Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 252 วิชาลับสังเวยโลหิตกระตุ้นวิญญาณ
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 252 วิชาลับสังเวยโลหิตกระตุ้นวิญญาณ
“ในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้’ วิชาลับกระตุ้นวิญญาณของข้าไม่ด้อยกว่า
วิชาของเจ้าอย่างแน่นอน! มาดูกันว่าใครจะยืนหยัดอยู่ได้เป็นคนสุดท้าย!”
ไป๋ถิงฮัว พร้อมสังเวยทุกอย่างถ้าจำเป็น นี่คือการต่อสู้ที่เขาจะแพ้
ไม่ได้
เมื่อจิตวิญญาณของเขาได้รับความเสียหาย อย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช้
เวลาหลายเดือนในการรักษาอยู่ในเตียง บางทีเขาอาจใช้เส้นสายในสำนัก
เพื่อให้ได้โอสถที่ดีที่สุด เพื่อรักษาให้ตนหายโดยไว
แต่ถ้าเขาพ่ายแพ้ในรอบนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เสียหน้าเท่านั้น เขายังได้ใช้
วิชาลับจิตวิญญาณซึ่งจะส่งผลต่อการฝึกตนในอนาคตอีกด้วย
เมื่อสถานะการณ์เป็นเช่นนี้ การต่อสู้ระหว่างหลินหมิงและไป๋ถิงฮัว
จู่ๆก็กลายเป็นดุเดือดเลือดพล่าน เจตจำนงแห่งการต่อสู้ วัฎสงสาร ดั่ง
มหาสมุทรอันบ้าคลั่ง ส่วนภูติผีปีศาจของไป๋ถิงฮัวหลังจากที่ถูกฉีกเป็น
ชิ้นๆ มันก็ก่อร่างขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ
“ข้าป้องกัน ส่วนเจ้าโจมตี และเจ้าใช้พลังจิตวิญญาณไปมากกว่าข้า
3 เท่า บวกกับผลข้างเคียงของวิชาลับที่เจ้าใช้ ข้าไม่เชื่อว่าจิตวิตวิญญาณ
ของเจ้าจะสร้างมาจากโลหะ! มาดูกันว่าเจ้าจะทนต่อไปได้อีกนานซักแค่
ไหน!”
ในความคิดของไป๋ถิงฮัวหลินหมิงคงใช้วิชาลับจิตวิญญาณบางอย่าง
และผลข้างเคียงคงมีมากว่า นอกจากนั้นหลินหมิงยังมาจากสำนักต่อสู้
บ้านนอก คงจะไม่มีเข้าใจถึงผลข้างเคียงที่เกิดจากจิตวิญญาณที่เสียหาย
ถ้าหากไม่ได้รับโอสถรักษาในอนาคต อาจจะไม่สามารถฝึกตนได้อีกต่อไป!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นไป๋ถิงฮัวก็เกิดความปิติยินดีอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้เขา
หดหู่อย่างหลังจากใช้วิชาลับสังเวยโลหิตกระตุ้นวิญญาณ แต่ตอนนี้เขาได้
พบทางสว่างแล้ว
ตอนนี้เขาไม่สนใจแล้วว่าผลข้างเคียงจะทรมารซักเพียงใด สิ่งสำคัญ
คือเขาความทรมารของคู่ต่อสู้ต่างหาก
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตายตัวคนเดียวมันก็คงน่าหวาดกลัว แต่
ถ้าหากต้องจบสิ้นไปด้วยกัน มันก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
ในตอนนั้นเองที่สีหน้าของไป๋ถิงฮัวเปลี่ยนไป ในโลกแห่งมายาวังวน
มืดมิดอันบ้าคลั่งที่โจมตีไม่หยุด จู่ๆก็หายไป แต่กลับมีผีหิวกระหายโผล่
ขึ้นมาแทนในทั่วทุกที่
ผีหิวกระหายเหล่านั้นเลียริมฝีปากด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าพวกมัน
บิดเบี้ยว ปากเต็มไปด้วยฟันที่แหลมคม ลิ้นของมันห้อยแกว่งไปมา
น้ำลายไหลเป็นทาง
“หรือว่าเขาจะหาทางใช้ภาพลวงตาแบบอื่นเป็นแล้ว?”
