Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,861 ดิ้นรน
เซิ่งเหม่ยถอนหายใจลึกด้วยอารมณ์ ราวกับว่านางกำลังถอนหายใจ
ต่อโชคชะตาของนางเอง
หลินหมิงไม่รู้ว่าอะไรที่เซิ่งเหม่ยต้องเผชิญ สิ่งที่นางต้องการจะหนีไป
เป็นเวลากว่า100 ล้านปี แต่สิ่งที่เขารู้คือ เซิ่งเหม่ยเป็นคนที่มีความ
ทะเยอทะยานอย่างยิ่งใหญ่
ดั่งที่นางพูด –
หนอนที่อาศัยอยู่ท่ามกลางใบไม้ที่ตายแล้วและกิ่งก้านที่ร่วงหล่น มัน
จะไม่เข้าใจความงามและความยิ่งใหญ่ของโลกนี้!
และหนอนก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้
เนื่องจากชีวิตที่สั้น มันจึงไม่รู้จักอันตรายของโลกที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและ
หิมะ
แต่แล้วนักสู้ล่ะ? มันมิได้เป็นเช่นเดียวกันหรอกหรือ?
หมื่นล้านปีก่อน ผู้อาวุโสสูงสุดเหล่านั้นอาจดูสั่นสะเทือนไปทั่ว
สวรรค์และทำลายโลก แต่พวกเขาสามารถมองเห็นโลกอย่างแท้จริงเมื่อ
หมื่นล้านปีก่อนหรือไม่? จักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลปัจจุบันมีอำนาจ
มากเช่นกัน แต่เขาจะสามารถมองเห็นอนาคตของหมื่นล้านปีจากนี้ได้
หรือไม่
เซิ่งเหม่ยไม่เต็มใจที่จะมีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่ร้อยล้านปี นางต้องการมี
ชีวิตยืนยาวกว่านั้นเพื่อเป็นสักขีพยานในทุกสิ่งที่จักรวาลมีให้!
“ถึงแม้ว่าเผ่าพันธุ์เทพบรรพกาลจะไม่มีเทพแท้จริง แต่พวกเขาก็ยัง
สามารถต่อสู้กับชาวภูติเทพได้เป็นเวลานาน มันเป็นเพราะสิ่งที่เรียกว่า
‘ประกาศิตแห่งเทพ?”
หลินหมิงพบว่าเป็นการยากที่จะเชื่อว่าประกาศิตเดียวจะคุกคาม
จักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลได้
“ที่เรียกว่า ‘ประกาศิตแห่งเทพ’ เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกมันคือสิ่งใด? เจ้า
รู้หรือไม่ว่าต้นกำเนิดของพวกมันลึกล้ำเพียงใด? พวกมันเป็นสิ่งของที่ถูก
ทิ้งไว้โดยราชันเทพหลายคนในอดีต มีการกล่าวด้วยซ้ำว่าในประกาศิต
แห่งเทพเหล่านั้น มีอันที่ถูกทิ้งไว้โดยจ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่าด้วย ด้วยเหตุ
นี้ จึงมีมุมมองที่เชื่อว่าจ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่ามาจากเผ่าพันธุ์เทพบรรพ
กาล!”
“อะไรกัน!?”
หลินหมิงตกตะลึง จ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่ามาจากเผ่าพันธุ์เทพบรรพ
กาล?
