Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 2,246 สุภาพบุรุษดั่งหยก
“ผู้อาวุโสตี้อู๋เหิน …”
เมื่อตี้อู๋เหินอาสา หลายคนที่อยู่ชาวเทพบรรพกาลก็ทนไม่ได้ที่จะ
สูญเสียเขาไป
ตี้อู๋เหินเป็นผู้นำ 20,000 ปีที่แล้ว ชาวเทพบรรพกาลได้ถูกรุกรานโดย
จักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลและผู้นำคนก่อนตายในการต่อสู้ หลังจากนั้น
ตี้อู๋เหินได้ดูแลเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับชาวเทพบรรพกาล
เขาดำรงตำแหน่งนี้อย่างเงียบๆเป็นเวลา 20,000 ปี เมื่อเผชิญกับ
การสูญพันธุ์ เมื่อพวกเขายืนอยู่บนสายลมและคลื่นโหม มันไม่มีความสุข
และความงามในตำแหน่งของผู้นำ แต่การที่จะใช้ชื่อนี้ มันหมายถึงความ
รับผิดชอบที่หนักหน่วง
โม่และเช่อมองดูตี้อู๋เหินและถอนหายใจ จ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่าเป็น
ชาวเทพบรรพกาลในอดีต ถึงกระนั้นชาวเทพบรรพกาลที่ทรงพลังก็ยัง
เสื่อมถอยลงจนถึงระดับนี้
“ดี… เช่นนั้นเรายังต้องการคนอีกหนึ่งคน…”
เมื่อเช่อกวาดสายตาเขาไปสู่กลุ่มเทพแท้จริงคนอื่นๆ ชายหนุ่มชุด
ขาวยืนขึ้นอย่างเงียบๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ควรเป็นข้า…”
เสียงที่สงบและไม่แยแสนี้ทำให้ใจของทุกคนสั่นคลอน!
“จุนไป่เยว่!?”
ทุกคนตกตะลึง หากมีใครอาสา มันก็หมายถึงความตายที่แน่นอน ผู้
ที่เลือกจะก้าวไปข้างหน้าส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ยังมีช่วงเวลา
ที่น่ายินดีรอพวกเขาอยู่ ตัวอย่างเช่น ถ้าจุนไป่เยว่ฝึกฝนต่อไป เขาจะ
กลายเป็นเทพแท้จริงกลาง แม้แต่เทพแท้จริงปลายก็ยังอยู่ในความเป็นไป
ได้
การที่จะตายเช่นนี้น่าเสียดายเกินไป
“เด็กน้อย อย่าหุนหันพลันแล่น…” โม่ไม่โหดร้ายพอที่จะเสียสละจุน
ไป่เยว่ที่นี่ เขามีความสำเร็จที่สูงรออยู่
จุนไป่เยว่ยิ้มเล็กน้อย “บาดแผลของข้าหนักและข้าเหลือพลังการ
ต่อสู้ไม่มาก ข้าจะไม่สามารถมีบทบาทมากนักในการต่อสู้ที่จะมาถึง… ”
ในการต่อสู้ครั้งก่อน จุนไป่เยว่ได้รับบาดเจ็บสองครั้ง และอาการ
บาดเจ็บของเขาหนักมาก
แม้ว่าเขาจะบาดเจ็บสาหัส แต่แหล่งพลังชีวิตของเขาไม่เสียหาย
เช่นนั้น คงไม่ยากที่เขาจะเข้าร่วมกับโม่และเช่อเพื่อเปิดใช้งานมหาค่าย
กล
เช่อและโม่พูดไม่ออก พวกเขาสามารถหยุดจุนไป่เยว่ได้ แต่ใครจะ
เสียสละตัวเองในตำแหน่งของเขา
คงจะเป็นเรื่องน่าเสียดายถ้าจุนไป่เยว่ตายที่นี่ แต่สำหรับคนอื่นๆ สิ่ง
ที่พวกเขามีคือชีวิตของตน หากพวกเขาตายไป พวกเขาก็จะไม่เหลือสิ่งใด
เลย พวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะบังคับใครทำอะไร ดังนั้นพวกเขาทั้งสองจึงไม่ได้
พยายามหยุดจุนไป่เยว่อีกต่อไป
“เจ้า… อ่า…”
เช่อส่ายหัว “เนื่องจากนี่เป็นการตัดสินใจของเจ้า ข้าจะไม่พูดอีก
ต่อไป รวบรวมคนที่ต้องการครบแล้ว ทุกคนมีเวลา 2 ชั่วโมงในการ
เข้าฌานรวมถึงกล่าวคำอำลา…”
โม่และเช่อถอนหายใจขณะที่พูด
ราชันสวรรค์และเทพแท้จริงของ 33 สวรรค์ได้บ่มเพาะมา 10,000
ปีด้วยกัน ในข่ายพลังกระแสเวลา พวกเขารู้จักกันมานาน คงหนีไม่พ้นที่
