Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 2,181 ชีวิตและความตายดับสูญ
เนื่องจากเขามีความสามารถในการอัญเชิญพลังของสุสานจอมเทพ
อสูร ความเร็วของบุตรแห่งเร้นจึงถึงขีดสุด ด้วยการใช้กฎมิติ เขาสามารถ
เคลื่อนย้ายทางไกลได้
เขามาถึงหน้ากล่องปัญญาแห่งพระเจ้าทันที่ เอื้อมกรงเล็บที่ห่อหุ้ม
พลังแฝงของโลกและคว้าไปยังกล่องปัญญาแห่งพระเจ้า
“หลินหมิง!”
เมื่อเห็นเช่นนี้ เซิ่งเหม่ยก็เป็นห่วงและหวั่นใจ จิ่วเอ๋อร์ซ่อนตัวอยู่ใน
มิติของกล่องปัญญาแห่งพระเจ้า! หากกล่องปัญญาแห่งพระเจ้าสั่นอย่าง
รุนแรง มันจะมีอะไรเกิดขึ้นกับจิ่วเอ๋อร์หรือไม่?
หัวใจของหลินหมิงเต้นข้ามจังหวะ แต่ในเวลานี้ เขาไม่มี
ความสามารถในการสนับสนุนกล่องปัญญาแห่งพระเจ้าอีกต่อไป ก่อน
หน้านี้ เขาได้ถ่ายเทพลังทั้งหมดลงไปและสิ่งที่เขาทำได้คือวางศรัทธาของ
ตนกับมัน!
ครืดด!
กล่องปัญญาแห่งพระเจ้าหลุดพ้นจากกรงเล็บของบุตรแห่งเร้นได้
และกระแทกประตูของเจดีย์อสูรอีกครั้ง!
ประตูสั่นสะท้านอย่างรุนแรง รอยแตกเริ่มปรากฏขึ้น!
เคล้งง!
เสียงโซ่สะท้อนออกมาจากด้านหลังประตู ราวกับว่ามีบางสิ่งที่น่า
กลัวกำลังพยายามหลุดพ้นออกจากกรง!
“บัดซบ!”
บุตรแห่งเร้นคำราม ตื่นตกใจ เขาจับที่กล่องปัญญาแห่งพระเจ้าอีก
ครั้ง แต่ในเวลานี้ พลังวิญญาณเย็นยะเยือกอย่างไม่น่าเชื่อถูกยิงออกมา
จากประตูของเจดีย์อสูรดุจกระบี่และเจาะเข้าไปในระหว่างคิ้วของบุตร
แห่งเร้น พลังแฝงของโลกรอบตัวเขากระจัดกระจายไปเกือบสมบูรณ์!
บึ้ม!
กล่องปัญญาแห่งพระเจ้ากระแทกที่ประตูของเจดีย์อสูรเป็นครั้งที่สี่
รอยแตกแพร่กระจายยิ่งขึ้น!
หลังจากนั้นไม่นาน การโจมตีครั้งที่ 5 และครั้งที่ 5 ก็ตามมา!
ตอนนี้ประตูของเจดีย์อสูรในที่สุดก็เริ่มถูกผลักดันให้เปิด!
หลินหมิงและเซิ่งเหม่ยกลั้นลมหายใจโดยมองไปยังประตูที่เปิดออก
อย่างช้าของเจดีย์อสูร
สำหรับบุตรแห่งเร้น สีหน้าของเขามืดมนเกินบรรยาย
“ข้าไม่เคยจินตนาการเลยว่า… ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต, ข้าจะได้
เห็นผู้สืบทอดของศิลาแห่งชีวิตนิรันดร์รวมถึงการยืดชีวิตของข้าที่ข้า
ถ่ายเทสายเลือดลงไป…”
เสียงที่กว้างใหญ่และโบราณก้องออกมา ราวกับว่ามาจากจุดสิ้นสุด
ของกาลเวลา เสียงกระจายเข้าไปในหู กระตุ้นการสะท้อนต่อวิญญาณ
อย่างเลือนราง
เสียงนี้มิได้เป็นกฎที่เรียบง่ายอีกต่อไป แต่เป็นเสียงที่เทียบเท่ากับเต๋า
อันยิ่งใหญ่
ตึก! ตึก!
