Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 2,014A ดาราจักรเทพอัคคี
หลินหมิงเดินทางผ่านผืนฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวอย่างรวดเร็ว เขา
ได้รับสิ่งที่ต้องการจากราชันสวรรค์เมฆาอสุนีบาตที่ตายแล้ว – ข้อมูลที่
ละเอียดมากซึ่งเกี่ยวข้องกับตำแหน่งกองทัพของชาวภูติเทพ
ข้อมูลจำนวนมากนี้ไม่ได้ถูกบันทึกในแผ่นหยก ส่วนใหญ่อยู่ในจิตใจ
ของราชันสวรรค์เมฆาอสุนีบาตและต้องขอบคุณกล่องปัญญาแห่งพระเจ้า
หลินหมิงจึงได้รับสิ่งนี้มาอย่างง่ายดาย
ในปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าหลินหมิงมีความเข้าใจอย่างกว้างขวาง
เกี่ยวกับสงครามระหว่างชาวภูติเทพและชาวมนุษย์ในจักรวาลรกร้าง
ตอนนี้ เขามุ่งหน้าไปยังดินแดนดาวที่เรียกว่าดาราจักรเทพอัคคี มีขุม
กำลังชาวภูติเทพอีกหนึ่งที่นั่น เขาวางแผนจะกำจัดอย่างสมบูรณ์
เขาจะโจมตีที่ด้านหลังของชาวภูติเทพและเริ่มต้นพายุโลหิตแห่ง
สังหารอันน่าสะพรึงกลัว ด้วยลมหายใจเดียว เขาจะพลิกสวรรค์และปฐพี
และทำให้แม่ทัพทั้งห้าของชาวภูติเทพไม่มีทางเลือกนอกจากหันความ
สนใจมายังเขา
หลินหมิงรู้ว่าเนื่องจากจักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลได้ควบคุมจอม
เขมือบในการกลืนกฎเต๋าสวรรค์ เขาก็ไม่สามารถหยุดกระบวนการนั้นได้
สำหรับราชาเทพขนวิหคเหินหาวและราชาเทพขุนพลสวรรค์ พวก
เขาต่อสู้กับราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะในที่ไกลและไม่สามารถถอนตัวมาได้
อันที่จริง หลินหมิงยังสงสัยว่าราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะอาจมิ
สามารถเป็นคู่มือของทั้งสองได้ ท้ายที่สุด ผู้ที่สามารถบรรลุความสูงส่ง
เช่นเทพแท้จริงนั้นล้วนมีพรสวรรค์อย่างไม่น่าเชื่อ อย่างน้อยก็ในระดับ
จักรพรรดิสักกะ ไม่มีใครอ่อนแอ และถึงแม้ว่านิมิตฝันเทวะจะได้บ่มเพาะ
พลังงานและวิญญาณ แต่บางทีนางอาจความแข็งแกร่งมากกว่าเดิม แต่
นางก็ยังไม่สามารถเผชิญหน้ากับทั้งคู่ได้
หลินหมิงคาดการณ์ว่าราชาเทพขนวิหคเหินหาวและราชาเทพขุนพล
สวรรค์ต่างก็ไม่เต็มใจที่จะทำงานจนตัวตายเพื่อจักรพรรดิภูติเทพฟ้า
บันดาล แม้ว่าพวกเขาจะเข้าไปยุ่งในสงครามของชาวภูติเทพและชาว
มนุษย์เพราะเหตุผลบางอย่างที่ไม่ทราบ แต่พวกเขาก็ยังคงไม่ทุ่มสุดตัวใส่
นิมิตฝันเทวะและไล่ล่าศัตรูที่ไม่รู้จัก
เทพแท้จริงล้วนแต่เป็นคนที่จองหอง ศัตรูที่เกิดขึ้นฉับพลันเช่นเขา
ย่อมก็ไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นความสนใจได้
เช่นนั้น ถ้าเพิกเฉยต่อเทพแท้จริงทั้งสามนี้ สิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มาก
ที่สุดก็คือ บุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาลที่มากความมั่นใจจะมาหาเขา
หลินหมิงเข้าใจบุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาลดี พวกเขาเป็นคู่ปรับมา
หลายปีแล้ว และเขาก็เข้าใจความแข็งแกร่งและจุดอ่อนของจักรพรรดิภูติ
เทพฟ้าบันดาล
เขาสามารถล่อบุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาลมาที่นี่ได้ เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น
เขาสามารถแสดงแผนของตนและเพิ่มความแข็งแกร่งได้ในระยะเวลาอัน
สั้น!