ผู้คนจะเกิดมิตรภาพและหากมีผู้ที่จะตายไปแล้ว มันก็จะมีเรื่องที่ต้อง
จัดการ
ตี้อู๋เหินเรียกผู้คนของชาวเทพบรรพกาลมาอยู่ด้านข้าง และเริ่มระบุ
ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากการตายของเขา รวมถึงใครจะเป็นผู้นำคน
ต่อไปในตำแหน่งนี้ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ราวกับว่าเขากำลังบอกลา
ก่อนออกเดินทางไกล นักสู้ชาวเทพบรรพกาลหลายคนนั่งในนั่งคารวะ
อย่างลึกซึ้ง และนักสู้บางคนก็หลั่งน้ำตาอย่างเงียบๆ
เอกภพอนันต์อยู่ร่วมกับนิมิตฝันเทวะอย่างเงียบๆ พวกเขาสองคนนิ่ง
เงียบผ่าน 2 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่จะไม่ได้เจอกันอีก
เอกภพอนันต์มองภาพฉากของนิมิตฝันเทวะ เห็นผมสีดำห้อยลงมาที่
หน้าผากของนาง นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้เห็นนิมิตฝันเทวะ…
ฝั่งชาววิญญาณ ราชันสวรรค์ปลายส่งแผ่นหยกที่มีงานศึกษาตลอด
ชีวิตให้แก่สหายของตน เขาอำลาสหาย ฝากหาผู้สืบทอดมรดกของเขา
ฝั่งช่วภูติเทพ ราชันสวรรค์ที่ตัวสูงและหล่อเหล่ากล่าวอำลาภรรยา
ของตน ภรรยาของเขาอยู่ที่ราชันพิภพเท่านั้นและไม่มีคุณสมบัติในการ
เข้าร่วมการต่อสู้ นางทำได้เพียงแค่โยนตัวเองสู่อกสามีและร้องไห้ด้วย
ความเศร้า
ฝั่งชาวมนุษย์ ราชันสวรรค์คนหนึ่งหยิบเด็กที่ยังคงห่ออยู่ในผ้าจาก
แหวนมิติ จากนั้น นางส่งเด็กคนนี้อย่างระมัดระวังไปให้สหายที่เติบโตมา
พร้อมกับนางตั้งแต่เด็ก และขอให้ดูแลบุตรของนางอย่างดี
แม้ว่านางจะส่งบุตรไปให้สหายแล้ว ราชันสวรรค์คนนี้ก็ยังลังเลที่จะ
ปล่อยมือจากทารกที่กำลังหลับอยู่ ขณะที่นางมองทารกหลับ นางก็เต็ม
ไปด้วยความรักและความผูกพัน…
ในหลายพื้นที่ มีฉากที่คล้ายกันเกิดขึ้น
สำหรับจุนไป่เยว่ เขายืนเงียบๆอยู่คนเดียว ทนต่อความเหงาและ
เดียวดาย…
ในอ้อมแขนของเขา มีกระต่ายน้อยสีขาวน่ารัก จุนไป่เยว่ลูบกระต่าย
ตัวนุ่มและอ้วนครั้งแล้วครั้งเล่า กระต่ายน้อยชอบสิ่งนี้ แต่ดูเหมือนว่ามัน
จะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วมองไปที่จุนไป่เยว่ด้วยความโศกเศร้า…
เสี่ยวหมัวเซียนมองดูจุนไป่เยว่อย่างเงียบงัน นางคิดว่าเขาเป็นตัวตน
ที่แปลกประหลาดเป็นพิเศษ
กว่า 20,000 ปีมาแล้วที่งานประลองร่วมชุมนุมครั้งแรกแห่งแดนเท
วะ นั่นเป็นครั้งแรกที่เสี่ยวหมัวเซียนพบจุนไป่เยว่ และครั้งแรกที่นางได้
พบกับหลินหมิง
ในเวลานั้น งานประลองร่วมชุมนุมครั้งแรกแห่งแดนเทวะโดย
พื้นฐานแล้วเทียบเท่ากับเวทีสำหรับผู้สืบทอดราชันสวรรค์ โดยทั่วไปแล้ว
ผู้สืบทอดของราชันสวรรค์จะครอบครอง 10 สิทธิ์เข้าร่วมทั้งหมด และมัน
ก็คุ้มค่าที่จะได้รับเกียรติหากศิษย์ของมหาราชันพิภพเข้าสู่ 50 อันดับแรก
ได้ สำหรับนักสู้จากคนทั่วไปนั้น มันแทบจะไม่มีเลย เพราะมันยากสำหรับ
พวกเขาที่จะผ่านรอบคัดเลือก
อย่างไรก็ตาม ในงานประลองร่วมชุมนุมครั้งแรกที่มีผู้เชี่ยวชาญนับ
ไม่ถ้วนและอัจฉริยะ มันกลับมีนักสู้สองคนจากคนทั่วไปที่สามารถเข้าสู่
รอบชิงชนะเลิศและเข้าสู่ 10 อันดับแรกได้!