ด้วยฝีเท้าหนักที่มาพร้อมกับเสียงโซ่ลากไปตามพื้น ร่างที่ยุ่งเหยิงโผล่
ออกมาจากเจดีย์อสูร
ร่างนี้ไม่สูงและร่างกายของเขาทั้งหมดถูกห่อด้วยชุดคลุมสีดำ ชุด
คลุมสีดำของเขาทรุดโทรม ร่างกายถูกพันด้วยโซ่เหล็กและดูเหมือนว่าเขา
จะเป็นทุกข์
แต่ภายใต้ผมที่ยาวและยุ่งเหยิงคือดวงตาคู่หนึ่งที่ดูเหมือนว่าพวกมัน
จะมีจักรวาลอยู่ภายใน
หลินหมิงสูดลมหายใจเบาๆ เขาเดาได้อย่างเลือนรางว่าใครคือตัวตน
นี้
ในการทำให้ลูกบาศก์สั่นไหว สามารถเรียกหาวิญญาณที่อยู่ภายใน
ของเซิ่งเหม่ย และบางคนที่จะถูกผนึกไว้ในเจดีย์อสูร 33 ชั้น หลินหมิงคิด
ออกได้เพียงคนเดียวเท่านั้น…”
นั่นคืออดีตเจ้าของของกล่องปัญญาแห่งพระเจ้า, ผู้ที่มีความสัมพันธ์
ที่สำคัญกับเซิ่งเหม่ย, ผู้สร้างคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ – จักรพรรดิอมตะ!
และตอนนี้ มันดูเหมือนว่าจักรพรรดิอมตะจะตายไปแล้วจริงๆ!
หลินหมิงรู้ว่าหากจักรพรรดิอมตะปรากฏตัวในทะเลกระดูก
จักรพรรดิ นั่นหมายความว่าเขาได้ตายไปแล้วและถูกผนึกไว้ในเจดีย์อสูร
ทั้งหมดที่เหลืออยู่ก็คือวิญญาณหลงเหลือ
ในเวลานี้ เซิ่งเหม่ยกลั้นลมหายใจของนางข้างหลินหมิง ดวงตาของ
นางจ้องมองชายคนนี้ต่อหน้าอย่างไม่กะพริบตา ขณะที่นางมองเขา นางก็
รู้สึกราวกับว่าตัวนางสั่นเทา
มันเป็นไปไม่ได้ที่นางจะสงบตนเอง นางรู้สึกเลือนรางราวกับว่า
ปริศนาในชีวิตของนางกำลังจะเปิดเผยต่อหน้านาง
จักรพรรดิอมตะมองลึกไปยังเซิ่งเหม่ยแล้วถอนหายใจอย่างเงียบงัน
“นี่คือชะตากรรม…”
เขาพูดเสียงเบา มันเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าความหมายในคำพูดเขา
คือสิ่งใด
“จักรพรรดิอมตะ”
ดวงตาสีแดงโลหิตของบุตรแห่งเร้นจ้องที่จักรพรรดิอมตะที่ปรากฏ
ตัว สีหน้าของเขาสาดประกายด้วยจิตสังหารอันน่ากลัว
จากความหวาดกลัวและความสยองขวัญในตอนเริ่มต้นจนถึง
หลังจากนั้นเมื่อประตูเจดีย์อสูรเปิดออกและจักรพรรดิอมตะปรากฏขึ้น
บุตรแห่งเร้นกลับเริ่มสงบจนกระทั่งกลายเป็นเยือกเย็นแทน “เจ้าเคยเป็น
ตัวตนสั่นสะเทือนโลกหล้ามาก่อน แต่เจ้าก็เองตายไปนานแล้วและสิ่งที่
เหลืออยู่ของเจ้าคือวิญญาณหลงเหลือซึ่งถูกผนึกไว้ในเจดีย์อสูรด้วยโซ่ตรึง
อสูรมานานกว่าหมื่นล้านปี เจ้าจะเหลือพลังอยู่สักเพียงใดกัน?
“บอกแก่ข้า รสชาติของการถูกผนึกนั้นเป็นเช่นใด?”
บุตรแห่งเร้นยิ้มอย่างชั่วร้ายขณะที่เขาวิเคราะห์ความแตกต่างใน
ความแข็งแกร่งระหว่างจักรพรรดิอมตะและตัวเขาเองอย่างรวดเร็ว
ชื่อของจักรพรรดิอมตะนั้นยิ่งใหญ่!
แต่ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าบุตรแห่งเร้นมิได้เป็นอันใดนอกจากวิญญาณ
หลงเหลือ นอกจากนี้ เขายังสามารถควบคุมพลังแฝงโลกของสุสานจอม
เทพอสูร ในความเป็นจริง ถ้าต้องเปรียบเทียบกันแล้ว…” จักรพรรดิ
อมตะมิใช่ว่าจะแข็งแกร่งกว่าเขา!
