Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 2,036 กลับมาแล้ว
พันธมิตรร่วมสงครามขุนเขาผู่โถว, ณ เรือจิตวิญญาณโพธิสัตว์
ทองคำ –
จักรพรรดิสักกะ, โพธิสัตว์เกรียงฟ้า, ราชาปีศาจมืดและคนอื่นๆกำลัง
นั่งอยู่ในวงกลมรอบโต๊ะตัวใหญ่ ฟังรายงานจากหน่วยสอดแนม
“สถานการณ์โดยประมาณเป็นเช่นนี้!”
หัวหน้าหน่วยสอดแนมรวบรัด กล่าวอย่างชัดเจนถึงกระบวนการที่
เขาได้พบกับบุคคลลึกลับ นอกจากนี้ เขายังนำแผ่นค่ายกลการต่อสู้ซึ่ง
บันทึกฉากที่พวกเขาเห็นออกมาแสดง
นี่เป็นฉากหนึ่งของหลินหมิงที่มีการต่อสู้กับ 4 ราชันสวรรค์สูงสุด
เช่นเดียวกับตำหนักสวรรค์บรรพกาลที่ยิงลำแสงจำนวนนับไม่ถ้วนออกไป
ฆ่าสัตว์อสูรอวกาศโบราณทันทีและทำลายเรือประจัญบานสิงโตเหล็ก
เมื่อเห็นภาพที่ถูกเล่นซ้ำผ่านแผ่นค่ายกลนี้นั้น ราชันสวรรค์ที่นี่ต่าง
เต็มไปด้วยอารมณ์ที่เกินคำบรรยาย
ความตกตะลึง ความตื่นเต้น ความกังวล ความสุข ความรู้สึก
หลากหลายเกิดขึ้นภายในพวกเขา ทำให้ทุกคนในห้องโถงเงียบงันไปเป็น
เวลานาน
แผ่นค่ายกลเล่นไป 15 นาทีเต็ม เนื่องจากฉากนั้นถูกบันทึกอย่างเร่ง
รีบและจากระยะไกลมาก ภาพจึงพร่ามัวและแม้แต่ใบหน้าของหลินหมิงก็
ไม่ได้ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ผู้บัญชาการของชาวมนุษย์ไม่คิดฉากนี้
ในหัวซ้ำๆ
การต่อสู้ที่ดุเดือดเช่นนี้ทำให้หัวใจเต้นรัวและอารมณ์ก็ผันผวน พวก
เขารู้สึกกระทั่งว่าโลหิตเดือดพล่าน!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาเห็นมังกรทมิฬกัดสัตว์อสูรอวกาศ
โบราณ หลินหมิงที่ดุดันกำราบ 4 ราชันสวรรค์สูงสุด และตำหนักสวรรค์
บรรพกาลที่ฉีกผ่านกองเรือชาวภูติเทพดั่งเครื่องบดเนื้อ พวกเขาจึงช่วย
ไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น ดวงตาสาดประกาย
ทัวป๋ากุยตบอกของตนเอง ภาพนี้ทำให้ผู้หนึ่งระบายความอัดอั้นได้
เขาจำฉากได้ชัดเจนในหลายวันก่อนเมื่อพวกเขาต่อสู้กับกองทหารที่สอง
ชาวภูติเทพ ความรู้สึกเช่นนี้ที่เขาเกลียดชังศัตรูถึงกระดูกและยังไม่
สามารถทำอะไรได้ ทำให้กับทัวป๋ากุยรู้สึกบ้าคลั่ง
ชาวมนุษย์ถูกกำราบมานานเกินไป ในที่สุด พวกเขาก็ได้เห็น
ความหวัง แม้ว่าพวกเขาจะยังจมอยู่ในคืนอันไร้สิ้นสุด แต่ในที่สุดพวกเขา
ก็ได้เห็นแสงแรกของรุ่งสาง
“บุคคลลึกลับคนนี้เป็นตำนานโดยแท้! เมื่อเขาลงมือ มันก็ไม่มีสิ่งใดที่
มิอาจบรรลุความสำเร็จได้!”
