Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 494 เปิดรูปแบบบรรพกาล
แม้ว่านักบวชคิ้วขาวขั้นทำลายชีวิตระดับ 3 อาวุโสสูงสุดผู้บ่มเพาะ
เคล็ดอรหันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังเกือบตายอย่างน่าสังเวช หากว่านั้นเป็นพวก
เขาแล้วคงไม่เหลือแม้แต่โชคที่จะช่วยให้รอดพ้นมาได้
หากพวกเขาไม่ได้ต้องการครอบครองสมบัติแล้วละก็ หากต้องตก
ตายไปมันก็ไม่มีค่าเลยแม้ว่ามันจะหายากและล้ำค่าเพียงใด
ผู้อาวุโสขั้นทำลายชีวิตเริ่มเดินไปยังปากทางเข้าถ้ำ ถ้ำแห่งนี้อันตราย
มากเกินไปสำหรับพวกเขา หากมีบางอย่างเกิดขึ้นกับ
พวกเขาและแสงสีแดงนั้นพุ่งมาหาพวกเขาแล้วนั้นหมายถึงวันตาย
ของพวกเขาอย่างแท้จริง! พวกเขาไม่สามารถหวังพึ่งการเดิมพันได้ ไม่
ต้องกล่าวถึงว่าเ หลายคนที่นี่คือกระดูกสันหลังของนิกายตนเอง หากพวก
เขาตายลงที่นี่ นิกายของพวกเขาก็จะอยู่ในวิกฤต
ดังนั้นจึงมีผู้อาวุโสขั้นทำลายชีวิตหลายสิบจึงรีบออกจากถ้ำทันที
พวกเขาได้ตัดสินใจอยากเด็ดขาดแม้ว่าสมบัตินี่ใช้แล้วสามารถก้าวเข้าสู่
แดนเทวะและไม่มีวันตาย พวกเขาก็ยังคงจะไม่แตะต้องมัน!
ซ่วนหวู๋จี๋ถอยกลับไปยังปากทางเข้าถ้ำอย่างสงบ การบ่มเพาะของ
เขาเป็นเคล็ดปีศาจ ขณะที่เขามีพลังโจมตีมหาศาลแต่กลับไร้ซึ่งพลังด้าน
การป้องกัน หากแสงสีแดงเกิดขึ้นเมื่อครู่พุ่งมาทางเขาแล้ว ก็ไม่อาจ
รับประกันได้ว่าเขาจะสามารถจัดการมันได้!
หนานอวิ๋นหวังยังคงลังเลและถอยกลับไปหลายก้าว แต่เขายังคงไม่
ออกไปจากถ้ำ
เขายังต้องการโอสถปาฏิหาริย์ศักดิ์สิทธิ์ที่กลั่นมาจากรากมังกร
นิพพาน ตราบเท่าที่เขาหามันมาได้ การก้าวข้ามแม่น้ำแห่งความตายที่
รู้จักกันในขั้นทำลายชีวิตมันก็จะไม่เป็นเรื่องยากอีก!
รูปแบบค่ายกลแสงแปดมังกรหยกเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริง แต่
การไม่สามารถก้าวข้ามขั้นทำลายชีวิตไปได้อย่างปลอดภัยก็น่ากลัว
เหมือนกันมิใช่หรือ?
ขั้นทำลายชีวิตเป็นบททดสอบความอดทนและความยืดหยุ่นของ
จิตใจและจิตวิญญาณของนักสู้เอง หากพวกเขาก้าวข้ามมันแล้วพวกเขาก็
สามารถกลายเป็นจักรพรรดิไร้เปรียบที่อยู่ได้นับหมื่นปี แต่หากพวกเขา
ล้มเหลว พวกเขาจะถูกเปลี่ยนเป็นเถ้าธุลีสลายไปกับสายลม
หนานอวิ๋นหวังมีความทะเยอทะยานสูงมาก ในหมู่อาวุโสจำนวนมาก
ในปัจจุบัน พวกเขาได้วางแผนฉุกเฉินที่จะตายในขั้นทำลายชีวิตเรียบร้อย
แล้ว แต่ว่าหนานอวิ๋นหวังไม่ต้องการเช่นนั้น!
หากเขาไม่ต้องการเผชิญหน้าความตายก็เป็นไปได้ที่จะล้มเหลวตอน
ก้าวผ่านขั้นทำลายชีวิต ดังนั้นทางเลือกเดียวของเขาคือเผชิญหน้ากับแสง
สีแดงที่น่ากลัวจากรูปแบบค่ายกลแสงแปดมังกรหยกในตอนนี้ซะ!