“ดาราจักรเทพอัคคี… หึ!”
หลินหมิงมองไปยังดาราจักรรูปทรงกระแสวังวนมืดซึ่งอยู่ใน
ระยะไกล แสงแห่งการฆ่าฟันฉายในแววตาของเขา ในช่วงเวลาต่อมา เขา
ฉีกผ่านห้วงมิติและหายไป
หลินหมิงพุ่งผ่านอย่างรวดเร็วไปข้างหน้า เขาจดจำรายละเอียดแผน
ที่ของขุมกำลังชาวภูติเทพได้หมดแล้ว!
หลายวันต่อมา ในที่สุดหลินหมิงก็มาถึงที่หมายของเขา จาก
ระยะไกล เขาสามารถเห็นกลุ่มดาวเคราะห์ เขารู้ว่าดาวเคราะห์เหล่านี้
เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของชาวมนุษย์ที่ถูกยึดครองโดยชาวภูติเทพ ชาวมนุษย์
มากกว่าสิบล้านล้านล้านล้านคนอาศัยอยู่ที่นี่
ในคำพูดของชาวภูติเทพนี้ มันไม่มีอะไรเลยนอกจากคุกยักษ์ที่เกิดขึ้น
ตามธรรมชาติ นี่คือค่ายชาวมนุษย์ ‘ค่ายกักกันทาส’
หลังจากเข้าสู่จักรวาลรกร้าง หลินหมิงก็เคยได้ยินเกี่ยวกับนักโทษ
และทาสของชาวมนุษย์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาไม่เคยเห็นสภาพจริง
ขุมกำลังชาวภูติเทพถูกส่งไปประจำการใกล้กับดาวเคราะห์เหล่านี้
เหนือทุกดาวเคราะห์ มันจะมี 12 ตำหนักศักดิ์สิทธิ์ลอยอยู่ ตำหนัก
ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้โยงกันเป็นสนามพลังที่ครอบคุลมทั้งดาวเคราะห์
สนามพลังดังกล่าวหาใช่สิ่งที่ชาวมนุษย์ซึ่งเป็นเชลยบนดาวเคราะห์
เหล่านี้จะสามารถทำลายได้
จะถูกต้องกว่าที่จะบอกว่าพวกเขาไม่ได้เป็นเชลยสงคราม แต่เป็น
ไพร่
ดาราจักรนี้มีชื่อว่า ดาราจักรเทพอัคคี ตำหนักสวรรค์ของชาวมนุษย์
ในดาราจักรนี้ได้พังลงในสงครามกับชาวภูติเทพ ตอนนี้ สิ่งที่เหลืออยู่ก็มี
เพียงผู้ที่ไม่อาจไปถึงขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์ด้วยซ้ำ
……….
ความจริงก็คือ ดาราจักรเทพอัคคีได้ถูกจัดขึ้นโดยชาวภูติเทพมานาน
กว่า 100 ปีแล้ว
สำหรับผู้เชี่ยวชาญ ร้อยปีกว่านี้อาจเป็นเพียงแค่การเข้าฌานหรือ
ช่วงเวลาการปิดด่าน แต่สำหรับปุถุชน นี่เป็นทั้งชีวิต…
ไพร่ชาวมนุษย์ที่หลงเหลือในดาราจักรเทพอัคคีไม่ได้มีพรสวรรค์
ระดับสูงอยู่แต่แรก และภายใต้กฎเหล็กของชาวภูติเทพ พวกเขาไม่มีทาง
ที่จะบ่มเพาะได้สูง สิ่งนี้ทำให้ความแข็งแรงโดยรวมของพวกเขาลดลง
อย่างรวดเร็ว
และกว่า 50 ปีก่อน กลุ่มผู้บุกเบิกของชาวภูติเทพได้มาถึงดาราจักร
เทพอัคคี
คนเหล่านี้มาจากจักรวาลพื้นเมืองเพื่อชาวภูติเทพ กล่าวตามตรง
พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ดีนักในบรรดาชาวภูติเทพ หลายคนเป็นโจร คนจร
จัดและประเภทอื่นๆ เพราะมันยากสำหรับพวกเขาที่จะอยู่รอดในสวรรค์
สันนิบาตภูติเทพ พวกเขาจึงสมัครใจมายังจักรวาลรกร้างของชาวมนุษย์
เพื่อพัฒนา ‘ดินแดนบริสุทธิ์’ นี้
หากใครเป็นบุคคลที่มีชีวิตที่ดี มั่งคั่งและมีเกียรติท่ามกลางชาวภูติ
เทพแล้ว ผู้ใดจะยอมมายังดินแดนที่แห้งแล้งและห่างไกลเช่นนี้?