ใบหน้าของ ไป๋ ถิงฉัว กลายเป็นดูน่าเกลียด เพราะจนถึงตอนนี้
หลินหมิงใช้เพียงแค่รูปแบบวงวนมืดมิดโจมตีเท่านั้น แต่อยู่ๆกลับเรียก
พวกฝูงผีหิวกระหายออกมาได้ เขาคิดว่าผีหิวกระหายเหล่านี้คงมาจาก
ส่วนลึกในจินตนาการของหลินหมิง
“ราชาปีศาจ!”
หลังจากใช้ วิชาลับสังเวยโลหิตกระตุ้นวิญญาณไป๋ถิงฮัวมีพลังจิต
วิญญาณแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น เขาสามารถเรียกราชาปีศาจออกมาได้
โดยตรง ซึ่งปกติจะทำได้อย่างยากลำบาก
ปัง!
ราชาปีศาจชกไปยังหิวผีหิวกระหาย เหล่าผีหิวกระหายก็กระโจนเข้า
ใส่ราชาปีศาจ และกิดกินเนื้อหนัง ใบหน้าของไป๋ถิงฮัวกลายเป็นดูน่า
เกลียดยิ่งกว่าเดิม ราชาปีศาจก็ขัดขืนได้ซักพัก แต่ในที่สุดก็ถูกเหล่าผีหิว
กระหายฉีกเป็นชิ้นๆ
………………………………
จากครึ่งชั่วโมงก็ล่วงเลยเข้าสู่หนึ่งชั่วโมงเต็ม!!!!
ทั้งสองก็ยังยืนอยู่บนเวที ก็ยังไม่ปรากฎผู้ชนะ!
เมื่อถึงจุดนี้ เหล่าศิษย์แผนกภาพมายาที่กำลังดูอยู่เริ่มวิตกกังวลและ
สงสัย การต่อสู้ได้มาถึงขั้นนี้ แสดงว่าการต่อสู้ระหว่างจิตวิญญาณต้องเข้า
ขั้นวิกฤตอย่างมาก
อาการบาดเจ็บทางร่างกายอาจใช้เวลารักษาไม่กี่วัน แต่ถ้าหากจิต
วิญญาณบาดเจ็บอาจจะต้องใช้เวลาหลายปีหรืออาจทั้งชีวิต ถึงแม้จะได้
โอสถระดับสูงช่วยรักษา ก็ยังคงต้องใช้เวลาหลายเดือนอยู่ดี
คนสองคนยืนอยู่บนเวทีมากว่าชั่วโมงแล้ว ก็ยังไม่ปรากฎผู้ชนะ พวก
เขาทั้งสองทุ่มเททุกอย่างเพื่อต่อสู้!
“ศิษย์พี่ ไป๋ คงเริ่มวิชาลับสังเวยโลหิตกระตุ้นวิญญาณไปแล้ว ถ้าเจ้า
ดูที่ดวงตาเขาจะเห็นว่ามันแดงก่ำ แสดงว่าเขามาถึงขีดจำกัดจริงๆแล้ว คง
ไม่อาจยืดเยื้อไปมากกว่านี้ ไม่งั้นจิตวิญญาณจะได้หนักความเสียหาย
อย่างหนัก”
เราควรรอเวลาอีกซักช่วงธูป 1ดอก ถ้าหากยังไม่มีอะไรคืบหน้า เรา
บอกจะให้ผู้ตัดสินยุติการประลอง ถึงจะเสมอก็ไม่เป็นไร แต่ข้าไม่คิดว่า
เจ้าเด็กหลินหมิงนั่น จะสามารถทนต่อไปได้ถึงช่วงธูป 1 ดอก เจ้าสามารถ
ดูได้จากสีหน้าที่แดงก่ำนั่นได้เช่นกัน
“อืม ข้าสัมผัสได้ว่า พลังวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อน
เขาต้องใช้วิชาลับเพิ่มพลังจิตวิญญาณอย่างแน่นอนและความแข็งแกร่ง
ของมันมีมากกว่าวิชาลับสังเวยโลหิตกระตุ้นวิญญาณ ถ้าจะให้พูดแล้วละ
ก็ ยิ่งแข็งแกร่งก็ยิ่งมีผลข้างเคียงที่รุนแรง”
หลังจากที่หลินหมิงถูกกระตุ้นด้วยพลังจิตวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ถูกฝัง
อยู่ในทะเลแห่งจิตวิญญาณ ทำให้เลือดไหลเวียนไปทั่วร่างและใบหน้าจึง
แดงก่ำ
สำหรับศิษย์แผนกภาพมายาคิดว่ามันคือสีแดงแห่งความทรมารที่
เกิดจากการใช้วิชาลับกับจิตวิญญาณ
“เวลาอีกครึ่งธูปได้ผ่านไป ทำไมหลินหมิงถึงยังยืนหยัดอยู่ได้?” ศิษย์
แผนกภาพมายาคิวขมวดเพราะมันผิดจากที่พวกเขาคาดการณ์ไว้
“ต้องมีบางอย่างผิดพลาด…”
ศิษย์แผนกภาพมายารู้สึกว่าต้องมีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นหลินห
มิงไม่ควรจะยืนหยัดอยู่ได้นานถึงเพียงนี้ ยิ่งกว่านั้น จิตวิญญาณของ
หลินหมิงกำลังยังได้รับประการณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นการดีต่อพวก
เขา
นอกจากการใช้วิชาลับแล้ว ก็ไม่น่าจะมีคำอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หรือ
ว่าบางทีหลินหมิงอาจมีวิชาลับที่ไม่เกิดผลข้างเคียง? นั่นก็มันเป็นไปไม่ได้
อย่างเด็ดขาด!
