Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,851B - ชีวิตและความตาย
ในเวลานี้ ผู้เยาว์ชาววิญญาณที่โดดเด่นในเทือกเขาเทพวินาศนั้น ทุก
คนล้วนมีสีหน้าอัปลักษณ์ราวกับว่าบิดามารดาของพวกเขาตายไปต่อหน้า
พวกเขา
โดยเฉพาะผู้ที่เย้ยหยันหลินหมิงและกล่าวว่าเขาฝืนตนเองมากเกินไป
แม้ว่าพวกเขาจะยังต้องการเย้ยหยันหลินหมิงอีก แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏ
ต่อหน้าพวกเขาแล้ว แทนที่จะตบหน้าตัวเองอีกครั้ง พวกเขาตัดสินใจที่จะ
หุบปาก
“หลินมู่ผู้นี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขามายังเทือกเขาเทพวินาศจริง
หรือไม่?”
บางคนถามด้วยเสียงกระซิบ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะพูดจบ เรื่อง
ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งยิ่งก็เกิดขึ้น
รัศมีแห่งแสงรอบๆหลินหมิงเริ่มสว่างขึ้น ทับซ้อนกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ขณะที่มันกระจายออกไป ครั้งแรกมันดูเหมือนระลอก แต่แล้วมันดู
เหมือนคลื่นพลุ่งพล่าน คลื่นแล้วคลื่นเล่า แม้กระทั่งมิติโดยรอบหลายร้อย
ฟุตก็ได้รับผลกระทบ อย่างเลือนราง แสงกระจ่างใสพุ่งเข้ามาในท้องฟ้าสู่
หัวของหลินหมิง ทำให้โลกเต็มไปด้วยความสดใส มันเป็นเหมือนดวงดาว
ที่เปล่งประกาย ทำให้ทุกคนตกใจสุดขั้ว
ปรากฏการณ์เช่นนี้ยิ่งกว่าเซิ่งเหม่ย!
แสงของเซิ่งเหม่ยนั้นเหมือนพระจันทร์เต็มดวงที่สดใส แต่แสงของ
หลินหมิงก็เหมือนดวงอาทิตย์โชติช่วง ทุกคนจะก่อให้ปรากฏการณ์ที่
แตกต่างกันขณะที่พวกเขาพยายามเข้าใจหลักการบนแท่นศักดิ์สิทธิ์ นี่
เป็นเพราะนักสู้แต่ละคนเข้าใจกฎที่แตกต่างกันในแท่นศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีนักสู้
ใดๆที่สามารถเข้าใจกฎที่สมบูรณ์ของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ทำได้เพียงส่วน
เล็กๆของพวกมัน
จากความยากลำบากในส่วนนี้ของกฎ รวมถึงระดับความเข้าใจที่
แตกต่างกัน ปรากฏการณ์ต่างๆก็อาจเกิดขึ้นได้ซึ่งทำให้มีความแข็งแกร่ง
และความอ่อนแอที่แตกต่างกันไป
แต่ตอนนี้ถ้าต้องถามว่าปรากฏการณ์ของหลินหมิงนั้นยิ่งใหญ่กว่า
หรือปรากฏการณ์ของเซิ่งเหม่ยยิ่งใหญ่กว่า ทุกคนจะต้องบอกว่าแสงที่
เปล่งออกมาจากแท่นศักดิ์สิทธิ์ของหลินหมิงนั้นน่าทึ่งกว่าเล็กน้อย!
“จักรพรรดินีวิญญาณเซิ่งเหม่ยกลับไม่สามารถเปรียบเทียบกับ
หลินมู่ได้?”
หลายคนรู้สึกราวกับว่าพวกเขาอยู่ในความฝัน แม้ว่าจักรพรรดินี
วิญญาณเซิ่งเหม่ยจะบรรลุเพียงวัฏจักรที่เจ็ดและยังคงมีศักยภาพอีกมาก
สำหรับการเติบโตในอนาคต ใครจะพูดว่าหลินหมิงเองก็ไม่ได้มีศักยภาพ
พอๆกัน?
“หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว! จักรพรรดินีวิญญาณเซิ่งเหม่ยจุดตรา
ประทับทะเลวิญญาณที่ห้าได้ก่อน และปรากฏการณ์ไม่สามารถแยกความ
แตกต่างได้ตามความสว่างของแสง! เราจะหวังเข้าใจกฎที่มีความซับซ้อน
เช่นนี้ได้อย่างไร?”
ผู้สนับสนุนเซิ่งเหม่ยหลายคนแย้ง พวกเขาไม่เต็มใจที่จะเชื่อว่าหลินห
มิงเหนือว่าเซิ่งเหม่ย
และในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นหลินหมิงหรือเซิ่งเหม่ย มันก็ไม่มีใครรู้ว่า
เกิดอะไรขึ้นในโลกภายนอก
การพยายามเข้าใจหลักการเป็นเหมือนการปีนบันไดบางๆสู่สวรรค์
มันเป็นเส้นทางไร้สิ้นสุดและเหงา
จิตใจของพวกเขาได้จดจ่ออย่างสมบูรณ์โดยไม่มีการรบกวนใดๆ
หลังจากจุดตราประทับทะเลวิญญาณที่ห้าแล้ว การเดินทางเพื่อจุด
ตราประทับทะเลวิญญาณที่หกจะต้องใช้เวลานานอย่างแน่นอน
หลินหมิงเปรียบเหมือนต้นไม้โบราณที่หยั่งรากในหิน ยืนอย่างมั่นคง
บนพื้นดิน
เซิ่งเหม่ยเป็นเหมือนทะเลสาบที่ไร้ลมหรือคลื่น เงียบสงบอย่างไร้
เปรียบ
ปรากฏการณ์ที่เซิ่งเหม่ยเห็นนั้นแตกต่างจากสิ่งที่หลินหมิงเห็น นาง
พึ่งพาอาศัยความสามารถที่เหลือเชื่อของนางและความเข้าใจในชีวิตและ
วิญญาณของนางเพื่อค้นหาเส้นทางในสายหมอกอันหนาแน่น
แต่สำหรับหลินหมิง เขาจ้องมองรูปหยดน้ำฝนเสมอ เขามองที่น้ำฝน
เล็กๆนี้ทุกวันในสภาพเหมือนมึนงง
เมื่อเขารู้สึกว่าเข้าใจทุกอย่างเท่าที่จะทำได้จากภาพน้ำฝนนี้ และกฎ
อื่นๆก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจแม้ว่าเขาจะได้เห็นพวกมัน เขาจึงจะค่อยๆ
หยุดลง
และเมื่อเขาขยับสายตา หลินหมิงก็ค้นพบว่าหญิงลึกลับหายตัวไป
แล้ว
ยิ่งกว่านั้น พื้นที่ส่วนนี้ของโลกก็เริ่มมืดสลัวราวกับเมฆมืดปกคลุม
ดินแดนแห่งนี้
“ผู้อาวุโสได้หายไปแล้ว…”
หลินหมิงพูดด้วยความเสียใจ เมื่อหญิงลึกลับหายตัวไป กฎที่นางทิ้ง
ไว้ก็หายไปเช่นกัน กฎนับไม่ถ้วนที่นางสลักลงมาล้วนแต่มีความงดงาม
อย่างไร้ที่เปรียบ หากใครสามารถคัดลอกและนำพวกมันออกไปข้างนอก
ได้แล้ว อันใดอันหนึ่งจะเป็นสมบัติปาฏิหาริย์ แม้แต่แดนศักดิ์สิทธิ์เทพ
แท้จริงก็ยังจะถือว่าพวกมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่จะถูกสืบทอดต่อไป
อย่างไรก็ตามถึง แม้ว่าหลินหมิงจะตกลงไปในภูเขาแห่งสมบัติ แต่
เขาก็เอาไปใช้ได้อย่างจำกัด เขาเพิ่งจะตระหนักถึงแผนภาพน้ำฝนและ
แม้กระทั่งเขาก็ยังไม่เข้าใจมันอย่างสมบูรณ์
