Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,932 ขุนเขากระบี่
ตะวันและจันทราเคลื่อนผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิจากไปและกลับมา
ในดินแดนกว้างใหญ่นี้ หลินหมิงดูเหมือนจะหลับไหลไปชั่วนิรันดร์
ร่างของเขาถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้ร่วงและฝุ่น
ดินแดนอมตะนี้ แต่เดิมไม่มีอะไรนอกจากภาพลวงตา ตอนนี้ที่เซิ่ง
เหม่ยจากไป ภาพลวงตาก็หายไปเช่นกัน
ไม่ไกลจากหลินหมิง สัตว์ป่ามักจะโผล่ออกมาจากป่าเปลี่ยว
มีหมาป่าที่หิวโหยซึ่งต้องการกินหลินหมิงเป็นอาหาร แต่เมื่อพวกมัน
เดินเข้ามาใกล้ พวกมันก็ตกใจกลัวด้วยออร่าของต้นไม้ปีศาจที่อยู่ข้างเขา
และหนีหางจุกตูดไป
ปีแล้วปีเล่า หลินหมิงนอนอยู่ที่นี่อย่างว่างเปล่า
เขาสามารถรู้สึกถึงเพลิงแห่งชีวิตที่เริ่มอ่อนลงและการบ่มเพาะของ
เขาก็ค่อยๆตกลง
เมื่อแก่นพลังวิญญาณหายไป พลังชีวิตของเขาก็พังทลายลง
เขารู้สึกว่าจะไม่สามารถอยู่ได้อีกนาน
ดาวเคราะห์นภารินไหลเป็นโลกที่ให้กำเนิดเขา และตอนนี้ โลกนี้ก็
จะกลายเป็นหลุมฝังศพของเขา…
เขาไม่รู้ว่าชาวมนุษย์กำลังทำอะไรอยู่ พวกเขาก่อตั้งฐานของตนเอง
ในดินแดนรกร้างและเริ่มพัฒนาคนรุ่นใหม่แล้วหรือไม่?
ราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะ นางสามารถหลบหนีจากการถูกตามล่า
ของชาวภูติเทพได้หรือไม่?
ผู้อาวุโสสามภพ เขาใช้ชีวิตอย่างไม่เสียใจหรือไม่?
นอกจากนี้ยังมีราชันสวรรค์เอกภพอนันต์… พูดอย่างตรงไปตรงมา
เขาไม่แข็งแกร่งเกินไปและเขาก็ไม่แก่เกินไป แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยัง
ติดตามราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะเพื่อต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ด้วยโอกาส
ตาย 9 ใน 10 แล้วเขาโชคดีพอที่จะมีชีวิตรอดหรือไม่?
หลินหมิงถอนหายใจเบาๆ ในเวลานี้ เขาไม่ได้มีคุณสมบัติที่จะใสใจ
เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป เขาเป็นผู้มีพรสวรรค์ไร้ขีดจำกัดแห่งสวรรค์
และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่ถูกกำหนดให้เป็นเทพแท้จริงสูงสุด บางที
อาจจะถึงขอบเขตของจ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่า
แต่ในที่สุด การบ่มเพาะของเขาก็มาถึงผู้ปกครองเทวะสูงสุด เขายัง
ไม่สามารถก้าวเข้าสู่ราชันพิภพได้ สำหรับการชมเชยและการชื่นชม
ทั้งหมดที่เขาเคยได้รับมา เขาก็ไม่มีอะไรนอกจากเรื่องตลก
ในวันนี้ หลินหมิงพยายามยืนขึ้นอย่างช้าๆ กองดินและหญ้าสีเขียว
ได้เติบโตทั่วร่างกายของเขา
เขารู้สึกว่าตนไม่มีพลังชีวิตเหลืออยู่มาก แต่เขาไม่ต้องการที่จะ
กลายเป็นสิ่งสกปรกที่นี่ต่อไป
ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เขาต้องการเยี่ยมชมสถานที่บางแห่งของ