และสิ่งที่เรียกว่า ‘การพัฒนาดินแดนพิสุทธิ์’ ที่ผู้บุกเบิกชาวภูติเทพ
ทำคือ การปล้นฆ่าไปทั่วดาราจักรเทพอัคคี ทรัพยากรที่ได้ถูกจัดตั้งขึ้น
แล้วที่นี่ เช่น สมุนไพร เหมือง ดินแดนจิตวิญญาณ ถูกนำมาใช้เพื่อพวก
เขา
กองทัพชาวภูติเทพย่อมยอมรับสิ่งเหล่านี้โดยปริยาย เป้าหมายของ
พวกเขาในการรุกรานจักรวาลรกร้างนั้นชัดเจนแล้ว
ประการแรกคือ การขยายขอบเขตของชาวภูติเทพ พัฒนาทรัพยากร
มากขึ้น และถ้าเป็นไปได้ การยึดครองประกาศิตอาชูร่าที่สามารถทะลวง
ผ่านกำแพงอาดูรแห่งเทพเพื่อพวกเขาจะได้ช่วยเหลือจักรพรรดิภูติเทพ
ฟ้าบันดาลในสิ่งที่เขาต้องการ ฟื้นคืนจอมเขมือบให้กลับสู่สภาวะเดิม
ประการที่สองคือ การตัดมรดกของชาวมนุษย์เพื่อตัดปัญหาทั้งหมด
จากราก บดขยี้ความหวังในอนาคตและโอกาสที่ชาวมนุษย์จะตอบโต้ใน
อนาคต!
ตอนที่ 2,014B มังกรทมิฬคำรามสู่จันทร์กระจ่าง
ซ่งหยานเป็นชาวมนุษย์ทั่วไปในดาราจักรเทพอัคคี เขามีอายุ 200 ปี
แล้วและเกือบจะมิอาจผ่านเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าได้ ในบรรดาฝูงชน
เขาถือว่าเป็นมาตรฐานสำหรับไพร่
เมื่อเขาเกิด สงครามระหว่างชาวภูติเทพและชาวมนุษย์ในจักรวาลรก
ร้างได้เริ่มขึ้นแล้ว
และเมื่อเขามีอายุมากขึ้น เปลวเพลิงแห่งสงครามก็มาถึงบ้านของเขา
และดาราจักรเทพอัคคีก็ตกลงอยู่ในมือศัตรู ดังนั้นตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
เขาพร้อมกับสหายสิบล้านล้านล้านล้านจึงตกเป็นทาส
เมื่อซ่งหยานเป็นเด็ก เขาได้อ่านตำราประวัติศาสตร์และรู้เกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์ของชาวมนุษย์เมื่อ 6500 ปีก่อน เนื่องจากแดนเทวะถูก
พิชิต ชาวมนุษย์จึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย
แต่เวลากว่า 6,000 ปีที่ผ่านมานี้เป็นเพียงระยะเวลาที่ห่างไกลเกินไป
สำหรับซ่งหยาน สำหรับเขา เขาไม่เคยคิดเลยว่าชะตากรรมและชีวิตของ
การเป็นทาสจะมาถึงอย่างรวดเร็ว
นี่เป็นฝันร้ายที่น่ากลัวมาก!