รากมังกรนิพพานปลอดภัยอย่างไม่ต้องสงสัย แต่รูปแบบค่ายกล
บรรพกาลที่คอยปกป้องมันนั้นแข็งแกร่งมาก จะเกิดอะไรขึ้นหากมันถูก
ทำลายลง?
เมื่อเทียบกันแล้ว แม้ว่าเตาหลอมจักรวาลจะอันตรายกว่ามากแต่
อย่างน้อยเขาก็ยังเห็นสมบัติอยู่ภายใน นั้นยังคงมีหวังยิ่งกว่า!
ขณะอาวุโสจำนวนมากออกจากถ้ำตามคนอื่นๆ หลินหมิงยังยืนอยู่
มุมหนึ่งของถ้ำอย่างสงบและจ้องไปยังรูปแบบค่ายกลแสงแปดมังกรหยก
เขาค้นพบจำนวนเส้นทางที่จะเข้าไปได้แล้ว เช่นเดียวกับพื้นที่ที่เขา
ยืนอยู่ก็เป็นผลจากการคำนวนของเขาเช่นกันนี้
ตำแหน่งที่เขายื่นถูกเลือกอย่างระมัดระวัง รูปแบบค่ายกลแสงแปด
มังกรหยกจะทำการการโจมตีแก่ผู้บุกรุกเข้ามาภายใน100ก้าวของเตา
หลอมจักรวาลเท่านั้น หากผู้ใดเข้าไปใกล้กว่านั้น พวกเขาจะโดนโจมตี
จากแสงสีแดง สำหรับจุดที่หลินหมิงยืนอยู่มันเป็นจุดบอดของแสงสีแดง
ตราบที่เขาไม่เคลื่อนไหว มันก็เป็นไปไม่ได้ที่แสงสีแดงจะถูกตัวเขา
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณลำดับสองสองของจักรพรรดิปีศาจมีความทรง
จำไม่สมบูรณ์เกี่ยวกับรูปแบบค่ายกลแสงแปดมังกรหยก หลินหมิงได้
ครุ่นคิดความรู้เกี่ยวกับรูปแบบค่ายกลบรรพกาลของเขาอย่างต่อเนื่อง
เติมเต็มช่องว่างด้วยตัวเขาเองและแก้ไขส่วนที่ขาดหายไป หลินหมิงมั่นใจ
ว่าในเวลาไม่ถึงหนึ่งในสี่ชั่วโมง เขาจะทำลายรูปแบบค่ายกลแสงแปด
มังกรหยกลงได้
อย่างไรก็ตาม ความจริงหลินหมิงก็คงรู้ว่าแม้เขาจะทำลายรูปแบบ
ค่ายกล แต่มันก็ไร้ประโยชน์ เขาไม่มีความแข็งแกร่งเช่นนักบวชคิ้วขาว
หากเขาต้องการที่จะพึ่งพาของเขาความแข็งแกร่งของตัวเขาเอง เขาก็จะ
ไม่มีทางที่จะยกฝาของเตาหลอมจักรวาลได้ ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถไปยืน
อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ก็ตาม
แต่ก็ยังไม่ไร้ความหวัง หลินหมิงตัดสินใจว่าเขาจะทำความเข้าใจการ
ทำงานของรูปแบบค่ายกลและจากนั้นจะคิดดูอีกครั้งว่าสามารถใช้ข้อมูล
เหล่านี้ได้หรือไม่
เมื่อมองกลับไป มันกล่าวได้ว่าหากเขาไม่ได้รับสมบัติภายในเตา
หลอมจักรวาล เขาก็อาจใช้รูปแบบค่ายกลแสงแปดมังกรหยกเพื่อปกป้อง
ตัวเขาเองได้เช่นกัน
หากซ่วนหวู๋จี๋ตัดสินใจตามมาฆ่าเขา นั้นหมายถึงเขาจะต้องหลบหลีก
รูปแบบค่ายกลแสงแปดมังกรหยกให้ได้เสียก่อน
เมื่อคิดเช่นนี้หลินหมิงก็เหลือบไปมองซ่วนหวู๋จี๋ หลังจากสังเกตุ
ตำแหน่งที่ซ่วนหวู๋จี๋ยืนจิตใจของเขาก็เริ่มสะท้าน
ซ่วนหวู่จี๋ตอนนี้ยืนอยู่ด้านนอกถ้ำ เป็นลางดีที่เขาอาจจะทำได้…
หลินหมิงเคยคิดถึงวิธีเดียวกันนี้ไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นซ่
วนหวู่จี๋และคนที่เหลือต่างได้รวบรวมรากมังกรนิพพาน หลินหมิงไม่มี
แม้แต่โอกาสจะได้ใช้มัน
แต่ตอนนี้ ความสนใจของทุกคนได้กระจัดกระจายกันออกไป ซ่
วนหวู๋จี๋ หนานอวิ๋นหวัง และนักบวชคิ้วขาว สามผู้เชี่ยวชาญผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่
ที่นี่ได้ให้ความสนใจทั้งหมดไปยังเตาหลอมจักรวาล
เมื่อคิดถึงตอนที่รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เขาเคยยุ่งกับมัน แผน
บ้าบิ่นก็เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวของหลินหมิง…
…………………………………..