อาจกล่าวได้ว่าความแตกต่างในขอบเขตนั้นยิ่งใหญ่เกินไป หลินหมิง
ยังมีเส้นทางอีกยาวข้างหน้า
เมื่อหลินหมิงรู้สึกเสียใจที่เขาไม่สามารถเข้าใจสิ่งต่างๆได้มากขึ้น
ท้องฟ้าก็ยิ่งมืดมนขึ้น เมฆดำทับกันและมีหมอกหมอกกลิ้งมามาหาเขา
ศิลาสีฟ้าถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดนี้ พวกมันค่อยๆสูญเสียความมัน
วาวและเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำหมึก
ศิลาสีฟ้าเปลี่ยนเป็นศิลาสีดำ
ศิลาสีดำนั้นสงบและเรียบง่าย เมื่อหลินหมิงมองดูพวกมัน เขาก็ไม่รู้
ว่าทำไม แต่เขารู้สึกว่าพวกมันเป็นเหมือนสุสาน
นี่เป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น โลกนี้เต็ม
ไปด้วยบรรยากาศที่กดดันอย่างไม่อาจปฏิเสธ
หมอกสีดำหนาเติมเต็ม ปกคลุมทั่วโลกอย่างสมบูรณ์ อีกครั้งที่หลินห
มิงมองไม่เห็นเส้นทางข้างหน้าเขา
ความคิดของหลินหมิงสะท้าน เขาโคจรวิหารเต๋าเนตรสวรรค์ อยาก
เห็นผ่านหมอกหนาทึบนี้
อย่างไรก็ตาม ชั้นของพลังงานแห่งความตายปกคลุมทั้งสวรรค์และ
ปฐพี ปกคลุมระหว่างคิ้วของหลินหมิงและทำให้เนตรสวรรค์ของเขาไม่
เฉียบคมพอ
หลินหมิงรู้สึกว่าระหว่างคิ้วของเขาถูกปกคลุมด้วยพลังงานสีดำ
จำนวนมาก หน้าผากของหลินหมิงดำสนิท
“เนตรสวรรค์ไม่สามารถมองผ่านสิ่งนี้ได้…”
หลินหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก เขารู้สึกเลือนรางๆว่าสิ่งที่ล้อมรอบเขา
คือวิถีแห่งความตาย
หากชีวิตเกิดมา การตายย่อมตามมาโดยธรรมชาติ
ความตายคือบ้านที่ทุกชีวิตจะหวนคืน
ไม่มีชีวิตที่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป แม้แต่เผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ก็ยังมีทั้ง
ความรุ่งเรืองและเสื่อมถอย แม้แต่จักรวาลก็ยังเกิดและถูกทำลายในที่สุด
หากใครสามารถทำให้ตนเองหลุดพ้นจากความตาย… นั่นก็คือกฎใน
ตำนานแห่งชีวิตนิรันดร์ แต่…แม้แต่ผู้สร้างคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่สามารถ
สรุปกฎแห่งชีวิตนิรันดร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกชีวิตต้องประสบกับวิถีแห่งความตายและนี่ก็
เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของชีวิต นี่เป็นเพราะสำหรับทุกชีวิต เวลาที่พวกเขา
มีชีวิตอยู่ไม่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเวลาที่พวกเขาตาย
“แต่ข้าจะเข้าใจวิถีแห่งความตายได้อย่างไร?”
