Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,794 เผ่าพันธุ์มนุษย์ของโลกวิญญาณ
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 1,794 เผ่าพันธุ์มนุษย์ของโลกวิญญาณ
“อ่า? ท่านตื่นแล้ว!”
เมื่อหลินหมิงลุกขึ้นนั่งบนเตียง กำลังคิดว่าควรจะทำอะไรต่อไปใน
โลกวิญญาณ หญิงสาวก็ผลักเปิดประตูเข้ามา นางถือชามน้ำร้อนโดยมี
ผ้าขนหนูสีขาวแขวนอยู่
หญิงสาวคนนี้ดูเหมือนจะอายุประมาณ 15-16 ปีเท่านั้น ใบหน้า
เล็กๆของนางแดง ผิวของนางเรียบเนียนและสดใส ดวงตาขนาดใหญ่ของ
นางเปล่งประกายสดใส ดูน่ารักมากๆ
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลินหมิงเห็นหญิงสาวคนนี้ เขาก็ค่อนข้าง
ตกใจ
เขาลูบคาง สีหน้าแปลกๆ
เมื่อหลินหมิงจ้องที่หญิงสาวคนนี้ พฤติกรรมของเขาทำให้นางต้อง
อาย นางไม่แน่ใจว่าจะต้องทำอะไร
“ท่าน…”
สำหรับหญิงสาวที่ไม่มีประสบการณ์ระหว่างเพศแล้วโดนจ้องมอง
โดยชายในลักษณะดังกล่าว มันถือว่าไม่สุภาพอย่างมาก อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากอายุน้อยและฐานะสาวใช้ที่ต่ำ นางจึงไม่แน่ใจว่าจะพูดอะไร
โชคดีที่หลินหมิงถอนสายตาออกไปแล้ว เขาถามนางงุนงงว่า “เจ้า…
เจ้าเป็นชาวมนุษย์?”
เมื่อไม่นานมานี้ เขามองดูท้องของหญิงสาวและเห็นการดำรงอยู่ของ
ตันเถียนอย่างชัดเจน
มีเพียงเคล็ดบ่มเพาะของมนุษย์เท่านั้นที่จะก่อตัวเป็นตันเถียน – นี่
คือพื้นฐานของระบบหลอมรวมปราณ
อย่างไรก็ตาม มีบางสิ่งที่แปลก สำหรับนักสู้มนุษย์ในแดนเทวะ
แม้ว่าพวกเขาจะพัฒนาระบบหลอมรวมปราณพวกเขาจะยังคงเริ่มต้น
ด้วยกายผันแปรหกขั้นแรก ไปจนถึงขั้นผสานชีพจร ทั้งหมดนี้คือการสร้าง
รากฐานสำหรับขั้นปราณต้นฟ้า, ปราณปลายฟ้าและต่อจากนั้น
แต่หญิงสาวคนนี้ที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นชัดเจนว่ามีตันเถียนแต่ยังไม่ได้
รับการบ่มเพาะกายผันแปรเลย นางเป็นผู้หญิงธรรมดาที่อ่อนแอและสิ่งนี้
ทำให้หลินหมิงรู้สึกแปลกๆ
ระบบหลอมรวมปราณของโลกวิญญาณแตกต่างออกไปหรือไม่?
ยิ่งไปกว่านั้น การได้เห็นสาวใช้มนุษย์ในโลกวิญญาณเช่นนี้แล้ว…
“ข้า… แล้วอย่างไร?”
ดวงตาสีเข้มของหญิงสาวเบิกกว้างเป็นประกายเมื่อนางมองที่หลินห
มิง จากการแสดงออกของนาง นางสับสนเกี่ยวกับสิ่งที่เขาพูด
“โอ้…” หลินหมิงไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม กลับกัน เขาคิดอีกครั้ง
การค้นพบเล็กๆนี้ทำให้หลินหมิงมีข้อมูลมากมาย ในขณะที่เขาจัด
ระเบียบข้อมูลนี้ หลินหมิงรู้สึกราวกับว่าเขาได้พบกับสถานการณ์ที่
เลวร้ายมาก
ในระหว่างการเดินทางไปยังโลกวิญญาณนี้ หากต้องการที่จะพบเซิ่ง
เหม่ย มันก็จะยากกว่าที่เขาคาดไว้
เขามองไปยังหญิงสาวแล้วถามว่า “มีชาวมนุษย์ที่นี่มากหรือไม่? และ
เป็นร้อยละเท่าไรของประชากร?”