เขารีบปฎิเสธความคิดไร้สาระโดยทันที ถ้าหากวิชาลับเช่นนั้นมีอยู่
จริงละก็ เช่นนั้นนักสู้ก็คงจะมีพลังจิตวิญญาณที่ทรงพลังและไม่รู้จักหมด
สิ้นกระนั้นหรือ?
ทันใดนั้นเอง หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆเขา ชี้นิ้วที่สั่นเทิ้มไปยังเวที
ประลอง แล้วกล่าวอย่างตะกุกตะกักว่า ศิษย์พี่ ไป๋…จมูกของเขากำลัง…
เลือดออก…”
“หืม?”
เหล่าศิษย์ต่างหันไปมองและเห็นเลือดไหลออกมาจากจมูกของไป๋ถิง
ฮัว
“ไม่ดีแล้ว!”
“ยุติการประลอง! พวกเขาต่างตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง!”
ขณะนั้นเองไป๋ถิงฮัวทั้งร่างสั่นเทิ้มและล้มลงไปหน้าฟาดกับพื้น…
“หลินหมิงเป็นฝ่ายชนะ!”
หลังจากที่ผู้ตัดสินประกาศผล ผู้ชมส่วนใหญ่ต่างแสดงออกอย่างเฉย
เมย การประลองบ้าบอในที่สุดก็จบซักที จากเริ่มจนจบ ทั้งสองฝ่ายต่างก็
ทำเพียงแค่ยืนจ้องมองกันบนเวทีเป็นชั่วโมง! จะมีอะไรน่าเบื่อกว่าการ
ประลองนี่อีกมั้ย?
ศิษย์ของแผนกภาพมายาหลายคนมุ่งไปยังเวทีปะลองไป๋ถิงฮัวหน้า
ซีดเผือกดวงตาแดงก่ำ เขาหมดสติไปนานแล้ว
“ค่อยๆพาเขาออกไป”
ศิษย์พี่หญิงอายุ 20 ปี โบกมือของนางสั่งการคนอื่นๆ นางไม่ได้มี
ความประทับใจอะไรกับคนอย่างไป๋ถิงฮัวแต่ไม่ว่าจะยังไง เขาก็ยังติด 3
อันดับแรกของศิษย์หลักรุ่นเยาว์ของแผนกภาพมายา
นางจ้องมองหลินหมิงอย่างลึกซึ้ง เพื่อค้นหาว่าเขาได้รับอาการ
บาดเจ็บจากผลข้างเคียงจากการใช้วิชาลับหรือไม่ แต่กลับต้องผิดหวัง
เมื่อไม่สามารถพบสิ่งผิดปกติใดๆเลย
นางไม่อยากจะเชื่อว่าหลังจากใช้วิชาลับแล้ว จะไม่เกิดผลข้างเคียง
ขึ้น ในกรณีนี้ อาจมีความเป็นไปได้ว่าหลินหมิงแกล้งทำเป็นมีพลังจิต
วิญญาณที่อ่อนแอแล้วล่อลวงให้ไป๋ถิงฮัวติดกับและจัดการกับเขาใน
ตอนท้าย
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เจ้าควรจะรีบจัดการเขาตั้งแต่ต้น
แต่กลับยืดเยื้อการประลองจนทำให้ไป๋ถิงฮัว มีสภาพเช่นนี้?”