ราชาปีศาจมืดกล่าวสรรเสริญหลินหมิงจากใจของเขา ในความเป็น
จริง เขาประเมินพลังของหลินหมิงได้โดยประมาณแล้ว เขาเป็นคนที่เหนือ
ราชันสวรรค์สูงสุด ตัวตนที่อาจเรียกได้ว่าไร้เทียมทานในหมู่ราชันสวรรค์
ความแข็งแกร่งในการต่อสู้ดังกล่าวเป็นความจริงว่าเหนือกว่าของ
จักรพรรดิสักกะ ด้อยกว่าเพียงเทพแท้จริง
ตามตรรกะทั่วไป หากบุคคลไม่อาจไปถึงเทพแท้จริง มันก็เป็นการ
ยากที่จะมีบทบาทสำคัญในสงครามระหว่างสองเผ่าพันธุ์
แต่ความจริงก็ท้าทายความคาดหวังทั้งหมดในลักษณะที่แปลก
ประหลาด บุคคลลึกลับคนนี้ด้วยความแข็งแกร่งเพียงลำพัง เขาเกือบจะ
สามารถพลิกกระแสการสงครามทั้งหมดได้!
“บางทีเจ้าไม่ควรเรียกเขาว่าบุคคลลึกลับอีกต่อไป แต่ให้เรียกเขาว่า
หลินหมิง”
จักรพรรดิสักกะยิ้มขณะที่เขาพูด เป็นเวลาหลายปีแล้วที่จักรพรรดิ
สักกะมิได้เปิดเผยรอยยิ้มอันสดใสเช่นนี้
“หลินหมิง… เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นเขา?”
ราชาปีศาจมืดเหลือบมองไปยังจักรพรรดิสักกะ ในความเป็นจริง เขา
ไม่ได้ติดต่อกับหลินหมิงมากนัก ครั้งเดียวที่เขาเห็นหลินหมิงคือในงาน
เลี้ยงฉลองชันษาของจักรพรรดิอสูร และความเข้าใจที่เหลือมาจากข่าวลือ
“มันคือเขา!”
จุนไป่เยว่พยักหน้าอย่างหนักแน่นในขณะที่เขาลูบดาบสนิมในอ้อม
แขน ย้อนกลับไปเมื่อเขาเข้าร่วมงานประลองร่วมชุมนุมครั้งแรกของแดน
เทวะและต่อสู้กับหลินหมิง การต่อสู้ครั้งนั้นยังคงเป็นความทรงจำที่แจ่ม
ชัด
จักรพรรดิสักกะกล่าวอีกว่า “เขาเรียกเสี่ยวหมัวเซียนว่าเซียนเอ๋อร์
ในทั้ง 33 สวรรค์ มันมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเรียกเสี่ยวหมัวเซียนตาม
ชื่อและห่วงใยนางมากเช่นนี้ นอกเหนือจากมังกรทมิฬและหอกนั่น ความ
บังเอิญมากมายที่มารวมกันก็หมายความว่ามันหาใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น
ความจริง
“หลินหมิงยังไม่ตาย! เขากลับมาแล้ว!
“เขาเป็นคนที่มักนำปาฏิหาริย์กลับมาโดยตลอด หลังจากผ่านไปกว่า
6,000 ปี เขาก็กลับมาพลิกกระแสให้เราอีกครั้ง!”
จักรพรรดิสักกะบีบแขนเก้าอี้หินแน่น เห็นได้ว่าเขาตื่นเต้นเพียงใด
ศิษย์หนุ่มสาวหลายคนสังเกตเห็นการกระทำของจักรพรรดิสักกะ ใน
มุมมองของพวกเขา จักรพรรดิสักกะเป็นผู้บัญชาการระดับสูงของ
พันธมิตรร่วมสงครามขุนเขาผู่โถว และสามารถเรียกได้ว่าเป็นผู้นำคนที่
สองของชาวมนุษย์ ปกติมักจะสงบและยากจะสูญเสียความเยือกเย็น
เช่นนี้
“คนผู้ร้ายจริงหรือ? หากเขาไม่ได้มีความแข็งแกร่งของเทพแท้จริง
เขาจะพลิกกระแสให้เราได้อย่างไร? จักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลยังคง
เป็นผู้ทรงพลังแม้ในหมู่เทพแท้จริง”
ศิษย์รุ่นใหม่ช่วยไม่ได้ที่จะพูด
ศิษย์รุ่นใหม่ที่สามารถยืนอยู่ในห้องประชุมนี้ล้วนเป็นอัจฉริยะ พวก
เขาส่วนใหญ่เกิดในจักรวาลรกร้าง และเมื่อพวกเขาเกิดมา หลินหมิงก็
‘เสียชีวิต’ แล้ว พวกเขาไม่เคยเห็นหลินหมิงและเพียงได้ยินเรื่องราว
เกี่ยวกับเขาเท่านั้น พวกเขารู้ว่าเขาเป็นคนที่นำประกาศิตอาชูร่ามาสู่ชาว
มนุษย์และมีพรสวรรค์เหนือกว่าคนอื่นทั้งหมดในสวรรค์ทั้ง 33
ในตำราประวัติศาสตร์ของชาวมนุษย์ หลินหมิงได้รับการอธิบายว่าไร้