หนึ่งคือหลินหมิง และอีกหนึ่งคือจุนไป่เยว่
เช่นเดียวกับหลินหมิง จุนไป่เยว่มาจากแดนเบื้องล่าง ที่ด้านข้างของ
งานประลองร่วมชุมนุมครั้งแรก เขามักจะอุ้มกระต่ายสีขาวขนยาวและลูบ
มันอย่างอ่อนโยนโดยไม่สนใจคนรอบข้าง
กระต่ายน้อยนี้ได้ทิ้งความประทับใจแก่เสี่ยวหมัวเซียน
จุนไป่เยว่ในชุดสีขาวดูราวกับเป็นบัณฑิตที่จมอยู่ในความคิด หากนี่
คือโลกปุถุชน คงไม่มีใครที่คิดว่าเขาเป็นนักสู้ตั้งแต่แรกเห็น แต่จะคิดว่า
เขาเป็นบัณฑิตอ่อนแอและเปราะบางที่กำลังเตรียมตัวศึกษาต่อในการ
สอบแล้ว
เขามักจะนิ่งเงียบและสำรวม และหากมีใครจะอธิบายเขา มันจะเป็น
– สุภาพบุรุษดั่งหยก
ต่อจากนั้น จุนไป่เยว่ก็กลายเป็นราชันพิภพ, ราชันสวรรค์และ
จากนั้นก็ก้าวสู่เทพแท้จริง ถึงกระนั้น นิสัยของเขาก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่
หยิ่งยโสเลยแม้แต่น้อย
เขาเข้าร่วมขุนเขาผู่โถว กลายเป็นประสก เขายืนอย่างเฉยเมยต่อ
บาปทางโลก เข้าถึงโพธิสัตว์สุดหัวใจ
หลายคนในรุ่นเยาว์มีวงสังคมที่กว้าง แม้แต่เขี้ยวมังกรเองก็ยังมี
สหายของเขา รับศิษย์และแต่งงานด้วย
แต่จุนไป่เยว่ยังคงความโสดตลอดชีวิต และเขาก็ยังคงไม่ถูกยั่วยวน
ต่อแรงดึงดูดทางเพศ
เช่นนี้ เขาจึงอาศัยอยู่คนเดียว ดูเหมือนว่าเขาจะคุ้นเคยกับความ
เดียวดายนี้ เช่นกระบี่ที่ถูกผนึกไว้ในกล่อง บรรยากาศของเป็นสิ่งที่เรียบ
ง่ายอยู่เสมอ ซึ่งไม่โอ้อวดอย่างสิ้นเชิง
เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม จุนไป่เยว่ยังคงลูบคลำกระต่ายน้อยที่
หน้าอกของเขา ไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
เมื่อใกล้ถึงช่วงเวลาสุดท้าย เขายืนขึ้นและมองไปยังเสี่ยวหมัวเซียน
“แม่นางจี โปรดช่วยข้าดูแลมันด้วย…”
จุนไป่เยว่ส่งกระต่ายน้อยให้เสี่ยวหมัวเซียน จากนั้น เขาหยิบดาบ
ออกมาจากแหวนมิติและส่งให้เสี่ยวหมัวเซียน
“กระต่ายตัวนี้…” เมื่อเสี่ยวหมัวเซียนได้รับกระต่ายสีขาว นางก็อุ้ม
มันไว้ใกล้หน้าอกของนาง รู้สึกงุนงง ในความเป็นจริง นางเองก็สับสนอยู่
เสมอ เหตุใดจุนไป่เยว่จึงนำกระต่ายสีขาวติดตัวไปทุกที่กับเขา
นางลูบกระต่ายสีขาว ขณะที่นางทำเช่นนั้น พลังงานของนางก็สัมผัส
กับกระต่ายสีขาว จากนั้นหัวใจของนางก็สะท้าน
กระต่ายตัวนี้…
นางรู้สึกเลือนรางถึงที่ผนึกอยู่ในกระต่ายตัวนี้ว่าเป็นวิญญาณ
หลงเหลือที่อ่อนแออย่างยิ่ง
หากนางตรวจสอบอย่างระมัดระวัง นางจะรู้สึกว่านี่เป็นวิญญาณ
หลงเหลือของผู้หญิง!