การเข้าใจความตายนั้นยากกว่าการเข้าใจชีวิต นี่เป็นเพราะหลินหมิง
เป็นคนที่มีชีวิต ดังนั้นการเข้าใจชีวิตจึงง่ายสำหรับเขา เป็นไปไม่ได้ที่
หลินหมิงจะฆ่าตัวตายเพื่อให้สัมผัสกับความตาย
ในขณะที่ความคิดหลากหลายแล่นผ่านจิตใจของหลินหมิง แสงสีแดง
ก็วูบขึ้นและหงเอ๋อร์ก็ปรากฏตัวข้างเขา นางพูดว่า “พี่ชายหลิน มี-มี-มี
บางคนอยู่ที่นั่น…”
หงเอ๋อร์ชี้ไปทางหมอกสีดำ หลินหมิงไม่สามารถมองผ่านมันได้เลย
“มันเป็นเช่นไรกัน?” หลินหมิงถาม ตกใจ
“หลาย… มีหลายคน พวกเขาทั้งหมดดูแตกต่างกัน บางคนมีปีก บาง
คนมีเขา บางคนมีหาง และบางคนก็ไม่ได้ดูเหมือนคน แต่ดูเหมือนสัตว์
อสูรดุร้ายหรือสัตว์ประหลาด พวกมันคลานออกมาจากพื้นดินใต้ก้อนศิลา
สีดำ”
“คลานออกมาจากใต้ศิลาสีดำ” จิตใจของหลินหมิงเย็นเฉียบ นั่น
เหมือนกับการคลานออกมาจากสุสาน ไม่น่าแปลกใจที่เขารู้สึกว่าศิลาสีดำ
เหล่านี้คล้ายกับสุสาน
แต่ในตอนนี้ หลินหมิงก็ยังไม่เห็นเหล่าร่างที่หงเอ๋อร์พูดถึง
“อ๊า…” หงเอ๋อร์อ้าปากค้าง
“มันคืออะไร?” หลินหมิงรีบถาม
“พวกเขา… พวกเขากำลังถูกฆ่า มีคนฆ่าพวกเขา นั่น… บุคคลนั้น…
น่ากลัวมาก พวกเขาถือเคียวในมือข้างหนึ่งและตำราสีดำอีกข้าง…
“เคียว? ตำราสีดำ?” ความคิดของหลินหมิงวิ่งพล่าน ทั้งสองสิ่งนี้ทำ
ให้เขาคิดถึงการพรรณนาถึงเทพแห่งความตายในตำนาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราสีดำนั้น มันทำให้หลินหมิงเชื่อมากขึ้น
เขาจำได้ว่าในซากโบราณของสมรภูมิผืนนภานิมิตฝัน ในการต่อสู้อัน
ยิ่งใหญ่ระหว่างจ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่าและผู้สร้างคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้สร้าง
คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เองก็ได้ถือตำราสีดำในมือของเขา
“มันเป็นตำราประเภทใด? คนผู้นี้เป็นชายหรือหญิง?”
“ตำราสีดำ มันมีลวดลายสีแดงโลหิตอยู่ ผู้ชาย…”
หงเอ๋อร์หายใจออกอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุผลบางอย่าง หลังจากที่
ร่างสีดำนี้และตำราสีดำปรากฏ นางก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกไม่สบายอย่าง
ลึกลับภายในตัวนาง
หลินหมิงสามารถยืนยันได้ว่าตำราสีดำที่หงเอ๋อร์พูดถึงนั้นน่าจะเป็น
ตำราสีดำที่เขาเคยเห็นในซากโบราณของสมรภูมิผืนนภานิมิตฝัน
ถ้าเป็นเช่นนั้น บุคคลนี้ก็เป็นผู้สร้างคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่?
เช่นนั้นใครเป็นผู้หญิงลึกลับก่อนหน้า?
ความคิดของหลินหมิงเริ่มยุ่งเหยิงมากขึ้น มีผู้สร้างคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์มี
สองคนหรือไม่?
โดยไม่ต้องสงสัย ร่างสีดำที่หงเอ๋อร์เห็นนั้นคล้ายกับผู้สร้างคัมภีร์
ศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเคยเห็นในซากสมรภูมิบรรพกาล อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็
เป็นผู้ชายทั้งคู่
“ตำราสีดำ พวกมันเป็นหน้าตำราทองคำหรือไม่?”