ดาวเคราะห์นภารินไหลและดูสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง
จากนั้น เขาก็จะสามารถรอความตายอย่างสงบที่นี่
เขาเดินออกไป
ออกจากป่านี้
เขาไม่ได้เหาะเหินและเขาไม่ได้ฉีกห้วงมิติ แม้ว่าเขาจะทำได้อย่าง
ง่ายดายด้วยการบ่มเพาะที่เหลืออยู่ในปัจจุบันก็ตาม
เขาเพียงใช้เท้าเท่านั้น อย่างช้าๆ เขาก้าวจากดินแดนนี้ไป
ย่างก้าวของเขาเชื่องช้าแต่เด็ดเดี่ยว
เขากระจายสัมผัสรับรู้ของตนและพบว่าต้องการไปในทิศทางใด
เขาปีนข้ามขุนเขา ลุยผ่านแม่น้ำ ว่ายข้ามทะเล…
ทะเลของทวีปนภารินไหลนั้นกว้างใหญ่ เขาบุกเข้าไปในเกลียวคลื่น
ว่ายน้ำพร้อมกับปลาวาฬขนาดใหญ่เท่าขุนเขา เขาเห็นสายฟ้าที่หนาทึบ
ตัดผ่านท้องฟ้า ฉีกผ่านผืนน้ำ เขาเห็นรุ้งปรากฏขึ้นหลังฝน ยืดยาวผ่าน
ขอบฟ้า
ฉากเหล่านี้ทั้งหมดที่เขาเห็นในทะเลลึกจะทำให้ปุถุชนถอนหายใจ
ด้วยการสรรเสริญ
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงเพียงเงียบงันเมื่อเห็นทั้งหมดนี้
ในที่สุด เขาก็ข้ามทะเลนี้ได้ เขาได้ใช้สัมผัสรับรู้ของตนในการ
ตรวจสอบสภาพแวดล้อมและรู้ว่าทะเลนี้เรียกว่าทะเลทางใต้
ซ่วนหวู๋จี๋ที่เขาต่อสู้ในอดีตนั้นมาจากดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้
เขาข้ามทะเลทางใต้และเข้าใกล้จุดหมายของตนมากขึ้น เขาต้องการ
ไปยังเมืองใบหม่อนสีเขียว กลับไปยังสถานที่ซึ่งเขาอาศัยอยู่ในวัยหนุ่ม
ของตนและมองดูอดีตของเขาที่นั่น…
นี่คือความปรารถนาสุดท้ายของชีวิตเขา
เขาหยิบหน้ากากหยกไม้จิตวิญญาณออกมาจากแหวนมิติ อันที่เขา
เลือกคือหน้ากากที่ครั้งหนึ่งเขาสวมใส่ในอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เก้าเตาหลอม
เทวะ
เขารู้ว่าในภูมิภาคเขตแดนทางใต้และอาณาจักรลิขิตฟ้ามีคนมากมาย
ที่เคยเห็นรูปปั้นเหมือนของเขา เขาไม่ต้องการถูกรู้จากใคร เพราะเขา
สามารถเดาได้ว่าแล้วในเวลานี้แดนเทวะจะตกอยู่ในมือของศัตรู
แม้ว่าเปลวเพลิงแห่งสงครามจะยังไม่มาถึงดาวเคราะห์นภารินไหล
แต่นี่ก็เป็นเพียงชั่วคราว หากชาวภูติเทพรู้ว่าเขาอยู่ในดาวเคราะห์นภาริน
ไหล ผลที่ตามมาจะมิอาจจินตนาการ
หลินหมิงอาจไม่สนใจชีวิตของเขาเอง แต่สิ่งนี้จะนำมาซึ่งความ
หายนะร้ายแรงสู่ชีวิตบนดาวเคราะห์นภารินไหล
ทุกคนในโลกนี้จะตายไปพร้อมกับเขา
เขาสวมหน้ากากและเดินหน้าต่อไปทีละก้าว
จากนั้น ด้านหน้าของเขามีขุนเขาปรากฏขึ้น
ขุนเขานี้สูงตระหง่านและด้านข้างของเขาสูงชันและอันตราย มัน
เหมือนกระบี่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเสียบลงพื้น
หลินหมิงมองไปยังขุนเขานี้ เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะเริ่มปีน
ขึ้นไป
“นี่พี่ชาย อย่าปีนขึ้นไปบนขุนเขานี้ เจ้าไม่สามารถปีนขึ้นไปได้”
เมื่อหลินหมิงเริ่มขึ้นไป เขาก็ได้ยินเสียงพูดจากข้างหลังเขา เขาหัน