หลินหมิงได้กำลังเดินออกจากเวทีไป แต่หลังจากได้ยินที่หญิงสาวผู้นี้
กล่าว เขาจึงหยุดและมองกลับมา เขาไม่ได้ปฎิเสธอะไร หลังจากสิ่งที่
เกิดขึ้น และเขาก็คงไม่สามารถอธิบายว่าเป็นเพราะเขามีจิตวิญญาณ
บริสุทธิ์ที่ฝังอยู่ใต้ทะเลแห่งจิตวิญญาณของเขา
หลินหมิงชี้ไปยังไป๋ถิงฮัวที่นอนอยูบนพื้น “ท่านจะเชื่อยังไงก็แล้วแต่
ถ้าเกิดว่าข้าเป็นฝ่ายที่นอนอยู่บนพื้นแทน ข้าเชื่อว่าศิษย์พี่คนนั้นจะต้องดี
ใจอย่างแน่นอน ข้ายังไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ในการสู้กับเขา แล้วเขามีสภาพ
เช่นนี้ได้อย่างไร?”
“หรือว่าเพราะเขาใช้วิชาลับบางอย่าง? นี่เป็นเพียงการประลองเชื่อม
สัมพันธ์ถึงกับต้องใช้วิชาลับที่เกิดผลข้างเคียงสูง หรือว่าเขาต้องการจะทำ
ร้ายข้า?”
นางถึงกับอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก และก็ไม่อาจหาคำพูดมาปฎิเสธคำ
กล่าวของหลินหมิง
“ข้านั้นไม่ได้บังคับให้เขาใช้วิชาลับ นี่เป็นสิ่งที่เขาตัดสินใจเอง แล้ว
ท่านยังจะมาโทษข้าได้อย่างไร โทษเขาเองต่างหากถึงจะเป็นเหตุผลที่
ถูกต้อง แผนกภาพมายานั้นกล้ารังแกผู้อื่นแต่กลับไม่กล้ายอมรับงั้น
หรือ?”
หญิงสาวผู้นี้จึงกัดฟัดและกล่าว “เจ้านั้นจะต้องมีแรงจูงใจบางอย่าง
ถึงได้ทำให้ไป๋ถิงฮัวมีสภาพเช่นนี้! คำกล่าวไร้สาระของเจ้าไม่มีผลที่นี่ เมื่อ
เข้าไปถึงรอบชิง เจ้าจะต้องเจอกับ หวน เสี๋ยวตี๋ และหากเวลานั้นมาถึง
ข้าหวังว่าเจ้าจะสู้เยี่ยงบุรุษและไม่ยอมแพ้ในทันที!”
“ที่จริงแล้ว นั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านจะต้องกังวล”หลินหมิงไม่กล่าวสิ่งใด
อีกเขาหันกลับแล้วเดินจากไป
ผู้ชมแหวกเป็นทางให้หลินหมิงออกไป สำหรับผู้ชมส่วนมากการต่อสู้
ของหลินหมิงไม่มีอะไรพิเศษ
เจ้าหลินหมิงนั้นดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าไป๋ถิงฮัวเล็กน้อย แต่เขาจะ
เทียบกับจิงฉานหยู่ได้อย่างไร?
แต้มต่อของโต๊ะพนันเปลี่ยนแปลง ณ ตอนนี้จิงฉานหยู่มีแต้มต่อเป็น
1:1.8 จิงฉานฉวี่มีแต้มต่อเป็น 1:2 และหลินหมิงมีแต้มต่อเป็น 1:4
เพราะว่าการประลองระหว่างไป๋ถิงฮัวและหลินหมิงแต้มต่อของจิง
ฉานหยู่จึงเพิ่มขึ้น ในขณะที่แต้มต่อหลินหมิงลดลง แต้มต่อข้างจิงฉานหยู่
ยังคงได้รับความนิยม
การต่อสู้ที่ผ่านๆมาจิงฉานหยู่ก็ยังคงรักษาความสงบไว้ได้ ไม่มีคู่ต่อสู้
คนใดที่ทำให้นางขยับได้แม้แต่ก้าวเดียว ไม่มีใครรู้ว่านางนั้นใช้ความ
แข็งแกร่งเพียงใดในการเอาชนะฉีหลิงได้
สำหรับหลินหมิงเขาได้ใช้ความแข็งแกร่งจนถึงขีดจำกัดในการ
เผชิญหน้ากับไป๋ถิงฮัวนอกจากว่าเขายังคงมีไพ่ตายเก็บซ่อนเอาไว้ ไม่งั้น
โอกาสที่เขาจะชนะจิงฉานหยู่คงแทบไม่มี
หลังจากได้ผู้ชนะการประลองทั้ง 5 คน ในกลุ่มที่7 การประลองก็จบ
ลง การประลองที่เหลือไม่เป็นที่น่าสนใจ ผู้ที่ผ่านรอบแรกมาได้จึงจะ
น่าสนใจ มันมีความแตกต่างกันอย่างมากกับการประลองรอบต้นๆ
เมื่อเป็นเช่นนั้น กลุ่มคนที่เหลืออยู่จึงผ่านเข้าสู่รอบ 2
เฟิงฉี่เป็นคนแรกที่ได้ขึ้นเวที และคู่ต่อสู้ของเขาคือฉีหลิงสำหรับเขา
ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นจ้าวเอี่ยนหรือฉีหลิงก็ไม่แตกต่างกัน
พ่ายแพ้ในกระบวนท่าเดียว!