“เจ้าคิดว่าจะเป็นสิ่งใดไปได้อีก? เขาเป็นตัวตนที่มีอยู่เมื่อ 10,000
ล้านปีก่อน เมื่อหมื่นล้านปีก่อน ชาวมนุษย์ ชาวภูติเทพและชาววิญญาณ
ทั้งสามเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ของยุคปัจจุบันยังไม่ได้ทะยานขึ้น มีเพียง
เผ่าพันธุ์โบราณจำนวนมากที่ไม่สมควรจะกล่าวถึงแล้วในตอนนี้ เป็นไป
ไม่ได้ที่เผ่าพันธุ์เล็กๆเหล่านี้จะมีโชคชะตาหรือภูมิหลังที่จะให้กำเนิด
สิ่งมีชีวิตอย่างไร้เปรียบได้เช่นจ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่าหรือผู้สร้างคัมภีร์
ศักดิ์สิทธิ์ ชาววิญญาณอาจประกาศไปทั่วโลกว่าผู้สร้างคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์
เป็นบรรพชนรุ่นแรกของชาววิญญาณ แต่ความจริงก็คือ นี่เป็นเพียง
ข้ออ้างสำหรับพวกเขาที่จะสืบทอดจักรวาลผืนนภานิมิตฝัน”
เซิ่งเหม่ยเย้ยหยันอย่างไร้ความปราณี คำพูดของนางทำให้ความคิด
ของหลินหมิงสะท้านราวกับว่านางกำลังดูถูกเหยียดหยามต่อการกระทำ
ของตัวตนระดับสูงชาววิญญาณ
“มันเป็นเช่นนี้เอง…”
หลินหมิงหวนนึกถึงข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวกับการบ่มเพาะแก่นสาร
พลังงานและศักดิ์สิทธิ์จากจ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่า เขามี 33 ร่างจำแลง
และศึกษา 33 เต๋าสวรรค์ ทุกคนไปถึงขอบเขตของเทพแท้จริง
นี่เป็นความสำเร็จที่คาดไม่ถึง! สำหรับชาวมนุษย์ ชาวภูติเทพและ
ชาววิญญาณ ทั้งสามเผ่าพันธุ์นี่เป็นเรื่องจริงโดยเฉพาะ
แต่เผ่าพันธุ์เทพบรรพกาลนั้นต่างออกไป วิญญาณ ร่างกายและโลก
ภายในของพวกเขาล้วนแต่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ และพวกเขาแข็งแกร่ง
โดยกำเนิดแต่เพียงผู้เดียว ครอบครองพรสวรรค์ในการบ่มเพาะแก่นสาร
พลังงานและศักดิ์สิทธิ์
จุดนี้ตรงกับเส้นทางการบ่มเพาะของจ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่า!
ความจริงก็คือ จ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่าดำรงอยู่เมื่อหมื่นล้านปีก่อน
เมื่อเวลาผ่านไปนาน อารยธรรมนักสู้ของจักรวาลได้รับความเดือดร้อน
มากมายและประวัติศาสตร์ได้สูญหายไปตามกาลเวลา ทุกอย่างกลายเป็น
สิ่งคลุมเครือและไม่เป็นที่รู้จัก
มันเป็นเรื่องยากสำหรับนักสู้ในยุคสมัยใหม่ที่จะย้อนกลับไปดูว่าจ้าว
แห่งเส้นทางอาชูร่ามีต้นกำเนิดมาจากเผ่าพันธุ์ใด แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
เผ่าพันธุ์เทพบรรพกาลนั้นเป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้ที่สุด
ในทำนองเดียวกัน ผู้สร้างคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์อาจมีพื้นหลังที่น่ากลัว
เช่นกัน
ดูเหมือนว่าเซิ่งเหม่ยจะเห็นความคิดของหลินหมิง นางถอนหายใจ
และพูดว่า “จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่และปราชญ์ในอดีตที่ผ่านมาเกือบทุกคนมี
กายศักดิ์สิทธิ์และสายเลือดเฉพาะแตกต่างกันไป หลินหมิง ถ้าเจ้า
ต้องการที่จะเป็นเทพเจ้าและสร้างเส้นทางของจักรพรรดิของตนเองโดย
ทิ้งตำนานที่ไม่รู้จักจบสิ้นสุดไว้ นั่นคือหลักฐานที่ว่า… เจ้าสามารถเป็นเทพ
เจ้าได้…”
เสียงของเซิ่งเหม่ยนั้นสงบ แต่หลินหมิงรู้ดีว่า ‘กลายเป็นเทพเจ้า’ ที่
นางพูดถึงนั้นไม่ง่ายเช่นการเข้าถึงขอบเขตเทพแท้จริง แต่เป็นการไปถึง
เทพแท้จริงสูงสุดหรือกระทั่งเหนือกว่านั้น
เพื่อที่จะก้าวข้ามเทพแท้จริง – การพูดมิง่ายกว่าทำหรอกหรือ? แม้ว่า
ชาวมนุษย์จะอยู่ในความสงบ และเขาครอบครองทั้งมรดกและทรัพยากร
ของเผ่าพันธุ์ แต่เขาก็อาจจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้!