มาและเห็นชายหนุ่มและหญิงสาว
พวกเขาถือกระบี่ไว้ในมือและเป็นนักสู้ชาวมนุษย์อย่างชัดเจน
ชายผู้นี้มีอายุ 20 ปีและหญิงสาวที่ดูอายุประมาณ 18-19 ปี การบ่ม
เพาะของพวกเขาอยู่ที่ขั้นปราณต้นฟ้าและขั้นผสานชีพจรตามลำดับ ตาม
มาตรฐานของโลกปุถุชน สำหรับเด็กสองคนที่มีการบ่มเพาะเช่นนี้นั้น มัน
หมายความว่าพวกเขาเป็นผู้โดดเด่น
พวกเขาตกตะลึงเมื่อเห็นหน้ากากของหลินหมิง ราวกับว่าพวกเขา
ไม่ได้คาดหวังว่าคนแปลกหน้าเช่นนี้จะปรากฏตัว คนผู้นี้ดูประหลาดและ
ยังสวมหน้ากากที่เย็นชาและไร้หัวใจ ดูเหมือนว่าพวกเขาได้พบกับคน
แปลกอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม พวกเขายังพูดอย่างสุภาพกับเขา “ข้าเห็นได้ว่าเจ้า
ไม่ได้อายุน้อย แต่ความแข็งแกร่งทางร่างกายของเจ้าค่อนข้างดีและเจ้าก็
ฝึกฝนเส้นทางแห่งนักสู้ด้วย หากเจ้าต้องการปีนขุนเขากระบี่ อาจเป็น
เพราะเจ้าต้องการที่จะค้นหาจ้าวกระบี่อมตะและขอเป็นศิษย์ของเขา? ถ้า
เป็นเช่นนั้น ข้าก็ขอเตือนให้เจ้ายอมแพ้ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะหยาบคาย แต่
ด้วยการบ่มเพาะของเจ้า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะปีนขุนเขานี้ และแม้ว่าเจ้า
จะทำได้ แต่เจ้าก็จะไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นศิษย์ ข้าได้ยินมาว่า
หลังจากนี้ไม่นาน จ้าวกระบี่อมตะของขุนเขากระบี่จะมีการชุมนุมของ
ผู้ใช้กระบี่ และในเวลานั้น ผู้เชี่ยวชาญทุกคนจากทั่วทั้งภูมิภาคเขตแดน
ทางใต้จะมาถึงที่นี่ แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีหลายคนที่ไม่สามารถขึ้นไปบน
ขุนเขาได้ เพราะอาจารย์ของเรา เราจึงสามารถขึ้นไปด้วยตัวเองครั้ง
เดียว!”
ขณะที่คู่หนุ่มสาวพูด หญิงศิษย์็มีท่าทางที่ค่อนข้างพึงพอใจ เห็นได้
ชัดว่าพวกเขาเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน อาจารย์ของพวกเขาเองก็มี
ชื่อเสียงอย่างมากในภูมิภาคเขตแดนทางใต้
หลินหมิงหันหลังกลับอย่างเงียบๆ เขายังคงปีนขึ้นไป ตั้งแต่ต้นจนจบ
เขาไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
หัวใจของเขาถูกเผาไหม้เป็นเถ้าแล้ว ความปรารถนาสุดท้ายของชีวิต
เขาคือการได้เห็นสถานที่ซึ่งเขาเคยอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์นภารินไหล;
เขาไม่ต้องการติดต่อกับผู้คนที่นี่
ในโลกนี้ เขาเป็นเพียงนักเดินเดียวดาย…
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหลินหมิง ปากของเด็กหนุ่มก็อ้าค้าง เขาถูกทิ้ง
ให้โง่งม
แต่ศิษย์น้องหญิงของเขากลับกระทืบเท้าด้วยความโทษะและกล่าว
ว่า “เขากลับคิดว่าความตั้งใจที่ดีของเรามีความหมายที่ชั่วร้ายอยู่
เบื้องหลัง คนเช่นนี้ควรได้สิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับ!”