หญิงสาวมองหลินหมิงด้วยความประหลาดใจ ไม่แน่ใจว่าเหตุใดเขา
ถึงถามคำถามที่แปลกประหลาดเช่นนี้ “มีชาวมนุษย์จำนวนมาก แต่ข้าไม่
แน่ใจว่ามีร้อยละเท่าไหร่ มีโอกาสที่จะน้อยกว่าชาววิญญาณและ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกนภาจตุรทิศ นี่คือภาคกลางและคนส่วนใหญ่ที่นี่
คือชาววิญญาณ”
คำตอบของสาวใช้ยืนยันการคาดเดาของหลินหมิง
อย่างไรก็ตาม เพื่อจะยืนยันอีก เขายังคงถามต่อไปว่า “มนุษย์ที่นี่มี
ขุมกำลังใหญ่หรือไม่? เช่น… มีขุมกำลังราชันพิภพบ้างหรือไม่?”
หญิงสาวคิดครู่หนึ่งแล้วส่ายหัว จมอยู่ในความคิด “มนุษย์ด้อยใน
การบ่มเพาะ เราไม่สามารถเปรียบเทียบกับชาววิญญาณได้ การที่ผู้ทรง
พลังราชันพิภพจะปรากฏในคนของเรานั้นยากเกินไป ท่าน ท่านเป็นนักสู้
ขั้นปราณปลายฟ้าหรือขั้นหลอมรวมแก่นแท้หรือไม่? น่าเสียดาย ที่มัน
ยากมากสำหรับท่านที่จะข้ามผ่านขั้นทำลายชีวิตระดับ 7-8 และหากท่าน
สามารถเข้าถึงขั้นเทพสมุทรในอนาคต ทุกขั้นตอนหลังจากนั้นจะยากขึ้น
เรื่อยๆ…”
หญิงสาวพูดพึมพำและ กล่าวโทษหลินหมิงอย่างลับๆที่ให้นางได้
พูดคุยเกี่ยวกับจุดอ่อนของนาง สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นความรู้ทั่วไป ดังนั้น
เหตุใดนางต้องอธิบาย?
อย่างไรก็ตาม นี่มันแปลก ชายหนุ่มคนนี้ดูราวกับว่าเขามีระดับการ
บ่มเพาะระดับหนึ่งแล้ว แต่เหตุใดเขาจึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย? เขาเพิ่งโผล่
ออกมาจากหลังเขาที่ไหนสักแห่งหรือไม่?