ยิ่งมิต้องกล่าวถึงตอนนี้เมื่อมนุษย์จะประสบมหาภัยพิบัติในไม่ช้า
หลินหมิงจะสูญเสียการสนับสนุนของเขาและต่อสู้ในคลื่นไร้สิ้นสุด หาก
เขาประมาทเพียงเล็กน้อย ร่างกายและวิญญาณของเขาจะถูกทำลาย…
“จักรพรรดินี ข้ามีคำถาม… กี่สวรรค์ที่ชาวภูติเทพควบคุม?”
หลินหมิงถาม เขาต้องการรู้ถึงความแข็งแกร่งของชาวภูติเทพอย่าง
คร่าวๆ นั่นจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับเขา
“7 แห่ง เช่นเดียวกับชาววิญญาณของข้า แม้ว่ากำลังโดยรวมของ
พวกเขาจะด้อยกว่าเล็กน้อย!” เซิ่งเหม่ยพูดด้วยความมั่นใจ กล่าวอีกนัย
หนึ่งคือ จักรวาลผืนนภานิมิตฝันนั้น สำหรับเผ่าพันธุ์หนึ่ง มันมีประโยชน์
มากกว่าซากแดนปฐมกาล ท้ายที่สุด การฝึกกองทัพแบบสมรภูมิผืนนภา
นิมิตฝันเป็นสิ่งที่ซากแดนปฐมกาลไม่มี
“7 แห่ง… ถ้าหากชาววิญญาณและชาวภูติเทพมีเจ็ดสวรรค์ เผ่าพันธุ์
โบราณอื่นๆจะมีหนึ่งและแดนเทวะก็เป็นหนึ่งในนั้น เช่นนั้นข้าก็จักเพียง
16 สวรรค์เท่านั้น… ยังมีจักรวาลอีก 17 แห่งที่เหลืออยู่ มีเผ่าพันธุ์อื่น
หรือไม่?”
หลินหมิงถาม รู้สึกหดหู่เล็กน้อย ในอดีต ชาวมนุษย์ยืนอยู่ใกล้กับ
ชาวภูติเทพและชาววิญญาณ แต่ตอนนี้ พวกเขาเหลือเพียงสวรรค์เดียว
แน่นอนว่ายังมีมนุษย์จำนวนมาก ถูกกระจายไปทั่วดินแดนต่างๆของ
ชาวภูติเทพและชาววิญญาณ และอาจเรียกว่าทาส
ตอนนี้ชาวมนุษย์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในสามเผ่าพันธุ์สูงสุดมีเพียง
ข้อได้เปรียบของจำนวนที่เหลืออยู่
เซิ่งเหม่ยส่ายหัวของนาง “มีเผ่าพันธุ์ไม่มากนัก จาก 33 สวรรค์
หลายแห่งกันดาร บางแห่งมีกฎที่ไม่เป็นระเบียบ บางแห่งมีพลังงานต้น
กำเนิดเบาบาง บางแห่งเต็มไปด้วยสัตว์ดุร้ายที่ทรงพลัง ปัญหาเหล่านี้
ทั้งหมดเป็นผลสืบเนื่องที่ตามมาจากสงครามอันยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์นับ
ร้อยในสมัยโบราณ แต่… ความจริงก็คือ นี่ไม่ใช่ปัญหา กฎความโกลาหล
สามารถแยกและยืด พลังงานต้นกำเนิดเบาบางสามารถบำรุงและฟื้นฟูได้
และสัตว์ดุร้ายสามารถถูกสังหารได้ อย่างไรก็ตาม… ปัจจัยสำคัญที่สุด
สำหรับจักรวาลเหล่านี้คือ กำแพงอาดูรแห่งเทพที่กั้นสวรรค์ไม่ได้อ่อนแอ
มากนัก แม้แต่ในรอบล่าสุดของวัฏสงสาร 3.6 พันล้านปีก่อนก็ตาม ด้วย
เหตุนี้ มันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับทุกคนที่นอกเหนือจากเทพแท้จริงในการ
เข้าสู่สวรรค์อื่น ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นชาวภูติเทพหรือชาววิญญาณ มันก็เป็น
เรื่องยากสำหรับขุมกำลังใดๆที่จะขยายเข้าไปในพวกมันและนี่คือเหตุผลที่
พวกมันอยู่โดดเดี่ยวในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะมีเผ่าพันธุ์ที่
อาศัยภูมิหลังของพวกเขาในการขยายอย่างช้าๆไปตลอดทั้ง 33 สวรรค์
ได้!”