ก่อนหน้านี้ หลินหมิงเคยเชื่อว่าหน้าตำราทองคำเป็นส่วนหนึ่งของ
คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ตกลงมา และบางส่วนที่ได้ถูกรวบรวมและจัดร่วมกันซึ่ง
ก่อให้เกิดคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ชาววิญญาณที่อยู่ในมือของจักรพรรดิวิญญาณ
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจผิดไป
ในความเป็นจริง เพียงแค่คิดให้รอบคอบอีกเล็กน้อย หน้าตำรา
ทองคำก็มีขนาดใหญ่เกินไป เมื่อพวกมันถูกกางออกเต็มที่ พวกมันก็จะมี
ขนาดเท่าผ้าคาดนักบวช พวกมันไม่ได้ดูเหมือนหน้าตำราเลย ยิ่งกว่านั้น
มีหน้าตำราทองคำเพียง 10 หน้าเท่านั้น หากรวมเป็นรูปแบบตำรา มันจะ
มีขนาดใหญ่เกินไปและบางเกินไป
“น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถเห็นรูปแบบของนักฆ่าผู้นี้และข้าก็ไม่รู้
ด้วยว่ารูปลักษณ์ของผู้ครอบครองตำราสีดำลึกลับเล่มนี้เป็นอย่างไร…”
หลินหมิงโคจรเนตรสวรรค์แต่ก็ยังไม่สามารถทะลุผ่านหมอกสีดำได้
พลังแห่งความตายอันลึกลับกระทั่งสามารถปกปิดวิสัยทัศน์ของเนตร
สวรรค์ได้
เขารู้อย่างเลือนรางว่าหลังจากทำความเข้าใจกับแผนภาพน้ำฝนแล้ว
เขาก็น่าจะจุดตราประทับทะเลวิญญาณที่ห้าได้ แต่สิ่งที่ตามมาหลัง
จากนั้น คือตราประทับทะเลวิญญาณที่หก!
ตราประทับทะเลวิญญาณที่ห้าคือชีวิตและตราประทับทะเลวิญญาณ
ที่หกคือความตาย!
เมื่อมาถึงจุดนี้ หลินหมิงรู้สึกว่าการเข้าใจหลักการบนแท่นศักดิ์สิทธิ์
นั้นไม่ง่ายเหมือนการได้รับหน้าตำราทองคำจากเทือกเขาเทพวินาศ
นี่เป็นโอกาส! จุดเปลี่ยนที่อนุญาตให้เขามองดูมรดกกฎของผู้สร้าง
คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์!
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ หลินหมิงก็สูดลมหายใจเข้าลึกและรู้สึกตื่นเต้นขึ้น
เรื่อยๆ
จ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่าและผู้สร้างคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เป็นสองตัวตนไร้
เปรียบเมื่อหมื่นล้านปีก่อน แต่พวกเขาสองคนเดินไปตามเส้นทางแห่งนัก
สู้ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ผู็หนึ่งที่มุ่งเน้นภายใน ผู้หนึ่งที่มุ่งเน้นภายนอก – ถ้าเขาสามารถได้รับ
มรดกของผู้ทรงพลังไร้เปรียบทั้งสองนี้พร้อมกันและบ่มเพาะโลกภายใน
และโลกภายนอก เขาจะไปถึงขอบเขตเช่นใดกัน?
หากเขาสามารถหลอมรวมสองสิ่งเข้าด้วยกัน ความสำเร็จในอนาคต
ของเขาจะมิอาจจินตนาการ!
เขาอาจจะเหนือกว่าจ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่าและผู้สร้างคัมภีร์
ศักดิ์สิทธิ์ โดยสร้างขอบเขตใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน!
เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ หลินหมิงก็มั่นใจมากขึ้นว่าแท่นศักดิ์สิทธิ์บน
เทือกเขาเทพวินาศนั้นแท้จริงแล้วเป็นมรดกที่สืบทอดมาที่ยิ่งใหญ่และ
เป็นโชคเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่จะได้รับการรู้แจ้งจากที่นี่
ยากเกินไป ตั้งแต่สมัยโบราณ ผู้โดดเด่นชาววิญญาณได้พยายามที่จะ
เข้าใจหลักการที่นี่ แต่พวกเขาต่างก็กลับไปมือเปล่า
เพราะหลายคนล้มเหลวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายคนจึงมาถึงที่นี่
ด้วยความคิดเพียง ‘ลอง’ และเชื่อว่าการไม่เข้าใจอะไรที่นี่จะไม่สูญเสียเลย
ส่วนคนที่คิดไม่ถึงการได้รับหน้าตำราทองคำจะมาที่นี่และดูช่วงสั้นๆ
ในความเป็นจริง หลายคนเชื่อว่ามันไม่เหมาะที่จะบ่มเพาะที่นี่เป็น
เวลานานเพราะกฎนั้นวุ่นวาย แต่ พวกเขาไม่ได้ตระหนักว่าเป็นเพราะกฎ
ที่วุ่นวายเหล่านี้จึงทำให้พวกเขาไม่อาจรู้แจ้งอย่างสมบูรณ์