บางทีเขาอาจเป็นศิษย์ที่สอนด้วยมือของอาจารย์ที่ซ่อนเร้นซึ่งเพิ่ง
ออกมาจากป่า แต่มันก็หายากเกินไปยังจะเห็นผู้เชี่ยวชาญมนุษย์ที่ซ่อน
เร้น
เมื่อหญิงสาวคิดเช่นนี้ นางก็วางชามลงแล้วเริ่มบิดผ้าขนหนู
สำหรับหลินหมิง เขายังจมอยู่ในความคิด
จากสิ่งที่หญิงสาวพูด หลินหมิงสามารถยืนยันได้หลายอย่าง
ก่อนอื่น นี่คือโลกวิญญาณ แต่ไม่ใช่จักรวาลหลักของโลกวิญญาณ
หลินหมิงนึกถึงคำที่ราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะเคยพูดกับเขา หลาย
พันล้านปีก่อน ชาวมนุษย์เป็นหนึ่งในสามเผ่าพันธุ์สูงสุดของ 33 สวรรค์
ซึ่งต่างจากตอนนี้เมื่อพวกเขาเป็นหนึ่งในสามเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่เพียงใน
นามไปแล้ว
เมื่อมนุษย์อยู่ในจุดสูงสุด พวกเขาครอบครอง 33 สวรรค์หลายแห่ง
แต่หลังจากนั้น เมื่อกำแพงอาดูรแห่งเทพหายไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า และ
สงครามครั้งยิ่งใหญ่กับภูติเทพและวิญญาณปะทุอย่างต่อเนื่อง จักรวาล
ของมนุษย์ก็ได้ถูกกลืนหายไปอย่างช้าๆ
ในที่สุด มนุษย์ก็เหลือเพียงแดนเทวะ จักรวาลอื่นๆล้วนถูกยึดครอง
โดยชาววิญญาณและชาวภูติเทพ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจักรวาลนี้ที่หลินหมิงมานั้น มันเป็นหนึ่งใน
จักรวาลของมนุษย์ที่ชาววิญญาณได้ยึดมาพันล้านปีมาแล้ว
โลกนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของมนุษย์
หลังจากที่ถูกวิญญาณจับ พวกเขาก็สร้างขุมกำลังของพวกตนที่นี่เริ่ม
พัฒนาทรัพยากรและเพิ่มจำนวนประชากร
อย่างไรก็ตาม ชาววิญญาณไม่ได้โหดร้ายหรือไร้ความปราณี พวกเขา
อนุญาตให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ชนพื้นเมืองดำรงชีวิตต่อไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อชาววิญญาณจำนวนมหาศาลอพยพมาที่นี่และ
จากนั้นคูณด้วย 3.6 พันล้านปีต่อมา พวกเขาจึงควบคุมจักรวาลนี้ได้อย่าง
เต็มที่ ในแง่ของขนาดประชากร พวกเขามากยิ่งกว่ามนุษย์
และประเด็นสำคัญคือ ชาววิญญาณได้ยึดการควบคุมแหล่ง
ทรัพยากรหลักทั้งหมดในจักรวาลนี้ มนุษย์ตกไปเป็นปุถุชนทั่วไปและยัง
อยู่ในดินแดนห่างไกล
และในหมู่มนุษย์นั้น มีผู้เชี่ยวชาญน้อยคนมากที่ถือกำเนิดขึ้น แม้ว่า
มนุษย์จำนวนมากจะเข้ามาในนิกาย ทั้งหมดก็ยังถูกลดบทบาทเป็นคนรับ
ใช้เหมือนสาวใช้คนนี้ ถ้าจะหาคำพูดที่น่าพอใจ พวกเขาก็ศิษย์ผู้ดูแล
เพราะเวลาผ่านไปนานเกินไป มนุษย์เองจึงคิดว่าตัวเองอ่อนแอและ
ด้อยกว่าชาววิญญาณ ขณะที่หญิงสาวพูด ชาวมนุษย์เองก็เชื่อว่าพวกเขา
ไม่เหมาะที่จะบ่มเพาะและไม่สามารถเปรียบเทียบกับชาววิญญาณได้
หากความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่สามารถเปรียบเทียบกับคนอื่นได้
มันก็แสดงว่าพวกเขาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าชาววิญญาณ สำหรับทรัพยากร
หลักของพวกเขาที่โดนเอาไป มันก็เป็นปกติในสถานการณ์นี้ ไม่มีใครคิดที่
จะก่อกบฏ!
ยิ่งกว่านั้น ด้วยน้ำเสียงของหญิงสาว มันเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่นักสู้
ชาวมนุษย์จะข้ามผ่านขั้นทำลายชีวิต
นี่ทำให้หลินหมิงรู้สึกราวกับว่าเขาได้กลับไปยังดาวเคราะห์นภาริน
ไหล เฉพาะในแดนเบื้องล่างเช่นดาวเคราะห์นภารินไหลที่ซึ่งผู้ทรงพลัง
ของมนุษย์จะต้องกังวลเกี่ยวกับขั้นทำลายชีวิต
และเหตุผลทั้งหมดนี้ก็ไม่ต้องสงสัยเพราะชาวมนุษย์ในโลกวิญญาณ
ขาดมรดกหลัก!