ซ่งหยานยึดความฝันและความปรารถนาของตัวเองอยู่เสมอ เขา
ต้องการที่จะเป็นนักรบต่อสู้เพื่อชาวมนุษย์ เขาไม่เคยหวังที่จะกลายเป็นผู้
มีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งที่สุดในโลกที่ได้รับความเคารพจากทุกคน แต่เพียงเป็น
นักรบธรรมดาสามัญของตำหนักสวรรค์เทพอัคคีก็มากเกินพอ
อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติขั้นพื้นฐานที่สุดที่จะกลายเป็นนักรบตำหนัก
เทพอัคคีคือการก้าวเข้าสู่ขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์ก่อนอายุพันปี
สำหรับซ่งหยาน นี่เป็นเรื่องยากเกินไป
เขาไม่ได้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์สูงและโชคชะตาไม่เคยให้โอกาสเขา
มาก่อน
ท้ายที่สุด ความฝันเหล่านี้ก็ยังคงเป็นเพียงความฝัน
เขาบังคับตัวเองให้ตื่นและยอมรับความจริงตรงหน้า เมื่อเขาอยู่ใน
ขั้นปราณต้นฟ้าสูงสุด เขาก็แต่งงานกับหญิงคนหนึ่ง นางเป็นผู้หญิงอบอุ่น
ที่มีพรสวรรค์สามัญ แต่เขาก็รักนางสุดหัวใจ ในทางกลับกัน นางให้กำเนิด
บุตรที่น่ารักสามคน ชายหนึ่งและหญิงสอง
อย่างไรก็ตาม เด็กทั้งสามคนนี้เกิดมาในฝันร้ายไม่รู้จบ ที่ซึ่งจะกลืน
บุคคลทั้งหมดและไม่เหลือแม้แต่กระดูก
การฆาตกรรม การปล้น การข่มขืน หญิงสาวถูกจับและใช้เป็นเตา
หลอมที่มีชีวิต ถูกขายเป็นทาสและเด็กชายบางคนถูกนำไปบูชายัญโลหิต
…
ซ่งหยานไม่รู้ว่าวันใดที่เรื่องน่ากลัวเหล่านี้จะสิ้นสุดลง สงคราม
ระหว่างชาวมนุษย์กับชาวภูติเทพจะดำเนินต่อไปอีกหลายพันปี แต่เขาจะ
มีชีวิตอยู่ถึงอีกหลายพันปีหรือไม่?
ลูกหลาน และแม้แต่เหลนของเขาพวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตผ่าน
หลายพันปีเหล่านั้นได้หรือไม่?
และทั้งหมดนี้ก็คือ… หากเขาสามารถมีหลานได้
เขาเป็นมดตัวหนึ่งที่เผชิญหน้ากับยุคน้ำแข็งที่จะดำเนินต่อไปเป็น
ระยะเวลาไม่ทราบปี เขายืนเงียบงันอยู่ในทุ่งน้ำแข็งอันอ้างว้าง รอความ
ตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“วา -!”
เสียงร้องดังกระจายไปทั่วอากาศ
บุตรสาวของเขากำลังร้องไห้
หัวใจของซ่งหยานเจ็บปวด เขาหันไปมองบุตรชายอายุ 12 ปี
ประคองบุตรสาววัย 3 ขวบของเขา
บุตรสาวของเขา นางหิว
ซ่งหยานเพิ่งเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า ในจักรวาลรกร้างที่เต็มไปด้วย
พลังงานต้นกำเนิดยุ่งเหยิงนั้น แม้ว่าเขาจะไม่สามารถจัดการกับความหิว
โหยและกระหายได้อย่างสมบูรณ์ เขาก็ยังคงอยู่รอดได้ผ่านเดือน เขา
ต้องการเพียงแค่ดื่มน้ำและดูดซับพลังงานต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีเพื่อ
ประทังความหิวของตนได้
แต่บุตรชาย บุตรสาวและภรรยาของเขานั้นต่างออกไป
พวกเขาจำเป็นต้องกิน พวกเขาต้องการอาหาร
ในอดีต ในโลกของนักสู้ การอดอาหารเนื่องจากขาดอาหารนั้น
เป็นไปไม่ได้ เพราะพวกเขาแข็งแกร่งและพวกเขามีความสามารถในการ
พิชิตดินแดนและธรรมชาติรอบตัว
สิ่งประเภทนี้จะเกิดขึ้นในสังคมชาวมนุษย์เมื่อก่อนเท่านั้น