“เฟิงฉี่เป็นฝ่ายชนะ!”
หลังจากที่ผู้ตัดสินประกาศผลฉีหลิงรู้สึกหดหู่ และถอนหายใจอย่าง
ช่วยไม่ได้ นางหวังที่จะเข้าไปสู่รอบชิง แต่ตอนนี้กลับพ่ายแพ้ไป 2 ครั้ง
แล้ว
หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด การประลองรอบนี้หากนางได้เจอกับหลินหมิ
งนางคิดว่าก็คงไม่มีทางพ่ายแพ้ให้กับหลินหมิงอย่างแน่นอน
“รอบที่สอง…การประลองระหว่าง…”
ผู้ตัดสินก็กล่าวคำพูดค้างไว้ ทุกคนต่างฟังอย่างใจจดใจจ่อเพราะ
ต้องการรู้ว่าใครจะถูกขานชื่อ
“รอบที่สองหลินหมิงปะทะจิงฉานหยู่!”
เมื่อกล่าวจบ เหล่าผู้ชมต่างตะโกนโห่ร้องหลินหมิงปะทะจิงฉานหยู่
ช่างเป็นคู่ที่ผู้ชมคาดหวังไว้มากที่สุดในกลุ่มที่ 7
จื่อหลิงและไป๋ถิงฮัวทั้งคู่ที่เคยไร้พ่ายก็ได้พ่ายแพ้ไปในที่สุด
ตอนนี้เหลือเพียง 3 คน ที่ยังคงไร้พ่าย และสองในนั้นคือจิงฉานหยู่
และหลินหมิง
ไม่ว่าจะเป็นเฟิงฉี่จะปะทะกับจิงฉานหยู่ หรือเฟิงฉี่ปะทะหลินหมิงคง
คาดเดาผู้ชนะได้ไม่ยาก ผู้ชมจึงไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก
ในความคิดของเหล่าผู้ชมเฟิงฉี่นั้นแข็งแกร่งเกินไป ด้วยพลังระดับ
จุดสูงสุดขั้นผสานชีพจร!
ความแข็งแกร่งของเขาเทียบเท่ากับระดับปราณต้นฟ้าช่วงกลาง
จุดยืนของเขาไม่มีทางสั่นคลอนได้ง่ายๆอย่างแน่นอน!
ดังนั้นการประลองระหว่างหลินหมิงและจิงฉานหยู่จึงเป็นที่น่าสนใจ
ที่สุด!
เสียงส่วนใหญ่มีคาดการณ์ว่า โอกาสที่จิงฉานหยู่จะชนะนั้นมี 70%
และหลินหมิงมีเพียง 30%
แต่ความจริงเป็นอย่างไร การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสิน
ชุดคลุมของจิงฉานหยู่พริ้วไหวไปตามสายลม โดยที่นางยืนอยู่กลาง
เวที
จิง ฉานหยู่ ผสานมือคำนับและกล่าว “ยินดีที่ได้รู้จักสหายผู้มาจาก
อาณาจักรเลื่องชื่อ ข้ามีนามว่าจิงฉานหยู่”
ใบหน้าของนางมีผ้าคลุมปิดบังไว้อยู่ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดู
คลุมเคลือ
หลินหมิงผสานมือคำนับตอบเพื่อเป็นมารยาท
“ข้าหลินหมิงแม่นางโปรดชี้แนะด้วย”