะเต็มไปด้วยเด็กและลูกหลาน ทั้งหมดจะเต็ม
ไปด้วยมังกรและฟีนิกซ์
ในที่สุดซู่หย่าก็กล่าวถึงการให้พรส่วนใหญ่แบบปุถุชน สำหรับโลก
แห่งนักสู้ แม้ว่าจะมีการให้พรและสรรเสริญ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครพูดถึงการ
แก่ชราหรือการมีลูกหลานมากมาย เนื่องจากนักสู้มีอายุยืนยาว และ
ลูกหลานของพวกเขาไม่ได้เป็นส่วนเสริมของชีวิต ไม่จำเป็นต้องให้เกียรติ
แก่บรรพบุรุษของพวกเขา เมื่อให้พรมันก็มักจะต้องการให้ผู้อื่นมี
ความก้าวหน้าในการบ่มเพาะและเพื่อความแข็งแกร่งของพวกเขาจะ
เพิ่มขึ้น
ทันใดนั้น ซูหย่าก็พูดให้พร มันทำให้เสี่ยวหมัวเซียนประหลาดใจจน
หน้าแดง นางไม่รู้จะพูดอะไรไปช่วงเวลาหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม นางคิดถึงสิ่งอื่นทันทีและถอนหายใจ
ระหว่างนางกับหลินหมิง เป็นไปไม่ได้ที่จะมีบ้านที่เต็มไปด้วยเด็ก
และลูกหลาน
นี่เป็นเพราะยิ่งเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังเท่าไหร่มันก็ยากที่จะมีบุตร สัตว์
อสูรเทวะเป็นตัวอย่างสูงสุดของเรื่องนี้
ถึงแม้สองสัตว์อสูรเทวะเผ่าในเผ่าเดียวกันก็มารวมกัน แต่พวกมัน
อาจจะไม่สามารถให้กำเนิดได้ สำหรับเสี่ยวหมัวเซียน นางเป็นฟีนิกซ์ครึ่ง
ตัว การเกิดของนางเป็นปาฏิหาริย์ของจักรวาล บางสิ่งที่อาจไม่เกิดขึ้น
แม้แต่ภายในรอบหนึ่งพันล้านปีของแดนเทวะ
ด้วยเสี่ยวหมัวเซียน สายเลือดสัตว์อสูรเทวะ มันยิ่งเจื่อจางกว่าสัตว์
อสูรเทวะที่แท้จริง แต่สำหรับหลินหมิง การมีบุตรก็ยังคงไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้ว่าการมีบุตรจะไม่ยากเหมือนการเกิดของเสี่ยวหมัวเซียน แต่ก็ไม่
แปลกที่นางไม่ตั้งท้องในหลายแสนหรือแม้กระทั่งหลายล้านปี ในกรณีที่
เลวร้ายที่สุด นางอาจจะไม่มีบุตรของตัวเอง
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เสี่ยวหมัวเซียนก็ใจหาย นางช่วยไม่ได้ที่จะกลัว
อนาคต
นางต้องการมีบุตร – บุตรที่เป็นของนางและหลินหมิง
จิตใจของหลินหมิงและเสี่ยวหมัวเซียนเชื่อมต่อกัน และเขาสามารถ
คาดเดาสิ่งที่นางคิดได้อย่างเลือนลาง เขากุมมือนางเบาๆ…
…….
คืนนั้น หลินหมิงกล่าวคำอำลากับซู่หย่า นอกจากนี้เขายังไปหาผู้
อาวุโสซู่และผู้อาวุโสเซวีย กล่าวคำอำลากับพวกเขาเช่นกัน
นอกจากนั้น เขาไม่ได้ไปหาคนอื่น ท้ายที่สุด หลินหมิงนั้นมีค่าและมี
ทรัพย์สมบัติมากเกินไปบนตัว แม้ว่าเขาจะมีอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ควรจะทำ
หน้าที่ยับยั้งผู้อื่น แต่เขาก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าบางคนจะไม่เสี่ยงที่
จะลักพาตัวเขา
เขาเปลี่ยนโฉมหน้าด้วยกฎแห่งความฝันศักดิ์สิทธิ์ จากนั้น เสี่ยวหมัว
เซียนก็เข้าไปอยู่ในตำหนักสวรรค์บรรพกาล ด้วยเหตุนี้ เขาจึงออกไปผ่าน
ช่องทางลับภายในสมาคมผู้เชี่ยวชาญรูนเทวะอย่างเงียบๆ เขากลมกลืน
เข้ากับฝูงชนและหายไปในราตรี…
เส้นทางแห่งอาชูร่าที่กว้างใหญ่และไร้ขอบเขตอยู่ข้างหน้าเขา
ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวที่เปล่งประกาย
ในโลกนี้ มีสมบัติศักดิ์สิทธิ์ซ่อนอยู่นับไม่ถ้วน วีรบุรุษนับไม่ถ้วนเดิน
ทางผ่านโลกนี้ ค้นหาความมั่งคั่งของพวกเขา หลายคนได้ตายใน
กระบวนการนี้
หลินหมิงอำพรางตำหนักสวรรค์บรรพกาลเป็นเรือจิตวิญญาณ
จากนั้น ดั่งดาวตก เขาพุ่งผ่านท้องฟ้า…
ภาค 19 มรดกแห่งด่านทดสอบหล่อหลอมสุดท้าย