ยิ่งบุตรแห่งเร้นวิเคราะห์สถานการณ์มากขึ้น ความมั่นใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
“ข้าแนะนำให้เจ้าเป็นสุนัขที่ดีและกลับเข้าสู่เจดีย์ผนึกอสูร มิเช่นนั้น เมื่อ
นายท่านของข้ามาถึงเป็นการส่วนตัว เขาจะวางวิญญาณของเจ้าลงใน
มหาค่ายกลกลั่นวิญญาณและทำให้เจ้าสัมผัสกับการทรมานไร้สิ้นสุดนับ
พันล้านปี!”
เมื่อได้ยินคำขู่ของบุตรแห่งเร้น จักรพรรดิอมตะก็คิดต่อมันเล็กน้อย
เขาเพียงยิ้มอย่างสุภาพและพูดเบาๆว่า “เหตุการณ์ของโลกเปลี่ยนไป
อย่างมาก คิดว่าคงมีสักวันที่สุนัขตัวหนึ่งจะเห่าต่อหน้าข้าเช่นนี้ มิต้อง
กล่าวถึงเจ้า แม้แต่นายของเจ้าที่เลี้ยงสุนัขเช่นนี้ก็ยังไม่กล้าพูดคำนี้กับข้า
หากเขาสามารถควบคุมดินแดนนี้ได้อย่างสมบูรณ์ เขาก็คงจะได้รับชีวิต
อมตะและเป็นนิรันดร์ไปแล้ว!”
“เจ้าพูดเรื่องไร้สาระอันใด!”
คำพูดที่ดูถูกเหยียดหยามของจักรพรรดิอมตะทำให้บุตรแห่งเร้นปะทุ
ด้วยโทษะ ทันใดนั้น เขาก็ยกตรีศูล พลังแฝงของโลกรวมตัวกันอย่างบ้า
คลั่ง!
“จงกลับไปในเจดีย์ผนึกอสูรของเจ้าซะ!”
บุตรแห่งเร้นตะโกนออกมา แทงตรีศูลไปยังจักรพรรดิอมตะ
แต่ในเวลานี้ จักรพรรดิอมตะเองก็เคลื่อนไหว เขายกมือขึ้นแล้วผลัก
ไปยังบุตรแห่งเร้น!
บึ้มมมม!
พลังแฝงของโลกที่ล้อมรอบบุตรแห่งเร้นระเบิดกระจายไปในทันที่
ไม่เพียงเท่านั้น แต่พลังแฝงของโลกยังก่อให้เกิดพายุที่ไหลบ่าสู่จักรพรรดิ
อมตะด้วย พลังแฝงของโลกกลายเป็นพายุที่หมุนรอบจักรพรรดิอมตะ แต่
มันได้ควบคุมโดยเขา!
พลังแฝงของโลกถูกใช้โดยจักรพรรดิอมตะแทน!
“มันเป็นไปได้อย่างไร!?”
มิต้องกล่าวถึงบุตรแห่งเร้น แม้แต่หลินหมิงและเซิ่งเหม่ยก็ยังรู้สึกตก
ตะลึงอย่างสมบูรณ์ พลังของโลกควรถูกควบคุมโดยบุตรแห่งเร้น แต่
ตอนนี้ การควบคุมกลับได้ตกไปอยู่ในมือของจักรพรรดิอมตะ!
นี่เป็นความผิดพลาดของจักรพรรดิวิญญาณหรือไม่? เขาทำผิดพลาด
ได้อย่างไร?
จักรพรรดิอมตะไม่สนใจที่จะให้คำอธิบาย เขาเพียงแค่ยื่นมือออกมา!
ฝ่ามือนี้ไม่เพียงแต่มีพลังแฝงของโลก แต่ยังรวมถึงวิถีกฎชีวิตและ
ความตายของจักรพรรดิอมตะ!
“ชีวิตและความตายดับสูญ!”
พลังที่ดุร้ายและดุดันพุ่งออกมาและบุตรแห่งเร้นถูกตรึงโดยพลังแฝง
ของโลก
สำหรับบุตรแห่งเร้นผู้ซึ่งเคยชินกับการควบคุมพลังแฝงของโลกและ
ตัดสินชีวิตและความตาย นี่เป็นครั้งแรกที่พลังนี้กลับมาต่อต้านเขาแทน
ในที่สุด เขาก็รู้สึกเสียใจและสิ้นหวังในการเผชิญหน้ากับพลังของโลกทั้ง
ใบ
วูปป!