แต่เดิมแล้ว ระหว่างการเดินทางมายังตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ มี
ผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตเกือบ 30 คน แต่ตอนนี้เหลือเพียง 20 คนเท่านั้น
ผู้ทรงพลังเหล่านั้นต่างตายลงล้วนเป็นตัวตนผู้่งส่ง เพียงกล่าวชื่อของพวก
เขาแล้วก็จะได้รับความชื่นชมจากคนภายในนิกายของเขาและผู้เป็นศัตรูก็
จะเกิดความหวาดกลัวที่ได้ยิน
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นตัวตนระดับนั้นก็ตกตายลงในพริบตาภายใน
ตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจแห่งนี้ พวกเขาไม่มีความแข็งแกร่งเพียง
พอที่จะต่อต้านอันตรายจากที่นี่ได้
เวลานี้เอง ข้างนอกถ้ำ อาวุโสผู้รอดชีวิตส่วนหนึ่งได้เริ่มเลือกสถานที่
เข้าฌานเพื่อฟื้นฟูสภาพของพวกเขา บางคนก็ทำความคุ้นเคยกับรูปแบบ
ค่ายกลโดยไปเรียนรู้รูปแบบโบราณที่ปกป้องรากมังกรนิพพาน
เช่นเดียวกับผู้ที่สามัญกว่าต่างไปยังริมแม่น้ำเพื่อค้นหาสมุนไพร ดูไม่ต่าง
กับคนงานแก่ๆที่กำลังถอนพืช
สภาพดังกล่าวกินเวลาไปหลายชั่วโมง พวกที่อยู่ริมแม่น้ำก็เริ่ม
ตระหนักได้ว่าพวกเขาไม่สามารถหาสมุนไพรได้อีกต่อไป พวกเขาได้ถอน
ใจอย่างขมขื่นและแยกตัวไปหาจุดนั่งเข้าณาน
แต่เหล่าพวกที่ศึกษารูปแบบค่ายกลบรรพกาลต่างยังคงปฏิเสธที่จะ
ยอมแพ้ บางครั้งก็จะมีชายชราอ้าปากตกใจราวกับเขาได้ค้นพบบางสิ่ง
และรู้แจ้งได้ฉับพลัน และทั้งหมดจะถามถึงสิ่งที่เขาได้ค้นพบ
จากนั้น ชายชราที่เคย ‘รู้แจ้ง’ ก็จะแบ่งปัน ‘ความรู้’ ของเขาด้วย
ความภูมิใจ
หลังจากที่คนอื่นๆได้ยินเรื่องนี้ พวกเขาจะความรู้และปฏิบัติตาม
ด้วยความนับถือ ตอนนี้เอง ชายชรานั้นแบ่งปันความคิดโดยเปี่ยมไปด้วย
ความสุข แน่นอนว่าจะมีบ้างที่จะนำไปสู่การถงเถียงอย่างรุนแรง ระหว่าง
นั้น ทุกคนจะปลดปล่อยความรู้ที่พวกเขารับรู้จากรูปแบบบรรพกาลเพื่อ
เอาชนะ
บางครั้ง เพื่อยืนยันความคิดเห็นของพวกเขา ผู้ทรงพลังจะนำแผ่น
รูปแบบค่ายกลมาทดสอบทฤษฎีของพวกเขา แน่นอนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จากสิ่งที่พวกเขาทำ รูปแบบค่ายกลบรรพกาลยังคงไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ความจริงแล้วผู้ทรงพลังไม่ได้หวังว่าพวกเขาจะหยุดรูปแบบค่ายกล
บรรพกาลนี้ได้ อะไรที่พวกเขาต้องการเรียนรู้จากมันและต่อเติมจาก
ความเข้าใจของพวกเขาจากรูปแบบค่ายกลของตัวเอง เมื่อเทียบกับ
รูปแบบค่ายกลในปัจจุบันของทวีปนภารินไหล รูปแบบค่ายกลบรรพกาล
นี่มีความทรงพลังมากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
หากพวกเขาสามารถเข้าใจบางส่วนสักนิดแล้วพวกเขาก็จะได้รับ
ผลประโยชน์ในชีวิต