“ข้าเข้าใจ…”
หลินหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก เห็นได้ชัดว่าอารยธรรมนักสู้รุ่งเรือง
ที่สุดเมื่อหมื่นล้านปีก่อน ในเวลานั้น เป็นไปได้ว่าทั้ง 33 สวรรค์ได้รับการ
พัฒนาอย่างเต็มที่
แต่หลังจากนั้น เนื่องจากเหตุผลบางอย่าง เผ่าพันธุ์โบราณจำนวน
มากจึงเสื่อมถอยและสูญพันธุ์ไป อารยธรรมนักสู้พัฒนาขึ้นมาใน
ระยะแรกและต้องพัฒนาขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้น ตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญแห่งยุค
ปัจจุบันมีความด้อยในทั้งคุณภาพและปริมาณ
บางทีเมื่อเวลาผ่านไป ชาววิญญาณจะสามารถฟื้นฟูอารยธรรมนักสู้
ให้กลับคืนสู่ยุคทองเมื่อหมื่นล้านปีก่อนได้ แต่หลังจากนั้น พวกเขาก็อาจ
เสื่อมถอย
ทะยานขึ้น จางหายไปและจากนั้นเริ่มวงจรอีกครั้ง มันก็ดูเหมือนว่า
จะเป็นกฎของเต๋าสวรรค์
เมื่อเผชิญหน้ากับกฎที่ยิ่งใหญ่นี้ แม้แต่ตัวตนอย่างไร้เปรียบได้อย่าง
จ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่าและผู้สร้างคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่สามารถป้องกัน
ได้
“ข้าจะไปยังจักรวาลที่ซึ่งเผ่าพันธุ์เทพบรรพกาลอยู่ได้อย่างไร?”
หลินหมิงถามเซิ่งเหม่ย เนื่องจากชาววิญญาณสามารถต่อสู้กับชาวภูติเทพ
และชาวภูติเทพสามารถต่อสู้กับเผ่าพันธุ์โบราณได้ นั่นก็หมายความว่า
ชาววิญญาณต้องมีวิธีในการไปหาเผ่าพันธุ์โบราณ
“เจ้าอยากจะไปจริงหรือ?” เซิ่งเหม่ยมองไปยังหลินหมิง คิ้วของนาง
กดเข้าหากัน ในตอนแรกนางต้องการบอกหลินหมิงว่าเวลาของชาวมนุษย์
ใกล้จะถึงจุดจบแล้ว แต่นางไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะต้องการไปสู่เผ่าพันธุ์
เทพบรรพกาล
“ใช่!”