พลังของจักรพรรดิอมตะปกคลุมบุตรแห่งเร้น บุตรแห่งเร้นส่งเสียง
กรีดร้องและร่างกายของเขาสั่นอย่างรุนแรง ความสยองและความตื่น
ตระหนกปรากฎในดวงตาของเขา
พลังชีวิตของเขาเริ่มจางหายไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเขาเหี่ยว
แห้งและดวงตาจมลงเบ้าลึก เส้นผมของเขาเริ่มร่วงโรยดุจหญ้าตาย
ด้วยความตายมาเคาะประตูของเขาบุตรแห่งเร้น มันน่าสะพรึงเกิน
กว่าจะเปรียบเทียบ!
เมื่อถึงตายเขาจึงรู้สึกหวาดกลัวอย่างลึกซึ้ง เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า
ตนจะตายที่นี่
“เป็นไปไม่ได้… เจ้าตายไปแล้ว! คนตายจะฆ่าข้าได้อย่างไร!?”
“ในโลกนี้มีสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มากมายที่เกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริง
ทุกสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้นสมเหตุสมผลและยุติธรรม และสิ่งที่เรียกว่า
‘เป็นไปไม่ได้’ ก็เป็นเพียงบางสิ่งที่มีอยู่ในหัวใจ
เมื่อกล่าวพูดคำสุดท้าย จักรพรรดิอมตะก็กำมือของเขา ร่างกายของ
บุตรแห่งเร้นถูกแยกออกไปอย่างสมบูรณ์ในถุงเนื้อและกระดูกที่ร่วงลงสู่
พื้น
วิญญาณหลงเหลือลอยขึ้นจากกระดูกเหล่านี้; นี่คือวิญญาณ
หลงเหลือของบุตรแห่งเร้น กฎในทะเลกระดูกจักรพรรดินั้นมีความพิเศษ
มาก ตราบใดที่มีคนตายที่นี่ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นอสูรโลกันต์หรือไม่ก็ตาม
พวกเขาจะทิ้งวิญญาณหลงเหลือไว้ ซึ่งจะถูกผนึกที่นี่ตลอดไป
จักรพรรดิอมตะเห็นวิญญาณหลงเหลือนี้และยื่นมือออกมา ใช้พลัง
แฝงของโลกในการคุม กักขังมันอย่างสมบูรณ์
วิญญาณหลงเหลือกรีดร้องลั่น และในเวลานี้ กล่องปัญญาแห่งพระ
เจ้าก็ลอยไปหาวิญญาณหลงเหลือด้วยความคิดของมันเอง กระแสวังวนสี
ดำก่อตัวขึ้นและกลืนกินวิญญาณหลงเหลือของบุตรแห่งเร้น
ตั้งแต่ต้นจนจบ การต่อสู้ดำเนินต่อไปเป็นเวลาน้อยกว่าห้าลมหายใจ
ก่อนที่ทุกอย่างจะนำไปสู่บทสรุป
จักรพรรดิอมตะใช้เพียงการโจมตีเดียว ชีวิตและความตายดับสูญใน
การกำจัดบุตรแห่งเร้น!
ในเวลานี้ หลินหมิงตกตะลึง
นี่คือความแข็งแกร่งของผู้ทรงพลังราชันเทพเจ้า?
แม้ว่าเขาจะตายไปแล้ว ด้วยเพียงเสี้ยวของวิญญาณหลงเหลือและ
แม้ว่าเขาจะถูกผนึกไปเป็นเวลาหมื่นล้านปี แต่เขาก็ยังมีระดับพละกำลังที่
ผิดปกติอย่างเหลือเชื่อ…” ความแตกต่างระหว่างพวกเขานั้นยิ่งใหญ่ดุจ
แผ่นฟ้าและผืนปฐพี!
ในขณะที่จักรพรรดิอมตะเห็นสีหน้าของหลินหมิงที่ตกใจ เขายิ้ม
อย่างอ่อนโยนและพูดว่า “ไม่จำเป็นต้องประหลาดใจ ข้าอยู่ห่างไกลจาก
ความน่าเกรงขามที่เจ้าจินตนาการ…” อสูรโลกันต์ที่ตายไปนี้นั้นกล่าวได้
ถูกต้อง และข้าก็ไม่เหลือความแข็งแกร่งมาก ทั้งหมดที่ข้าเป็นคือเสี้ยว
ของวิญญาณหลงเหลือ ถ้าข้าจะต่อสู้ในโลกภายนอก ข้าก็เปรียบเทียบได้
เพียงเทพแท้จริงสูงสุด…”