แต่ตอนนี้ ดาราจักรเทพอัคคีอยู่ในสภาพเช่นนี้ จากประชากรสิบล้าน
ล้านล้านล้านคน กว่าเก้าสิบล้านล้านล้านล้านคนไม่สามารถบรรลุสภาพ
ความอยากอาหารได้อย่างสมบูรณ์ พวกเขาต้องการกินธัญพืชจำนวนมาก
และการปันส่วนอื่นๆ
หลังจากความวุ่นวายของสงคราม ประชาชนทั่วไปจำนวนมาก
สูญเสียการปกป้องจากนักรบ และหากไม่มีการป้องกัน พวกเขาก็ไม่มีทาง
ที่จะเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรดุร้ายที่อาละวาดผ่านอาณาจักรเปิด พวกเขา
ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องรีบเข้าไปในเมืองและปล่อยให้ไร่นาที่อุดม
สมบูรณ์กลายเป็นทุ่งที่ถูกทิ้งร้าง…
สำหรับแหล่งอาหารที่เหลือทั้งหมดนี้ มันถูกควบคุมโดยโจรของชาว
ภูติเทพ 50 หินตะวันม่วงไม่สามารถซื้อ 1 ถุงข้าวได้ และนี่เป็นราคาที่สูง
กว่าราคาในแดนเทวะมากโข ถ้าใครอยากมีชีวิตอยู่ พวกเขาก็ไม่มี
ทางเลือกนอกจากไปอุโมงค์และทำเหมือง แต่ในอาณาจักรเปิดที่เต็มไป
ด้วยสัตว์อสูรดุร้าย การออกไปโดยประมาทก็เหมือนกับการเล่นเดิมพัน
ชีวิตของตนเอง มันเป็นเรื่องยากสำหรับทุกคนที่จะมีชีวิตรอดในสามปี
ด้านนอก
เพราะนางหิวโหยมาเป็นเวลานาน บุตรสาวของซ่งหยานจึงผอม
ภรรยาของซ่งหยาง โจวฮุ่ยกำลังเลี้ยงดูบุตรสาวคนเล็ก ขณะที่นางได้
ยินเสียงร้องของบุตรอีกคน นางก็เจ็บปวดราวกับว่ามีคนบักมีดที่อกของ
นาง
นางไม่มีน้ำนมเหลืออีกเลย ในความเป็นจริง การปล่อยให้บุตรของ
นางดูดนมจากอกที่เหี่ยวเฉานั้น มันเป็นเพียงการปลอบใจทางกาย
ซ่งหยางกัดฟัน เขาดึงอาหารห่อเล็กๆจากแขนเสื้อ หลังจากคิดครู่
หนึ่ง เขาก็แยกชิ้นหนึ่งออกมาและวางไว้ในมือภรรยาของเขาเพื่อเลี้ยงด
ป้อนบุตรสาวคนที่สองของพวกเขา
ชิ้นส่วนที่เหลือได้ให้แก่บุตรชาย
ขณะที่เด็กหนุ่มมองดูอาหารที่บิดามอบให้ เขาก็ยังคงไกวเปลให้
น้องสาว แม้ว่าเขาจะอายุ 12 ปีและใบหน้าซีดเทาเล็กน้อย แต่ดวงตาของ
เขายังคงมีความดื้อรั้น
“เหตุใดเจ้าไม่รับมันไป?” ซ่งหยานถาม
“บิดา ข้าไม่หิว”
เด็กหนุ่มพูดอย่างดื้อรั้น พลังและความท้าทายในสายตาของเขาหา
ใช่สิ่งที่เด็ก 12 ปีควรมี
ซ่งหยานก็รู้สึกว่าดวงตาเปียก
เขาวางอาหารสีดำไว้ในอ้อมแขนของบุตรชายโดยตรง จากนั้น เขาก็
ลุกขึ้นและพูดว่า “ข้าจะไปหาของกินมาให้เรา”
หลังจากพูดแล้ว ซ่งหยานก็เริ่มเดินไปยังประตูเมือง
“ซ่งหยาน เจ้าจะไปไหน?”
เมื่อมองไปยังสามีของนางที่มุ่งหน้าไปนอกเมือง โจวฮุ่ยก็ตื่นตระหนก
“เจ้าวางแผนจะไปล่าใช่หรือไม่? เจ้าเบื่อที่จะมีชีวิตแล้วหรือ?”
ด้านนอกเมือง ในป่าทึบที่ห่างไกลมีสัตว์และเหยื่อมากมาย แต่
อันตรายก็มีมากกว่าร้อยเท่าของเหมือง!
ซ่งหยานเป็นเพียงนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า หากเขาเข้าไปในป่าแล้ว
แม้แต่หนูยักษ์ก็สามารถกินเขาได้!
โจวฮุ่ยรู้สึกกังวลจนถึงจุดที่ร้องไห้ เสาหลักของครอบครัวคือสามีของ
นาง เมื่อสามีของนางเสียชีวิต ชะตากรรมของนางและบุตรทั้งสามจะมิ
อาจจินตนาการ!