พูดอีกอย่างคือ สิ่งที่นางกอดอกนางไม่ใช่กระต่ายน้อย แต่เป็นร่างจุติ
ของผู้หญิง?
เมื่อตระหนักถึงประเด็นที่น่าเหลือเชื่อนี้ เสี่ยวหมัวเซียนก็มองจุนไป่
เยว่ ไม่สามารถหาคำที่จะพูดได้
“นางคือ…”
เมื่อเสี่ยวหมัวเซียนมองดูจุนไป่เยว่ นางก็ดูเหมือนจะเข้าใจหลายสิ่ง
หลายอย่างทันที่
จุนไป่เยว่ไล่ลูบหัวกระต่ายน้อยแล้วพูดเบาๆว่า “แม่นางจี… ถ้ามี
วันที่ท่านหลินสามารถใช้เต๋าสวรรค์และพลิกผลันวงจรชีวิตและความตาย
ข้าก็ฝากเจ้าขอให้ท่านหลินมอบชีวิตที่ดีให้นาง…
“นี่เป็นความปรารถนาสุดท้ายของข้า… ด้วยข้าเพียงลำพัง ข้าจะไม่
สามารถชุบชีวิตนางได้ แต่ถ้าเป็นท่านหลิน มันอาจมีความหวัง
เล็กน้อย…”
“นางคือใคร…” เสี่ยวหมัวเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก ‘นาง’ ที่จุนไป่
เยว่อ้างถึงโดยธรรมชาติคือวิญญาณหลงเหลือที่อ่อนแอซึ่งถูกผนึกไว้
ภายในกระต่าย เสี่ยวหมัวเซียนไม่รู้ว่าเรื่องราวของจุนไป่เยว่ว่าเป็นเช่นไร
แต่ไม่ต้องสงสัย จุนไป่เยว่ก้าวมาถึงจุดนี้อาจเกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนนี้
เนื่องจากเขารู้สึกว่าตนไม่สามารถช่วยเหลือผู้หญิงคนนี้ได้ เขาจึงหวังว่า
เมื่อหลินหมิงก้าวสู่ราชันเทพเจ้า หลินหมิงจะสามารถพลิกชีวิตและความ
ตาย คืนชีวิตให้นางได้
เสี่ยวหมัวเซียนรู้สึกตกใจกับความเข้าใจเหล่านี้
จุนไป่เยว่ยิ้มเล็กน้อย เขาพูดเพียงว่า “ถ้าเป็นไปไม่ได้ เช่นนั้นก็โปรด
ฝังนางและข้าไปด้วยกัน…”
จากนั้น จุนไป่เยว่ก็หันหน้าแล้วเดินไปทางโม่และเช่อ
“ช้า… ช้าก่อน!”
เสี่ยวหมัวเซียนก้าวไปข้างหน้าและคว้าจุนไป่เยว่ไว้เช่นเดียวกับโม่
และเช่อ “ผู้อาวุโส ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ? คนที่เข้าร่วมจะตายไม่ว่าอย่างไร?
ถ้าข้าช่วยด้วย ถ้ามีคนช่วยเรา มันจะแบ่งภาระและรักษาชีวิตพวกเขาได้
หรือไม่? แม้เพียงเล็กน้อย แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี!”