หลินหมิงไม่ได้ต้องการที่จะไปยังเผ่าพันธุ์เทพบรรพกาลอย่างไม่รู้
อะไร เผ่าพันธุ์เทพบรรพกาลอาจเกี่ยวข้องกับจ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่า
และจากจุดนี้เพียงลำพัง เขาก็ต้องไปดูว่าประกาศิตแห่งเทพที่จ้าวแห่ง
เส้นทางอาชูร่าทิ้งไว้นั้นเป็นอย่างไร
เซิ่งเหม่ยจ้องมองที่หลินหมิง นางรู้ว่าเมื่อหลินหมิงทำการตัดสินใจ
แล้วนั้น มันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเปลี่ยนใจ นี่เป็นเพียงบุคลิกที่
เขาเป็น
นางส่ายหัว “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากล้าหรือโง่กันแน่ หากมีวันที่เจ้าต้องเผชิญ
กับหายนะจริงๆแล้ว มันจะดีกว่าเสมอที่จะตายภายใต้น้ำมือของข้า
มากกว่าที่จะตายภายใต้น้ำมือชาวภูติเทพ…”
ขณะที่เซิ่งเหม่ยพูด นางก็เหาะขึ้นไป ร่างที่สง่างามของนางถูกปก
คลุมไปด้วยแสงจันทร์ไร้สิ้นสุด ราวกับว่านางกำลังเหยียบสายลมขณะที่
นางลอยไปบนท้องฟ้า
เช่นนี้ นางก็จากไป ไม่หันกลับมาอีกครั้งขณะที่นางนำความสับสน
ก่อนหน้านี้และความเด็ดขาดใหม่ของนางไปด้วย
หลินหมิงมองดูเซิ่งเหม่ยหายเข้าไปในขอบฟ้า เขารู้สึกเศร้าโศกอย่าง
กะทันหัน ซึ่งเขาไม่สามารถอธิบายได้…
ครั้งต่อไปที่พวกเขาพบกันนั้น สถานการณ์จะเป็นอย่างไร?
ความผันผวนของชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถูกพลิกและ
หมุนเป็นเกลียวคลื่น ในโลกอันยิ่งใหญ่นี้ ไม่มีใครสามารถทำสิ่งใดได้ตามที่
พวกเขาชอบ
หลินหมิงเป็นนกอินทรีหนุ่มที่เพิ่งหัดบิน เมื่อเผชิญหน้ากับพายุที่
กำลังจะมาถึง เขาก็ไม่สามารถไปถึงท้องฟ้าที่สูงกว่าได้ อย่างไรก็ตาม เซิ่ง
เหม่ยนั้นทรงพลังและบรรลุวัฏจักรที่เจ็ดของเคล็ดมหาเทพจุติ เมื่อนาง
ก้าวเข้าสู่ราชันสวรรค์อีกครั้ง ความแข็งแกร่งในการต่อสู้ที่แท้จริงของนาง
อาจไปถึงขอบเขตของเทพแท้จริง!
ถึงกระนั้น ในชีวิตของนาง นางก็ต้องแบกรับน้ำหนักอันหนักหน่วง
คนที่ทิ้งนางให้โดดเดี่ยวและสูญเสีย
ตามที่เซิ่งเหม่ยได้กล่าวไว้ ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือนาง พวกเขาทั้งสอง
จะมุ่งสู่กองไฟ แม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะรู้ชัดเจนว่ามีเปลวเพลิงที่โหม
กระหน่ำต่อหน้า พวกเขาก็ยังคงจะเร่งรีบเข้าไป
ภายใต้การจัดการของโชคชะตา แม้ว่าช่วงเวลาแรกจะมีความสุข แต่
ผลลัพธ์ก็อาจเกินจินตนาการทั้งหมด แม้แต่สหายก็สามารถกลายเป็นศัตรู
ต่อสู้เป็นตาย
อย่างไรก็ตาม แม้จะรู้สิ่งนี้ แต่พวกเขาจะยังคงเดินไปตามเส้นทางที่
พวกตนเลือก นั่นเป็นเพราะ… พวกเขายึดมั่นในหัวใจและมีความเชื่อของ
ตัวเอง!
ถ้าเพียงแค่ชีวิตยังคงเหมือนครั้งแรกที่เราพบกัน ทันใดนั้น เมื่อมอง
ย้อนกลับไปในแม่น้ำแห่งกาลเวลา มันก็ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่นอกจากหมอก
ข้าต้องดิ้นรนในฝุ่นและความโกลาหล แม้ว่าข้าจะเป็นเพียงคลื่น
เล็กๆ แต่ข้ายังคงจะเดินหน้าต่อไปอย่างกล้าหาญ…