ไม่รู้ว่าเมื่อไร แต่ชายหนุ่มได้แทรกซึมเข้าไปในกลุ่มของชายชราเมื่อ
พูดถึงรูปแบบค่ายกลและเริ่มสัมผัสถึงรูปแบบค่ายกลบรรพกาล
“เจ้าหนู มาทำอะไรที่นี่ อย่าพยายามขวางทางของชราผู้นี้!” ชาย
ชราผมขาวนั้นถือธวัชชัยค่ายกลในมือของเขาและกล่าวด้วยความไม่พอใจ
ขณะเขาสังเหตุเห็นหลินหมิงมาเดินเตร่ใกล้ๆ
เพื่อที่จะทำเข้าณานเพื่อสัมผัสถึงรูปแบบค่ายกล สิ่งหนึ่งคือต้องใจ
เย็น ในสายตาของชายชรามีหลินหมิงเดินเดินเตร่อยู่รอบๆจึงคอยขัดขวาง
ความคิด
หลิงหมิงยิ้มอย่างอ้อนวอน ยกมือคารวะและกล่าวว่า “ศิษย์น้อง
เพียงอยากรู้อยากเห็นด้วยตาตนเอง”
“หืม เจ้าคิดว่าเจ้าจะเข้าใจได้หรือ? แม้แต่ชายชราผู้นี้ยังสับสนกับ
หลายอย่างของรูปแบบค่ายกลนี่ อย่าเอาวิธีของชายชราผู้นี้ไปทำความ
เข้าใจเลย!”
“ขอรับ รุ่นเยาว์จะรีบออกไปทันที” หลินหมิงกล่าวด้วยใบหน้ายิ้ม
แย้มขณะถอยจากไป แต่ขณะที่เขาก้าวจากไป เขาได้สัมผัสจารึกอักขระ
พื้นผิวของจารึกอักขระไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลยและไม่มีความแตกต่าง
แต่อย่างใด มันมีเพียงแค่พลังภายในจารึกอักขระได้รับการเปลี่ยนแปลง
หากไม่มีความรู้เกี่ยวกับการสร้างรูปแบบค่ายกลบรรพกาลก็ไม่มีทางที่จะ
รู้สึกถึงความแตกต่าง
“เจ้า อย่าเดินมั่วไปทั่วสิ!” เห็นได้ชัดว่าชายผมขาวไม่ได้มองไปยัง
หลินหมิง แต่เขายังคงสังเกตุการกระทำเล็กๆน้อยๆของหลินหมิง ด้วย
เหตุนี้ทำให้หลินหมิงต้องถอยไปหลบ หลินคิดกับตนเอง ‘ตาแก่นี้จิตสัมผัส
ไว้ยิ่งนัก โชคดีที่เขาไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับรูปแบบค่ายกล มิเช่นนั้น ข้าก็
คงไม่อาจสามารถซ่อนการกระทำจากเขาได้’
หลินหมิงพ่นลมหายใจออกมา เขากล่าวอย่างดุดันว่า ‘นี่เป็นจารึก
อักขระลำดับ 3… ’
เขามองไปที่ถ้ำที่เตาหลอมจักรวาลอยู่ ซ่วนหวู๋จี๋ยังถอยห่างไป 200
ก้าวห่างจากถ้ำและนั่งเข้าณานบนหิน
แม้ตาของเขายังปิดอยู่ แต่ความจริงเขาได้แบ่งสัมผัสเบาบางออกไป
ยังรูปแบบค่ายกลบรรพกาลของรากมังกรนิพพาน
อย่างไรก็ตาม มีทั้งผู้ประกาศตัวว่าเป็น ‘ปราชญ์’ และ ‘ปรมาจารย์’
ของรูปแบบค่ายกล ต่างยอมแพ้ที่จะเรียนรู้รูปแบบค่ายกลบรรพกาล
หลินหมิงดูเหมือนคนธรรมดาท่ามกลางพวกเขา
‘ต่อไปเป็น… จารึกอักขระลำดับ 4 ’ หลินหมิงก้าวไปยังตำแหน่งของ
จารึกอักขระลำดับ 4 อย่างเงียบเชียบ
ในตอนนี้ภายในถ้ำ นักบวชคิ้วขาวเพิ่งฟื้นสภาพของเขา ไม่รู้ว่าเขาใช้
โอสถปาฏิหาริย์ศักดิ์สิทธิ์แบบไหน แต่เพียงสองชั่วโมง หน้าอกของเขาก็ดู
เป็นสีแดงคล่ำ นอกจากนั้นสีผิวของเขาก็ดูซีดเพียงเล็กน้อย โดยรวมดู
เหมือนเขาจะไม่เป็นไรแล้ว
เห็นได้ชัดว่านักบวชคิ้วขาวยังคงไม่ยอมแพ้ต่อเตาหลอมจักรวาลอีก
…………….