การขาดมรดกและเคล็ดบ่มเพาะจะทำให้การบ่มเพาะทำได้ยากขึ้น
นี่เป็นเพราะมนุษย์มีตันเถียนและทะเลแห่งจิตวิญญาณของพวกเขาก็
ค่อนข้างอ่อนแอ การให้พวกเขาบ่มแบบชาววิญญาณนั้นเป็นเพียงความ
พยายามที่ไม่คุ้มค้า!
หลินหมิงไม่จำเป็นต้องถามก็รู้ว่าพันล้านปีก่อนเมื่อชาววิญญาณยึด
ครองจักรวาลนี้ พวกเขายังได้ตัดมรดกของมนุษย์ที่นี่ไปด้วย
จากนั้น พวกเขายึดทรัพยากรหลักและสร้างขุมกำลังใหญ่ไปทั่ว ใน
มนุษย์รุ่นต่อๆมาเมื่อพวกเขาขาดทรัพยากรและมรดก พวกเขาจะทำอะไร
ได้?
กระทั่งเป็นไปได้ว่าประวัติศาสตร์ทั้งหมดของพวกเขาจะสูญหายไป
ในโลกปุถุชน มันก็ไม่มีความชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นในหลายพันปี ยิ่งมิ
ต้องกล่าวถึงพันล้านปี!
หากไม่มีนิกายที่มีมรดกอย่างไร้เปรียบ มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรักษา
บันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับพันล้านปีไว้ได้
บางทีในหมู่ชาวมนุษย์ของโลกวิญญาณ มันอาจยังคงมีตำนานที่
คลุมเครือเกี่ยวกับการที่มนุษย์เคยรุ่งโรจน์อย่างไร้เปรียบ โดยมีราชัน
ปรากฏอยู่ในหมู่พวกเขา และถ้าเรื่องราวเหล่านี้ยังคงถูกพูดถึง พวกเขาก็
คงไม่ได้ว่าเป็นอันได้ไปมากกว่าเรื่องเพ้อฝันและนิทานก่อนนอน
หลังจากผ่านไปหลายพันล้านปี บางทีเผ่าพันธุ์มนุษย์ในโลกวิญญาณ
จะเสื่อมสลายต่อไปจนกว่าจะไม่มีอะไรเหลืออยู่…
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ หลินหมิงก็ลิ้มรสขมในปาก
นี่คือความเศร้าโศกของการโดนเผ่าพันธุ์อื่นยึดครอง แดนเทวะจะ
ตามรอยของโลกนี้และจะกลายเป็นฝุ่นละอองไปด้วยหรือไม่?
ในความเป็นจริง ภูติเทพอาจใช้วิธีการที่รุนแรงยิ่งกว่า หลังจากยึด
แดนเทวะ พวกเขาอาจเริ่มฆ่ามนุษย์ทุกคนโดยเจตนา
หลินหมิงกำหมัดของเขา เขาไม่ต้องการเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น แดนเทวะ
เป็นป้อมปราการแห่งความหวังสุดท้ายของมนุษย์
และเมื่อเขาคิดถึงภารกิจของตนที่นี่ – เพื่อพบเซิ่งเหม่ย หลินหมิงก็
เป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน
ตามการคาดเดาของเขา นี่ไม่ใช่จักรวาลหลักของชาววิญญาณ แต่
เป็นจักรวาลที่ชาววิญญาณได้กวาดล้างมนุษย์เมื่อหลายพันล้านปีก่อน ถ้า
เป็นเช่นนั้น เซิ่งเหม่ยอาจไม่ได้อยู่ในจักรวาลนี้!
จาก 33 สวรรค์ มันไม่แปลกเลยที่ชาววิญญาณจะควบคุมพวกมัน 7-
8 แห่ง แม้ว่าเขาจะเข้าสู่โลกวิญญาณ แต่โอกาสที่จะเข้าสู่จักรวาล
เดียวกับที่เซิ่งเหม่ยอยู่นั้นมีต่ำมาก!