ผู้เป็นศิษย์พี่ถอนหายใจ เขาผายมือแล้วกล่าวว่า “เมื่อมองหน้ากาก
แปลกๆที่เขาสวมใส่และตัวตนของเขา เขาควรจะเป็นคนที่แปลก
ประหลาด เรามารออีกสองสามชั่วโมงก่อนที่ท่านอาจารย์จะกลับมา ข้า
สงสัยว่าเขาจะมอบของขวัญอันใดให้แก่จ้าวกระบี่อมตะ…”
คู่หนุ่มสาวพูดคุย ไม่ใสใจกับหลินหมิงอีกต่อไป
พวกเขาคิดว่าหลินหมิงจะไม่สามารถอยู่ได้นานกว่านี้และจะลงมา
จากขุนเขาอย่างสิ้นหวัง และจากนั้นพวกเขาจะอยู่ที่ฐานของขุนเขาและ
ช่วยเขาได้ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจคือ หลินหมิงปีนขึ้นไปบน
ขุนเขาและหายไปโดยไม่มีร่องลอยใดๆ ราวกับว่าเขาประสบความสำเร็จ
อย่างแท้จริงในการขึ้นสู่ยอดเขา
ในเวลานี้ หลินหมิงอยู่ครึ่งทางขึ้นเขาแล้ว เขาสามารถกระโดดข้าม
ขุนเขาเช่นนี้ได้ด้วยก้าวเดียว แต่วันนี้ เขาเลือกที่จะปีนขึ้นและช้าอย่าง
มาก
เขารู้สึกถึงพลังกระบี่อันอุดมสมบูรณ์ที่มาจากขุนเขานี้
ในสายตาของหลินหมิง พลังกระบี่นี้ไม่แข็งแกร่งเลย
แต่ในโลกปุถุชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเขตแดนทางใต้
พลังงานกระบี่นี้ทรงพลังอย่างมาก แม้แต่หลินหมิงก็ยังรู้สึกได้ถึงพลังอัน
ยิ่งใหญ่และไม่รู้จบจากพลังกระบี่นี้ เช่นทะเลและขุนเขาที่พลุ่งพล่าน
นี่คือประเภทของวิถี วิถีแห่งกระบี่
เหตุผลที่คู่หนุ่มสาวบอกว่านักสู้ของภูมิภาคเขตแดนทางใต้ไม่
สามารถปีนขึ้นไปบนขุนเขานี้ได้นั้นเพราะมีเจตจำนงกระบี่ที่นี่
ในภูมิภาคเขตแดนทางใต้ มันเป็นเรื่องยากมากที่จะมีผู้มีพรสวรรค์
กระบี่เช่นนี้
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงไม่ได้สนใจเรื่องนี้สักนิด เขาเพียงผ่านมา
ใบหน้าของเขายังคงเฉยเมยขณะที่ปีนขุนเขานี้
แต่ในเวลานี้ เขาได้ยินเสียงหัวเราะชัดเจน ลำแสงสีน้ำเงินฉีกผ่าน
ท้องฟ้าและแยกเมฆออกจากกัน
บนท้องฟ้า ร่างที่คลุมเครือของชายชุดฟ้าปรากฏขึ้น ชายผู้นี้ดูเหมือน
จะอายุประมาณ 30 ปี
ถือกระบี่คู่และคิ้วของเขาตรงและชัน เขาเป็นคนที่มีชีวิตชีวาและ
อาจหาญ
แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแวบเดียว แต่หลินหมิงมีสายตาเฉียบคมเพียงใด
น่ะหรือ? เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นใคร
ดังนั้นมันก็เป็นเขา…
สีหน้าของหลินหมิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย หลังจากกว่า 130 ปีที่ผ่านมา
แม้ว่ารูปลักษณ์ของบุคคลนี้จะเปลี่ยนไปจากอดีต แต่หลินหมิงก็ยังจำเขา
ได้
คนผู้นี้เป็นคนที่เขาต่อสู้ด้วยในรอบชิงชนะเลิศของงานประลองร่วม
ชุมนุมแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ แซ่ของเขาคือ เจียง, เจียงเป่าอวิ๋น
เจียงเป่าอวิ๋น ดังนั้น จ้าวกระบี่อมตะแห่งขุนเขากระบี่ก็เป็นเขา…
หลินหมิงรู้สึกประหลาดใจช่วงเวลาสั้นๆ
ใช่แล้ว… ในทั้งภูมิภาคเขตแดนทางใต้ เจียงเป่าอวิ๋นถูกมองว่าเป็น
ตัวตนที่โดดเด่นอย่างแท้จริง ด้วยวัยของเขา การได้รับการพิจารณาให้
เป็นจ้าวกระบี่อมตะและการครอบครองเจตจำนงกระบี่เช่นนี้ก็
สมเหตุสมผลเช่นกัน