หลินหมิงได้เปิดจารึกอักขระไป 9 ตัว เขาคิดครุ่นคิดต่อสถานการณ์
ต่างๆที่จะเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะเปิดรูปแบบค่ายกลบรรพกาล
การเปิดรูปแบบค่ายกลบรรพกาลเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงเวลา
เล็กน้อยนี้เพียงพอสำหรับจิตสัมผัสของซ่วนหวู๋จี๋และรีบวิ่งเข้ามาแน่
สำหรับหนานอวิ๋นหวัง และนักบวชคิ้วขาว พวกเขาอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่
ขณะนี้พวกเขาอยู่ในถ้ำและให้ความสนใจกับเตาหลอมจักรวาล
หากไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับพวกเขา หลังจากที่เปิดรูปแบบค่ายกล
บรรพกาล รากมังการนิพพานจะตกลงมาอยู่ในมือของซ่วนหวู๋จี๋
ตอนนี้ ห่างจากซ่วนหวู๋จี๋และผู้คนส่วนหนึ่ง ทุกคนต่างเชื่อว่าตำหนัก
จักรพรรดิเทพปีศาจได้ถูกปิดผนึกอย่างสมบูรณ์
หากนักบวชคิ้วขาวหรือหนานอวิ๋นหวังได้รับสมบัติ นั้นย่อมเกิดการ
ต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น พวกเขาไม่มีทางออกไป จึงตอบโต้ด้วยความแข็งแกร่ง
ของพวกเขาแทนคำพูด ท้ายที่สุดพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากแจกจ่าย
สมบัติตามลำดับความแข็งแกร่ง
หากเรื่องนี้เกิดขึ้น หลินหมิงจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆแม้แต่น้อย
แต่เขาอาจจะโดนลูกหลงจากการต่อสู้ซ้ำ
อย่างไรก็ตาม…
ซ่วนหวู๋จี๋นั้นออกไป
ซ่วนหวู๋จี๋รู้วิธีออกจากตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจผ่านทางรูปแบบ
ค่ายกลเคลื่อนย้าย…
………
‘นี่เป็นจารึกอักขระลำดับ 10’
หลังจากที่หลินหมิงเปิดจารึกอักขระลำดับ 10 เขามีแผ่นที่จะหยุด
ก่อนที่จะเริ่มต้นอีกครั้ง แม้ว่าปัจจุบันการเคลื่อนไหวของเขาไม่เป็นที่
สนใจแก่ผู้คนโดยรอบ เขายังคงตัดสินใจระมัดระวังอย่างสุดขีด เขาเดินลง
ไปยังริมแม่น้ำและผ่านทางเข้าถ้ำเตาหลอมจักรวาล
หลังจากผ่านไปหนึ่งในสี่ชั่วโมง หลินหมิงได้เริ่มเปิดใช้งานจารึก
อักขระอีกครั้ง จนหมด
ในที่สุด หลังจากที่จารึกอักขระลำดับที่ 36 ทำงาน รูปแบบบรรพ
กาลซึ่งเดิมทีได้เงียบสงบก็เริ่มปลดปล่อยแสงสีขาวออกมา…