อย่างไรก็ตาม ซ่งหยานดูเหมือนจะตั้งมั่นแล้ว “ข้าจะไม่เป็นไร ถ้าข้า
โชคดี เราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารเดือนนี้”
จากนั้น เขาพูดต่อไปว่า “ถ้าข้าไม่ไป บุตรของเราคงจะอยู่ได้อีกเพียง
สิบวัน…”
ส่วนท้ายของพูดกับโจวฮุ่ยถูกส่งผ่านกระแสเสียง มือที่ยื่นออกมาเพื่อ
หยุดยั้งเขากลับแข็งค้างไปทันที่
นางรู้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น ด้วยเหตุผลมากมาย ประชากร
ของดาราจักรเทพอัคคีได้ลดลงอย่างรวดเร็วถึงสองในสาม…
ความตายเป็นสิ่งที่รออยู่นอกประตูเสมอ…
โจวฮุ่ยสูญเสียคำพูดไป แต่ในเวลานี้ ซ่งหยานผลักมือนางออกไป
ขณะที่เขากำลังเดินและออกจากเมือง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที่
จันทราโลหิตแขวนสูงในคืนมืด เขาสามารถได้ยินเสียงฮัมเบาๆจาก
ทั่วทุกหนแห่ง ราวกับว่าพวกมันมาจากระยะไกลและจากใกล้เคียง
จากนั้น พื้นดินที่อยู่ใต้เท้าของเขาเริ่มสั่น
การสั่นครั้งนี้เบามาก แต่ซ่งหยานก็สัมผัสได้ไม่ผิด เขามองดูแอ่งน้ำ
บนพื้น ในคืนที่สงบ ระลอกคลื่นเล็กๆเริ่มปรากฏขึ้นบนแอ่งน้ำ
เสียงฮัมดังขึ้น
สีหน้าของซ่งหยานซีด
หรืออาจจะเป็น…?
ราวกับว่าเขาต้องการที่จะยืนยันบางสิ่ง ซ่งหยานก็เงยหน้าขึ้นและ
มองขึ้นไปในท้องฟ้า จันทราสีแดงสดนั้น ราวกับว่าถูกย้อมด้วยโลหิต…
“จันทราโลหิตลอยเด่น… อยู่ทั่วทุกที่…”
ซ่งหยานสั่นสะท้านขณะที่เขาพูดไม่ สามารถยืนนิ่งได้
“มันคือสิ่งใดกัน?” โจวฮุ่ยถามเมื่อเห็นการแสดงออกของซ่งหยาน
“ฝูงสัตว์อสูรบุก…”
ซ่งหยานยิ้มอย่างขมขื่น นี่เป็นฝูงสัตว์อสูรที่มากถึง 10 ล้านหรือ
แม้แต่ 100 ล้าน เข้าโจมตีเมืองของพวกเขาด้วยกัน
จักรวาลรกร้างนี้ไม่เคยขาดสัตว์อสูรดุร้าย
ในอดีตที่ผ่านมา ด้วยผู้เชี่ยวชาญมนุษย์ในปัจจุบัน สัตว์อสูรบุกเช่นนี้
ไม่ได้เกิดขึ้นมานานแล้ว
แต่ตอนนี้ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญจากชาวมนุษย์ที่จะยับยั้งและทำให้สัตว์
อสูรดุร้ายเหล่านี้หวาดกลัวอีกต่อไป ตอนนี้ ในดาราจักรเทพอัคคี ภายใต้
จันทราโลหิตที่กระตุ้นความกระหายโลหิตของสัตว์อสูรดุร้ายถึงขีดสุด มัน
ก็ทำให้พวกมันรวบรวมกันได้อย่างง่ายดาย
เมืองนี้น่าจะไม่ใช่แห่งแรกที่ถูกฝูงสัตว์อสูรดุร้ายนี้บุก
มันจะมิใช่แห่งสุดท้ายเช่นกัน
“สวรรค์ทอดทิ้งเรา…”
โจวฮุ่ยกอดบุตรของนาง นางรู้ว่าวันนี้ในคืนนี้ พวกเขาทั้งหมดจะ
พินาศที่นี่!
เมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่มีผู้คุ้มกันของตัวเอง แต่ผู้คุ้มกันเหล่านี้อยู่
เพียงขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากนักสู้ขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไม่
สามารถไปถึงขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์ได้ก่อนอายุพันปี พวกเขาจึงไม่สามารถ
เข้าสู่ตำหนักสวรรค์ได้ ด้วยความแข็งแกร่งเท่านี้ พวกเขาจะหวังต่อต้าน
ฝูงสัตว์อสูรดุร้ายนี้ได้อย่างไร?
แต่ในเวลานี้ จากกลางเมือง เรือวิญญาณหลายลำก็พุ่งขึ้นไปบน
ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว บินไปสู่ตำหนักในอวกาศอย่างรวดเร็ว
ซ่งหยานมองเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรือจิตวิญญาณของผู้บุกเบิกชาว
ภูติเทพ
ผู้บุกเบิกชาวภูติเทพเหล่านั้นเดิมทีเป็นโจรและมีความปรารถนา
เพียงอย่างเดียวคือการปล้นความมั่งคั่งและทรัพยากร ตอนนี้เมื่อใกล้
อันตราย พวกเขาก็ไม่มีหน้าที่หรือความตั้งใจที่จะปกป้องชาวมนุษย์
“ขยะพวกนั้น!”