เทียมทานท่ามกลางสวรรค์และปฐพี เป็นหนึ่งเดียว เมื่อเรื่องราวของเขา
ถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดหลินหมิงก็กลายเป็นผู้มีอำนาจทุกอย่าง
ในที่สุด
ในการนี้ อัจฉริยะรุ่นเยาว์บางคนมีความภาคภูมิอย่างไม่น่าเชื่อและ
ฝึกฝนอย่างหนักโดยมีหลินหมิงเป็นเป้าหมาย
แต่ก็มีอัจฉริยะบางคนที่ยังคงสงสัยเกี่ยวกับนิทานเหล่านี้ พวกเขาคิด
ว่าชาวมนุษย์ได้ยกย่อหลินหมิงในอดีตเกินจริง พวกเขาเชื่อว่านี่เป็นความ
พยายามที่จะทำให้คนรุ่นใหม่เพิ่มความมั่นใจและเพื่อให้คนรุ่นใหม่รู้สึก
สบายใจและหมกหมุ่นกับความเป็นไปได้ของตนเอง ไม่ว่าอย่างไร มันก็
เป็นธรรมชาติของชาวมนุษย์ที่จะอวดอ้างเกี่ยวกับวีรบุรุษของเผ่าพันธุ์
ตนเอง
ม่อเสี่ยวเป็นบุคคลประเภทที่สอง เมื่อนางได้ยินเสียงคลั่งไคล้ของ
สาวกหลินหมิง นางก็มักจะถามว่า “ถ้าเขาร้ายกาจเช่นนี้เหตุใดเขาจึงตาย
เล่า?”
คำถามเดียวนี้เองก็มักจะทำให้คนจำนวนมากเงียบงันไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับข่าวว่าหลินหมิงยังไม่ตาย มันก็มีสีแปลกๆ
ปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง นางลูบเคียว เกิดความรู้สึกที่ยากจะปล่อย
วางในหัวใจ
“ทุกคนจงปรับสภาพตนเอง 4 ชั่วโมงจากนี้เราจะออกเดินทาง!”
จักรพรรดิสักกะพูดขึ้น การปรากฏตัวของหลินหมิงทำให้ขวัญ
กำลังใจของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะฉลองชัย
ชนะใดๆเพราะยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการ นั่นคือ – ความปลอดภัยของ
เสี่ยวหมัวเซียน
ก่อนหน้านี้ เนื่องจากกองทหารที่สองของชาวภูติเทพและสามถูกส่ง
มาขวาง พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าร่วมได้ แต่ตอนนี้ ช่องทางเปิดแล้ว ขุน
เขาผู่โถวจึงย่อมต้องใช้โอกาสนี้เร่งรีบไป
ไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด พวกเขาก็ยังต้องพยายามช่วยหลินหมิงให้ดี
ที่สุด
ดาราจักรมังกรเร้นมีขนาดใหญ่อย่างน่าอัศจรรย์และไม่มีเครื่องหมาย
ส่งสัญญาณเสียงที่สามารถใช้เพื่อค้นหาเสี่ยวหมัวเซียนได้ ดังนั้นการตาม
หานางจึงคงไม่ง่ายเลย แม้แต่บุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาลก็ยังทำเช่นนั้นมา
หลายปีแล้ว มันไม่สามารถเทียบได้กับการงมเข็มในมหาสมุทรด้วยซ้ำ
ในด้านความแข็งแกร่ง พวกเขาไม่สามารถแข่งขันกับหลินหมิงได้ แต่
ในแง่ของการมองหาคน พวกเขาก็มีความได้เปรียบ ในท้ายที่สุด มันก็เป็น
การดีที่สุดเสมอหากมีกองกำลังเพิ่มขึ้น
เรือจิตวิญญาณโพธิสัตว์ทองคำของขุนเขาผู่โถวรวมถึงเรือจิต
วิญญาณหลายลำแล่นได้ผ่านห้วงอวกาศอย่างช้าๆ ลอยลึกเข้าไปในดารา
จักรมังกรเร้น
ขณะที่ขุนเขาผู่โถวเริ่มเข้าสู่ระดับลึกของดาราจักรมังกรเร้น
บุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาลก็ได้รับข่าวที่คล้ายกัน
กองทหารที่สองและสามถูกทำลาย แต่ความจริงก็คือ เรือจิต
วิญญาณส่วนใหญ่รอดชีวิตมาได้ รวมถึงคนเหล่านั้นที่เป็นของเครือข่าย
ข่าวกรองของตำหนักภูติเทพฟ้าบันดาล
พวกเขารายงานถึงฉากของหลินหมิงอย่างสมบูรณ์ถึงการเหยียบย้ำ
กองทหารรวมชาวภูติเทพ