และตัวตนเช่นเซิ่งเหม่ย นางน่าจะทำให้นางอยู่ในสถานที่ที่ลึกลับ
ด้วย เพื่อค้นหานางในพื้นที่ขนาดใหญ่ การพูดมิง่ายกว่าทำหรอกหรือ?
ยิ่งกว่านั้น หลินหมิงก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะยากเพียงใดที่จะต้อง
ผ่านระหว่างจักรวาลต่างๆของโลกวิญญาณ
เขาหวังว่ามันจะไม่ยากเกินไปเช่นการข้ามจากแดนเทวะมาถึงที่นี่
เมื่อหลินหมิงจมอยู่ในความคิด สาวใช้สาวทำความสะอาดผ้าขนหนู
แล้วและกำลังจะเช็ดใบหน้าของหลินหมิง
หลินหมิงจับผ้าขนหนูแล้วมองดูหญิงสาวที่ไร้เดียงสาตรงหน้าเขา
เขาพูดเบาๆว่า “ข้าจะทำเอง…”
หญิงสาวอายและปล่อยผ้าขนหนู นางมองดูหลินหมิงด้วยความ
อยากรู้ นางอดไม่ได้ที่จะถาม “ข้าได้ยินว่าท่านถูกฝังในดินแดนหิมะอยู่
เป็นเวลานาน ท่านบังเอิญเจอศัตรูของตนเองที่นั่นหรือไม่?”
“ไม่ ข้าเจอพายุ”
หลินหมิงอธิบายอย่างเฉยเมย ไม่ต้องการหลอกลวงหญิงสาวไร้
เดียงสาคนนี้
“โอ้! หรือจะเป็นพายุมิติที่ปกคลุมพื้นที่ 10,000 ไมล์เมื่อหลายวัน
ก่อน? นั่นน่ากลัวมาก! ในเวลานั้น คนที่ยืนอยู่ไกลๆบอกว่าพวกเขาเห็น
มังกรสีม่วงเข้มทะลุผ่านท้องฟ้าลงมา! ข้าหมายถึงเช่นนั้นจริงๆเมื่อพวก
เขาพูดว่ามันทะลุท้องฟ้าลงมา! มันลงมาจากสวรรค์ชั้นสูงสุดเฉกเช่นเทพ
จิตวิญญาณซึ่งทำให้ธารน้ำแข็งทั้งหมดซึ่งอยู่ห่างออกไป 10,000 ไมล์ขาด
ครึ่ง ผู้อาวุโสตำหนักจอมฟ้ากล่าวว่าเป็นสัญลักษณ์ของมังกรน้ำแข็งไร้เขา
ที่ถือกำเนิดขึ้น นั่นเป็นสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์บางอย่างที่น่ากลัว เหตุผลที่
ตำหนักจอมฟ้าส่งผู้อาวุโสออกมาก็เพื่อปราบมังกรน้ำแข็งไร้เขานี้”
เมื่อได้ยินหญิงสาวพูด หลินหมิงก็ถือผ้าขนหนูค้างด้วยความงุนงง ไม่
สามารถพูดอะไรได้ เมื่อเขาบุกทะลวงช่องว่างมิติเพื่อมาถึงที่นี่ ร่างกาย
ของเขาถูกห่อหุ้มด้วยพลังแห่งสายฟ้าของวิหารแห่งความพิศวง เขาไม่
เคยคิดเลยว่าคนอื่นจะเห็นสิ่งนี้ว่าเป็นมังกรยักษ์และก่อให้เกิดความ
ปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวงจนพวกเขาเข้าใจผิดว่าเป็นการมาถึงของมังกร
น้ำแข็งไร้เขา
มัน… เขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดผู้คนจากตำหนักจอมฟ้าจึงได้มาเที่ยวที่นี่
และสะดุดกับเขา
พวกเขาไมเคยคิดฝันว่าแท้จริงเขาจะเป็น ‘มังกรน้ำแข็งไร้เขา’ ที่พวก เขากำลังมองหา..