ดวงตาของซ่งหยานเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ เขาไม่เคยเกลียดเผ่าพันธุ์อื่น
ถึงเพียงนี้เลย!
และในเวลานี้ เสียงแตรดังจากภายในเมือง!
กองกำลังติดอาวุธของเมืองเริ่มรวมตัวกัน
เมื่อเปรียบเทียบกับกองทัพ นี่จะถือเป็นสิ่งใดได้นอกจากการรวมตัว
ของสามัญชน ส่วนใหญ่อยู่ในขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์ ขั้นเทพสมุทรและ
แม้แต่ขั้นทำลายชีวิต ยิ่งกว่านั้น พวกเขาทั้งหมดค่อนข้างอ่อนแอในหมู่คน
ระดับเดียวกัน
พวกเขายกอาวุธที่มีความยาวต่างกันขึ้น และมีคุณภาพต่ำ พวกเขา
ยืนอยู่บนกำแพงเมือง หันหน้าไปทางกองทัพมืดของฝูงสัตว์อสูรดุร้ายใน
ระยะไกล!
ในเมือง ซ่งหยานมองเห็นแผ่นหลังพวกเขาเท่านั้น แม้แต่ในยามค่ำ
คืนที่มืดมิด เขาก็ยังสามารถเห็นได้ว่าหลายคนหลังงอและผมขาว
นักรบเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนที่ถูกจำกัดไม่ให้เข้าสู่ตำหนักสวรรค์ ถึง
กระนั้น พวกเขาก็ยังคงนิ่งเงียบและทำหน้าที่ปกป้องพลเมืองชาวมนุษย์
ดวงตาของซ่งหยางเปลี่ยนเป็นแดงก่ำยิ่งขึ้น
ในสายตาของเขา คนเหล่านี้เป็นดั่งกำแพงเหล็ก มีศรัทธาต่อหน้าที่
ของพวกเขา…
พวกเขาเป็นนักรบที่แท้จริง!
เมื่อชาวภูติเทพมาถึง พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะต่อสู้ได้ นี่เป็นเพราะ
ด้านหน้าของก้อนหิน ไข่ย่อมไม่อาจทำสิ่งใดได้ หากพยายามที่จะทำ มันก็
จะไม่มีความหมายอะไรนอกความตายและกลายเป็นฝุ่นอย่างๆไร้ค่า
ถึงกระนั้นในตอนนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์อสูรดุร้ายทำลายล้างนี้
เวลาที่พวกเขาจะต่อสู้ก็ได้มาถึง…
นี่อาจเป็นสงครามครั้งสุดท้ายในชีวิตของพวกเขา…
เมื่อเผชิญหน้ากับความตายที่คืบคลานเข้ามา นักรบเหล่านี้ก็สงบ
อย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับว่าในเวลานี้ สิ่งที่พวกเขาเผชิญหาใช่ฝูงสัตว์อสูรดุ
ร้ายที่ทำลายชีวิต แต่เป็นวันอันสงบสุขที่พวกเขารวมตัวกับครอบครัวและ
จ้องมองตะวันลับขอบฟ้า…
“วันนี้ เราจะสู้!”
ที่ด้านบนสุดของกำแพงเมือง ผู้บัญชาการคนหนึ่งคว้าดาบยาวและ
ตะโกนประกาศสงคราม
แม้ว่าการประกาศของเขาจะเป็นเพียงสามคำเท่านั้น แต่มันก็มาก
เกินพอ
ใช่แล้ว ในฐานะนักรบ แม้แต่นักรบที่ต้อยต่ำ พวกเขายังคงมีภารกิจ
ในชีวิตและศักดิ์ของตนเอง
นั่นคือ – เพื่อต่อสู้!
ในช่วงเวลาที่ภยันตรายย่างกราย เมื่อเผ่าพันธุ์เผชิญกับการทำลาย
ล้างชะ ตากรรมของนักรบมิอาจยอมตายภายใต้การปราบปรามของศัตรู
อย่างน่าสังเวช แต่จะต้องตายอย่างอาจหาญในสมรภูมิ!