เนื่องจากพวกเขาอยู่ใกล้กับหลินหมิงข้อมูลที่พวกเขาสามารถบันทึก
ได้จึงมีรายละเอียดมากกว่าหน่วยสอดแนมจากขุนเขาผู่โถว
ในเวลานี้ ต่อหน้าบุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาล ภาพฉายจากแผ่นค่าย
กลเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เรือจิตวิญญาณสิงโตเหล็กระเบิดออกเป็น
เสี่ยงๆและสัตว์อสูรอวกาศโบราณจำนวนมากเองก็ถูกสังหาร
ทั้งห้องโถงเต็มไปด้วยภาพเงียบงันเหล่านี้ ไม่มีเสียงอื่น เจ้าหน้าที่
ระดับสูงของชาวภูติเทพหลายสิบคนกลั้นลมหายใจ แม้แต่เสียงเข็มตกก็
จะสามารถได้ยินในบรรยากาศปัจจุบัน
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้พวกเขาหวั่นเกรง พวกเขาทุกคนรู้ดีว่ามันจะ
เป็นเช่นใดต่อบุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาล!
เป็นที่รู้กันว่าชาวภูติเทพหลายคนได้ย้ายมาที่นี่ภายใต้คำสั่งของ
บุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาลเพื่อที่จะจัดการกับบุคคลลึกลับนั้น แต่ก่อนที่
กองทหารทั้งหมดจะมารวมกันอย่างสมบูรณ์ พวกเขากลับถูกเหยียบย้ำ
โดยหลินหมิงแล้ว ซึ่งได้รับความพ่ายแพ้อย่างราบคราบ!
ต่อหน้าบุคคลลึกลับ ชาวภูติเทพได้รับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่มาถึง
สองครั้งแล้ว นี่คือการกระตุ้นโทษะของบุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาลอย่าง
มากล้น!
ในเวลานี้ บุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาลเป็นดั่งภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุ
ได้ทุกขณะ อย่างไรก็ตาม ในที่สุดภาพของแผ่นค่ายกลก็สิ้นสุดลง
บุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาลยังคงนิ่งเงียบ
ข้อศอกของเขาวางบนโต๊ะและใบหน้าของเขาถูกซ่อนอยู่ในเงามืด
ของแขน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นสีหน้าของเขาในเวลานี้
ผู้ส่งสารที่นำแผ่นค่ายกลมาไม่กล้าแม้แต่จะสูดลมหายใจ เพื่อไม่ให้
เขาถูกฆ่าโดยบุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาลจากความโกรธ
“ไปได้!”
บุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาลกล่าวอย่างฉับพลัน ผู้ส่งสารรู้สึกราวกับ
ว่าเขาได้รับการอภัยโทษจากอาชญากรรม เขาออกจากห้องโถงด้วยหยด
เหงื่อบนหน้าผาก
เจ้าหน้าที่ทหารทุกคนมองไปยังบุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาล พวกเขา
ไม่เคยคิดว่าเขาจะเงียบงันเช่นนี้
“พวกเจ้าที่เหลือเองก็สามารถไปได้”
บุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาลโบกมือแล้วยืนขึ้น จากตำแหน่งที่ยืนของ
เขาทุกคนจะเห็นว่าดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นแดงก่ำเหมือนสัตว์ป่าที่อยู่
ในความโกรธแค้น พวกเขาทุกคนรู้สึกถึงความหวาดกลัวเมื่อมองดูเขา
นายทหารจ้องหน้ากันและออกจากห้องประชุมไปเป็นกลุ่มๆ ในที่สุด
มันก็เหลือเพียงบุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาล
บุตรชายภูติเทพฟ้าบันดาลจับที่เท้าแขนของเก้าอี้ ดวงตาสาด
ประกายด้วยจิตสังหารหนา
“ดังนั้น ในที่สุดมันก็เป็นเจ้ามาตลอด นี่คือ… การต่อสู้ที่กำหนดไว้
ล่วงหน้าของเรา…”