เบื้องหลังพวกเขา ประชาชนทั่วไปของดาราจักรเทพอัคคีได้เริ่มเดิน
ไปยังกำแพงเมืองแล้ว บางคนกอดลูกหลาน และบางคนคุกเข่าลงเพื่อจูบ
ธรณี
ถิ่นทุรกันดารนี้เป็นดินแดนที่พวกเขาหล่อเลี้ยงมาด้วยหยาดเหงื่อ ซึ่ง
พวกเขาได้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังไว้
หากพวกเขาต้องตายที่นี่ เช่นนั้นก็จงปล่อยให้โลหิตของพวกเขาไหล
รินหล่อเลี้ยงน้ำดินแดนแห่งนี้!
โฮกกก!! โฮกกก!! โฮกกก!!
สัตว์อสูรมากมายได้กรูมายังกำแพงเมืองแล้ว สำหรับสัตว์อสูรดุร้าย
ที่แข็งแกร่งเหล่านี้ กำแพงเมืองสูง 200 ฟุตก็ย่อมไม่มีอะไรมากไปกว่าก้าว
กระโดดเดียว นอกจากนี้ ทั่วท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้าย พวกเขา
เร็วกว่าชาวมนุษย์หลายเท่า
การนองเลือดจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า
โลหิตของซ่งหยางเริ่มเดือดพล่าน เขาหยิบอาวุธขึ้นมาและกำลังจะ
เหาะขึ้นไป
แต่ในเวลานี้ ภรรยากลับดึงเขามา
“ฮุ่ยเอ๋อร์ เจ้ากำลังทำอันใด?”
เขาคิดว่าภรรยาต้องการที่จะหยุดเขา แต่เขาเห็นนางยื่นมือและชี้ไป
ยังท้องฟ้าแทน
“ซ่งหยาน… นั่น… มันคือสิ่งใด?”
ในท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีแสงจันทราโลหิตลอยสูงนั้น ด้านหน้าของ
จันทราโลหิตนี้ เงาดำขนาดใหญ่ได้ปรากฏขึ้น เงานี้แผ่ปีกของมัน ทำให้ดู
เหมือนเทพปีศาจยามราตรี
นั่นคือ… มังกรทมิฬ!
“ม-มังกร!?”
ซ่งหยานตกใจอย่างที่สุด
โฮกกกกก –
มังกรทมิฬเงยหัวขึ้น เขาเดียวยื่นสู่สวรรค์ จากนั้น มันก็ส่งเสียง
คำรามอีกครั้ง!
เสียงคำรามอันน่าเกรงขามนี้สะท้อนไปทั่วโลกด้วยแรงกดดันอันน่า
สะพรึงกลัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อสวรรค์สูงสุด และทะลวงไปสู่ผืนฟ้าที่เต็ม
ไปด้วยดวงดาว!
ภายในเมือง ทุกคนต่างตกตะลึง หลายคนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า นี่คือ
แรงกดดันของราชันสัตว์อสูร ทุกคนสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเพราะ
เสียงคำรามนี้ของมังกรทมิฬ ฝูงสัตว์อสูรที่บ้าคลั่งอยู่นอกประตูเมืองจึงได้
กลายเป็นแข็งค้างในทันใด
สัตว์อสูรนับไม่ถ้วนที่กระโจนขึ้นสู่ท้องฟ้าต่างร่วงลงสู่พื้นดิน
เนื่องจากแรงกดดัน และบางส่วนก็ชนเข้ากับกำแพงเมือง
จากนั้น ไม่ว่าพวกมันจะได้รับบาดเจ็บจากความโกลาหลหรือสับสน
อะไรก็ตาม สัตว์อสูรดุร้ายแต่ละตัวจะพยุงตัวเองขึ้นมาแล้วหมอบลงกับ
พื้น ภายใต้แรงกดดันนี้ พวกมันทั้งหมดสั่นสะท้าน
มังกรทมิฬคำรามสู่จันทรา สัตว์อสูรทุกตนหมอบและจำนน!
คุ้มกันบนกำแพงเมืองต่างสูญเสียสิ่งที่ต้องทำ มังกรทมิฬตัวนี้คือ?
จากนั้น พวกเขาต่างตกใจเมื่อพบว่าสัตว์อสูรดุร้ายเริ่มล่าถอย
ดวงตาสีแดงโลหิตของสัตว์อสูรดุร้ายเหล่านั้นตอนนี้หวาดกลัวและ
ยำเกรง คลานท้องแนบพื้น พวกมันค่อยๆกลับสู่ป่าอย่างระมัดระวัง หาย
ตัวไปในความมืด…
ทุกอย่างกลับสู่ความสงบสุข ไม่มีอะไรเหลืออยู่นอกจากสายลมแห่ง
ผืนป่าที่ถาโถมผ่าน ย้ำเตือนทุกคนถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น…